
| บอกล้างโมฆียะกรรม & เพิกถอนยึดทรัพย์ กลฉ้อฉล, ฉ้อโกง, (ฎีกา 5398/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ และผู้เสียหายมีสิทธิบอกล้างให้เป็นโมฆะมาแต่แรกตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 159 ประกอบมาตรา 176 ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสุจริตของเจ้าหนี้ในการนำยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา หากเจ้าหนี้ทราบข้อพิพาทมาก่อนและยังนำยึด ศาลถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทำให้ผู้ร้องสามารถใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมยกขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา 160 จนนำไปสู่การเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 สรุปข้อเท็จจริงสำคัญของคดี ผู้ร้องที่ 1 เดิมเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาถูกจำเลยหลอกลวงโดยอ้างว่าจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 200 ล้านบาทให้ และขอให้ผู้ร้องโอนที่ดินเป็นหลักประกัน ผู้ร้องหลงเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย ภายหลังจำเลยบ่ายเบี่ยง ไม่ดำเนินการตามที่อ้าง ผู้ร้องจึงทราบว่าถูกหลอกลวง และไปแจ้งความ พร้อมขออายัดที่ดิน ต่อมาผู้ร้องส่งหนังสือถึงจำเลย ขอ “ยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดิน” ซึ่งถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม ในอีกด้านหนึ่ง โจทก์ในคดีบังคับคดี (ซึ่งก็ถูกจำเลยหลอกด้วย) ฟ้องจำเลยในคดีแพ่งและชนะคดี แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยตามทะเบียน ผู้ร้องทั้งสองจึงยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ศาลชั้นต้นสั่งปล่อยทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าผู้ร้องได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว และโจทก์ยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การโอนที่ดินที่เกิดจากการหลอกลวงย่อมเป็น “โมฆียะกรรม” ซึ่งผู้เสียหายสามารถบอกล้างให้เป็นโมฆะมาแต่แรกได้ และสามารถยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ที่กระทำโดยไม่สุจริตได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้อง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 159, 160 และ 176 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึง ป.วิ.พ. มาตรา 323 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. โมฆียะกรรม (มาตรา 159) หมายถึงนิติกรรมที่ผู้เสียหายแสดงเจตนาเพราะถูกหลอกลวง หากพิสูจน์ได้ว่าถูกกลฉ้อฉล การโอนที่ดินย่อมเป็นโมฆียะ ผู้เสียหายมีสิทธิเลือกบอกล้างหรือให้คงอยู่ก็ได้ 2. บอกล้างโมฆียะกรรม (มาตรา 176) เมื่อผู้เสียหายส่งหนังสือบอกล้าง นิติกรรมที่เป็นโมฆียะจะ “เป็นโมฆะมาแต่แรก” ส่งผลให้ทรัพย์สินไม่เคยโอนให้คู่กรณีที่ฉ้อฉล และต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม 3. ความสุจริต–ไม่สุจริตของผู้ยึดทรัพย์ (มาตรา 160) ศาลพิจารณาว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินมีข้อพิพาทและจำเลยเกี่ยวข้องขบวนการฉ้อโกง แต่ยังนำยึด จึงถือว่า “ไม่สุจริต” ทำให้สู้สิทธิผู้เสียหายไม่ได้ 4. เพิกถอนการบังคับคดี (ป.วิ.พ. มาตรา 323) หากทรัพย์ที่ถูกยึดไม่ได้เป็นของลูกหนี้ที่แท้จริง ผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถยื่นคำร้องให้ศาลปล่อยทรัพย์ได้ กรณีนี้ศาลเห็นว่าทรัพย์เป็นของผู้ร้องจริง จึงต้องปล่อยคืน 5. หักล้างข้อสันนิษฐานตามทะเบียน แม้ชื่อจำเลยปรากฏในทะเบียน แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการโอนเกิดจากหลอกลวงและถูกบอกล้างแล้ว ศาลยอมรับหลักฐานผู้ร้องว่ากรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลยหรือเจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. การโอนที่ดินเกิดจากกลฉ้อฉล ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ (มาตรา 159) ศาลตรวจพบว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการหลอกลวงบุคคลจำนวนมาก รวมถึงผู้ร้องและโจทก์เอง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักชัดเจนว่า จำเลยใช้กลลวงเพื่อให้ผู้ร้องโอนที่ดินให้ เมื่อการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์เกิดจากกลฉ้อฉลของคู่กรณี นิติกรรมจึงเป็น “โมฆียะ” ตามมาตรา 159 2. ผู้ร้องได้บอกล้างโมฆียะกรรมอย่างถูกต้อง ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่แรก (มาตรา 176) เมื่อผู้ร้องมีหนังสือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ขอคืนโฉนดที่ดิน ถือเป็นการบอกล้างโดยชัดแจ้ง ส่งผลตามกฎหมายคือ • นิติกรรมการขาย “เป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก” • คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่เคยตกเป็นของจำเลย 3. หลักฐานผู้ร้องมีเพียงพอในการหักล้างข้อสันนิษฐานตามทะเบียน แม้ชื่อจำเลยปรากฏในทะเบียน แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการจดทะเบียนเกิดจากนิติกรรมโมฆียะซึ่งถูกบอกล้างแล้ว → ข้อสันนิษฐานว่าสิทธิในทะเบียนเป็นของจำเลย “ถูกล้มล้างได้” 4. โจทก์นำยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต (มาตรา 160) ศาลรับฟังว่า • โจทก์รู้ว่าตนเองก็ถูกจำเลยหลอก • รู้จากข่าวว่าจำเลยเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการฉ้อโกง • ที่ดินถูกอายัดไว้ก่อนแล้ว • โจทก์ย่อมทราบว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ยังคงนำยึดที่ดินเพื่อตนเอง จึงถือว่า ขาดความสุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องจึง “ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้” โดยตรงตามมาตรา 160 5. เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ต้องปล่อยทรัพย์คืนผู้ร้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น คือ ปล่อยคืนที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 1 วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย ประเด็นที่ 1: การพิสูจน์ “กลฉ้อฉล” ในการโอนที่ดิน การหลอกลวงที่นำไปสู่การแสดงเจตนาทางกฎหมาย ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมี “การบอกล้าง” คดีนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ การแจ้งบอกล้างอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่ 2: การบอกล้างมีผลย้อนหลัง (Retroactive Effect) มาตรา 176 บัญญัติให้ผลย้อนหลัง → ทำให้กรรมสิทธิ์ที่จดทะเบียนชื่อจำเลย “ไร้ผล” ตั้งแต่วันแรก และเป็นฐานให้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ภายหลังได้ ประเด็นที่ 3: เจ้าหนี้ต้องยึดทรัพย์โดยสุจริต แม้ชื่อผู้มีหนี้อยู่ในทะเบียน แต่หาก • รู้ว่าทรัพย์มีข้อพิพาท • ทราบว่าถูกหลอกให้โอนมา ถือว่าขาดความสุจริตตามมาตรา 160 และไม่สามารถใช้ทะเบียนต่อสู้ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงได้ ประเด็นที่ 4: สิทธิของผู้ถูกหลอกในการเพิกถอนการยึดทรัพย์ ป.วิ.พ. มาตรา 323 เปิดช่องผู้ไม่ใช่ลูกหนี้ แต่ถูกยึดทรัพย์ไปฟ้องเพิกถอนได้ กรณีนี้ ผู้ร้องแสดงสิทธิชัดว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริง ศาลจึงปล่อยทรัพย์คืนให้ตามหลักกฎหมาย IRAC Analysis Issue (ประเด็นข้อพิพากษา) 1. การโอนที่ดินของผู้ร้องเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉลหรือไม่ 2. การบอกล้างโมฆียะกรรมมีผลยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ได้หรือไม่ 3. โจทก์ในคดีบังคับคดีใช้สิทธิยึดทรัพย์โดยสุจริตหรือไม่ Rule (กฎเกณฑ์กฎหมายที่ใช้) • ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง: นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉล เป็น “โมฆียะ” • ป.พ.พ. มาตรา 160: ผู้กระทำโดยไม่สุจริต ไม่ได้รับความคุ้มครอง • ป.พ.พ. มาตรา 176: บอกล้างแล้วนิติกรรมเป็น “โมฆะมาแต่แรก” • ป.วิ.พ. มาตรา 323: การเพิกถอนการบังคับคดีเมื่อทรัพย์ไม่ใช่ของลูกหนี้ Application (วิเคราะห์ข้อเท็จจริงกับกฎหมาย) จำเลยหลอกลวงผู้ร้องให้โอนที่ดินโดยอ้างออกพันธบัตร ผู้ร้องแจ้งความและส่งหนังสือบอกล้าง ชัดว่าเป็นการแสดงเจตนาขอยกเลิกนิติกรรมตามสิทธิในกฎหมาย การบอกล้างมีผลย้อนหลัง ทำให้กรรมสิทธิ์ไม่เคยตกเป็นของจำเลย อีกทั้งโจทก์ในคดีบังคับคดีทราบว่าที่ดินมีข้อพิพาท ถูกอายัด และจำเลยเกี่ยวข้องขบวนการฉ้อโกง แต่ยังนำยึดที่ดิน จึงถือว่าใช้สิทธิไม่สุจริต ตามมาตรา 160 ทำให้การบอกล้างสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ และเข้าหลักมาตรา 323 ต้องปล่อยทรัพย์กลับผู้ร้อง Conclusion (ข้อสรุป) นิติกรรมการขายเป็นโมฆียะ ผู้ร้องบอกล้างถูกต้องจึงเป็นโมฆะมาแต่ต้น โจทก์นำยึดโดยไม่สุจริต ศาลจึงให้ปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องที่ 1 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้ถูกหลอกในการโอนทรัพย์ต้องรีบ “บอกล้าง” เพื่อรักษาสิทธิ 2. การบอกล้างมีผลย้อนหลัง ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ของผู้หลอกได้ประโยชน์ 3. เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำยึดทรัพย์ หากรู้แล้วเพิกเฉย ถือว่าไม่สุจริต 4. ป.วิ.พ. มาตรา 323 เป็นกลไกป้องกันผู้บริสุทธิ์ที่ทรัพย์ถูกยึดโดยไม่ถูกต้อง 5. คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญว่า “ทะเบียนที่ดิน” ไม่อาจคุ้มครองผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ได้มาโดยทุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567 จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1 โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ โจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ด้วยการหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินจากโจทก์ แต่ติดขัดที่จำเลยไม่สามารถนำเงินฝากและทรัพย์สินจากตู้นิรภัยในธนาคารต่างประเทศมาจัดการเพื่อชำระราคาแก่โจทก์ได้ ขอให้โจทก์โอนเงินให้จำเลยเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมดำเนินการก่อน โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยไป ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยในทะเบียนเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและประกาศยึดทรัพย์ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องทั้งสองที่จะยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ภายหลังจากมีการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินจนเสร็จสิ้นแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เดิมผู้ร้องที่ 1 มีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่จำเลย วันที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 ไปแจ้งความเป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีว่า ผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย เพราะจำเลยบอกว่าจำเลยจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าสองร้อยล้านบาทให้ผู้ร้องที่ 1 แต่หลังจากนั้นจำเลยกลับบ่ายเบี่ยง ผู้ร้องที่ 1 จึงเชื่อว่าน่าจะถูกจำเลยหลอกลวง แล้วผู้ร้องที่ 1 นำรายงานประจำวันไปยื่นขออายัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 ให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าสองร้อยล้านบาทให้ผู้ร้องที่ 1 แต่เวลาล่วงเลยเนิ่นนานแล้วผู้ร้องที่ 1 จึงทราบว่าถูกหลอกลวง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องที่ 1 ฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงต่อศาลอาญามีนบุรี ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา ครั้นวันที่ 12 เมษายน 2565 ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 1 แล้ววันที่ 3 สิงหาคม 2565 ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาวไอยริศ บุตรผู้ร้องที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ประการแรกมีว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หรือไม่ เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยที่หลอกลวงผู้อื่นนั้นไม่ได้เกิดแต่ผู้ร้องที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เองก็ถูกจำเลยหลอกลวงด้วยเช่นกันดังที่ปรากฏในคำบรรยายฟ้อง ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์ก็เบิกความว่า เดือนกรกฎาคม 2563 โจทก์ทราบจากการแถลงข่าวของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ แสดงว่ามีบุคคลมากมายที่ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง อันเจือสมทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานแก้ให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น คดีจึงเชื่อได้ว่า จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจริง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง โดยข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่ได้ถามค้านพยานในส่วนนี้ตลอดจนนำสืบพยานแก้ให้เห็นเป็นอย่างอื่นต่อไปว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน เช่นนี้พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1 ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น วันที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 ไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจว่าถูกจำเลยหลอกลวงให้โอนที่ดินและนำรายงานประจำวันไปยื่นขออายัดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งอายัดตามคำขอของผู้ร้องที่ 1 ประกอบกับโจทก์เองก็ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ด้วยดังที่โจทก์นำสืบไว้ในชั้นพิจารณา จึงเชื่อว่าโจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ค้างอยู่ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนที่ดินของผู้ร้องที่ 1 เกิดจากการหลอกลวง ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ และผู้ร้องได้บอกล้างแล้ว จึงมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ส่วนคำขออื่นให้ยก ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่ายังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของโดยชอบ ให้ยกคำร้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องใหม่หลังคดีเพิกถอนนิติกรรมสิ้นสุด ภายหลัง ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าถูกจำเลยหลอกลวงจริง การบอกล้างชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต จึงพิพากษากลับ ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น และปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องที่ 1 แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม ได้โอนที่ดินให้จำเลยโดยเชื่อว่าจำเลยจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 200 ล้านบาทให้ แต่จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงและไม่มีการดำเนินการใด ๆ ผู้ร้องจึงไปแจ้งความและส่งหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดิน ถือเป็นการบอกล้างนิติกรรม ต่อมาโจทก์ในคดีบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามทะเบียน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ให้วินิจฉัยว่า นิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆียะหรือไม่ และการบอกล้างของผู้ร้องมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ได้หรือไม่ ธงคำตอบ การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้ผู้ร้องแสดงเจตนาโอนที่ดินโดยอ้างว่าจะออกพันธบัตรจำนวนมากให้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องโอนที่ดินเพราะหลงเชื่อกลฉ้อฉล นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 และเมื่อผู้ร้องบอกล้างโดยหนังสือชัดแจ้ง นิติกรรมขายย่อมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 176 ทำให้กรรมสิทธิ์ไม่เคยตกเป็นของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงไม่อาจอ้างทะเบียนเพื่อยึดทรัพย์ได้ ผู้ร้องมีสิทธิเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ข้อ 2 โจทก์ในคดีบังคับคดีฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงและชนะคดี แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 ซึ่งมีชื่อจำเลยในทะเบียน แม้ที่ดินดังกล่าวถูกอายัดไว้ก่อนเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 แจ้งความว่าถูกหลอกลวง และโจทก์ก็ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ ให้วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ยังนำยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อสิทธิบอกล้างของผู้ร้องเป็นอย่างไร ธงคำตอบ เมื่อโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินมีข้อพิพาทว่าถูกหลอกลวงมา และยังมีคำสั่งอายัดที่ดินอยู่ อีกทั้งโจทก์เองก็เป็นผู้เสียหายจากการฉ้อโกงของจำเลย จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนยึดทรัพย์ แต่กลับเพิกเฉยแล้วนำยึด ศาลฎีกาถือว่าโจทก์กระทำโดยไม่สุจริตตามมาตรา 160 ทำให้ไม่อาจยกสถานะเจ้าหนี้สุจริตขึ้นต่อสู้ผู้ร้องได้ และสิทธิของผู้ร้องในการบอกล้างโมฆียะกรรมสามารถยกขึ้นใช้เพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ได้โดยสมบูรณ์ ข้อ 3 ภายหลังผู้ร้องที่ 1 บอกล้างนิติกรรมจำเลยกลับจดทะเบียนขายที่ดินคืนให้ผู้ร้อง และผู้ร้องก็จดทะเบียนโอนให้บุตรสาวภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ โจทก์โต้แย้งว่าการโอนภายหลังนี้ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม ให้วินิจฉัยว่าการโอนภายหลังมีผลทำให้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมหรือสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้องขาดไปหรือไม่ ธงคำตอบ สิทธิที่จะบอกล้างและผลของการบอกล้างนิติกรรมตามมาตรา 176 ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่ต้น กรรมสิทธิ์จึงถือว่าไม่เคยตกไปยังจำเลย การที่จำเลยจดทะเบียนคืนให้ผู้ร้องภายหลังเป็นเพียงการปรับปรุงทะเบียนให้สอดคล้องกับสภาพสิทธิที่แท้จริง ไม่ได้ทำให้สิทธิบอกล้างของผู้ร้องหมดไป อีกทั้งการโอนต่อให้บุตรสาวเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อการพิจารณาว่าการยึดทรัพย์ของโจทก์เป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงไม่มีผลล้มล้างสิทธิบอกล้างของผู้ร้องและไม่กระทบผลของคำสั่งปล่อยทรัพย์ ข้อ 4 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ตัวจำเลยเป็นผู้มีชื่อในทะเบียน ดังนั้น การเพิกถอนยึดทรัพย์จึงไม่อาจกระทำได้เพราะผู้ร้องไม่ได้พิสูจน์สิทธิของตนเพียงพอ ให้พิจารณาว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องในคดีนี้สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายเกี่ยวกับชื่อในทะเบียนได้หรือไม่ ธงคำตอบ แม้ทะเบียนที่ดินมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ แต่ข้อสันนิษฐานตามทะเบียนอาจหักล้างได้ หากพิสูจน์ว่าการโอนเกิดจากกลฉ้อฉลและผู้เสียหายได้บอกล้างนิติกรรมตามสิทธิ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง เช่น รายงานประจำวัน หนังสือบอกล้าง และพฤติการณ์ของจำเลยที่หลอกลวงหลายราย เป็นหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่ทำให้รับฟังได้ว่าเป็นโมฆียะกรรมที่ถูกบอกล้างแล้ว ข้อสันนิษฐานในทะเบียนจึงถูกหักล้าง และถือว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริง ข้อ 5 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องเพิกถอนยึดทรัพย์โดยให้เหตุผลว่ายังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบ และควรรอผลคดีเพิกถอนนิติกรรมก่อน ให้วินิจฉัยว่าการรอผลคดีอื่นเป็นเงื่อนไขก่อนเพิกถอนยึดทรัพย์ตามมาตรา 323 เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ และศาลฎีกามีเหตุผลอย่างไรในการกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ธงคำตอบ มาตรา 323 ไม่ได้กำหนดว่าการพิจารณาคำร้องเพิกถอนยึดทรัพย์ต้องรอผลคดีอื่น ศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าทรัพย์เป็นของลูกหนี้หรือไม่ หากปรากฏชัดว่าผู้ร้องถูกหลอกให้โอนและได้บอกล้างอย่างถูกต้อง ศาลอาจวินิจฉัยได้ทันทีว่าทรัพย์ไม่ใช่ของลูกหนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์มีความเห็นคลาดเคลื่อน เนื่องจากพยานหลักฐานในคดีนี้เพียงพอแล้วที่จะรับฟังว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกแก่จำเลยและโจทก์ยึดโดยไม่สุจริต จึงพิพากษากลับให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นและปล่อยทรัพย์คืนแก่ผู้ร้อง |




