
| การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่ชำระเงินค่าตอบแทนแล้ว และได้แจ้งการโอนสิทธิให้ลูกหนี้ทราบโดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ 306 โดยศาลวินิจฉัยว่าผู้รับโอนสามารถฟ้องลูกหนี้ของผู้โอนสิทธิได้ แม้จะเคยมีการฟ้องผู้โอนสิทธิมาก่อนก็ตาม เนื่องจากความรับผิดเป็นคนละสัญญา และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โดยโจทก์จ่ายเงินค่าตอบแทนเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีต่อจำเลย •หนี้ที่จำเลยมีต่อจำเลยร่วมเกิดจากสัญญาซื้อขายสินค้า •โจทก์อ้างว่าได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้วตามกฎหมาย •ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องมีข้อกำหนดชัดว่า หากไม่ได้รับชำระหนี้ ผู้โอนต้องชำระแทน พร้อมสิทธิของผู้รับโอนที่จะฟ้องได้ทั้งผู้โอนและลูกหนี้ของผู้โอน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การใช้กฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วย “การโอนสิทธิเรียกร้อง” และ “สิทธิของผู้รับโอนในการฟ้องลูกหนี้โดยตรง” คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญว่า เมื่อผู้โอนสิทธิเรียกร้องได้แจ้งลูกหนี้ให้ทราบโดยชอบแล้ว ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ได้โดยตรง และไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้จะเคยฟ้องผู้โอนมาก่อน เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาคนละส่วนกัน ต่อไปนี้คือ 5 คำสำคัญพร้อมขยายความประเด็นสำคัญสั้น ๆ ของคดีนี้ 1. โอนสิทธิเรียกร้อง ประเด็นหลักของคดีคือการโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยร่วมให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องหนี้แทนผู้โอน ซึ่งเป็นไปตามหลักของมาตรา 303 และ 306 2. บอกกล่าวการโอนสิทธิ ศาลให้ความสำคัญว่าผู้รับโอนต้องมีหนังสือแจ้งลูกหนี้ให้ทราบถึงการโอนสิทธิ มิฉะนั้นลูกหนี้ยังคงชำระหนี้แก่ผู้โอนได้โดยชอบ การแจ้งที่ถูกต้องจึงเป็นเงื่อนไขให้ผู้รับโอนสามารถฟ้องลูกหนี้ได้โดยตรง 3. สิทธิฟ้องลูกหนี้โดยตรง เมื่อมีการแจ้งการโอนสิทธิตามกฎหมายแล้ว ผู้รับโอนสามารถใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของผู้โอนโดยตรงได้ โดยไม่ต้องผ่านผู้โอนสิทธิอีกต่อไป 4. การใช้สิทธิโดยสุจริต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลย แม้จะเคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อน ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะสิทธิเรียกร้องอยู่คนละสัญญาและคนละฐานทางกฎหมาย 5. ความสัมพันธ์ต่างสัญญา ศาลย้ำว่า ความรับผิดของจำเลยร่วมต่อโจทก์อยู่ภายใต้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ส่วนความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์อยู่ภายใต้สัญญาซื้อขาย จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์สามารถฟ้องทั้งสองฝ่ายได้โดยชอบตามเงื่อนไขในสัญญา
สรุปได้ว่า แก่นของคดีนี้อยู่ที่หลักการตามมาตรา 303 และ 306 ว่าเมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบและมีการแจ้งลูกหนี้แล้ว ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเรียกร้องหนี้โดยตรงจากลูกหนี้ และไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแม้จะมีคดีเดิมอยู่ก่อนก็ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ •ศาลชั้นต้นเห็นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงยกฟ้อง •ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับคำพิพากษา โดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้อง และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกา ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เหตุผลของศาลฎีกา •สิทธิของโจทก์เกิดจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยร่วม และหนี้ของจำเลยเกิดจากสัญญาซื้อขายกับจำเลยร่วม ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์คนละส่วน •โจทก์สามารถฟ้องจำเลยร่วมในฐานะผู้โอนสิทธิ หากผิดสัญญาโอน และสามารถฟ้องจำเลยในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขายได้ •การที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อน ไม่ทำให้การฟ้องจำเลยในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต •ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยถูกต้องที่ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปัญหาที่เหลือต่อไป คำวินิจฉัย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าการฟ้องคดีนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •การโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Claims): ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ 306 ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ของผู้โอนได้เมื่อมีการแจ้งการโอนสิทธิโดยชอบ •ความสัมพันธ์ตามสัญญาที่แตกต่าง: สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและสัญญาซื้อขายมีผลผูกพันคู่สัญญาต่างกัน ความรับผิดจึงแยกจากกัน •การใช้สิทธิฟ้องหลายครั้ง: หากเป็นการฟ้องตามสิทธิในสัญญาต่างกัน ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต •ผลต่อคู่สัญญา: ลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามสิทธิของผู้รับโอน และผู้โอนยังคงมีความรับผิดตามสัญญาโอนสิทธิ IRAC วิเคราะห์คดี Issue (ประเด็น) การฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของผู้โอนสิทธิ หลังจากเคยฟ้องผู้โอนสิทธิมาก่อน ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) •ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303: การโอนสิทธิเรียกร้องทำได้เมื่อมีการแจ้งลูกหนี้โดยชอบ •มาตรา 306: ผู้รับโอนมีสิทธิเรียกร้องชำระหนี้จากลูกหนี้แทนผู้โอน Application (การปรับใช้ข้อกฎหมาย) •สิทธิฟ้องต่อจำเลยเกิดจากสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้โอน ซึ่งผู้รับโอนมีสิทธิฟ้องได้ •สิทธิฟ้องต่อผู้โอนเกิดจากสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เป็นนิติสัมพันธ์อีกส่วน •การฟ้องทั้งสองกรณีไม่ใช่การฟ้องซ้ำในสิทธิเดียวกัน •ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นที่เหลือต่อ Conclusion (ข้อสรุป) การฟ้องจำเลยในคดีนี้ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิฟ้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษายืน ข้อคิดทางกฎหมาย 1.การโอนสิทธิเรียกร้องต้องแจ้งลูกหนี้โดยชอบเพื่อให้มีผลผูกพัน 2.สิทธิในการฟ้องสามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง หากมาจากนิติสัมพันธ์ต่างกัน 3.การฟ้องหลายคดีไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเสมอไป ต้องพิจารณาจากสิทธิและข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง 4.สัญญาโอนสิทธิที่มีข้อกำหนดชัดเจนสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้รับโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ English Summary The Supreme Court Decision No. 6557/2567 addresses the right of an assignee to claim payment from the debtor of the assignor under a sales contract, pursuant to Sections 303 and 306 of the Thai Civil and Commercial Code. The Court held that the assignee may sue the debtor even if the assignee had previously sued the assignor, as the liabilities stem from separate contractual relationships. This does not constitute bad faith litigation, and the trial court must proceed to consider other unresolved issues. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องของโจทก์ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้เคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อน เนื่องจากสิทธิที่ฟ้องเกิดจากนิติสัมพันธ์ต่างกัน คือ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม และสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วม โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องทั้งผู้โอนและลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ 306 ข้อกำหนดในสัญญายังระบุสิทธิฟ้องทั้งสองฝ่ายได้ ศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปจึงถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2567 คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยร่วมตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องได้ หากการผิดสัญญาโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และสามารถฟ้องจำเลยตามสัญญาซื้อขายได้เช่นกัน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยร่วมนำมาโอนให้แก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 12 มีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ๆ จำเลยร่วมตกลงยินยอมชดใช้หนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย และข้อ 18.2 มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทั้งกับจำเลยร่วม และกับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วมด้วย ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมและจำเลยที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมและจำเลย แม้การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษี และใบวางบิล ซึ่งตรงกับเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยคดีนี้ แต่ความรับผิดของจำเลยร่วมและความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาคนละส่วนกัน เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิโจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,760,036.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,137,120.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท น. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลย และขอให้จำเลยร่วมรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม กำหนดค่าทนายความให้จำเลย 90,000 บาท จำเลยร่วม 30,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้จำเลย 20,000 บาท ให้จำเลยร่วม 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อทำคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี นั้นชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาอื่นอีก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์สามารถฟ้องคดีนี้ได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไปตามรูปคดี จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย ในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท น. จำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากจำเลยแทนจำเลยร่วมได้ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และเมื่อโจทก์อ้างว่าได้ดำเนินการมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยร่วมตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องได้ หากการผิดสัญญาโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และสามารถฟ้องจำเลยตามสัญญาซื้อขายได้เช่นกัน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยร่วมนำมาโอนให้แก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ.12 มีข้อความระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ๆ จำเลยร่วมตกลงยินยอมชดใช้หนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย และข้อ.18.2 มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทั้งกับจำเลยร่วมและกับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วมด้วย ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมและจำเลยที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมและจำเลย อย่างกรณีที่จำเลยอ้างว่า ไม่มีหนี้สินตามสัญญาซื้อขายต่อจำเลยร่วม หรือใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิลเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ได้รับคำบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ และประเด็นอื่น ๆ ตามข้อต่อสู้ของจำเลย ล้วนเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยทั้งสิ้น แม้การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิล 102 ฉบับ ซึ่งตรงกับเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยคดีนี้ แต่ความรับผิดของจำเลยร่วมและความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาคนละส่วนกันดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิโจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยร่วมได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่ต่อจำเลยให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนและมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งแก่จำเลยถึงการโอนสิทธิโดยชอบแล้ว โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วมได้โดยตรงหรือไม่ และถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยหรือไม่ ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และมาตรา 306 เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบและมีการบอกกล่าวแก่ลูกหนี้แล้ว ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ได้โดยตรง เพื่อให้ชำระหนี้ตามที่โอนมาให้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิต่อจำเลยโดยถูกต้องแล้ว จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยตรง การที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนมิได้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยร่วมอยู่ในฐานะสัญญาโอนสิทธิ ส่วนสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยอยู่ในฐานะสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นคนละส่วนกัน ข้อ 2 ในกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากจำเลยร่วม โดยมีสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 12 และข้อ 18.2 ระบุให้โจทก์สามารถฟ้องจำเลยร่วมและจำเลยได้ทั้งสองฝ่าย ข้อสัญญาดังกล่าวจะมีผลให้โจทก์สามารถดำเนินคดีฟ้องลูกหนี้ทั้งสองฝ่ายได้จริงหรือไม่ ธงคำตอบ สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 12 และข้อ 18.2 เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมซึ่งมีผลผูกพันตามหลักกฎหมายแห่งสัญญา โดยข้อ 12 ระบุว่าหากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าด้วยเหตุใด จำเลยร่วมต้องรับผิดชำระหนี้แทน ส่วนข้อ 18.2 กำหนดให้โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องทั้งจำเลยร่วมและจำเลยได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อสัญญาดังกล่าวมีผลสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิใช้สิทธิทางศาลกับจำเลยร่วมในฐานะผู้โอน และจำเลยในฐานะลูกหนี้ของผู้โอนได้โดยชอบ ข้อ 3 การที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนในคดีหนึ่ง แล้วภายหลังมาฟ้องจำเลยอีกคดีหนึ่งโดยใช้เอกสารหลักฐานชุดเดียวกัน เช่น ใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษี และใบวางบิล จะถือว่าฟ้องซ้ำ หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เอกสารที่โจทก์นำมาใช้จะเป็นชุดเดียวกับคดีที่ฟ้องจำเลยร่วมก่อนหน้านี้ แต่เนื่องจากฐานความรับผิดของจำเลยร่วมและจำเลยเป็นคนละส่วนกัน การฟ้องจำเลยร่วมเป็นการเรียกร้องตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ขณะที่การฟ้องจำเลยเป็นการเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วม จึงไม่ใช่คดีฟ้องซ้ำหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยได้ตามสิทธิที่ตนได้รับโอนมาโดยชอบ ข้อ 4 หากจำเลยอ้างว่าใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษี หรือใบวางบิลที่โจทก์นำมาเป็นหลักฐานในการฟ้อง เป็นเอกสารปลอมหรือไม่เคยได้รับการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์เลย ศาลควรวินิจฉัยอย่างไรในประเด็นนี้ ธงคำตอบ ข้ออ้างของจำเลยว่าหลักฐานเป็นเอกสารปลอมหรือไม่เคยได้รับการบอกกล่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ในศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ เพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวตามรูปคดี ศาลฎีกาเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวชอบแล้ว เพราะประเด็นนี้มีผลต่อการพิสูจน์หนี้สินระหว่างคู่ความ การอ้างเอกสารปลอมหรือไม่รับการแจ้งโอนสิทธิจึงต้องตรวจสอบโดยข้อเท็จจริงก่อนตัดสินข้อกฎหมาย ข้อ 5 ประเด็นที่ว่าการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ทำให้โจทก์กลายเป็นเจ้าหนี้โดยสมบูรณ์และมีสิทธิเรียกร้องลูกหนี้ของผู้โอนได้ทันทีหรือไม่ ต้องพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างไร ธงคำตอบ ตามหลักมาตรา 303 และมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกร้องจะสมบูรณ์ต่อบุคคลภายนอกก็ต่อเมื่อมีการบอกกล่าวแก่ลูกหนี้แล้ว หากผู้รับโอน (โจทก์) ได้แจ้งการโอนสิทธิแก่ลูกหนี้ (จำเลย) โดยชอบแล้ว ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิเรียกร้องหนี้จากลูกหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ลูกหนี้ชำระแก่ผู้โอนเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยแล้วโดยถูกต้องตามกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยตรง สิทธิดังกล่าวจึงเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยชอบ และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัย สรุปได้ว่า คดีนี้ศาลฎีกายืนยันหลักการสำคัญว่า การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 303 และมาตรา 306 ย่อมทำให้ผู้รับโอนมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ได้โดยตรง หากมีการบอกกล่าวอย่างถูกต้อง และไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด
|





