ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 315/2567, การเลิกสัญญาโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391, หลักคืนสู่ฐานะเดิมของคู่สัญญาในสัญญาก่อสร้าง, การหักกลบลบหนี้ในคดีค่าจ้างก่อสร้าง, การพิจารณาค่าการงานงวดที่ 3 ตามสัญญาก่อสร้าง, การคืนเงินประกันผลงานเมื่อสัญญาเลิกกัน, ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในงานก่อสร้างภาครัฐ, การตีความค่าภาษีหักเกินในสัญญารับเหมา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับงานก่อสร้างและการบอกเลิกโดยปริยาย, หลักเกณฑ์ฟ้องแย้ง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้างระหว่างคู่สัญญา ซึ่งมีประเด็นสำคัญว่าการกระทำของคู่สัญญาเข้าลักษณะเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่ และผลแห่งการเลิกสัญญาต้องเป็นไปตามหลักคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยต้องพิจารณาสิทธิในการได้รับค่าการงานที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว สิทธิในการได้รับคืนเงินประกันผลงาน และการหักกลบลบหนี้ระหว่างคู่สัญญา อีกทั้งพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายภายหลังเลิกสัญญาที่จำเลยอ้างนั้นสามารถนำมาเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้หรือไม่ รวมถึงประเด็นความรับผิดของผู้ค้ำประกันเมื่อสัญญาเลิกกันโดยปริยายแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหาความรับผิดของคู่สัญญาใหม่ทั้งหมดเนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การที่คู่สัญญางดเว้นไม่ติดตามงานและว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทน ย่อมถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่

2 เมื่อสัญญาถูกเลิกโดยปริยาย คู่สัญญาต้องคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ในขอบเขตเพียงใด

3 คู่สัญญาสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังการเลิกสัญญามาหักกลบลบหนี้หรือเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระเงินค่าการงานบางส่วนและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกัน โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 690,618.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารแก่โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก

2 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าโจทก์ต้องรับผิดค่าความเสียหายบางส่วน จึงให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย 1,997,916.55 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยร่วมรับผิดแทนโจทก์ได้ไม่เกิน 2,000,000 บาท รวมทั้งให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง

3 ศาลฎีกาพิพากษากลับอีกครั้ง เห็นว่าสัญญาก่อสร้างเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาต้องคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินประกันผลงาน ค่าภาษีหักเกิน และชำระค่าการงานงวดที่ 3 หลังหักกลบลบหนี้ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 489,754.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย และคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งให้ยก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายเมื่อคู่สัญญาในสัญญาก่อสร้างได้เลิกสัญญาโดยปริยาย และต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงขอบเขตการหักกลบลบหนี้และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของคู่สัญญาภายหลังการเลิกสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเลิกกันโดยปริยายไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสัญญาได้สิ้นผลแล้ว พร้อมทั้งวินิจฉัยประเด็นการคืนเงินประกันผลงาน ภาษีหักเกิน และความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญา

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการหักกลบลบหนี้ รวมถึงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้เพื่อหยิบยกประเด็นความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยใหม่

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 เลิกสัญญาโดยปริยาย

หมายถึงพฤติการณ์ที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไม่ประสงค์ผูกพันต่อสัญญา แม้ไม่มีหนังสือบอกเลิกอย่างเป็นทางการ เช่น การที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนโจทก์ ศาลจึงถือว่าสัญญาเลิกกันโดยปริยาย

2 ผลแห่งการคืนสู่ฐานะเดิม มาตรา 391

เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ได้แก่ การคืนเงินประกันผลงาน การชำระค่าการงานตามที่ได้ทำไปแล้ว และการคืนยอดภาษีหักเกินตามที่จำเลยหักไว้ไม่ถูกต้อง

3 ห้ามนำค่าใช้จ่ายหลังเลิกสัญญามาหักกลบลบหนี้

ค่าใช้จ่ายที่จำเลยจ่ายให้บุคคลอื่นหลังสัญญาเลิกกันไม่อาจนำมาเป็นค่าเสียหายเพื่อหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังจากความผูกพันตามสัญญาสิ้นสุดแล้ว

4 สิทธิของคู่สัญญาในการเรียกร้องตามหนี้ที่เกิดก่อนการเลิกสัญญา

หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหมดสัญญายังคงเรียกร้องได้ เช่น ค่าจ้างค้างชำระแก่ผู้รับเหมาช่วงจำนวน 800,000 บาท ที่โจทก์ต้องรับผิด จำเลยจึงนำส่วนนี้มาหักกลบลบหนี้ได้

5 ความรับผิดของผู้ค้ำประกันเมื่อสัญญาหลักเลิกกัน

เมื่อสัญญาจ้างหลักเลิกกันโดยปริยาย และโจทก์ไม่เหลือหนี้ค้างชำระ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยอีกต่อไป และจำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันให้โจทก์ตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์และจำเลยทำสัญญาก่อสร้างโครงการแก้มลิงบึงซึกวึกพร้อมอาคารประกอบ โดยตกลงชำระค่าจ้างตามงวดงานตามปริมาณงานที่ตรวจรับแล้ว โจทก์ดำเนินงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 เสร็จสิ้นและได้รับเงินตามสัญญาโดยมีการหักเงินประกันผลงานและหักค่าจ้างเบิกล่วงหน้าตามเงื่อนไข ต่อมาโจทก์ได้เริ่มดำเนินงานงวดที่ 3 โดยขุดดินไปบางส่วนจำนวน 133,540 ลูกบาศก์เมตร

ภายหลังถึงกำหนดส่งมอบงาน โจทก์ขอขยายเวลา แต่จำเลยมิได้ตอบรับ และจำเลยได้ว่าจ้างบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงเดิมและบุคคลภายนอกให้ดำเนินงานต่อจากโจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าคู่สัญญาต่างแสดงเจตนาร่วมกันเลิกสัญญาโดยปริยาย

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าจ้างและเงินประกันผลงานคืน ส่วนจำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลอื่นดำเนินงานแทน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้หักกลบลบหนี้โดยนำค่าใช้จ่ายของจำเลยมาหักค่าการงานของโจทก์ ศาลฎีกาตรวจพบว่าเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงยกขึ้นพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1 คู่สัญญาได้เลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่

2 ผลแห่งการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ต้องดำเนินการในลักษณะใด

3 จำเลยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลอื่นภายหลังการเลิกสัญญามาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้หรือไม่

4 โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินประกันผลงานและยอดภาษีหักเกินหรือไม่

5 ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เมื่อสัญญาจ้างหลักเลิกกันแล้ว

การวิเคราะห์ของศาลฎีกา

1 การเลิกสัญญาโดยปริยาย

ศาลเห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ออกหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชัดแจ้ง แต่การว่าจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานต่อในขณะที่โจทก์มิได้รับการตอบกลับในการขอขยายเวลา ถือเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญาเดิมอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์เองก็ไม่ได้ทักท้วงหรือแสดงเจตนาคัดค้าน การกระทำร่วมกันของคู่สัญญาดังกล่าวจึงเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย

2 ผลแห่งการเลิกสัญญา มาตรา 391

เมื่อสัญญาถูกเลิกโดยปริยาย ผลคือ

คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

ผลงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องชำระด้วยค่าตอบแทนตามควรค่าแห่งการนั้น

ดังนั้น

ค่าการงานงวดที่ 3 โจทก์ต้องได้รับ

เงินประกันผลงานต้องคืน

ภาษีหักเกินต้องคืน

ทั้งหมดนี้เป็นผลโดยตรงของการคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมาย

3 การหักกลบลบหนี้และข้อจำกัดทางกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลอื่นหลังเลิกสัญญามาหักกลบลบหนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังการเลิกสัญญาและไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาที่สิ้นสุดแล้ว จึงไม่สามารถเรียกร้องเป็นค่าเสียหายจากโจทก์ได้

มีเพียงค่าใช้จ่าย 800,000 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระผู้รับเหมาช่วงตั้งแต่ก่อนเลิกสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องคืน

4 ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

เมื่อสัญญาจ้างหลักเลิกกันโดยปริยาย และเมื่อโจทก์ไม่มีหนี้คงค้างที่ต้องชำระต่อจำเลย ผู้ค้ำประกันจึงไม่มีความรับผิดร่วมอีกต่อไป และจำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันแก่โจทก์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

คดีนี้ยืนยันหลักว่าการเลิกสัญญาโดยปริยายอาจเกิดขึ้นได้จากพฤติการณ์ของคู่สัญญา แม้ไม่มีหนังสือบอกเลิกโดยชัดแจ้ง และเมื่อสัญญาถูกเลิก ผลแห่งการคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ย่อมมีผลบังคับทันที คู่สัญญาไม่อาจอ้างค่าใช้จ่ายภายหลังเลิกสัญญามาเป็นค่าเสียหายได้ เว้นแต่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนเลิกสัญญา อีกทั้งผู้ค้ำประกันย่อมพ้นความรับผิดเมื่อสัญญาหลักสิ้นผล คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญในการบริหารสัญญาก่อสร้างและการจัดทำเอกสารแจ้งเตือนเพื่อป้องกันข้อพิพาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 315/2567 

เมื่อสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้วนั้น ผลของการเลิกสัญญาดังกล่าวต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าโจทก์ได้ก่อสร้างงานตามสัญญางวดที่ 3 ไปบางส่วน จำเลยจึงต้องชำระค่าการงานดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนโจทก์ภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้น จำเลยย่อมได้ผลงานการก่อสร้างตามที่จำเลยว่าจ้าง จำเลยจะนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการว่าจ้างมาคำนวณหักกับค่าจ้างตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาที่เลิกกันโดยปริยายไปแล้วหาได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์นำค่าใช้จ่ายของจำเลยดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปัญหาเรื่องความรับผิดของคู่สัญญาเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,215,288.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,949,293.18 บาท และต้นเงิน 1,831,952.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคาร ก. แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 4,469,739.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกธนาคาร ก. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในส่วนฟ้องแย้ง โดยอ้างว่าหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดี จำเลยอาจฟ้องให้ธนาคาร ก. ชำระเงินค่าเสียหายแทนโจทก์ได้ตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 690,618.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยร่วม เลขที่ 02171171000044 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 1,997,916.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 15 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี หากโจทก์ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้จำเลยร่วมชำระแทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2,000,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์กับจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแก้มลิงบึงซึกวึกพร้อมอาคารประกอบ ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ค่าจ้าง 17,834,216.60 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,166,724.45 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็นรายงวดตามปริมาณงานที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน นับจากวันที่จำเลยหรือตัวแทนรับมอบงานถูกต้องและเอกสารขอเบิกเงินส่งถึงสำนักงานจำเลย โจทก์เบิกค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลย 2,000,000 บาท โดยจำเลยจะหักเงินคืนในอัตราร้อยละ 15 เมื่อโจทก์ส่งมอบงานในแต่ละงวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 1 และส่งใบแจ้งหนี้ ใบวางบิลให้แก่จำเลย เป็นเงิน 4,268,003.40 บาท หักเงินประกันผลงานไว้อัตราร้อยละ 10 เป็นเงิน 426,800.34 บาท คงเหลือ 3,841,203.06 บาท คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจงานแล้ว จำเลยหักค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 558,058.50 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ได้รับจากจำเลยแล้ว แต่งานงวดนี้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเกิน 16,925.83 บาท โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ 2 และส่งใบแจ้งหนี้ ใบวางบิลให้แก่จำเลย เป็นเงิน 4,340,184 บาท หักเงินประกันผลงานไว้อัตราร้อยละ 10 คงเหลือ 3,906,165.60 บาท คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจงานแล้ว จำเลยหักค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 651,027.60 บาท และหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จนไม่มีเงินเหลือ โจทก์ดำเนินการขุดดินงานงวดที่ 3 บางส่วน ปริมาณ 133,540 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างอัตราลูกบาศก์เมตรละ 11.58 บาท เป็นเงิน 1,546,393.20 บาท จำเลยหักเงินประกันผลงานสำหรับงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ไว้จากโจทก์รวมเป็นเงิน 810,148.38 บาท ค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้าจากจำเลย 2,000,000 บาท จำเลยหักคืนสำหรับงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 แล้วคงเหลือเงินค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้า 699,712.70 บาท จำเลยร่วมออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างก่อสร้าง โดยยินยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ต่อจำเลย ตกลงว่าหากจำเลยมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินแล้วโจทก์ไม่ชำระ จำเลยร่วมตกลงชำระเงินแทนไม่เกิน 2,000,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2561 โจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานออกไปถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 แต่จำเลยไม่ได้ตอบกลับในเรื่องการขอขยายระยะเวลาทำงานดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาว่าจ้างกับโจทก์ และภายหลังวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานตามสัญญาว่าจ้างออกไปอีก ประกอบกับจำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นซึ่งประกอบด้วยผู้ที่รับเหมาช่วงงานโจทก์รายเดิมและบุคคลภายนอกให้ทำงานแทนโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมมีว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยมิได้นำเงินค่าการงานงวดที่ 3 จำนวน 1,546,393.20 บาท และค่าภาษี ณ ที่จ่าย ที่จำเลยหักเกินจำนวน 16,925.83 บาท มาหักกลบลบหนี้เป็นการมิชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย ผลของการเลิกสัญญาดังกล่าวต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติว่าโจทก์ได้ก่อสร้างงานตามสัญญางวดที่ 3 ไปบางส่วน จำเลยจึงต้องชำระค่าการงานดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทนโจทก์ภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้น จำเลยย่อมได้ผลงานการก่อสร้างตามที่จำเลยว่าจ้าง จำเลยจะนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการว่าจ้างมาคำนวณหักกับค่าจ้างตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาที่เลิกกันโดยปริยายไปแล้วหาได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์นำค่าใช้จ่ายของจำเลยดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์จึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปัญหาเรื่องความรับผิดของคู่สัญญาเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้องและฟ้องแย้งได้หรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อปรากฏว่างานตามสัญญางวดที่ 3 โจทก์ได้ทำงานไปบางส่วนโดยขุดดินได้ปริมาณ 133,540 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าจ้างขุดดินในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 11.58 บาท ตามสัญญาว่าจ้างแล้ว คิดเป็นเงิน 1,546,393.20 บาท ตามข้อเท็จจริงที่ยุติดังกล่าวข้างต้น จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าการงานส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 โจทก์ส่งมอบงานและจำเลยชำระค่างวดงานดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยหักเงินค่าประกันผลงานในงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 รวมเป็นเงิน 810,148.38 บาท เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์จึงพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญา จำเลยต้องคืนเงินประกันผลงานดังกล่าวแก่โจทก์ และในส่วนงานงวดที่ 1 ที่จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป 16,925.83 บาท ซึ่งเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ไม่ถูกต้อง จำเลยย่อมต้องคืนเงินภาษีที่หักเกินแก่โจทก์ด้วยเช่นกัน รวมเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลย 2,373,467.41 บาท ส่วนค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลย ที่เรียกร้องค่าจ้างที่จำเลยว่าจ้างบุคคลอื่นให้ทำงานต่อจากโจทก์จนงานแล้วเสร็จ เป็นเรื่องที่จำเลยดำเนินการหลังจากสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันแล้ว จำเลยย่อมได้ผลงานจากการว่าจ้างในส่วนงานดังกล่าว แต่จำเลยไม่มีสิทธินำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาคิดคำนวณเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างที่เลิกกันแล้วดังที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ แต่ที่นางสาวปิยาภรณ์เบิกความว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างค้างชำระแก่นางสาวอังกินันท์และนายเศรษฐกิตติ์ เป็นเงิน 500,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ ตามบันทึกข้อตกลงชำระหนี้เป็นค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระค่าจ้างแก่นางสาวอังกินันท์และนายเศรษฐกิตติ์ในส่วนงานตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะเข้าทำบันทึกข้อตกลงกับผู้รับจ้างช่วงรายเดิม อันถือว่าเป็นค่าจ้างที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ ก่อนที่สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเลิกกันโดยปริยาย ซึ่งความในตอนนี้โจทก์ก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างทั้งสองรายการรวมเป็นเงิน 800,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธินำค่าจ้างดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้ นอกจากนี้ โจทก์ยังค้างค่าจ้างที่โจทก์เบิกล่วงหน้าจากจำเลยจำนวน 699,712.70 บาท ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบชำระคืนแก่จำเลย อีกทั้งโจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายเป็นเงินค่าปรับตามสัญญาที่โจทก์ไม่สามารถส่งมอบงานตามสัญญา ทำให้จำเลยจะต้องเสียค่าปรับให้แก่กรมชลประทาน 384,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ รวมเงินที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ 1,883,712.70 บาท ซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยคงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 489,754.71 บาท

ส่วนประเด็นว่าจำเลยจะต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันคืนโจทก์หรือไม่ และจำเลยร่วมต้องร่วมกับโจทก์รับผิดต่อจำเลยหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น โดยสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย และโจทก์ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอีก ดังนั้นจำเลยจึงต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. จำเลยร่วม ให้แก่โจทก์ และจำเลยร่วมก็ไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 489,754.71 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. จำเลยร่วม เลขที่ 02171171000044 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้ดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และจำเลยกลับว่าจ้างบุคคลอื่นให้ดำเนินงานแทนโจทก์หลังจากวันที่ครบกำหนดส่งมอบงานแล้ว โดยไม่ได้มีการทักท้วงหรือดำเนินการตามสัญญาเพิ่มเติม โจทก์เองก็ไม่ได้แสดงความคัดค้านต่อการว่าจ้างบุคคลอื่นดังกล่าว ปัญหาคือพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าสัญญาระหว่างคู่สัญญาเลิกกันโดยปริยาย และผลทางกฎหมายของการเลิกสัญญาโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 เป็นอย่างไร

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการว่าจ้างบุคคลอื่นเข้าดำเนินงานแทนโจทก์ในขณะที่สัญญายังไม่ถูกบอกเลิกโดยชัดแจ้ง ถือเป็นการแสดงเจตนาโดยพฤติการณ์ของจำเลยว่าไม่ประสงค์จะให้สัญญาเดิมคงอยู่ ขณะที่โจทก์เองก็ไม่ได้ทักท้วงหรือเรียกร้องสิทธิภายใต้สัญญาต่อไป พฤติการณ์ทั้งสองฝ่ายจึงถือว่าต่างยินยอมให้สัญญาเลิกกันโดยปริยาย ผลตามกฎหมายคือคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ได้แก่ การชำระค่าการงานตามส่วนที่ได้ทำไปแล้ว การคืนเงินประกันผลงาน และการคืนภาษีหักเกิน ทั้งนี้เป็นผลโดยตรงของการเลิกสัญญาโดยปริยายซึ่งมีผลให้ข้อผูกพันตามสัญญาสิ้นสุดลง

ข้อ 2

เมื่อสัญญาก่อสร้างเลิกกันโดยปริยายแล้ว โจทก์ได้ดำเนินงานงวดที่ 3 ไปบางส่วนโดยขุดดินได้ปริมาณ 133,540 ลูกบาศก์เมตรตามที่กำหนดในสัญญา คิดเป็นค่าจ้าง 1,546,393.20 บาท ข้อเท็จจริงเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาว่าจำเลยต้องชำระค่าการงานดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ และในขอบเขตเท่าใด ภายใต้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติถึงการชดใช้ค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วตามควรค่าแห่งการนั้น

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ได้ดำเนินงานงวดที่ 3 ไปบางส่วน แม้สัญญาจะเลิกกันโดยปริยาย แต่การงานที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยแล้ว ย่อมต้องได้รับค่าตอบแทนตามสมควรตามมาตรา 391 วรรคสาม ดังนั้นจำเลยต้องชำระค่าการงานงวดที่ 3 เป็นจำนวน 1,546,393.20 บาทให้แก่โจทก์ การงานส่วนนี้เป็นประโยชน์โดยตรงที่จำเลยได้รับ จึงต้องชดใช้ตามกฎหมาย และไม่อาจนำค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นหลังเลิกสัญญามาหักกลบลบหนี้ในส่วนนี้ได้

ข้อ 3

หลังสัญญาเลิกกัน จำเลยได้ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงรายเดิมและบุคคลภายนอกให้ทำงานต่อ โดยมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จำเลยยืนยันว่าสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามฟ้องได้ ปัญหาคือค่าใช้จ่ายภายหลังเลิกสัญญาดังกล่าวจะถือเป็น “ค่าเสียหายตามสัญญา” และนำมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายที่จำเลยได้จ่ายแก่บุคคลอื่นภายหลังการเลิกสัญญาโดยปริยายไม่ใช่ค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาของโจทก์ แต่เป็นผลจากการที่จำเลยเลือกดำเนินงานต่อหลังสัญญาสิ้นสุดแล้ว จึงไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาที่เลิกแล้ว ไม่อาจเรียกร้องเป็นค่าเสียหาย และไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนซึ่งเป็นหนี้เดิมก่อนสัญญาเลิก เช่น ค่าจ้างค้างชำระที่โจทก์ติดค้างผู้รับเหมาช่วงจำนวน 800,000 บาท ซึ่งถือเป็นภาระของโจทก์และจำเลยมีสิทธิหักกลบลบหนี้เฉพาะในส่วนนี้เท่านั้น

ข้อ 4

จำเลยได้หักเงินประกันผลงานในงวดงานที่ 1 และงวดงานที่ 2 รวมจำนวน 810,148.38 บาท และในงวดแรกได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินอีก 16,925.83 บาท ปัญหาคือเมื่อสัญญาเลิกกันโดยปริยาย จำเลยจะต้องคืนเงินประกันผลงานและยอดภาษีหักเกินให้แก่โจทก์หรือไม่ และเพราะเหตุใด

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินประกันผลงานเป็นการค้ำประกันให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันโดยปริยาย โจทก์พ้นพันธะตามสัญญา จำเลยจึงไม่มีอำนาจกักเงินประกันผลงานไว้ต่อไป ต้องคืนเงินประกันผลงานคืนทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนยอดภาษีหักเกินเป็นการหักโดยไม่ถูกต้อง จำเลยต้องคืนตามหลักคืนสู่ฐานะเดิม รวมยอดเป็น 827,074.21 บาท ทั้งหมดเป็นผลโดยตรงของมาตรา 391 ซึ่งมุ่งให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะก่อนทำสัญญาโดยไม่ให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์จากการกักเงินโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย

ข้อ 5

เมื่อสัญญาจ้างหลักเลิกกันโดยปริยาย และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหนี้คงค้างแก่จำเลยอีกต่อไป ปัญหาคือผู้ค้ำประกันจะยังต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันที่ออกตามสัญญาจ้างหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่คืนหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์หรือไม่

คำตอบ

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการค้ำประกันเป็นหนี้พ่วงสัญญา ซึ่งมีผลตราบเท่าที่มีหนี้ตามสัญญาจ้างหลัก เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่เหลือหนี้คงค้างต่อจำเลย และสัญญาจ้างหลักสิ้นผลโดยปริยาย ผู้ค้ำประกันย่อมพ้นความรับผิดทันที ไม่ต้องชำระเงินแทนโจทก์อีกต่อไป จำเลยจึงต้องคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก ให้แก่โจทก์โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และจำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้น การไม่คืนหนังสือค้ำประกันถือเป็นการกักเอกสารโดยปราศจากฐานทางกฎหมาย




นิติกรรม

บอกล้างโมฆียะกรรม & เพิกถอนยึดทรัพย์ กลฉ้อฉล, ฉ้อโกง, (ฎีกา 5398/2567)
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568: เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกที่ไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567: การสละที่ดินโครงการเป็นทางสาธารณะ และผลทางกฎหมายของการโอนขาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้
การฟ้องคดีแพ่งมิใช่เป็นการทำนิติกรรม
การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในสัญญาถือว่าเป็นเบี้ยปรับ