ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา

1.โลโก้สำนักงานทนายความพีศิริ โลโก้สำนักงานทนายความพีศิริ ให้คำปรึกษากฎหมายและวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา 2.ข้อมูลที่ตั้งสำนักงานทนายความพีศิริ ที่ตั้งสำนักงานทนายความพีศิริ นนทบุรี ให้บริการคดีแพ่ง คดีอาญา และคำพิพากษาศาลฎีกา 3.ภาพทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกา 4.หัวข้อบทความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา 5.ข้อความสรุปคำพิพากษา สรุปคำพิพากษาศาลฎีกา 4084/2567 การบอกล้างโมฆียะกรรม การคืนสู่ฐานะเดิม และการชดใช้ค่าเสื่อมราคา

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 ซึ่งกำหนดให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม แม้การคืนทรัพย์สินจะพ้นวิสัยก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายแทน โดยในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทที่โจทก์ใช้มากว่า 13 ปี และกำหนดให้หักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืน สะท้อนถึงแนววินิจฉัยที่เน้นความเป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค


สรุปข้อเท็จจริงของคดี

1. การซื้อขาย – โจทก์ซื้อรถยนต์ลัมโบร์กีนีจากจำเลยที่ 1 ราคา 39 ล้านบาท และได้รับมอบรถตั้งแต่ปี 2553

2. การตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ – ปี 2556 รถถูกอายัดเพราะสงสัยการสำแดงราคาต่ำเพื่อเลี่ยงภาษี แต่คืนให้โจทก์หลังเพียง 1 เดือน

3. ปัญหาภาษีและโมฆียะกรรม – มีหลักฐานว่ามีการสำแดงราคาเท็จ ทำให้สัญญาซื้อขายตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 และเมื่อโจทก์ฟ้อง ถือว่าได้บอกล้างแล้ว

4. ข้อพิพาทสำคัญ – เมื่อสัญญาถูกบอกล้าง คู่กรณีต้องคืนสู่ฐานะเดิม แต่โจทก์ใช้รถมา 13 ปี รถจึงเสื่อมราคา ไม่อาจคืนในสภาพเดิมได้


คำวินิจฉัยของศาล

ศาลชั้นต้น: ให้จำเลยคืนเงินเต็ม 39 ล้านบาท

ศาลอุทธรณ์: แก้ไขเป็นให้คืน 15 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคา 24 ล้านบาท

ศาลฎีกา: เห็นว่าค่าเสื่อมราคาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไป จึงปรับใหม่เป็น 16 ล้านบาท ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องคืน 23 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. หลักการบอกล้างโมฆียะกรรม

อ้างอิง ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

เมื่อบอกล้างแล้ว ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่ต้น คู่กรณีต้องคืนสู่ฐานะเดิม

หากคืนไม่ได้เพราะพ้นวิสัย ต้องชดใช้ค่าเสียหายแทน

2. ค่าเสื่อมราคาในฐานะ “ค่าเสียหายแทนการคืน”

การใช้รถยนต์กว่า 13 ปีทำให้คืนไม่ได้ในสภาพเดิม

ศาลกำหนดค่าเสื่อม 16 ล้านบาท แม้จำเลยไม่ได้อ้างหรือนำสืบ เพราะศาลมีอำนาจวินิจฉัยเอง

3. ความรับผิดของผู้ประกอบการ

จำเลยในฐานะผู้นำเข้ารถย่อมรู้ข้อเท็จจริงเรื่องการสำแดงราคาภาษี

การปิดบังทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน สัญญาจึงเป็นโมฆียะ


ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การบอกล้างโมฆียะกรรมไม่เพียงแต่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น แต่ยังต้องพิจารณาสภาพการคืนทรัพย์ด้วย หากคู่กรณีใช้ประโยชน์มาแล้วจนคืนไม่ได้ ต้องมีการหักค่าเสื่อมราคาหรือชดใช้ค่าเสียหายแทน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย


IRAC Analysis

Issue (ประเด็น)

เมื่อบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว คู่กรณีต้องคืนสู่ฐานะเดิม หากทรัพย์คืนไม่ได้ในสภาพเดิม ต้องนำค่าเสื่อมราคามาหักหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 (สัญญาที่เกิดจากการสำคัญผิด)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง (ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรม)

Application (การปรับใช้)

รถยนต์พิพาทถูกใช้มากว่า 13 ปี ทำให้เสื่อมสภาพ ไม่อาจคืนในสภาพเดิม

ศาลใช้มาตรา 176 กำหนดค่าเสื่อมราคาแทนการคืนทรัพย์

ศาลวินิจฉัยให้หักค่าเสื่อม 16 ล้านบาท จากราคาที่ซื้อ 39 ล้านบาท เหลือเงินที่จำเลยต้องคืน 23 ล้านบาท

Conclusion (ข้อสรุป)

ค่าเสื่อมราคาต้องนำมาหักออกจากเงินที่จำเลยคืนให้แก่โจทก์ ถือเป็นค่าเสียหายแทนการคืนทรัพย์ การวินิจฉัยนี้สร้างแนวทางที่ชัดเจนในการใช้มาตรา 176 เพื่อความเป็นธรรมในคดีแพ่ง


English Summary 

The Supreme Court Judgment No. 4084/2024 involves the rescission of a voidable contract under Section 176 of the Civil and Commercial Code. The Court ruled that when rescission occurs, parties must return to their original positions, and if restitution is impossible, compensation must be paid. Since the plaintiff had used the Lamborghini for over 13 years, the car’s depreciation was valued at 16 million THB, reducing the refund from 39 million to 23 million THB. This judgment highlights the principle that depreciation counts as compensation in voidable contracts, ensuring fairness between parties.


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567


ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องกำหนดค่าเสียหายแทน โดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนกันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปนั้น ถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอายัดรถพิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษคืนรถให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ห้ามโจทก์นำรถออกใช้ประโยชน์ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการใช้รถพิพาทตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์จนปัจจุบัน รวมเวลากว่า 13 ปี รถพิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถพิพาทลดลง กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะคืนรถแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์รถพิพาทของโจทก์เป็นค่าเสียหายชดใช้แทนที่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การหรือนำสืบถึง สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถพิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถพิพาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์ 23,000,000 บาท

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้คำสั่งและหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โจทก์สั่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กีนี รุ่นเมอร์ซีเอลาโก เอสวี จากจำเลยที่ 1 ในราคา 39,000,0000 บาท และชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยใส่ชื่อธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้หมายเลขทะเบียน ฌพ 2xxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาทและแจ้งอายัดทะเบียนรถยนต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ารถยนต์พิพาทถูกลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงราคา ข้อห้าม ข้อจำกัด และหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าหรือที่ยังมิได้ผ่านพิธีการของศุลกากรโดยถูกต้อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปดูแลรักษา กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบแล้วพบหลักฐานราคาจากประเทศต้นกำเนิดเป็นบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทมีชื่อบริษัท บ. ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศของบริษัท ล. ผู้จำหน่ายรถยนต์พิพาทในสาธารณรัฐอิตาลีเป็นคู่สัญญาแสดงราคาขาย 286,015 ยูโร แต่เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทที่ยื่นต่อกรมศุลกากรกลับระบุชื่อบริษัท จ. เป็นคู่สัญญาและเปลี่ยนราคาซื้อขายเป็น 98,520 ดอลลาร์สหรัฐ และใบขนสินค้าที่บริษัท จ. ยื่นต่อกรมศุลกากรแสดงราคาไว้ 3,425,585 บาท กรมศุลกากรคำนวณภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตามราคาซื้อขายในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริง 12,634,998.64 บาท แล้วมียอดภาษีอากรขาด 30,206,877.07 บาท แสดงว่ามีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) รถยนต์พิพาทเป็นเท็จต่อกรมศุลกากรโดยแสดงราคารถยนต์พิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรถยนต์พิพาทยังเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าไม่ครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมต้องทราบราคาซื้อขายที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งหมดจากราคาขายในเบื้องต้นออกมาเป็นราคาที่สมควรขายให้แก่ลูกค้าในประเทศ ทั้งตามบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ใบขนสินค้าและใบเสร็จรับเงินค้าขายรถยนต์พิพาทที่บริษัท จ. ออกให้จำเลยที่ 1 พบว่าราคารถยนต์ 3,425,585 บาท ภาษีรวมทั้งสิ้น 11,235,916 บาท รวมเป็นเงิน 14,661,501 บาท แต่บริษัท จ. ขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 14,950,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 สามารถนำไปขายให้โจทก์ได้ในราคาสูงถึง 39,000,000 บาท ซึ่งการชำระภาษีไม่ครบถ้วนย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผลกำไรจำนวนมาก แสดงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสำแดงราคาต่ำกว่าความจริงและชำระภาษีเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยเจตนาฉ้อโกงภาษี จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมไปโดยสำคัญผิดว่ารถยนต์พิพาทนำเข้ามาโดยชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 แม้โจทก์จะไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ต้องนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทมาหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" ซึ่งผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องให้ค่าเสียหายแทนโดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนแก่กันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายนั้นถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยึดอายัดรถยนต์พิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ได้ห้ามโจทก์นำรถยนต์ออกใช้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทนับแต่นั้นตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี รถยนต์พิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถยนต์พิพาทลดลงกรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของโจทก์จึงเป็นค่าเสียหายชดใช้แทน ซึ่งค่าเสียหายชดใช้แทนศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การและนำสืบถึงเรื่องค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมราคาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำค่าเสื่อมราคามาหักจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 24,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาที่โจทก์ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทและรถยนต์ต้องเสื่อมสภาพตามอายุเวลาการใช้งาน ประกอบทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถยนต์พิพาทดังกล่าวแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 23,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

 

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 23,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




1.โลโก้สำนักงานทนายความพีศิริ โลโก้สำนักงานทนายความพีศิริ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแพ่ง คดีผู้บริโภค และคำพิพากษาศาลฎีกา 4084/2567 2.ข้อมูลที่ตั้งสำนักงานทนายความพีศิริ ที่ตั้งสำนักงานทนายความพีศิริ นนทบุรี ให้บริการคดีแพ่ง คดีผู้บริโภค และวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับโมฆียะกรรมและค่าเสื่อมราคา 3.ภาพทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ทนายความผู้วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 เกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมและค่าเสื่อมราคา 4.ภาพโต๊ะผู้พิพากษา ค้อนศาล และการประชุมทางกฎหมาย ภาพโต๊ะผู้พิพากษา ค้อนศาล และเอกสารกฎหมาย แสดงถึงการวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา 4084/2567 การบอกล้างโมฆียะกรรม ป.พ.พ. มาตรา 176 และการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา 5.ข้อความหัวข้อ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 หลักการบอกล้างโมฆียะกรรม ค่าเสื่อมราคา และความรับผิดของผู้ประกอบการ 6.สาระสำคัญข้อกฎหมาย สรุปสาระสำคัญคำพิพากษาศาลฎีกา 4084/2567 การคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 ค่าเสื่อมราคา 16 ล้านบาท และความผิดของผู้ประกอบการ



นิติกรรม

สัญญาโมฆะย้อนหลังส่งผลอย่างไรต่อผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือหลุดพ้นจากหนี้ตามกฎหมายค้ำประกันและนิติกรรม
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ถูกต้อง ทายาทฟ้องค่าสินไหมได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนเรื่องเจตนาและเอกสารไม่สมบูรณ์
สัญญาก่อสร้างเลิกกันโดยปริยายต้องคืนอะไรบ้าง? หักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ และผู้ว่าจ้างยังเรียกค่าเสียหายได้ไหมตามกฎหมาย
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้