
| นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหานิติกรรมอำพรางระหว่างการให้โดยเสน่หากับการจดทะเบียนซื้อขายห้องชุด โดยคู่กรณีมีเจตนาที่แท้จริงประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้กันโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่กลับเลือกใช้รูปแบบการจดทะเบียนขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางประการ อันก่อให้เกิดข้อพิพาทภายหลังเมื่อผู้ให้ประสงค์จะเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงผลทางกฎหมายของนิติกรรมที่ถูกอำพราง ความสมบูรณ์ของการให้ และขอบเขตสิทธิในการเรียกถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินและหลักความแน่นอนของนิติกรรมในทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น เข้ามาทำงานในประเทศไทยและมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับหญิงหลายรายในช่วงเวลาต่างกัน ต่อมาโจทก์ได้คบหากับจำเลยในลักษณะคู่รัก และมีเจตนาจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา จึงได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบเอกสารประจำตัว และเงินค่าธรรมเนียม เพื่อให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยระบุว่าเป็นการซื้อขายแทนการให้ โจทก์ภายหลังเกิดข้อพิพาท จึงยื่นฟ้องขอเพิกถอนการให้และเรียกทรัพย์สินคืน คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญออกเป็นสองประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก ผลทางกฎหมายของการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในรูปแบบการซื้อขาย ทั้งที่เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีคือการให้โดยเสน่หา และประเด็นที่สอง สิทธิของผู้ให้ในการเรียกถอนคืนการให้โดยอ้างเหตุประพฤติเนรคุณตามกฎหมายแพ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า จากพฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีเจตนาจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยมาแต่ต้น โดยไม่มีค่าตอบแทน การลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ การมอบเอกสารประจำตัว และการมอบเงินค่าธรรมเนียม เป็นการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งให้จำเลยไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ แม้รูปแบบการจดทะเบียนจะปรากฏว่าเป็นการซื้อขาย แต่เมื่อพิจารณาเจตนาภายในอันแท้จริงของคู่กรณีแล้ว การจดทะเบียนดังกล่าวย่อมเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการให้ การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ศาลฎีกานำบทบัญญัติมาตรา 155 มาใช้บังคับ โดยวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมที่ปรากฏภายนอกคือการขายย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่ให้ถือบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ คือการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 155 วรรคสอง ศาลฎีกาให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า แม้นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หาจะมีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องค่าตอบแทน แต่สาระสำคัญร่วมกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยตั้งแต่ต้น การเลือกใช้รูปแบบการจดทะเบียนซื้อขายจึงเป็นเพียงวิธีการแสดงเจตนา มิได้ทำให้เจตนาที่แท้จริงของการให้สูญเสียผลทางกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมอำพราง บทบัญญัติมาตรา 155 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี มิให้ถูกลบล้างด้วยรูปแบบภายนอกของนิติกรรม หากปล่อยให้รูปแบบภายนอกมีผลเด็ดขาด อาจเปิดช่องให้คู่กรณีหลีกเลี่ยงผลทางกฎหมายหรือใช้กฎหมายในทางไม่สุจริต ศาลฎีกาจึงยึดหลักว่า ต้องพิจารณาถึงเจตนาภายในเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่คู่กรณีแสดงพฤติการณ์สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้สะท้อนแนววินิจฉัยที่ศาลฎีกาใช้มาอย่างต่อเนื่องว่า ในกรณีนิติกรรมอำพราง ศาลต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเป็นหลัก และหากนิติกรรมที่ถูกอำพรางนั้นมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมาย ย่อมมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ แม้นิติกรรมที่แสดงออกภายนอกจะตกเป็นโมฆะก็ตาม แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยเฉพาะทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เห็นว่านิติกรรมการโอนห้องชุดมีผลสมบูรณ์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าการจดทะเบียนขายเป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการให้ และไม่ปรากฏเหตุประพฤติเนรคุณตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลล่างทั้งสอง เห็นว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้โดยเสน่หา นิติกรรมการให้มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 155 วรรคสอง และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ตามมาตรา 531 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตอกย้ำหลักกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอำพราง โดยศาลให้ความสำคัญสูงสุดแก่เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเหนือรูปแบบภายนอกของนิติกรรม การจดทะเบียนซื้อขายซึ่งขัดกับเจตนาภายในมิอาจลบล้างผลของนิติกรรมการให้ได้ หากปรากฏชัดว่าผู้ให้มีความประสงค์โอนกรรมสิทธิ์มาแต่ต้น อีกทั้งการใช้สิทธิเรียกถอนคืนการให้ต้องตีความอย่างเคร่งครัดและจำกัดอยู่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น การกล่าวอ้างเหตุเนรคุณต้องเป็นเหตุที่เกิดภายหลังการให้สมบูรณ์แล้ว มิฉะนั้นจะเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติกรรมและความเชื่อถือในระบบทะเบียนทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายแพ่ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การจดทะเบียนขายแต่เจตนาที่แท้จริงคือการให้ มีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ หากศาลรับฟังได้ว่าเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีคือการให้โดยเสน่หา การจดทะเบียนขายย่อมเป็นนิติกรรมอำพราง การขายตกเป็นโมฆะ แต่การให้ซึ่งถูกอำพรางไว้มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง 2. ผู้ให้สามารถเรียกถอนคืนการให้ได้ในกรณีใดบ้าง คำตอบ ผู้ให้สามารถเรียกถอนคืนการให้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้รับประพฤติเนรคุณตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 531 เช่น ประทุษร้ายอย่างร้ายแรง หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง หรือบอกปัดไม่ให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิต 3. เหตุที่เกิดก่อนการให้สมบูรณ์ นำมาอ้างเป็นเหตุเนรคุณได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เหตุที่จะใช้เป็นฐานในการเรียกถอนคืนการให้ต้องเป็นเหตุที่เกิดภายหลังจากการให้นั้นมีผลสมบูรณ์แล้วเท่านั้น 4. คดีลักษณะนี้มีผลอย่างไรต่อความมั่นคงของการโอนกรรมสิทธิ์ คำตอบ คำพิพากษานี้ยืนยันหลักความแน่นอนแห่งนิติกรรมและระบบทะเบียนทรัพย์สิน โดยคุ้มครองผู้รับโอนที่ได้รับทรัพย์ตามเจตนาที่แท้จริง มิให้ถูกเพิกถอนโดยอ้างเหตุภายหลังที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568 โจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 อาคารชุด ด. ระหว่างโจทก์กับจำเลย ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คืนแก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือหากไม่สามารถโอนคืนได้ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 และมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับหญิงหลายราย ต่อมาโจทก์ได้คบหากับจำเลยตั้งแต่ปี 2558 และมีเจตนาจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ซื้อห้องชุด 2 ห้อง ต่อมาโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบเอกสารและเงินค่าธรรมเนียมให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยได้ไปจดทะเบียนว่าเป็นการซื้อขายแทนการให้ ศาลเห็นว่า แม้การจดทะเบียนจะปรากฏเป็นการซื้อขาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจตนาที่แท้จริงของโจทก์คือการให้โดยเสน่หา การจดทะเบียนขายจึงเป็นนิติกรรมอำพราง นิติกรรมการขายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่ให้บังคับตามนิติกรรมการให้ซึ่งถูกอำพรางไว้ตามวรรคสอง นิติกรรมการให้ห้องชุดจึงมีผลสมบูรณ์ และศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องสิทธิเรียกถอนคืนการให้ ศาลฎีกาเห็นว่า การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณต้องเป็นเหตุที่เกิดภายหลังการให้สมบูรณ์ และต้องเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 531 กรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมเอกสารหรือกระทำผิดอาญา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการให้มีผลสมบูรณ์ จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุถอนคืนการให้ได้ ส่วนการที่จำเลยแจ้งความดำเนินคดีโจทก์กับพวก ศาลเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินของตน มิใช่การกลั่นแกล้งหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





