ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 7019/2567, สัญญาเช่าโรงงานไม่สามารถขอใบอนุญาตโรงงานได้, โมฆียะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157, คืนทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176, ห้ามฟ้องซ้ำตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144, ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158, อำนาจฟ้องและการฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีสัญญาเช่าโรงงานระหว่างบริษัทโจทก์กับบริษัทจำเลย ซึ่งโจทก์ได้เช่าพื้นที่โรงงานจากจำเลยเพื่อนำไปประกอบกิจการผลิตอาหารแช่แข็ง โดยเมื่อดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรแล้วกลับพบว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ได้ และจำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงข้อจำกัดดังกล่าว โจทก์จึงบอกล้างสัญญาเช่าอ้างว่าเป็นโมฆียะตามมาตรา 157 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และขอค่าเสียหายจากจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นโมฆียะจริง และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมทั้งวินิจฉัยเรื่องห้ามฟ้องซ้ำตามมาตรา 144 แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) และเรื่องดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้อง

ข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โจทก์ (บริษัทผลิตอาหารแช่แข็ง) ทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงงานและบางส่วนของอาคารของจำเลย (บริษัทให้เช่าอาคาร/ห้องเย็น) ระบุใช้ประกอบกิจการผลิตอาหารซีฟู้ด / อาหารแช่แข็ง เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ 1 กันยายน 2560 ถึง 30 กันยายน 2565 ค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท และวางเงินมัดจำ 90,000 บาท 

หลังจากทำสัญญา โจทก์ได้ชำระค่าเช่ามาแล้ว 16 เดือน รวม 1,440,000 บาท และได้ดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุงอาคาร ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็น เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งภายในและภายนอกโรงงาน 

ต่อมาปรากฏว่า อาคารและพื้นที่เช่าดังกล่าว ไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ได้ 

จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ก่อนในคดีหมายเลขดำ พ 444/2562 (ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย) แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยใช้สัญญาเช่าเดียวกัน 

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์บางส่วนพร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (17 สิงหาคม 2563) 

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องถึง 10 เมษายน 2564 แล้ว 5% ต่อปี ตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป พร้อมเงื่อนไขหากมีราชกิจจานุเบกษาอัตราดอกเบี้ยใหม่ให้ใช้บวก 2 % แต่ไม่เกิน 7.5% 

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ศาลฎีกาได้ใช้หลักกฎหมายจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 และมาตรา 176 รวมถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาตรา 225 และมาตรา 252 มาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดี

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 – การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าโดยเข้าใจผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่า ซึ่งไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ได้ ถือเป็น “สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน” ซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม จึงทำให้สัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะตั้งแต่ต้น

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 – การคืนฐานะเดิมเมื่อสัญญาเป็นโมฆียะ

เมื่อสัญญาเช่าถูกบอกล้าง ศาลวินิจฉัยให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่แรก คู่กรณีต้องกลับคืนฐานะเดิม แต่เนื่องจากโจทก์ลงทุนก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรไว้มาก จึงไม่สามารถคืนสภาพได้ ศาลจึงให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแทน

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 – ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (Res Judicata)

จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องซ้ำกับคดีที่จำเลยเคยยื่นก่อน แต่ศาลฎีกาอธิบายว่า การพิจารณาว่าฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาในขณะที่ศาลใดศาลหนึ่งมีคำพิพากษาแล้ว มิใช่ดูจากเวลายื่นฟ้อง และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ก่อน คดีนี้จึงไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 – ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น

5. แนวคำพิพากษาเรื่องค่าเสียหายแทนการคืนทรัพย์สินในกรณี “พ้นวิสัย”

เมื่อคู่กรณีไม่สามารถคืนทรัพย์สินหรือฐานะเดิมได้จริง เช่น ต้องรื้อถอนโรงงานและอุปกรณ์ ศาลฎีกายึดหลักว่าต้องให้ชดใช้ “ค่าเสียหายแทน” เพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่เสียหาย ซึ่งเป็นแนวสำคัญในคดีโมฆียะเกี่ยวกับสัญญาเช่าโรงงาน

สรุปสาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “สัญญาเช่าโรงงานที่ไม่สามารถขอใบอนุญาตได้ ถือเป็นโมฆียะเพราะสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน” และ “คู่สัญญาที่เสียหายมีสิทธิได้รับค่าเสียหายแทนการคืนฐานะเดิม” ซึ่งเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญในการคุ้มครองผู้เช่าที่ได้รับความเสียหายจากการไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญของผู้ให้เช่า.

คำวินิจฉัย

1. เรื่อง “ห้ามฟ้องซ้ำ” 

ศาลฎีกาชี้ว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว 

 โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนที่ศาลในคดีหมายเลข พ 444/2562 จะมีคำพิพากษา (คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 และคดี พ 444/2562 มีคำพิพากษาเมื่อ 30 สิงหาคม 2564) จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลฎีกาจึงยกฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ 

2. เรื่อง “โมฆียะ – สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินเช่า”

ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาเช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง ซึ่งจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) แต่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่เช่า ไม่สามารถ ขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ หากโจทก์ทราบก่อนจะไม่ทำสัญญาเช่า 

ศาลถือว่าเป็น “สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน” ซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 วรรคหนึ่ง และเมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นตาม มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ให้คู่ความคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้าง 

นอกจากนี้ หลักฐานแสดงว่าจำเลยรู้เห็นและปล่อยให้โจทก์ก่อสร้างติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เป็นเวลานานประมาณ 15 เดือน โดยไม่ทักท้วง ดังนั้นถือว่าได้ยินยอมให้ใช้พื้นที่เพื่อโรงงาน 

3. เรื่อง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” 

จำเลยได้ฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่ตรวจสอบก่อนว่าสามารถขอใบอนุญาตได้ ถือเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 

ศาลวินิจฉัยว่า การวินิจฉัยว่าจะเป็นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252 

4. เรื่อง “ค่าเสียหาย – ชดใช้แทน”

เมื่อสัญญาเป็นโมฆะแล้ว คู่ความต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้าง ตาม มาตรา 176 วรรคหนึ่ง 

โจทก์ได้ลงทุนก่อสร้าง ปรับปรุงพื้นที่ ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็น และอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วต้องรื้อถอนออกทั้งหมดซึ่งเกิดจากความผิดของจำเลย ดังนั้นจึงเป็นการ พ้นวิสัย ที่โจทก์จะคืนฐานะเดิมได้ ศาลเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทน 

แต่โจทก์เรียกค่าเสียหาย 13,505,551 บาทนั้น ศาลเห็นว่ามีรายการที่ไม่เหมาะสมและหลักฐานไม่ชัด เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าตู้คอนเทนเนอร์ ค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการทั่วไป เป็นต้น รวมถึงมีเงิน 2 ล้านบาทที่อ้างขายอุปกรณ์แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนจึงเห็นควรปรับลดเป็น 9,000,000 บาท 

จำเลยจึงต้องชำระทั้งหมด 10,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้นับดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง (17 สิงหาคม 2563) 

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

สัญญาเช่ากับคุณสมบัติของทรัพย์สิน

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อทรัพย์สินเช่านั้นมีคุณสมบัติซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการใช้ประโยชน์ (คือ สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้) แต่กลับไม่สามารถขอได้และผู้ให้เช่าไม่แจ้งให้ทราบ ถือว่าเป็น สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน ซึ่งมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆียะตั้งแต่ต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 และเมื่อโมฆะแล้วตาม มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คู่กรณีต้องคืนฐานะกันตามเดิม 

จึงเป็นแนวทางที่ชัดเจนว่าในการจัดทำสัญญาเช่าโรงงาน หรือสัญญาเช่าสำหรับการประกอบกิจการ องค์ประกอบเรื่อง “ใบอนุญาต” หรือ “คุณสมบัติของทรัพย์สินเช่า” อาจถือเป็นสาระสำคัญได้

ห้ามฟ้องซ้ำ 

บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่า “ฟ้องซ้ำ” หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ดูแค่เวลายื่นฟ้อง แต่ดูว่าศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดประเด็นเดียวกันแล้วหรือไม่ในขณะนั้น 

ดังนั้น ฝ่ายใดจะอ้างห้ามฟ้องซ้ำต้องตรวจสอบว่า “มีคำพิพากษาแล้ว” หรือ “ชี้ขาดประเด็นแล้ว” ก่อนขณะนั้น 

ค่าเสียหายในกรณีโมฆียะ

เมื่อสัญญาเป็นโมฆะตาม มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การคืนสิทธิหรือทรัพย์สินอาจไม่สามารถทำได้จริง (พ้นวิสัย) เช่น กรณีมีการลงทุนก่อสร้าง เครื่องจักรติดตั้งแล้ว ซึ่งไม่อาจคืนได้ตามสภาพเดิม ศาลจึงอาจให้ค่าเสียหายแทน 

นอกจากนี้ ศาลยังแสดงหลักเกณฑ์ว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งเรียกค่าเสียหาย ศาลต้องพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่ให้เกินความเหมาะสม (เช่น รายการค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทั่วไปไม่ถือเป็นค่าเสียหายเฉพาะ) 

ดอกเบี้ยและการแก้คำพิพากษา

ในส่วนดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งต่างกัน ซึ่งศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องโดยอ้างถึงการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว ซึ่งถือว่าเป็น “ปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน” และศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ในการทำสัญญาเช่าสำหรับประกอบกิจการโรงงาน หรือการใช้ประโยชน์ที่ต้องมีใบอนุญาต เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการต้องตรวจสอบคุณสมบัติของทรัพย์สินว่า “สามารถขอใบอนุญาตได้หรือไม่” เพราะหากไม่สามารถและผู้ให้เช่าไม่แจ้ง ซึ่งเป็นสาระสำคัญ อาจทำให้สัญญาเช่านั้นเป็นโมฆียะ 

หลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ต้องพิจารณา “ขณะที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดแล้ว” ไม่ใช่ ณ เวลายื่นฟ้อง 

เมื่อสัญญาเป็นโมฆียะและคู่ความไม่สามารถคืนฐานะเดิมได้ ศาลอาจอนุญาตให้เรียก “ค่าเสียหาย” แทนการคืนทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 

คู่ความควรจัดทำหลักฐานอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เรียกเป็นค่าเสียหาย ศาลอาจพิจารณาปรับลดหากรายการไม่เหมาะสมหรือหลักฐานไม่ชัด 

ในประเด็นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในชั้นต้น ฝ่ายนั้นจะไม่อาจใช้ฎีกาอ้างประเด็นดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 "การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 "ความสำคัญผิดตามมาตรา 156 หรือมาตรา 157 ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนา บุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม" ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (1) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามมาตรา 143 (2) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา 209 และคดีที่เอกสารได้สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา 53 (3) การยื่น การยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 229 และ 247 และการดำเนินวิธีบังคับชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 254 วรรคสุดท้าย"

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567 

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่ออกจากอาคารโรงงานพิพาทและเรียกค่าเสียหาย อ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะโจทก์ขยายกิจการเป็นอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยนำสัญญาเช่าในเรื่องเดียวกันกับคดีแรกยื่นฟ้องจำเลยคดีนี้ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อใดมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น...." จากบทบัญญัติดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จะต้องพิจารณาในขณะที่ศาลในคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษา มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะได้ยื่นฟ้องโจทก์ไว้ก่อนคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้ก่อนคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงงานของจำเลยโดยไม่รู้ว่าพื้นที่เช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ จึงเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาเช่าโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ จึงตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หมายความว่า คู่กรณีต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้างนิติกรรมย้อนหลังไปหาวันที่ทำนิติกรรม และเมื่อความเสียหายของโจทก์ที่ต้องรื้อถอนทรัพย์สินออกจากพื้นที่เช่าเกิดจากความผิดของจำเลย ดังนั้น เงินลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่เช่าที่โจทก์ต้องเสียไปเมื่อโจทก์ทำการก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงานลงบนพื้นที่เช่า แต่ต้องรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อส่งคืนที่ดินให้จำเลย กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังเดิมได้ จึงต้องให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแทนตามควร

ข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ตรวจสอบพื้นที่พิพาทก่อนว่าสามารถออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการอาหารซีฟูดจากทางราชการได้หรือไม่ โจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 158 นั้น การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ฎีกาในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย การที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาเช่า 15 เดือนเศษ โจทก์เพิ่งไปดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นการสมัครใจและยอมเสี่ยงภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ก่อสร้างและนำเครื่องมือการผลิตมาติดตั้งก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาเป็นประโยชน์แก่ตน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามที่จำเลยฎีกามา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยแก่จำเลยนับแต่วันฟ้อง อันเป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 25,035,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,035,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน 100 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ผลิตอาหารแช่แข็งและสัตว์น้ำแปรรูป มีนายสุรพงษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันโจทก์ โดยใช้ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ที่เดียวกันกับจำเลย จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อจำหน่าย กุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์ทะเลทุกชนิดแช่เย็นกับให้เช่าอาคารหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือห้องเย็น ทั้งนี้โดยไม่ใช่ธุรกิจคลังสินค้า โดยจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน ขณะทำสัญญาเช่าพิพาทมีนางสาวอมรรัตน์ นางนิภา และนายคณิสรณ์ เป็นกรรมการ ซึ่งกรรมการสองในสามคนมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันจำเลย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารโรงงานและพื้นที่บางส่วนของจำเลยตั้งอยู่เลขที่ 118/35 หมู่ที่ 1 ถนนวิเชียรโชฎก ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อใช้ผลิตอาหารซีฟูด มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 อัตราค่าเช่าเดือนละ 90,000 บาท โดยโจทก์ได้วางเงินมัดจำ 90,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา หลังทำสัญญาโจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็นรวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตอาหารซีฟูด ตามภาพถ่ายการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์โรงงานโจทก์ชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยมาแล้ว 16 เดือน รวมเป็นเงิน 1,440,000 บาท อาคารโรงงานและพื้นที่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าจากจำเลยไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) ได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." จากบทบัญญัติดังกล่าวในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้นจะต้องพิจารณาในขณะที่ศาลในคดีใดคดีหนึ่งมีคำพิพากษา มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 ไว้ก่อนคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 จะมีคำพิพากษาในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะหรือไม่ เห็นว่า ที่นายคณิสรณ์เบิกความว่าในการเจรจาขอเช่าพื้นที่นายสุรพงษ์ไม่เคยเจรจาเพื่อขอตั้งโรงงานหรือให้ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่นายคณิสรณ์ได้มอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนให้แก่นายสุรพงษ์ไป ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า "ใช้เพื่อยื่นเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมจังหวัดของบริษัท ม. เท่านั้น" หากในการเจรจาขอเช่าพื้นที่นายสุรพงษ์ไม่เคยเจรจาเพื่อขอตั้งโรงงานหรือให้ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและโจทก์มีเจตนาที่จะไม่ขออนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้นตามที่จำเลยฎีกาแล้วก็ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่นายคณิสรณ์จะต้องมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่มีข้อความดังกล่าวเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) แต่อย่างใด คำเบิกความของนายคณิสรณ์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง รวมทั้งหลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ได้เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิตอาหารแช่แข็ง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ถึงเดือนตุลาคม 2561 จำเลยซึ่งเห็นการดำเนินงานก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งดังกล่าวของโจทก์มาโดยตลอดกลับไม่เคยทักท้วงหรือห้ามปรามโจทก์มิให้ทำการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานแต่อย่างใด การที่จำเลยยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานเพื่อใช้ในการผลิตอาหารแช่แข็งเรื่อยมานับแต่ทำสัญญาเป็นเวลานานถึง 15 เดือน โดยไม่เคยทักท้วงห้ามปรามเช่นนี้ จึงเชื่อว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมแช่แข็ง และก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงานของโจทก์มีการนำรถเครนขนาดใหญ่มาใช้ในการขนย้ายและติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็น หม้อแปลงและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือและเครื่องจักรต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการอาหารแช่แข็งจำนวนมาก แตกต่างจากสภาพอาคารที่บริษัท อ. และบริษัท จ. เช่าจากจำเลย ซึ่งเป็นเพียงอาคารโล่ง ๆ หาได้มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ ปรากฏอยู่ในภาพไม่ ดังนี้ ที่นายคณิสรณ์เบิกความว่าในการเจรจาขอเช่านั้นนายสุรพงษ์จะประกอบกิจการในรูปแบบเดียวกับผู้เช่าทั้งสองรายที่เช่าอยู่ก่อนแล้วเท่านั้นจึงไม่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าหลังจากโจทก์ไปติดต่อกับหน่วยราชการเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และได้รับแจ้งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าบริเวณพื้นที่เช่าดังกล่าวไม่สามารถยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ นายสุรพงษ์ได้ติดต่อไปยังนายคณิสรณ์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "พี่ไม่แจ้งผมว่าขอ รง4 (หมายถึงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) ไม่ได้" นายคณิสรณ์ตอบว่า "พี่ไม่ทราบนะครับ" นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า "ถ้าพี่บอกผมทีแรกว่าขอ รง. ไม่ได้ ผมจะลงทุนสร้างทำไมตั้ง 18 ล้าน" มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "แต่พี่ไม่บอกงัยว่าตรงส่วนนี้ขอ รง.4 ไม่ได้" นายคณิสรณ์ตอบว่า "อันนั้นพี่ไม่ทราบครับ" และ มีข้อความที่นายสุรพงษ์กล่าวว่า "แล้วพื้นที่ตรงนี้ขอใบอนุญาต รง. ไม่ได้พี่ก็ไม่แจ้งผม" นายคณิสรณ์ตอบว่า "อันนั้นพี่ไม่รู้จริง ๆ ครับว่ามันขอไม่ได้" ข้อความในบทสนทนาดังกล่าวของนายคณิสรณ์ที่ปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้นั้น ขัดแย้งกับคำให้การและคำเบิกความของนายคณิสรณ์ที่อ้างมาโดยตลอดว่า จำเลยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ หากจำเลยทราบว่าโจทก์จะประกอบกิจการโรงงาน จำเลยไม่มีทางอนุญาตให้โจทก์เช่าพื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการผิดกฎหมาย เป็นการสร้างโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งซ้อนกับโรงงานของจำเลยในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว การที่นายคณิสรณ์สนทนากับนายสุรพงษ์โดยปฏิเสธว่าตนเองไม่ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพิรุธของจำเลยที่ได้ปกปิดข้อเท็จจริงโดยไม่ยอมแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้มาโดยตลอด ประกอบกับการที่นายคณิสรณ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า จำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ที่โจทก์เช่าจากจำเลยไม่สามารถใช้ประกอบกิจการห้องเย็นหรือขอใบอนุญาตประกอบกิจการห้องเย็นได้ เหตุที่ไม่ได้แจ้งเนื่องจากไม่จำเป็นต้องแจ้ง ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งซึ่งจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) แต่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง. 4) ได้ หากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ โจทก์จะไม่ตกลงทำสัญญาเช่ากับจำเลย กรณีถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาเช่ากับจำเลยโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวสัญญาเช่าคงจะมิได้กระทำขึ้น ดังนี้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยโดยไม่ทำการตรวจสอบก่อนว่าพื้นที่พิพาทจะสามารถประกอบกิจการอาหารซีฟูดและจะขออนุญาตจากทางราชการได้หรือไม่ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 โจทก์จะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยหาได้ไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงงาน ติดตั้งอุปกรณ์ห้องเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ และนำเครื่องมือเครื่องจักรมาทำการติดตั้งในพื้นที่เช่าก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจากทางราชการ นับตั้งแต่โจทก์ได้เข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่พิพาทจากจำเลยจนกระทั่งภายหลังจากที่จำเลยมีหนังสือแจ้งเตือนเรื่องการผิดสัญญาเช่าไปยังโจทก์รวมระยะเวลาถึง 15 เดือนเศษ โจทก์จึงเพิ่งไปดำเนินการติดต่อกับทางราชการเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จึงเป็นการสมัครใจและยอมเสี่ยงภัยในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ได้ก่อสร้างและนำเครื่องมือการผลิตมาติดตั้งก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอีกประการหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถถือเอาความสำคัญผิดดังกล่าวนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ในประเด็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามที่ฎีกามา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 13,505,581 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บอกล้างสัญญาเช่าซึ่งเป็นโมฆียะแล้ว ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกคู่กรณีต้องกลับสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง หมายความว่า คู่กรณีต้องคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้างนิติกรรมย้อนหลังไปหาวันแรกที่ทำนิติกรรม ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำมาก่อสร้างและติดตั้งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งต้องรื้อถอนขนย้ายออกไป จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้น ความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความผิดของจำเลยที่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพื้นที่ตามสัญญาเช่าไม่สามารถขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้และทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะในครั้งนี้ คือ เงินลงทุนค่าก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่เช่าที่โจทก์ต้องเสียไปเมื่อโจทก์ทำการก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ห้องเย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งภายในและภายนอกโรงงานลงบนพื้นที่เช่า แต่ต้องรื้อถอนออกทั้งหมดเพื่อส่งคืนที่ดินให้แก่จำเลย กรณีเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ จึงต้องให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายชดใช้แทน แต่ตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา 13,505,551 บาท นั้น เมื่อพิจารณารายการสรุปค่าใช้จ่าย ใบสำคัญจ่าย ใบเสร็จรับเงินและสลิปโอน ปรากฏค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างในส่วนที่เป็นห้องเย็นกับวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร เช่น ค่าจดทะเบียนบริษัทของโจทก์และค่าใบอนุญาต (อ.7) ประกอบกับมีรายการค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนในการประกอบกิจการของโจทก์ที่ต้องจ่ายตามปกติ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าตู้คอนเทนเนอร์ ค่าล้างซ่อมตู้ เป็นต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่ารื้อถอนเครื่องจักรอุปกรณ์จากพื้นที่เช่านำออกขายได้เงิน 2,000,000 บาท ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการขายว่าเป็นวัสดุใด และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์ลงทุนไป มูลค่าวัสดุอุปกรณ์ที่อ้างว่านำออกขายมีราคาต่ำเกินไป อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในบางรายการสามารถขนย้ายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตัดหัวปลาหรือรถยกไฟฟ้า ดังนั้น ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกเอากับจำเลย 13,505,551 บาท จึงสูงเกินส่วนอันควรแก่การชดใช้แทน ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับลดเป็นค่าเสียหาย 9,000,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว เมื่อรวมกับเงินมัดจำและค่าเช่าที่ต้องคืนแก่โจทก์ จึงเป็นจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดทั้งสิ้น 10,530,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง เป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว กรณีเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,530,000 บาท แก่โจทก์ ดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวให้ชำระนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2563) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15577/2558 – ซื้อที่ดินเพื่อปลูกอาคารพาณิชย์แต่ติดข้อจำกัดกฎหมายผังเมือง/ระยะร่น: สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินและใช้มาตรา 157, 176

ในคดีนี้ โจทก์เป็นนักลงทุนทำสัญญาจะซื้อที่ดินโดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะใช้ปลูกอาคารพาณิชย์สองชั้นติดถนนสาธารณะ ฝ่ายผู้ขายยินยอมตามสภาพที่ดินโดยไม่ได้ทักท้วงหรือเตือนให้ทราบถึงข้อจำกัดทางกฎหมายใดเป็นพิเศษ ต่อมาเมื่อโจทก์ไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างต่อหน่วยงานรัฐ จึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวติดถนนสาธารณะในลักษณะที่ต้องเว้นระยะร่นมาก ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างอาคารตามวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ที่ตกลงใจไว้เดิมได้จริง ศาลฎีกาเห็นว่า วัตถุประสงค์ที่จะใช้ที่ดินเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์สองชั้นไม่ใช่แค่ “ความตั้งใจภายในใจ” แต่เป็นสาระสำคัญที่ปรากฏชัดในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา และข้อจำกัดด้านกฎหมายก่อสร้าง/ระยะร่นเป็น “คุณสมบัติของทรัพย์สิน” ที่มีนัยสำคัญ หากโจทก์รู้ข้อเท็จจริงนี้แต่แรกย่อมไม่ทำสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 เมื่อโจทก์บอกเลิก (บอกล้าง) แล้วให้ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่แรกและให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 โดยผู้ขายต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องใกล้ชิดกับ 7019/2567 ในประเด็นว่า “ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ใช้ทรัพย์ตามวัตถุประสงค์หลักไม่ได้” เป็นหัวใจของการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์และนำไปสู่โมฆียะกรรมและการคืนฐานะเดิม

2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2558 – ซื้อที่ดินพร้อมบ้าน แต่บ้านล้ำเขตไปอยู่ในที่คนอื่น: สำคัญผิดในคุณสมบัติทรัพย์ + โมฆียะ + สิทธิเรียกคืนเงิน

คดีนี้ โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากจำเลยโดยเข้าใจว่าบ้านทั้งหลังตั้งอยู่บนโฉนดที่ซื้อทั้งหมด ภายหลังตรวจสอบแนวเขตอย่างเป็นทางการจึงปรากฏว่าบางส่วนของตัวบ้านปลูกล้ำไปบนที่ดินของบุคคลภายนอก ทำให้บ้านไม่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของโจทก์เต็มหลัง โครงสร้างสิ่งปลูกสร้างจึงมีสภาพ “เสี่ยงต่อปัญหากฎหมายและสิทธิครอบครอง” ซึ่งกระทบโดยตรงต่อคุณค่าทรัพย์สินและวัตถุประสงค์ของสัญญาซื้อขาย ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่บ้านไม่ตั้งอยู่บนที่ดินของผู้ขายทั้งหมดเป็น “คุณสมบัติของทรัพย์” ที่ตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์รู้ก่อนย่อมไม่ยอมทำสัญญา จึงเป็นกรณีสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ตามมาตรา 157 ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์มีหนังสือเลิกสัญญา ถือว่าเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมและทำให้สัญญาเป็นโมฆะมาแต่แรกตามมาตรา 176 ผู้ขายต้องคืนเงินและค่าใช้จ่ายบางส่วนให้โจทก์ แนวคำพิพากษานี้สะท้อนหลักเดียวกับ 7019/2567 คือ เมื่อทรัพย์สินไม่ตอบวัตถุประสงค์สำคัญเพราะมีข้อบกพร่องเชิงสิทธิ/เชิงกฎหมายที่ไม่ได้เปิดเผย สัญญาย่อมถูกโจทก์บอกล้างได้โดยอาศัยมาตรา 157 และนำไปสู่การกลับคืนฐานะเดิม โดยคดี 7019/2567 แทนที่ประเด็นแนวเขตบ้าน ด้วยประเด็น “ที่ดินเช่าไม่สามารถขอ ร.ง.4 ได้” ซึ่งมีนิติผลใกล้เคียงกัน

3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19696/2557 – อาคารก่อสร้างไม่ถูกต้องตามใบอนุญาต แต่ผู้ขายไม่บอก: ปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ + สำคัญผิดในคุณสมบัติอาคาร + มาตรา 157, 176

ในคดีนี้ จำเลยทราบอยู่แล้วว่าอาคารพิพาทก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบและใบอนุญาตก่อสร้างที่ได้รับจากทางราชการ แต่ยังนำมาขายให้โจทก์โดยไม่เปิดเผยข้อบกพร่องดังกล่าวให้ทราบอย่างตรงไปตรงมา โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายโดยเข้าใจว่าอาคารถูกต้องตามกฎหมายและสามารถใช้ประโยชน์ได้ปกติ เมื่อภายหลังตรวจสอบแล้วพบปัญหา จึงบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องสิทธิคืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่อาคารไม่เป็นไปตามใบอนุญาตก่อสร้างถือเป็นคุณสมบัติของทรัพย์ที่มีนัยสำคัญ ทั้งต่อการใช้ประโยชน์ การโอนกรรมสิทธิ์ และความเสี่ยงด้านกฎหมาย หากโจทก์รู้แต่แรกย่อมไม่ตกลงซื้อ การแสดงเจตนาของโจทก์จึงเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ตามมาตรา 157 สัญญาจึงเป็นโมฆียะ และเมื่อโจทก์บอกล้าง จึงต้องกลับสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 ให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเงินที่ได้รับ ศาลเน้นด้วยว่าผู้ขายซึ่งรู้อยู่แล้วแต่ไม่เปิดเผย มีพฤติการณ์เสมือนปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ แตกต่างจากกรณีที่ผู้ขายไม่รู้ข้อจำกัดเอง แนวคำพิพากษานี้ช่วยเสริมการทำความเข้าใจคดี 7019/2567 ได้อย่างดี เพราะโครงสร้างปัญหาคล้ายกันคือ “ผู้ให้เช่าหรือผู้ขายไม่แจ้งข้อจำกัดเชิงกฎหมายที่ทำให้ใช้สถานที่ประกอบกิจการตามเจตนาไม่ได้” และศาลใช้มาตรา 157, 176 เป็นฐานในการเยียวยาโดยอาศัยการกลับคืนฐานะเดิมและค่าเสียหายแทน

4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2545 – สัญญาเช่าโรงงานและข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตโรงงาน: ข้อสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายและโมฆะบางส่วน

คดีนี้เกี่ยวกับการให้เช่าโรงงานพร้อมเครื่องจักร ซึ่งในสัญญากำหนดให้ผู้เช่าต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในนามบริษัทเดิม ทั้งที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน เมื่อมีการให้เช่าโรงงานในลักษณะดังกล่าวให้ถือว่าผู้รับใบอนุญาตเดิมเลิกประกอบกิจการโรงงาน ใบอนุญาตจึงสิ้นผลโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงื่อนไขในสัญญาที่ให้ผู้เช่ารับผิดชอบต่ออายุใบอนุญาตในนามผู้รับใบอนุญาตเดิม เป็นการกำหนดหน้าที่ที่ “ขัดต่อกฎหมายโรงงาน” และเป็นวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้ง จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และมีผลทำให้เฉพาะข้อสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 173 โดยรวมแล้วผู้เช่าไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายฐานไม่สามารถทำตามข้อกำหนดที่กฎหมายห้ามอยู่แล้ว แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญเชื่อมโยงกับ 7019/2567 ในเชิงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสองมิติ คือ (1) เป็นคดีเกี่ยวกับโรงงานและใบอนุญาตเหมือนกัน (2) แสดงให้เห็นว่าหากสัญญาผูกพันเกี่ยวกับการใช้พื้นที่หรือการขอใบอนุญาตในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายหรือเป็นไปไม่ได้จริง ศาลจะไม่ให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดตามสัญญาอย่างเคร่งครัด แต่จะพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายเฉพาะและโครงสร้างทางกฎหมายโดยรวม แนวคิดนี้ช่วยเสริมการอ่าน 7019/2567 ว่าเรื่อง “ใบอนุญาตโรงงาน” เป็นแกนกลางของการประเมินความสมบูรณ์ของสัญญาเช่าโรงงานและการรับผิดของคู่สัญญา

5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6543/2562 – การกลับคืนสู่ฐานะเดิมและดอกเบี้ยภายใต้มาตรา 176: ขอบเขตการชดใช้เมื่อโมฆียะกรรมถูกบอกล้าง

คดีนี้ไม่ได้โฟกัสที่ “ใบอนุญาตโรงงาน” แต่เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับการใช้มาตรา 176 ที่สามารถนำมาเชื่อมกับ 7019/2567 ได้ตรงจุด ในกรณี 6543/2562 ศาลฎีกาเน้นตีความว่า เมื่อมีการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 176 เป็นการให้คืนทรัพย์หรือเงินตามที่ได้รับไป โดยตัวบทไม่ได้กำหนดให้คิดดอกเบี้ยย้อนหลังโดยอัตโนมัติเหมือนกรณีเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคสอง ดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหนี้เงินนั้นตกเป็น “หนี้ผิดนัด” ตามหลักทั่วไปของมาตรา 204 และ 224 คือเมื่อมีการทวงถามแล้วไม่ชำระ ศาลจึงวางหลักว่าคู่กรณีในโมฆียะกรรมมีหน้าที่คืนกันเท่าที่ได้รับ หากจะคิดดอกเบี้ยต้องมีฐานตามกฎหมายลักษณะหนี้ ไม่ใช่อาศัยมาตรา 176 เพียงอย่างเดียว แนวคำพิพากษานี้ช่วยให้เข้าใจ 7019/2567 ชัดขึ้นว่า เมื่อศาลให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมและให้ค่าเสียหายทดแทนในส่วนที่คืนไม่ได้ (เช่น เงินลงทุนก่อสร้างที่รื้อถอน) การกำหนดจำนวนเงินและดอกเบี้ยต้องแยกระหว่าง (1) การเยียวยาตามมาตรา 176 และ (2) หลักดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 ซึ่งในคดี 7019/2567 ศาลฎีกาก็เข้าไปปรับวิธีคิดดอกเบี้ยให้ไม่เกินคำขอและไม่เกินขอบเขตที่กฎหมายรองรับในทำนองเดียวกัน การอ้างอิง 6543/2562 จึงช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของวิธีคิด “คืนฐานะเดิม + ดอกเบี้ย + ค่าเสียหายแทน” อย่างเป็นระบบ

IRAC 

Issue (ประเด็นข้อกฎหมาย)

1. การฟ้องคดีซ้ำระหว่างคู่ความเดียวกันในประเด็นเดียวกัน ถือเป็นการ “ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 หรือไม่?

2. สัญญาเช่าที่ผู้เช่าเช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการโรงงานโดยไม่สามารถขอใบอนุญาต (ร.ง.4) ได้ และผู้ให้เช่าไม่แจ้งให้ทราบ ถือว่าเป็น “สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 157 หรือไม่?

3. เมื่อสัญญาเช่าเป็นโมฆียะแล้ว คู่ความสามารถเรียกค่าเสียหายแทนการคืนทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 ได้หรือไม่?

4. ฝ่ายที่เรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ย ต้องพิจารณาเงื่อนไขใดบ้าง และศาลมีดุลยพินิจอย่างไร?

Rule (หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)

ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง: “เมื่อใดมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น…” 

ป.พ.พ. มาตรา 157 วรรคหนึ่ง: นิติกรรมเป็นโมฆียะเมื่อผู้ทำแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินหรือบุคคลซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ 

ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง: เมื่อทรัพย์สินหรือสิทธิที่ให้ไว้ตามนิติกรรมเป็นโมฆียะตั้งแต่แรก คู่ความต้องกลับคืนทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับมานับแต่วันบอกล้าง 

ป.พ.พ. มาตรา 158: ถ้าผู้รับทำสัญญาสำหรับการค้าโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงย่อมไม่อาจอาศัยความสำคัญผิดมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ 

ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252: เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้อย่างชอบในชั้นต้น ไม่อาจฎีกาได้ 

Application (การประยุกต์ใช้ในกรณีนี้)

สำหรับประเด็นห้ามฟ้องซ้ำ: แม้จำเลยจะยื่นฟ้องโจทก์ก่อน (คดี พ 444/2562) แต่ในขณะนั้นศาลยังไม่มีคำพิพากษา จนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ (7019/2567) เมื่อ 31 มีนาคม 2564 ก่อนคดี พ 444/2562 ที่มีคำพิพากษา 30 สิงหาคม 2564 ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 144 

สำหรับประเด็นสัญญาเช่า: โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง ติดตั้งเครื่องจักรเป็นจำนวนมาก และจำเลยปล่อยให้ดำเนินการโดยไม่ทักท้วงเป็นเวลานาน ซึ่งชี้ได้ว่าจำเลยรู้เห็นและอนุญาตให้ใช้พื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน ทั้งที่พื้นที่ไม่สามารถขอใบอนุญาต (ร.ง.4) ได้ จำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ จึงเป็นสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สิน เชื่อได้ว่าสัญญาเช่าเป็นโมฆียะตั้งแต่ต้นตาม มาตรา 157, 176 

สำหรับประเด็นค่าเสียหาย: โจทก์ไม่สามารถคืนฐานะเดิมได้ (“พ้นวิสัย”) เพราะได้ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักร จำนวนมาก จำเลยมีความผิดที่ปกปิดข้อมูล จึงจำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย ศาลพิจารณาแล้วลดจำนวนจากที่โจทก์ร้อง 13,505,551 บาท เหลือ 9,000,000 บาท 

สำหรับประเด็นดอกเบี้ย: คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพิ่มวันนับดอกเบี้ยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือเป็นการพิพากษาเกินความรับผิดในส่วนวันคิดดอกเบี้ยที่ยุติแล้ว จึงแก้ไขให้ชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้อง (17 สิงหาคม 2563) 

Conclusion (บทสรุปข้อวินิจฉัย)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 144, สัญญาเช่าเป็นโมฆียะตั้งแต่ต้นตามมาตรา 157 และ 176 เนื่องจากทรัพย์สินเช่าไม่สามารถขอใบอนุญาตโรงงานได้และจำเลยไม่แจ้งให้ทราบ, โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง, จำเลยต้องชำระเงินรวม 10,530,000 บาท

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง ทำสัญญาเช่าพื้นที่โรงงานจากจำเลยเพื่อประกอบกิจการผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง โดยไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ได้ และจำเลยมิได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ให้ทราบ เมื่อโจทก์ได้ลงทุนก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรลงบนพื้นที่แล้วจึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงบอกล้างสัญญาเช่าและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ปัญหาคือ สัญญาเช่านี้เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะ เนื่องจากโจทก์ทำสัญญาเช่าโดย “สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่า” ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม หากโจทก์ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถขอใบอนุญาตโรงงานได้ โจทก์ย่อมไม่ทำสัญญา การแสดงเจตนาเช่าจึงเป็นการสำคัญผิดตามมาตรา 157 วรรคหนึ่ง เมื่อตกเป็นโมฆียะแล้ว คู่กรณีต้องกลับคืนฐานะเดิมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ข้อ 2

จำเลยยื่นฎีกาอ้างว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะไม่ได้ตรวจสอบพื้นที่ก่อนทำสัญญาเช่าว่าสามารถขอใบอนุญาตโรงงานได้หรือไม่ จึงไม่ควรได้รับประโยชน์จากการบอกล้างสัญญา ปัญหาคือ ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นนี้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ โดยให้เหตุผลว่า การอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็น “ข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย” ซึ่งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การต่อศาลชั้นต้น ข้อดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และถือว่าข้อฎีกานี้ตกไป

ข้อ 3

จำเลยอ้างว่าคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ พ 444/2562 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ฟ้องโจทก์มาก่อน ปัญหาคือ การฟ้องของโจทก์ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องพิจารณาในขณะที่ศาลใดศาลหนึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว มิใช่พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง แม้จำเลยจะฟ้องโจทก์ไว้ก่อน แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีนี้ได้มีคำพิพากษาในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ก่อนที่คดี พ 444/2562 จะมีคำพิพากษาในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 การฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 4

เมื่อศาลเห็นว่าสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะตั้งแต่ต้น คู่กรณีต้องกลับคืนฐานะเดิม แต่ในคดีนี้โจทก์ได้ลงทุนก่อสร้าง ปรับปรุงอาคาร และติดตั้งเครื่องจักรจำนวนมากจนไม่อาจคืนสภาพได้ ปัญหาคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยแทนการคืนทรัพย์สินหรือไม่ และจำนวนค่าเสียหายจะพิจารณาอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าตกเป็นโมฆียะ คู่กรณีต้องกลับคืนฐานะเดิมตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ได้ก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรลงในพื้นที่ซึ่งไม่สามารถขนย้ายหรือคืนสภาพได้ เป็นกรณี “พ้นวิสัยที่จะให้คืนฐานะเดิม” ศาลจึงกำหนดให้จำเลยต้องชดใช้ “ค่าเสียหายแทน” แก่โจทก์ อย่างไรก็ดี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำนวนเงินที่โจทก์เรียกไว้ 13,505,551 บาทนั้นสูงเกินควร เพราะรวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับความเสียหายโดยตรง เช่น ค่าจดทะเบียนบริษัท ค่าไฟฟ้า และค่าอุปกรณ์บางส่วนที่สามารถนำไปใช้ได้อีก ศาลจึงปรับลดค่าเสียหายเหลือ 9,000,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินมัดจำและค่าเช่าที่ต้องคืนแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระทั้งหมด 10,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ถือเป็นการเยียวยาความเสียหายตามสมควรแก่พฤติการณ์และหลักกฎหมาย.




นิติกรรม

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหม
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร article
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้