ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย

1.สำหรับโลโก้สำนักงานทนายความ โลโก้สำนักงานทนายพีศิริ เพชรนิติ ลีนน์ พงษ์ศิริสุวรรณ บริการให้คำปรึกษากฎหมาย 2. สำหรับภาพถ่ายทนายความ ภาพถ่ายทนายลีนน์ พงษ์ศิริสุวรรณ ผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและวิเคราะห์คดีคำพิพากษาศาลฎีกา 5661/2567 3.สำหรับส่วนหัวบทความ หัวข้อบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567 การสละที่ดินโครงการเป็นทางสาธารณะและผลทางกฎหมายของการโอนขาย 4.สำหรับย่อหน้าเกริ่นนำบทความ บทนำสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา 5661/2567 การสละที่ดินโครงการจัดสรรเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและผลทางกฎหมายของการโอนที่ดิน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสละที่ดินภายในโครงการจัดสรรให้เป็นทางสาธารณะตามเจตนาของผู้จัดสรร แม้จะไม่ได้จดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมาย ทำให้การโอนขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ศาลยังพิจารณาว่าเมื่อที่ดินได้โอนให้เทศบาลเป็นทางสาธารณะแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนนิติกรรมย้อนหลัง

สรุปข้อเท็จจริง

•โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537

•จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินและสร้างอาคารพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2536 มีถนนภายในโครงการเชื่อมต่อถนนเจริญเขต

•ที่ดินพิพาทอยู่ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ ใช้เป็นทางเข้าออกโครงการ แม้ไม่ระบุในผังว่าเป็นถนนสาธารณะ แต่เข้าข่ายการสละเพื่อสาธารณะ

•ต่อมา จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้าง โดยไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 โอนต่อให้จำเลยที่ 3 (เทศบาล)

•โจทก์ฟ้องเพิกถอนการโอนทั้งสองครั้ง อ้างว่าเป็นการโกงเจ้าหนี้และการแสดงเจตนาลวง

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดในคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่เริ่มจัดสรรหรือไม่” และหากเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว นิติกรรมโอนขายที่ดินดังกล่าวให้บุคคลอื่นย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นทรัพย์ที่โอนไม่ได้ตามมาตรา 1305 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลฎีกาใช้กฎหมายหลักดังนี้

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2)

กำหนดประเภทของสาธารณสมบัติของแผ่นดินว่าเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ถนน ทางสาธารณะ เมื่อปรากฏว่าผู้จัดสรรแสดงเจตนาสละเป็นทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินนั้นย่อมกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันที

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305

บัญญัติว่าทรัพย์สินของแผ่นดินประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน “โอนไม่ได้” หากมีการโอน นิติกรรมย่อมเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย

3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

กำหนดว่านิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ การโอนที่ดินสาธารณประโยชน์ให้เอกชนจึงเป็นโมฆะ

4. ประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 155

คู่ความยกขึ้นอ้างว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวง (ตกเป็นโมฆะ) แต่ศาลวินิจฉัยว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นนี้ เพราะที่ดินเป็นสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

5. ป.วิ.พ. มาตรา 93 (4) และมาตรา 125

ว่าด้วยการรับฟังพยานเอกสาร แม้แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ และไม่มีเจ้าหน้าที่มารับรอง แต่เมื่อคู่ความไม่คัดค้าน ย่อมรับฟังเป็นพยานได้

ด้านล่างนี้คือ “Key Words 5 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้” พร้อมขยายความแบบสั้น ๆ อ่านเข้าใจง่าย

1. สละที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์

ประเด็นแกนกลางของคดีคือ เมื่อผู้จัดสรร (จำเลยที่ 1) จัดสรรที่ดินและจัดทำถนนภายในโครงการ โดยมีผังที่ดินและแบบก่อสร้างแสดงให้เห็นว่าถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ ถือว่าได้แสดงเจตนาสละที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ทันที ไม่ต้องจดทะเบียนกับรัฐเพิ่ม

2. ที่ดินสาธารณประโยชน์โอนไม่ได้

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 1304 (2) ย่อมเป็นทรัพย์โอนไม่ได้ตามมาตรา 1305 การโอนให้จำเลยที่ 2 ถือเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยกฎหมาย และเป็นโมฆะตามมาตรา 150

3. เอกสารแบบขออนุญาตสร้างทางแม้ไม่สมบูรณ์ก็รับฟังได้

ศาลวินิจฉัยว่า แม้เอกสารจะไม่มีเจ้าหน้าที่รับรอง แต่เมื่อคู่ความไม่คัดค้าน สามารถรับฟังเป็นหลักฐานได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (4) และ 125 ซึ่งเป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับการรับฟังพยานเอกสาร

4. ลักษณะพื้นที่และผังโครงการเป็นพยานหลักฐานสำคัญ

ศาลให้ความสำคัญกับ “ข้อเท็จจริงทางกายภาพ” ได้แก่ ผังโครงการ ลักษณะถนนภายในโครงการ ระยะถอยร่นตามกฎหมายทางหลวง และการใช้ประโยชน์จริงของที่ดิน ซึ่งชี้ชัดว่าที่ดินพิพาทถูกใช้เป็นถนนตั้งแต่ต้น

5. ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนนิติกรรมย้อนหลังเพราะท้ายที่สุดที่ดินตกเป็นสาธารณะอยู่ดี

แม้การโอนจากจำเลยที่ 1 ไปจำเลยที่ 2 จะเป็นโมฆะ แต่ภายหลังจำเลยที่ 2 ได้โอนให้เทศบาลเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงตั้งแต่แรก ศาลจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอนย้อนหลังอีก

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1.การสละที่ดินเพื่อสาธารณะ

oแบบขออนุญาตสร้างทางและผังโครงการแสดงเจตนาสละถนนในโครงการเป็นทางสาธารณะ

oแม้ไม่จดทะเบียน ก็ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)

oโอนให้เอกชนมิได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305

2.ผลของการโอนขาย

oการโอนขายที่ดินสาธารณะให้จำเลยที่ 2 เป็นนิติกรรมต้องห้ามโดยกฎหมาย โมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

oอย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยที่ 2 โอนให้เทศบาลเป็นทางสาธารณะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิกถอนนิติกรรมย้อนหลัง

3.ผลในทางคดี

oศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากผลทางกฎหมายได้บรรลุตามเจตนาสาธารณะแล้ว

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

•หลักสาธารณสมบัติของแผ่นดิน: ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ที่ดินที่สละให้ประชาชนใช้ร่วมกันถือเป็นสาธารณสมบัติทันที ไม่ต้องจดทะเบียน

•ข้อห้ามโอน: มาตรา 1305 กำหนดชัดเจนว่าสาธารณสมบัติไม่อาจโอนแก่กันได้

•นิติกรรมต้องห้าม: การโอนที่ดินสาธารณะให้เอกชนเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แม้ภายหลังโอนให้รัฐหรือเทศบาลก็ไม่ทำให้การกระทำเดิมชอบด้วยกฎหมาย

•การเพิกถอนนิติกรรม: แม้โมฆะ แต่หากวัตถุประสงค์สาธารณะบรรลุแล้ว ศาลอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเพิกถอน

ข้อคิดทางกฎหมาย

•การสละที่ดินเพื่อสาธารณะมีผลทันทีแม้ไม่จดทะเบียน

•ที่ดินสาธารณะไม่อาจโอนให้เอกชน การโอนดังกล่าวเป็นโมฆะ

•หากผลสาธารณะบรรลุแล้ว ศาลอาจไม่เพิกถอนนิติกรรมย้อนหลัง

บทสรุปภาษาอังกฤษ 

The Supreme Court Judgment No. 5661/2567 concerns land within a housing project intended as a public road. Even without registration, the land became public property under Section 1304(2) of the Civil and Commercial Code, which cannot be transferred under Section 1305. The sale to a private party was void under Section 150. However, as the land was later transferred to the municipality as a public road, the court ruled there was no need to revoke the prior transactions and upheld the lower court's dismissal.

สรุปย่อฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 แม้ไม่ได้ระบุในผังว่าเป็นถนนสาธารณะ แต่สภาพการใช้และแบบขออนุญาตสร้างทางแสดงเจตนาสละเพื่อสาธารณประโยชน์ตั้งแต่เริ่มโครงการ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และโอนแก่กันมิได้ตามมาตรา 1305 การโอนจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นโมฆะตามมาตรา 150 อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยที่ 2 โอนให้เทศบาลเป็นทางสาธารณะแล้ว วัตถุประสงค์สาธารณะบรรลุผล ศาลจึงไม่เพิกถอนนิติกรรมย้อนหลังและพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ยกฟ้อง

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (4) ประกอบมาตรา 125

เมื่อพิจารณาระวางที่ดินโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 แล้ว ระบุว่าถนนภายในโครงการยกเว้นที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาล แสดงว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาสละถนนภายในโครงการเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่จัดสรรที่ดินแล้ว แม้ระวางที่ดินดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาล แต่ที่ดินพิพาทเป็นถนนภายในโครงการ ประกอบกับแบบขออนุญาตสร้างทางวางข้อกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้ขออนุญาตจะต้องไม่ปลูกสร้างอาคารใด ๆ ในระยะอย่างน้อย 6 เมตร จากเขตแนวทางหลวงถึงแนวกันสาดหรือส่วนอื่นนอกสุดของอาคารเพื่อใช้สำหรับสร้างถนนสาธารณะหน้าอาคาร จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาสละที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาลอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่จัดสรรที่ดินเช่นเดียวกับถนนภายในโครงการเส้นอื่นเช่นกัน ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ทันที โดยไม่จำต้องจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์อีก ซึ่งจะโอนแก่กันมิได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 ส่วนที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินพิพาทตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 5988 เป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 7061 เนื้อที่ 27 ตารางวา แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่ อ. นั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่แยกต่างหากจากคดีนี้ ไม่อาจแปลความหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่อย่างไรก็ตามภายหลังจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเทศบาล อันเป็นไปตามการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่สละที่ดินพิพาทเป็นที่ทางหลวงเทศบาลตั้งแต่จัดสรรที่ดิน กรณีจึงไม่จำต้องเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลย โดยอ้างว่าเป็นนิติกรรมลวงและเป็นการหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรร มีลักษณะเป็นแนวยาวหน้าอาคารพาณิชย์ ใช้เป็นทางเข้าออกเชื่อมกับถนนสาธารณะ อีกทั้งโครงการอยู่ติดทางหลวงซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องเว้นพื้นที่เพื่อใช้เป็นทางสาธารณะ ศาลเห็นว่าที่ดินดังกล่าวแม้ไม่ระบุในผังว่าเป็นถนน แต่โดยสภาพและการใช้งานย่อมเป็นถนนภายในโครงการ และจำเลยที่ 1 มีเจตนาสละให้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่เริ่มจัดสรร จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยไม่ต้องจดทะเบียน

เมื่อที่ดินเป็นสาธารณสมบัติ การโอนขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม ตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 โอนต่อให้เทศบาลเป็นทางสาธารณะ ถือเป็นไปตามสภาพที่ดินอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้อง และพิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5988 โดยให้จำเลยทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5988 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนเช่า เช่าซื้อ หรือซื้อ เมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินและสร้างอาคารพาณิชย์ขาย ใช้ชื่อโครงการ "บ." ตั้งอยู่ที่ทางหลวงสายสุไหงโก - ลก - แว้ง หรือถนนเจริญเขต ตามโครงการบ้านจัดสรรและแผนผังที่ดิน จำเลยที่ 1 ยังมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5988 เนื้อที่ 81 ตารางวา กว้าง 6 เมตร ยาว 54 เมตร เป็นที่ดินซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารพาณิชย์และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในโครงการ ถัดจากที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงสายสุไหงโก - ลก - แว้ง หรือถนนเจริญเขต ตามภาพถ่าย แผนผังการจัดสรรและแผนผังที่ตั้งโครงการ และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5988 มีเนื้อที่ 1 ไร่ 8 ตารางวา แล้วจำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7061 เนื้อที่ 27 ตารางวา และจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายอำนาจ ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันชำระเงิน 11,969,015.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ อ.668/2561 ของศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลางออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินและสร้างอาคารพาณิชย์ขายนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำหลักฐานที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มานำสืบ การปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ในเขตทางหลวงต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49 โดยอาคารต้องมีระยะห่างจากเขตทางหลวงไม่น้อยกว่า 6 เมตร นั้น จำเลยที่ 1 มีเพียงแบบขออนุญาตสร้างทาง ถนนหรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงพิเศษมานำสืบโดยไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรอง ไม่ได้นำสำเนาที่พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองหรือต้นฉบับที่แท้จริงมานำสืบ จึงฟังไม่ได้ว่าโครงการของจำเลยที่ 1 ผ่านการอนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีการซื้อขายกันจริง เป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องทั้งหมด เห็นว่า จำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินและสร้างอาคารพาณิชย์ขายโดยใช้ชื่อโครงการว่า บ. ตั้งแต่ปี 2536 โครงการดังกล่าวอยู่ริมถนนเจริญเขตหรือทางหลวงสายสุไหงโก - ลก – แว้ง มีถนนทางเข้าโครงการจากถนนเจริญเขต 1 ทาง สองฝั่งทางเข้ามีอาคารพาณิชย์ที่ริมถนนเจริญเขตเป็นแนวยาวตามถนนเจริญเขตฝั่งละหนึ่งแถว แถวละหลายคูหา มีถนนหน้าอาคารพาณิชย์ทั้งสองแถวตลอดแนวอาคารพาณิชย์แต่ละแถวโดยถนนดังกล่าวเชื่อมกับถนนทางเข้าโครงการ ที่ดินพิพาทเป็นทางยาวหน้าอาคารพาณิชย์ฝั่งด้านขวาซึ่งระบายด้วยสีฟ้า ภายในโครงการมีถนนหลายสาย และมีอาคารพาณิชย์หลายคูหา ตามผังโครงการจัดสรร ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินโดยแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปและสร้างอาคารพาณิชย์ขาย และจัดให้มีถนนซึ่งเป็นสาธารณูปโภคภายในโครงการ การดำเนินการของจำเลยที่ 1 จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 สำหรับที่ดินพิพาทซึ่งแม้ผังโครงการไม่ได้ระบุว่าเป็นถนน แต่ลักษณะที่ดินเป็นแนวยาวตลอดหน้าอาคารพาณิชย์ไปเชื่อมกับถนนทางเข้าออกโครงการออกสู่ถนนเจริญเขต โดยสภาพแล้วอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต้องใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนเจริญเขต ประกอบกับโครงการจัดสรรที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ริมถนนเจริญเขตซึ่งเป็นเขตถนนทางหลวง จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 49 และระเบียบของกรมทางหลวง โดยระเบียบของกรมทางหลวงได้วางข้อกำหนดเงื่อนไขในการขออนุญาตสร้างทางสำหรับเข้า – ออกอาคารริมที่พักอาศัยริมเขตทางหลวงไว้ในข้อ 8 ว่า ผู้ขออนุญาตจะต้องไม่ปลูกสร้างอาคารใด ๆ ในระยะอย่างน้อย 6 เมตร จากเขตแนวทางหลวงถึงแนวกันสาดหรือส่วนอื่นนอกสุดของอาคารเพื่อใช้สำหรับสร้างถนนสาธารณะหน้าอาคารด้วย ตามแบบขออนุญาตสร้างทาง ถนนหรือสิ่งอื่นในเขตทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงพิเศษเพื่อเป็นทางเข้า – ออกทางหลวงแผ่นดินและทางขนานของทางหลวงพิเศษ สำหรับเข้าออกอาคารที่พักอาศัย ที่ดินว่างเปล่า เรือกสวนไร่นา (มีทางเท้า) และส่วนที่ 1 สำหรับผู้ขออนุญาตเป็นผู้กรอก (2 ช่องจราจรขึ้นไป) เห็นได้ว่าสภาพของที่ดินพิพาทสอดรับกับข้อกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว น่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนในโครงการ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เจ้าของบ้านแต่ละหลังทำประตูเพื่อใช้เป็นเส้นทางออกด้านหลังนั้น เป็นเรื่องเจ้าของอาคารพาณิชย์ดัดแปลงต่อเติมภายหลังจากสภาพเดิมเท่านั้น ส่วนที่แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (4) ประกอบมาตรา 125 เมื่อพิจารณาระวางที่ดินโครงการจัดสรรของจำเลยที่ 1 แล้ว ระบุว่าถนนภายในโครงการยกเว้นที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาล แสดงว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาสละถนนภายในโครงการเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่จัดสรรที่ดินแล้ว แม้ระวางที่ดินดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาล แต่ที่ดินพิพาทเป็นถนนภายในโครงการ ประกอบกับแบบขออนุญาตสร้างทางวางข้อกำหนดเงื่อนไขว่า ผู้ขออนุญาตจะต้องไม่ปลูกสร้างอาคารใด ๆ ในระยะอย่างน้อย 6 เมตร จากเขตแนวทางหลวงถึงแนวกันสาดหรือส่วนอื่นนอกสุดของอาคารเพื่อใช้สำหรับสร้างถนนสาธารณะหน้าอาคาร จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาสละที่ดินพิพาทเป็นทางหลวงเทศบาลอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่จัดสรรที่ดินเช่นเดียวกับถนนภายในโครงการเส้นอื่นเช่นกัน ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ทันที โดยไม่จำต้องจดทะเบียนเป็นทางสาธารณประโยชน์อีก ซึ่งจะโอนแก่กันมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 ส่วนที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินพิพาทตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 5988 เป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 7061 เนื้อที่ 27 ตารางวา แล้วจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายอำนาจ นั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่แยกต่างหากจากคดีนี้ ไม่อาจแปลความหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์ มาตรา 150 แต่อย่างไรก็ตามภายหลังจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเทศบาล อันเป็นไปตามการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่สละที่ดินพิพาทเป็นที่ทางหลวงเทศบาลตั้งแต่จัดสรรที่ดิน กรณีจึงไม่จำต้องเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

IRAC Analysis

Issue (ประเด็นปัญหา)

จำเลยที่ 1 มีสิทธิ์โอนที่ดินพิพาทภายในโครงการให้แก่เอกชนหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิ์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวหรือไม่

Rule (บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)

•ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2): สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

•ป.พ.พ. มาตรา 1305: สาธารณสมบัติไม่อาจโอนแก่กันได้

•ป.พ.พ. มาตรา 150: นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ

Application (การปรับใช้กฎหมาย)

•ที่ดินพิพาทแม้ไม่จดทะเบียนเป็นทางสาธารณะ แต่จากสภาพการใช้และเอกสารโครงการถือว่าได้สละเพื่อสาธารณะแล้ว

•การโอนให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นการโอนทรัพย์สินสาธารณะ ฝ่าฝืนมาตรา 1305 เป็นโมฆะตามมาตรา 150

•เมื่อจำเลยที่ 2 โอนต่อให้เทศบาลแล้ว วัตถุประสงค์สาธารณะบรรลุ จึงไม่จำเป็นต้องเพิกถอนย้อนหลัง

Conclusion (ข้อสรุป)

ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โอนให้เอกชนมิได้ การโอนเป็นโมฆะ แต่เมื่อโอนต่อให้เทศบาลแล้ว ไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมย้อนหลัง ศาลยืนยกฟ้อง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อจำเลยที่ 1 จัดสรรที่ดินและสร้างอาคารพาณิชย์ขายตั้งแต่ปี 2536 โดยผังโครงการและลักษณะสภาพพื้นที่ระบุว่ามีถนนภายในโครงการเชื่อมต่อกับถนนเจริญเขต และปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นแถบทางยาวหน้าตึกแถว ใช้เป็นทางสัญจรภายในโครงการมาโดยตลอด ประกอบกับแบบขออนุญาตสร้างทางในเขตทางหลวงกำหนดให้ต้องถอยร่นอาคารเพื่อเว้นพื้นที่สำหรับทำถนนสาธารณะ โจทก์จะอ้างได้หรือไม่ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ เพราะผังจัดสรรไม่ได้ระบุชัดว่าเป็น “ถนน” จึงยังถือว่าเป็นสิทธิครอบครองของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิแบ่งแยกและโอนที่ดินให้บุคคลอื่นได้ตามกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

เมื่อพิจารณาผังโครงการจัดสรรและลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรวม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้จัดสรรที่ดินโดยแบ่งเป็นแปลงย่อยจำนวนมากและจัดทำถนนภายในโครงการเพื่อรองรับอาคารพาณิชย์ทั้งสองแถวตามแผนผัง แม้ผังจัดสรรไม่ได้ระบุคำว่า “ถนน” ไว้อย่างชัดเจน แต่สภาพทางกายภาพของที่ดินพิพาทเป็นแนวยาวตลอดหน้าอาคารพาณิชย์และเชื่อมต่อกับถนนทางเข้าออกโครงการ อีกทั้งอยู่ในเขตทางหลวงที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบกรมทางหลวงเกี่ยวกับการเว้นระยะเพื่อทำทางสาธารณะ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาสละที่ดินพิพาทให้เป็น “ถนนสาธารณะ” ตั้งแต่เริ่มจัดสรรที่ดินแล้ว ทำให้ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยผลทันที และเมื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมโอนไม่ได้ตามมาตรา 1305 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมต้องห้ามและตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโครงการไม่ได้ระบุชัดว่าเป็น “ถนน” จึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 2

เมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนในช่วงที่โจทก์กำลังบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โจทก์ฎีกาว่าเป็นการโกงเจ้าหนี้ และอ้างเพิ่มเติมว่าการซื้อขายเป็นการแสดงเจตนาลวงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์จะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวหรือไม่ และศาลต้องวินิจฉัยประเด็นการแสดงเจตนาลวงตามมาตรา 155 หรือไม่

ธงคำตอบ

แม้โจทก์จะอ้างว่าการโอนเป็นการแสดงเจตนาลวงตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง และมีลักษณะโกงเจ้าหนี้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่านิติกรรมนั้นเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือไม่ เพราะปัญหาสำคัญอยู่ที่สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใด หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 1304 (2) แล้วก็เป็นทรัพย์ที่โอนไม่ได้ตามมาตรา 1305 การโอนย่อมเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายและเป็นโมฆะโดยผลของมาตรา 150 โดยไม่ต้องพิจารณาเรื่องเจตนาลวงอีกต่อไป นิติกรรมที่เป็นโมฆะย่อมไม่มีผลผูกพันแต่แรก โจทก์จึงไม่มีความจำเป็นต้องขอเพิกถอน เพราะไม่มีนิติกรรมที่สมบูรณ์อยู่ให้เพิกถอน อีกทั้งภายหลังจำเลยที่ 2 ได้โอนที่ดินให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วซึ่งสอดคล้องกับเจตนาเดิมของจำเลยที่ 1 ศาลจึงไม่รับฟังฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้

ข้อ 3

แบบขออนุญาตสร้างทางในเขตทางหลวงที่จำเลยที่ 1 นำสืบในคดีเป็นเพียง “แบบพิมพ์” ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงมาให้การรับรอง และไม่มีการยื่นต้นฉบับที่มีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ โจทก์อ้างว่าจึงรับฟังไม่ได้เป็นพยานหลักฐาน ศาลจะรับฟังเอกสารดังกล่าวได้หรือไม่ และเหตุผลใดตามบทกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้แบบขออนุญาตสร้างทางจะเป็นเพียงแบบพิมพ์และไม่มีเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรอง แต่เมื่อในชั้นพิจารณาคู่ความอีกฝ่าย (โจทก์) ไม่ได้คัดค้านการนำเอกสารเข้าพิจารณา เอกสารดังกล่าวจึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (4) ประกอบมาตรา 125 ที่บัญญัติว่าหากคู่ความไม่คัดค้านในเวลานำสืบ ศาลย่อมรับฟังได้ การรับฟังเอกสารนี้มีนัยสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าผู้จัดสรรต้องถอยร่นอาคารเพื่อเว้นพื้นที่เป็นถนนสาธารณะ เป็นพยานแวดล้อมที่ช่วยยืนยันว่าในโครงการมีเจตนาจัดให้ถนนดังกล่าวเป็นสาธารณประโยชน์ตั้งแต่แรก

ข้อ 4

เมื่อศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตั้งแต่เริ่มจัดสรรที่ดินแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เคยแบ่งแยกที่ดินเดิมตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 5988 ออกเป็นแปลงใหม่ เลขที่ 7061 เนื้อที่ 27 ตารางวา และเคยโอนขายให้ผู้อื่นก่อนคดีนี้ โจทก์จะอ้างได้หรือไม่ว่าการแบ่งแยกและโอนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 เคยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือเคยโอนให้บุคคลภายนอกในอดีต เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้และไม่ทำให้สถานะของที่ดินพิพาทเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อข้อเท็จจริงทางสภาพพื้นที่และระวางที่ดินแสดงชัดว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนภายในโครงการและถูกใช้เป็นทางสาธารณะตั้งแต่เริ่มจัดสรร การแบ่งแยกที่ดินหรือการจดทะเบียนโอนในภายหลังไม่อาจทำให้ทรัพย์สาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับ กลายเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลได้ เพราะมาตรา 1305 ระบุชัดว่าทรัพย์สินประเภทดังกล่าว “โอนไม่ได้” การโอนที่เคยทำจึงเป็นเพียงนิติกรรมที่ไม่มีผลในทางกฎหมายแต่แรกเริ่ม และไม่ใช่พยานบ่งชี้สถานะกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่อย่างใด

ข้อ 5

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการให้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 พร้อมขอให้จดทะเบียนกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเทศบาลเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว ศาลยังจำเป็นต้องเพิกถอนนิติกรรมตามที่โจทก์ร้องหรือไม่ และเหตุผลทางกฎหมายใดรองรับคำพิพากษา

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่เริ่มจัดสรร การโอนจากจำเลยที่ 1 ไปจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประกอบมาตรา 1305 ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดินโอนไม่ได้ เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะอยู่แล้ว การเพิกถอนย่อมไม่จำเป็น เพราะไม่มีนิติกรรมที่สมบูรณ์ให้เพิกถอน อีกทั้งเมื่อภายหลังจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐใช้ประโยชน์เป็นถนนสาธารณะตามเจตนาเดิมของผู้จัดสรร ศาลเห็นว่าการขอเพิกถอนของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินและไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องจึงถูกต้องแล้วเพราะผลคดีไม่เปลี่ยนแปลง แม้เหตุผลแตกต่างกันก็ตาม




นิติกรรม

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหม
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร article
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้