ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บอกล้างโมฆียะกรรม & เพิกถอนยึดทรัพย์ กลฉ้อฉล, ฉ้อโกง, (ฎีกา 5398/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567, การบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 159, การเพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากกลฉ้อฉล, การใช้สิทธิบอกล้างเพื่อยับยั้งการยึดทรัพย์, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหลอกลวงให้โอนที่ดิน, หลักกฎหมายว่าด้วยการกลับคืนสู่ฐานะเดิม มาตรา 176, การฟ้องเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323, ความไม่สุจริตของเจ้าหนี้ในการนำยึดทรัพย์, การใช้ข้อเท็จจริงป้องกันสิทธิของผู้ถูกหลอกลวง, การตีความพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐาน

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการโอนที่ดินที่เกิดจากการหลอกลวง ซึ่งทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ และผู้เสียหายมีสิทธิบอกล้างให้เป็นโมฆะมาแต่แรกตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 159 ประกอบมาตรา 176 ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสุจริตของเจ้าหนี้ในการนำยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา หากเจ้าหนี้ทราบข้อพิพาทมาก่อนและยังนำยึด ศาลถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทำให้ผู้ร้องสามารถใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมยกขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา 160 จนนำไปสู่การเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323

สรุปข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

ผู้ร้องที่ 1 เดิมเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาถูกจำเลยหลอกลวงโดยอ้างว่าจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 200 ล้านบาทให้ และขอให้ผู้ร้องโอนที่ดินเป็นหลักประกัน ผู้ร้องหลงเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย

ภายหลังจำเลยบ่ายเบี่ยง ไม่ดำเนินการตามที่อ้าง ผู้ร้องจึงทราบว่าถูกหลอกลวง และไปแจ้งความ พร้อมขออายัดที่ดิน ต่อมาผู้ร้องส่งหนังสือถึงจำเลย ขอ “ยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดิน” ซึ่งถือเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม

ในอีกด้านหนึ่ง โจทก์ในคดีบังคับคดี (ซึ่งก็ถูกจำเลยหลอกด้วย) ฟ้องจำเลยในคดีแพ่งและชนะคดี แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยตามทะเบียน

ผู้ร้องทั้งสองจึงยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

ศาลชั้นต้นสั่งปล่อยทรัพย์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าผู้ร้องได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว และโจทก์ยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การโอนที่ดินที่เกิดจากการหลอกลวงย่อมเป็น “โมฆียะกรรม” ซึ่งผู้เสียหายสามารถบอกล้างให้เป็นโมฆะมาแต่แรกได้ และสามารถยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ที่กระทำโดยไม่สุจริตได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้อง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 159, 160 และ 176 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึง ป.วิ.พ. มาตรา 323

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. โมฆียะกรรม (มาตรา 159)

   หมายถึงนิติกรรมที่ผู้เสียหายแสดงเจตนาเพราะถูกหลอกลวง หากพิสูจน์ได้ว่าถูกกลฉ้อฉล การโอนที่ดินย่อมเป็นโมฆียะ ผู้เสียหายมีสิทธิเลือกบอกล้างหรือให้คงอยู่ก็ได้

2. บอกล้างโมฆียะกรรม (มาตรา 176)

   เมื่อผู้เสียหายส่งหนังสือบอกล้าง นิติกรรมที่เป็นโมฆียะจะ “เป็นโมฆะมาแต่แรก” ส่งผลให้ทรัพย์สินไม่เคยโอนให้คู่กรณีที่ฉ้อฉล และต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

3. ความสุจริต–ไม่สุจริตของผู้ยึดทรัพย์ (มาตรา 160)

   ศาลพิจารณาว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินมีข้อพิพาทและจำเลยเกี่ยวข้องขบวนการฉ้อโกง แต่ยังนำยึด จึงถือว่า “ไม่สุจริต” ทำให้สู้สิทธิผู้เสียหายไม่ได้

4. เพิกถอนการบังคับคดี (ป.วิ.พ. มาตรา 323)

   หากทรัพย์ที่ถูกยึดไม่ได้เป็นของลูกหนี้ที่แท้จริง ผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถยื่นคำร้องให้ศาลปล่อยทรัพย์ได้ กรณีนี้ศาลเห็นว่าทรัพย์เป็นของผู้ร้องจริง จึงต้องปล่อยคืน

5. หักล้างข้อสันนิษฐานตามทะเบียน

   แม้ชื่อจำเลยปรากฏในทะเบียน แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการโอนเกิดจากหลอกลวงและถูกบอกล้างแล้ว ศาลยอมรับหลักฐานผู้ร้องว่ากรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลยหรือเจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

1. การโอนที่ดินเกิดจากกลฉ้อฉล ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ (มาตรา 159)

ศาลตรวจพบว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการหลอกลวงบุคคลจำนวนมาก รวมถึงผู้ร้องและโจทก์เอง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักชัดเจนว่า จำเลยใช้กลลวงเพื่อให้ผู้ร้องโอนที่ดินให้

เมื่อการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์เกิดจากกลฉ้อฉลของคู่กรณี นิติกรรมจึงเป็น “โมฆียะ” ตามมาตรา 159

2. ผู้ร้องได้บอกล้างโมฆียะกรรมอย่างถูกต้อง ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่แรก (มาตรา 176)

เมื่อผู้ร้องมีหนังสือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ขอคืนโฉนดที่ดิน ถือเป็นการบอกล้างโดยชัดแจ้ง ส่งผลตามกฎหมายคือ

นิติกรรมการขาย “เป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก”

คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่เคยตกเป็นของจำเลย

3. หลักฐานผู้ร้องมีเพียงพอในการหักล้างข้อสันนิษฐานตามทะเบียน

แม้ชื่อจำเลยปรากฏในทะเบียน แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการจดทะเบียนเกิดจากนิติกรรมโมฆียะซึ่งถูกบอกล้างแล้ว

→ ข้อสันนิษฐานว่าสิทธิในทะเบียนเป็นของจำเลย “ถูกล้มล้างได้”

4. โจทก์นำยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต (มาตรา 160)

ศาลรับฟังว่า

โจทก์รู้ว่าตนเองก็ถูกจำเลยหลอก

รู้จากข่าวว่าจำเลยเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการฉ้อโกง

ที่ดินถูกอายัดไว้ก่อนแล้ว

โจทก์ย่อมทราบว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์

แต่ยังคงนำยึดที่ดินเพื่อตนเอง จึงถือว่า ขาดความสุจริต

การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องจึง “ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้” โดยตรงตามมาตรา 160

5. เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ต้องปล่อยทรัพย์คืนผู้ร้อง

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น คือ ปล่อยคืนที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 1

วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย

ประเด็นที่ 1: การพิสูจน์ “กลฉ้อฉล” ในการโอนที่ดิน

การหลอกลวงที่นำไปสู่การแสดงเจตนาทางกฎหมาย

ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะโดยอัตโนมัติ

แต่ต้องมี “การบอกล้าง”

คดีนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ การแจ้งบอกล้างอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่ 2: การบอกล้างมีผลย้อนหลัง (Retroactive Effect)

มาตรา 176 บัญญัติให้ผลย้อนหลัง

→ ทำให้กรรมสิทธิ์ที่จดทะเบียนชื่อจำเลย “ไร้ผล” ตั้งแต่วันแรก

และเป็นฐานให้ยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ภายหลังได้

ประเด็นที่ 3: เจ้าหนี้ต้องยึดทรัพย์โดยสุจริต

แม้ชื่อผู้มีหนี้อยู่ในทะเบียน แต่หาก

รู้ว่าทรัพย์มีข้อพิพาท

ทราบว่าถูกหลอกให้โอนมา

ถือว่าขาดความสุจริตตามมาตรา 160

และไม่สามารถใช้ทะเบียนต่อสู้ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงได้

ประเด็นที่ 4: สิทธิของผู้ถูกหลอกในการเพิกถอนการยึดทรัพย์

ป.วิ.พ. มาตรา 323 เปิดช่องผู้ไม่ใช่ลูกหนี้ แต่ถูกยึดทรัพย์ไปฟ้องเพิกถอนได้

กรณีนี้ ผู้ร้องแสดงสิทธิชัดว่าตนเป็นเจ้าของแท้จริง

ศาลจึงปล่อยทรัพย์คืนให้ตามหลักกฎหมาย

IRAC Analysis 

Issue (ประเด็นข้อพิพากษา)

1. การโอนที่ดินของผู้ร้องเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉลหรือไม่

2. การบอกล้างโมฆียะกรรมมีผลยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ได้หรือไม่

3. โจทก์ในคดีบังคับคดีใช้สิทธิยึดทรัพย์โดยสุจริตหรือไม่

Rule (กฎเกณฑ์กฎหมายที่ใช้)

ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง: นิติกรรมที่เกิดจากกลฉ้อฉล เป็น “โมฆียะ”

ป.พ.พ. มาตรา 160: ผู้กระทำโดยไม่สุจริต ไม่ได้รับความคุ้มครอง

ป.พ.พ. มาตรา 176: บอกล้างแล้วนิติกรรมเป็น “โมฆะมาแต่แรก”

ป.วิ.พ. มาตรา 323: การเพิกถอนการบังคับคดีเมื่อทรัพย์ไม่ใช่ของลูกหนี้

Application (วิเคราะห์ข้อเท็จจริงกับกฎหมาย)

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องให้โอนที่ดินโดยอ้างออกพันธบัตร ผู้ร้องแจ้งความและส่งหนังสือบอกล้าง ชัดว่าเป็นการแสดงเจตนาขอยกเลิกนิติกรรมตามสิทธิในกฎหมาย

การบอกล้างมีผลย้อนหลัง ทำให้กรรมสิทธิ์ไม่เคยตกเป็นของจำเลย

อีกทั้งโจทก์ในคดีบังคับคดีทราบว่าที่ดินมีข้อพิพาท ถูกอายัด และจำเลยเกี่ยวข้องขบวนการฉ้อโกง แต่ยังนำยึดที่ดิน

จึงถือว่าใช้สิทธิไม่สุจริต ตามมาตรา 160

ทำให้การบอกล้างสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ และเข้าหลักมาตรา 323 ต้องปล่อยทรัพย์กลับผู้ร้อง

Conclusion (ข้อสรุป)

นิติกรรมการขายเป็นโมฆียะ ผู้ร้องบอกล้างถูกต้องจึงเป็นโมฆะมาแต่ต้น โจทก์นำยึดโดยไม่สุจริต ศาลจึงให้ปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องที่ 1

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. ผู้ถูกหลอกในการโอนทรัพย์ต้องรีบ “บอกล้าง” เพื่อรักษาสิทธิ

2. การบอกล้างมีผลย้อนหลัง ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ของผู้หลอกได้ประโยชน์

3. เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำยึดทรัพย์ หากรู้แล้วเพิกเฉย ถือว่าไม่สุจริต

4. ป.วิ.พ. มาตรา 323 เป็นกลไกป้องกันผู้บริสุทธิ์ที่ทรัพย์ถูกยึดโดยไม่ถูกต้อง

5. คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญว่า “ทะเบียนที่ดิน” ไม่อาจคุ้มครองผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ได้มาโดยทุจริต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567 

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1

โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ โจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ด้วยการหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินจากโจทก์ แต่ติดขัดที่จำเลยไม่สามารถนำเงินฝากและทรัพย์สินจากตู้นิรภัยในธนาคารต่างประเทศมาจัดการเพื่อชำระราคาแก่โจทก์ได้ ขอให้โจทก์โอนเงินให้จำเลยเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมดำเนินการก่อน โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยไป ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยในทะเบียนเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและประกาศยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องทั้งสองที่จะยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ภายหลังจากมีการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินจนเสร็จสิ้นแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เดิมผู้ร้องที่ 1 มีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่จำเลย วันที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 ไปแจ้งความเป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีว่า ผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลย เพราะจำเลยบอกว่าจำเลยจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าสองร้อยล้านบาทให้ผู้ร้องที่ 1 แต่หลังจากนั้นจำเลยกลับบ่ายเบี่ยง ผู้ร้องที่ 1 จึงเชื่อว่าน่าจะถูกจำเลยหลอกลวง แล้วผู้ร้องที่ 1 นำรายงานประจำวันไปยื่นขออายัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 ให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าสองร้อยล้านบาทให้ผู้ร้องที่ 1 แต่เวลาล่วงเลยเนิ่นนานแล้วผู้ร้องที่ 1 จึงทราบว่าถูกหลอกลวง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องที่ 1 ฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงต่อศาลอาญามีนบุรี ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา ครั้นวันที่ 12 เมษายน 2565 ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 1 แล้ววันที่ 3 สิงหาคม 2565 ผู้ร้องที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาวไอยริศ บุตรผู้ร้องที่ 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ประการแรกมีว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หรือไม่ เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยที่หลอกลวงผู้อื่นนั้นไม่ได้เกิดแต่ผู้ร้องที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เองก็ถูกจำเลยหลอกลวงด้วยเช่นกันดังที่ปรากฏในคำบรรยายฟ้อง ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์ก็เบิกความว่า เดือนกรกฎาคม 2563 โจทก์ทราบจากการแถลงข่าวของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ แสดงว่ามีบุคคลมากมายที่ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวง อันเจือสมทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานแก้ให้เห็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น คดีจึงเชื่อได้ว่า จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจริง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง โดยข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่ได้ถามค้านพยานในส่วนนี้ตลอดจนนำสืบพยานแก้ให้เห็นเป็นอย่างอื่นต่อไปว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน เช่นนี้พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1 ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น วันที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ร้องที่ 1 ไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจว่าถูกจำเลยหลอกลวงให้โอนที่ดินและนำรายงานประจำวันไปยื่นขออายัดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งอายัดตามคำขอของผู้ร้องที่ 1 ประกอบกับโจทก์เองก็ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ด้วยดังที่โจทก์นำสืบไว้ในชั้นพิจารณา จึงเชื่อว่าโจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ค้างอยู่ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนที่ดินของผู้ร้องที่ 1 เกิดจากการหลอกลวง ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ และผู้ร้องได้บอกล้างแล้ว จึงมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ส่วนคำขออื่นให้ยก ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่ายังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของโดยชอบ ให้ยกคำร้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องใหม่หลังคดีเพิกถอนนิติกรรมสิ้นสุด ภายหลัง ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าถูกจำเลยหลอกลวงจริง การบอกล้างชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ยึดทรัพย์โดยไม่สุจริต จึงพิพากษากลับ ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น และปล่อยที่ดินคืนแก่ผู้ร้องที่ 1

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม ได้โอนที่ดินให้จำเลยโดยเชื่อว่าจำเลยจะดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 200 ล้านบาทให้ แต่จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงและไม่มีการดำเนินการใด ๆ ผู้ร้องจึงไปแจ้งความและส่งหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดิน ถือเป็นการบอกล้างนิติกรรม ต่อมาโจทก์ในคดีบังคับคดีได้ยึดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามทะเบียน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ให้วินิจฉัยว่า นิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆียะหรือไม่ และการบอกล้างของผู้ร้องมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ได้หรือไม่

ธงคำตอบ

การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้ผู้ร้องแสดงเจตนาโอนที่ดินโดยอ้างว่าจะออกพันธบัตรจำนวนมากให้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องโอนที่ดินเพราะหลงเชื่อกลฉ้อฉล นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 และเมื่อผู้ร้องบอกล้างโดยหนังสือชัดแจ้ง นิติกรรมขายย่อมเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามมาตรา 176 ทำให้กรรมสิทธิ์ไม่เคยตกเป็นของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงไม่อาจอ้างทะเบียนเพื่อยึดทรัพย์ได้ ผู้ร้องมีสิทธิเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

ข้อ 2

โจทก์ในคดีบังคับคดีฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงและชนะคดี แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43994 ซึ่งมีชื่อจำเลยในทะเบียน แม้ที่ดินดังกล่าวถูกอายัดไว้ก่อนเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 แจ้งความว่าถูกหลอกลวง และโจทก์ก็ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ ให้วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ยังนำยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อสิทธิบอกล้างของผู้ร้องเป็นอย่างไร

ธงคำตอบ

เมื่อโจทก์ทราบมาก่อนว่าที่ดินมีข้อพิพาทว่าถูกหลอกลวงมา และยังมีคำสั่งอายัดที่ดินอยู่ อีกทั้งโจทก์เองก็เป็นผู้เสียหายจากการฉ้อโกงของจำเลย จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนยึดทรัพย์ แต่กลับเพิกเฉยแล้วนำยึด ศาลฎีกาถือว่าโจทก์กระทำโดยไม่สุจริตตามมาตรา 160 ทำให้ไม่อาจยกสถานะเจ้าหนี้สุจริตขึ้นต่อสู้ผู้ร้องได้ และสิทธิของผู้ร้องในการบอกล้างโมฆียะกรรมสามารถยกขึ้นใช้เพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ได้โดยสมบูรณ์

ข้อ 3

ภายหลังผู้ร้องที่ 1 บอกล้างนิติกรรมจำเลยกลับจดทะเบียนขายที่ดินคืนให้ผู้ร้อง และผู้ร้องก็จดทะเบียนโอนให้บุตรสาวภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ โจทก์โต้แย้งว่าการโอนภายหลังนี้ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม ให้วินิจฉัยว่าการโอนภายหลังมีผลทำให้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมหรือสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้องขาดไปหรือไม่

ธงคำตอบ

สิทธิที่จะบอกล้างและผลของการบอกล้างนิติกรรมตามมาตรา 176 ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่ต้น กรรมสิทธิ์จึงถือว่าไม่เคยตกไปยังจำเลย การที่จำเลยจดทะเบียนคืนให้ผู้ร้องภายหลังเป็นเพียงการปรับปรุงทะเบียนให้สอดคล้องกับสภาพสิทธิที่แท้จริง ไม่ได้ทำให้สิทธิบอกล้างของผู้ร้องหมดไป อีกทั้งการโอนต่อให้บุตรสาวเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ตามกฎหมาย ไม่กระทบต่อการพิจารณาว่าการยึดทรัพย์ของโจทก์เป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงไม่มีผลล้มล้างสิทธิบอกล้างของผู้ร้องและไม่กระทบผลของคำสั่งปล่อยทรัพย์

ข้อ 4

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ตัวจำเลยเป็นผู้มีชื่อในทะเบียน ดังนั้น การเพิกถอนยึดทรัพย์จึงไม่อาจกระทำได้เพราะผู้ร้องไม่ได้พิสูจน์สิทธิของตนเพียงพอ ให้พิจารณาว่าพยานหลักฐานของผู้ร้องในคดีนี้สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายเกี่ยวกับชื่อในทะเบียนได้หรือไม่

ธงคำตอบ

แม้ทะเบียนที่ดินมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ แต่ข้อสันนิษฐานตามทะเบียนอาจหักล้างได้ หากพิสูจน์ว่าการโอนเกิดจากกลฉ้อฉลและผู้เสียหายได้บอกล้างนิติกรรมตามสิทธิ ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายผู้ร้อง เช่น รายงานประจำวัน หนังสือบอกล้าง และพฤติการณ์ของจำเลยที่หลอกลวงหลายราย เป็นหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่ทำให้รับฟังได้ว่าเป็นโมฆียะกรรมที่ถูกบอกล้างแล้ว ข้อสันนิษฐานในทะเบียนจึงถูกหักล้าง และถือว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริง

ข้อ 5

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องเพิกถอนยึดทรัพย์โดยให้เหตุผลว่ายังไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบ และควรรอผลคดีเพิกถอนนิติกรรมก่อน ให้วินิจฉัยว่าการรอผลคดีอื่นเป็นเงื่อนไขก่อนเพิกถอนยึดทรัพย์ตามมาตรา 323 เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ และศาลฎีกามีเหตุผลอย่างไรในการกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ธงคำตอบ

มาตรา 323 ไม่ได้กำหนดว่าการพิจารณาคำร้องเพิกถอนยึดทรัพย์ต้องรอผลคดีอื่น ศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าทรัพย์เป็นของลูกหนี้หรือไม่ หากปรากฏชัดว่าผู้ร้องถูกหลอกให้โอนและได้บอกล้างอย่างถูกต้อง ศาลอาจวินิจฉัยได้ทันทีว่าทรัพย์ไม่ใช่ของลูกหนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์มีความเห็นคลาดเคลื่อน เนื่องจากพยานหลักฐานในคดีนี้เพียงพอแล้วที่จะรับฟังว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกแก่จำเลยและโจทก์ยึดโดยไม่สุจริต จึงพิพากษากลับให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นและปล่อยทรัพย์คืนแก่ผู้ร้อง




นิติกรรม

ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568: เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกที่ไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567: การสละที่ดินโครงการเป็นทางสาธารณะ และผลทางกฎหมายของการโอนขาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้
การฟ้องคดีแพ่งมิใช่เป็นการทำนิติกรรม
การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในสัญญาถือว่าเป็นเบี้ยปรับ