
| เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความแตกต่างระหว่าง “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” กับ “การโอนสิทธิเรียกร้อง” ในกรณีที่ลูกหนี้เดิมกู้เงินจากบุคคลหนึ่ง ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระมารวมเป็นเงินต้นก้อนใหม่ แล้วจัดทำธุรกรรมจำนองฉบับใหม่กับเจ้าหนี้รายใหม่โดยตรง พร้อมไถ่ถอนจำนองเดิมและจดทะเบียนจำนองใหม่ในวันเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงมิใช่อยู่เพียงว่ามีหนี้ค้างชำระจริงหรือไม่ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า นิติสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมไปยังเจ้าหนี้ใหม่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามแบบและวิธีการตามกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ที่ลูกหนี้เข้าทำนิติกรรมกับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรงจนก่อให้เกิดหนี้ใหม่ที่มีผลสมบูรณ์ผูกพันคู่สัญญาได้ทันที คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะเกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างหนี้ในลักษณะที่เจ้าหนี้เดิมเป็นบุคคลธรรมดา แต่เจ้าหนี้ใหม่เป็นนิติบุคคล และมีการใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแทนการทำสัญญากู้แยกต่างหาก ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้ยินยอมเข้าทำสัญญากับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง และมีการจดทะเบียนจำนองใหม่เพื่อประกันหนี้ดังกล่าว นิติสัมพันธ์ย่อมเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก หลักวินิจฉัยนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีเงินกู้ จำนอง และการบังคับหลักประกันในระบบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อเท็จจริงและลำดับนิติสัมพันธ์แห่งหนี้ คดีนี้เริ่มต้นจากการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากนาง พ. เป็นเงิน 350,000 บาท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 โดยมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ไว้เป็นประกันการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม อันแสดงให้เห็นชัดว่าเดิมทีหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ส่วนตัวระหว่างจำเลยกับนาง พ. ไม่ใช่หนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด ต่อมาภายหลังจำเลยค้างชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จึงมีการนำยอดหนี้สะสมดังกล่าวมารวมเป็นเงินต้นใหม่จำนวน 477,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางหนี้ขึ้นใหม่ โดยจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองเดิมที่ให้ไว้แก่นาง พ. แล้วในวันเดียวกันจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงเดิมไว้เป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 727,000 บาท อย่างไรก็ดี ในจำนวนดังกล่าวมีส่วนหนึ่ง 250,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินที่จำเลยกู้เพิ่มในวันทำสัญญาใหม่ แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟัง และพิพากษายกฟ้องในส่วนเงิน 250,000 บาท เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงยุติลง เหลือประเด็นเฉพาะหนี้จำนวน 477,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการนำหนี้เดิมกับดอกเบี้ยค้างชำระมารวมเป็นต้นเงินใหม่ ข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษคือ โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยนาง พ. ซึ่งเคยเป็นเจ้าหนี้เดิม ก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างข้อเท็จจริงของคดีนี้มิใช่การที่หนี้ถูกขายหรือถูกโอนต่อให้บุคคลภายนอกโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของลูกหนี้ แต่เป็นกรณีที่เจ้าหนี้เดิม กรรมการของบริษัท และลูกหนี้ ได้ร่วมกันจัดนิติสัมพันธ์ขึ้นใหม่ผ่านการไถ่ถอนจำนองเดิมและจำนองใหม่แก่บริษัทโดยตรง ภายหลังจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ให้จำเลยชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของเงินต้น 727,000 บาท และขอให้บังคับจำนองหากจำเลยไม่ชำระ อย่างไรก็ดี เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณา ประเด็นที่คงเหลืออย่างแท้จริงมิใช่จำนวนหนี้ทั้งหมดตามฟ้อง แต่เป็นปัญหาว่าหนี้จำนวน 477,000 บาท ที่ผูกพันระหว่างจำเลยกับโจทก์นั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ และนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นควรจำแนกเป็น “การโอนสิทธิเรียกร้อง” หรือ “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” เพราะหากเป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องโดยมิได้ทำเป็นหนังสือหรือบอกกล่าวตามกฎหมาย ก็อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ในการฟ้องบังคับหนี้ได้โดยตรง ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีอยู่เป็นลำดับ ได้แก่ ประเด็นแรก หนี้ตามฟ้องส่วนใดบ้างที่ยังเป็นข้อพิพาทได้ในชั้นฎีกา ประเด็นที่สอง การตกลงระหว่างนาง พ. โจทก์ และจำเลย เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องหรือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ประเด็นที่สาม หากเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จะยังต้องปฏิบัติตามหลักเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง เช่น การทำเป็นหนังสือหรือการบอกกล่าวลูกหนี้อีกหรือไม่ และประเด็นสุดท้าย เมื่อจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิบังคับให้ชำระหนี้และบังคับจำนองหรือไม่ ศาลฎีกาเริ่มจากการจำกัดกรอบข้อพิพาทก่อนว่า หนี้เงินต้นส่วน 250,000 บาท ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกู้เพิ่มในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เหลือเพียงหนี้ 477,000 บาท ซึ่งเกิดจากการรวมหนี้เงินต้นเดิมกับดอกเบี้ยค้างชำระมาทำเป็นต้นเงินใหม่ ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่ย้อนกลับไปวินิจฉัยส่วนที่ถึงที่สุดแล้ว แต่พิจารณาเฉพาะส่วนหนี้ที่ยังเป็นประเด็น ในประเด็นว่ากรณีเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องหรือแปลงหนี้ใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ลักษณะภายนอกจะมีการเปลี่ยนจากเจ้าหนี้เดิมคือนาง พ. ไปเป็นโจทก์ แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงนิติกรรมแล้ว พบว่ามีการจัดทำนิติสัมพันธ์ขึ้นใหม่อย่างครบวงจร กล่าวคือ มีการไถ่ถอนจำนองเดิม มีการจดทะเบียนจำนองใหม่ และใช้สัญญาจำนองฉบับใหม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์โดยตรง ลักษณะเช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงการโอนสิทธิจากเจ้าหนี้เดิมให้เจ้าหนี้ใหม่โดยที่หนี้เดิมยังคงอยู่ หากแต่เป็นการก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทนหนี้เดิมภายใต้เจ้าหนี้คนใหม่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ดังกล่าวเป็น “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องก็จริง แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไป เพราะจำเลยในฐานะลูกหนี้ได้เข้าร่วมทำนิติกรรมกับโจทก์โดยตรง และได้ลงชื่อในสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินกับโจทก์เอง อันเป็นการแสดงเจตนายอมรับการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว ที่สำคัญ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับขอบเขตคำให้การของจำเลยด้วย โดยชี้ว่า จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า “การโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ” อันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่จำเลยต่อสู้เพียงว่า ไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ และมิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย ดังนั้น คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องความไม่สมบูรณ์เพราะขาดหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้จะนำบทกฎหมายว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องมาปรับใช้โดยอนุโลมกับการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ แต่ในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญากับโจทก์โดยตรงแล้ว การทำสัญญาจำนองในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก เพราะลูกหนี้มิใช่บุคคลภายนอกที่เพิ่งมารับทราบภายหลัง แต่เป็นคู่กรณีผู้เข้าร่วมสร้างนิติสัมพันธ์ใหม่ขึ้นด้วยตนเอง เมื่อศาลรับฟังว่าหนี้ใหม่ระหว่างจำเลยกับโจทก์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมต่อเนื่องไปว่า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย และได้รับหนังสือทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 และหากไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเหนือที่ดินที่นำมาค้ำประกันไว้ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่กลับยกฟ้องโจทก์นั้นไม่ชอบ และพิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หัวใจทางกฎหมายของคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะให้ถูกต้องระหว่าง “การโอนสิทธิเรียกร้อง” กับ “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” แม้ทั้งสองกรณีจะมีผลภายนอกคล้ายกันคือเจ้าหนี้เปลี่ยนไป แต่โครงสร้างนิติสัมพันธ์แตกต่างกันโดยสาระสำคัญ การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นกรณีที่สิทธิเดิมในหนี้เดิมยังคงอยู่ เพียงแต่เจ้าหนี้เดิมโอนไปให้บุคคลอื่น ขณะที่การแปลงหนี้ใหม่เป็นการดับหนี้เดิมและก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทนภายใต้ข้อตกลงใหม่หรือคู่สัญญาใหม่ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม วางหลักว่า การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้นั้น ให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง หลักนี้สะท้อนว่า แม้กฎหมายจะยอมรับสภาพพิเศษของการแปลงหนี้ใหม่ แต่เพื่อคุ้มครองลูกหนี้ไม่ให้เสียเปรียบจากการถูกเปลี่ยนเจ้าหนี้โดยไม่รู้ตัว จึงให้นำกติกาเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาปรับใช้โดยอนุโลม อย่างไรก็ดี การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับใช้ต้องมองให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแท้จริงของแต่ละกรณี มิใช่นำมาใช้แบบแข็งตัวโดยไม่คำนึงว่าลูกหนี้ได้เข้าร่วมและยินยอมในนิติกรรมใหม่แล้วหรือไม่ เจตนารมณ์ของมาตรา 306 วรรคหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น มุ่งคุ้มครองลูกหนี้จากการที่เจ้าหนี้เดิมไปโอนสิทธิแก่บุคคลอื่น แล้วลูกหนี้อาจไม่ทราบว่าตนต้องชำระหนี้แก่ผู้ใด หรืออาจเสี่ยงชำระซ้ำซ้อนแก่เจ้าหนี้ผิดคน การกำหนดให้มีหนังสือหรือคำบอกกล่าวจึงเป็นกลไกสร้างความแน่นอนและความปลอดภัยในทางนิติกรรม แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลแห่งการคุ้มครองดังกล่าวแทบไม่เหลืออยู่เลย เพราะจำเลยมิใช่ลูกหนี้ที่ถูกแจ้งภายหลัง หากแต่เป็นผู้ลงชื่อเข้าทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง รับรู้และยอมรับการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อยู่แล้ว การวินิจฉัยเช่นนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปของกฎหมายแพ่งที่ให้ความสำคัญกับ “เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา” มากกว่ารูปแบบภายนอกของธุรกรรม กล่าวคือ แม้จำเลยจะพยายามยกข้อต่อสู้ว่าไม่มีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ลงมือทำสัญญากับเจ้าหนี้ใหม่เอง ข้อต่อสู้เชิงรูปแบบดังกล่าวย่อมไม่อาจหักล้างเจตนายอมรับทางนิติกรรมที่ได้แสดงออกไว้โดยตรงได้ อีกชั้นหนึ่งของการวิเคราะห์คือ คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญในเรื่อง “ขอบเขตประเด็นข้อพิพาท” ศาลฎีกาชี้ชัดว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่อง “ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ” จึงไม่มีประเด็นพิพาทให้วินิจฉัยในทางนั้น หลักนี้มีนัยสำคัญมากในคดีแพ่งและคดีผู้บริโภค เพราะศาลจะวินิจฉัยอยู่ภายใต้กรอบข้ออ้างข้อเถียงที่คู่ความยกขึ้น ไม่ใช่ขยายประเด็นให้เกินคำให้การโดยไม่จำเป็น ดังนั้น แม้ในทางทฤษฎีอาจอภิปรายเรื่องแบบของการโอนสิทธิเรียกร้องได้ แต่ในทางกระบวนพิจารณา หากคู่ความมิได้ยกเป็นประเด็นไว้ ย่อมไม่อาจอาศัยภายหลังเป็นเหตุให้ธุรกรรมเสียเปล่าได้โดยง่าย สำหรับมาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยเรื่องความรับผิดเมื่อผิดนัดนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับการคุ้มครองเมื่อหนี้กู้ถึงกำหนดชำระแล้วลูกหนี้เพิกเฉย หรือไม่ชำระดอกเบี้ยตามที่ตกลง จึงเปิดทางให้เจ้าหนี้เรียกชำระหนี้ทั้งหมดและใช้สิทธิตามหลักประกันได้ หากได้มีการทวงถามหรือบอกกล่าวตามสมควรแล้ว ในคดีนี้โจทก์ได้ส่งหนังสือบังคับจำนองไปยังจำเลยครบถ้วน จำเลยได้รับแล้วไม่ปฏิบัติตาม จึงครบองค์ประกอบแห่งการผิดนัดและการบังคับจำนองตามกฎหมาย นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังช่วยยืนยันหลักปฏิบัติในธุรกรรมสินเชื่อว่า “สัญญาจำนอง” อาจทำหน้าที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ หากเนื้อหาและพฤติการณ์แวดล้อมชี้ชัดว่าคู่กรณีเจตนาให้ใช้เป็นเอกสารรองรับมูลหนี้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารกู้ยืมแยกฉบับเสมอไป ตราบใดที่สามารถพิสูจน์เจตนาแห่งนิติกรรมและจำนวนหนี้ได้แน่นอน หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีการจัดโครงสร้างหนี้ที่ใช้เอกสารจำนองเป็นแกนกลางของความสัมพันธ์ทางกฎหมาย แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้วางแนวสำคัญว่า การพิจารณาว่านิติสัมพันธ์เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องหรือการแปลงหนี้ใหม่ ต้องดูจากพฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงการเปลี่ยนชื่อเจ้าหนี้ หากมีการไถ่ถอนหลักประกันเดิม จัดทำหลักประกันใหม่ และลูกหนี้เข้าทำนิติกรรมกับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง ย่อมมีน้ำหนักไปในทางเป็นการแปลงหนี้ใหม่มากกว่าการโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดา แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายแพ่งที่เน้นความเป็นจริงแห่งนิติสัมพันธ์มากกว่าถ้อยคำเรียกนิติกรรม ในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ละคดีจะมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน แต่ศาลฎีกามักยึดหลักสม่ำเสมอว่า การแปลงหนี้ใหม่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคู่กรณีมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับไปและให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทนโดยชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์อันแน่นอน และหากลูกหนี้เข้ายอมรับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง การคุ้มครองเชิงรูปแบบแบบเดียวกับกรณีโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไปย่อมลดความจำเป็นลง เพราะลูกหนี้รับรู้ฐานะเจ้าหนี้ใหม่อยู่แล้วตั้งแต่ต้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของจำเลย 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ และการทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ในการวินิจฉัยนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับหนี้และหลักประกัน ศาลมิได้ยึดติดอยู่กับถ้อยคำหรือรูปแบบภายนอกของธุรกรรมเท่านั้น แต่จะพิเคราะห์ถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาและพฤติการณ์ประกอบทั้งหมด หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้เข้าทำนิติกรรมกับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง รับรู้และยินยอมให้มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ พร้อมทั้งจัดทำหลักประกันใหม่รองรับมูลหนี้ใหม่ นิติสัมพันธ์เช่นว่านั้นย่อมมีลักษณะเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ อันมีผลให้หนี้เดิมสิ้นไปและหนี้ใหม่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ หลักที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ การนำบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องมาบังคับแก่การแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา 349 วรรคสาม ต้องกระทำโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์แห่งบทบัญญัตินั้น มิใช่ใช้ในลักษณะตัดตอนหรือเคร่งรูปแบบจนขัดต่อข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้ได้เข้าร่วมและยอมรับนิติกรรมใหม่อยู่แล้ว หากลูกหนี้เป็นผู้ร่วมทำนิติกรรมกับเจ้าหนี้ใหม่เอง ความจำเป็นที่จะต้องมีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือในฐานะบุคคลภายนอกย่อมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น คดียังเป็นอุทาหรณ์ด้านกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนและตรงประเด็นตั้งแต่ชั้นให้การ เพราะศาลจะวินิจฉัยภายในกรอบประเด็นพิพาทที่ถูกหยิบยกขึ้นอย่างชัดแจ้ง การละเลยไม่ต่อสู้เรื่องแบบของนิติกรรมโดยตรง อาจทำให้เสียโอกาสสำคัญในการหักล้างสิทธิของอีกฝ่ายในภายหลังได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้เดิม เจ้าหนี้ใหม่ และลูกหนี้ในกรณีที่มีการนำเงินต้นกับดอกเบี้ยค้างชำระมารวมเป็นหนี้ก้อนใหม่ แล้วมีการไถ่ถอนจำนองเดิมและจดทะเบียนจำนองใหม่แก่เจ้าหนี้รายใหม่ เป็น “การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้” หรือเป็นเพียง “การโอนสิทธิเรียกร้อง” ซึ่งต้องปฏิบัติตามแบบของกฎหมายเรื่องโอนสิทธิเรียกร้อง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ เนื่องจากลูกหนี้ได้เข้าทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรงและยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แล้ว จึงไม่ใช่กรณีโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม เรื่องการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้, มาตรา 306 วรรคหนึ่ง เรื่องแบบของการโอนสิทธิเรียกร้อง, และมาตรา 653 วรรคหนึ่ง กับมาตรา 654 เรื่องความรับผิดของลูกหนี้เมื่อผิดนัดชำระหนี้และสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับหนี้ตามสัญญากู้และหลักประกัน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ คำสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า หนี้เดิมระหว่างจำเลยกับนาง พ. ถูกนำมาจัดทำเป็นหนี้ใหม่กับโจทก์ โดยมีการไถ่ถอนจำนองเดิมและจดทะเบียนจำนองใหม่แก่โจทก์โดยตรง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ใหม่ ไม่ใช่เพียงการย้ายสิทธิของเจ้าหนี้เดิมไปยังบุคคลอื่นเท่านั้น 2. โอนสิทธิเรียกร้อง คำสำคัญอีกประการหนึ่งคือ โอนสิทธิเรียกร้อง เพราะจำเลยยกข้อต่อสู้ว่า หากเป็นการโอนหนี้จากนาง พ. มาเป็นโจทก์ จะต้องมีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องตามความหมายทั่วไป เนื่องจากจำเลยได้เข้าทำนิติกรรมกับโจทก์โดยตรงและยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แล้ว จึงไม่จำต้องมีพิธีการเรื่องคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกชั้นหนึ่ง สรุปสั้น ๆ ได้ว่า แก่นของคดีนี้อยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่าง “การแปลงหนี้ใหม่” กับ “การโอนสิทธิเรียกร้อง” และเมื่อศาลรับฟังว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โดยชอบแล้ว ลูกหนี้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาใหม่ และเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองได้เมื่อมีการผิดนัด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แตกต่างจากการโอนสิทธิเรียกร้องอย่างไร คำตอบ การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การที่คู่กรณีตกลงให้หนี้เดิมระงับไป แล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทนภายใต้เจ้าหนี้คนใหม่หรือภายใต้โครงสร้างนิติสัมพันธ์ใหม่ ขณะที่การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเพียงการย้ายสิทธิของเจ้าหนี้เดิมไปยังเจ้าหนี้ใหม่ โดยหนี้เดิมยังคงมีอยู่ในเนื้อหาเดิมเป็นหลัก ดังนั้น การแยกสองกรณีนี้ต้องดูจากเจตนาของคู่สัญญา เอกสารที่จัดทำขึ้นใหม่ การปลดหลักประกันเดิม การก่อตั้งหลักประกันใหม่ และบทบาทของลูกหนี้ว่ามีส่วนร่วมในการทำธุรกรรมใหม่หรือไม่ หากลูกหนี้เข้าทำสัญญากับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง พร้อมมีหลักฐานแห่งหนี้ฉบับใหม่รองรับ ย่อมมีน้ำหนักเป็นการแปลงหนี้ใหม่มากกว่าการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไป ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาก็ใช้หลักดังกล่าววินิจฉัยอย่างชัดเจน คำถาม 2. หากลูกหนี้ลงชื่อในสัญญาจำนองฉบับใหม่กับเจ้าหนี้ใหม่แล้ว ยังต้องมีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องอีกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือมีความสำคัญในกรณีที่ลูกหนี้อาจไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหนี้ หรืออาจเกิดปัญหาว่าควรชำระหนี้แก่ผู้ใด แต่หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้ได้เข้าทำนิติกรรมกับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง ลงชื่อในเอกสารสำคัญที่ก่อให้เกิดหนี้ใหม่ และรับรู้โดยชัดแจ้งว่าตนยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แล้ว ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าไม่ใช่กรณีที่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก เพราะเจตนายอมรับได้แสดงออกอยู่ในตัวสัญญาแล้ว อย่างไรก็ดี การพิจารณาเรื่องนี้ต้องดูข้อเท็จจริงรายคดี ไม่ใช่ใช้หลักตายตัวกับทุกกรณีโดยไม่พิจารณาพฤติการณ์แวดล้อม คำถาม 3. การนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระมารวมเป็นเงินต้นใหม่ทำได้หรือไม่ คำตอบ การนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระมารวมเป็นเงินต้นใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทางกฎหมาย หากคู่กรณีมีข้อตกลงกันชัดเจนและไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติบังคับหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักสำคัญอยู่ที่ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาทำสัญญาใหม่จริง มิใช่เพียงการคำนวณยอดหนี้ฝ่ายเดียวของเจ้าหนี้ ในคดีนี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า มีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระจากหนี้เดิมมารวมเป็นเงินต้นใหม่จำนวน 477,000 บาท แล้วผูกกับสัญญาจำนองใหม่ระหว่างจำเลยกับโจทก์ จึงถือเป็นมูลหนี้ใหม่ที่ชอบด้วยกฎหมาย การรวมยอดเช่นนี้จึงไม่เป็นโมฆะโดยสภาพ แต่ต้องมีหลักฐานและพฤติการณ์รองรับว่าลูกหนี้รับรู้และยินยอมอย่างแท้จริง คำถาม 4. สัญญาจำนองสามารถใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้หรือไม่ คำตอบ สัญญาจำนองสามารถทำหน้าที่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ หากข้อความในสัญญาและพฤติการณ์แวดล้อมชี้ชัดว่าคู่สัญญาตั้งใจให้ใช้เอกสารดังกล่าวยืนยันมูลหนี้โดยตรง มิใช่เพียงเอกสารรับรองหลักประกันโดยปราศจากความเชื่อมโยงกับหนี้ที่แน่นอน หลักกฎหมายมิได้บังคับว่าหนี้เงินกู้ทุกกรณีต้องมีสัญญากู้แยกต่างหากเสมอไป หากเอกสารจำนองระบุจำนวนหนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จำนองกับผู้รับจำนอง และปรากฏพฤติการณ์ว่าทั้งสองฝ่ายใช้เอกสารนั้นรองรับนิติสัมพันธ์แห่งหนี้จริง ศาลย่อมรับฟังได้ว่ามีหนี้กู้ตามนั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลรับรองบทบาทของสัญญาจำนองในฐานะหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินโดยตรง คำถาม 5. เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับคำให้การของจำเลยว่าต่อสู้ไว้เพียงใด คำตอบ ในคดีแพ่ง ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันอย่างชัดแจ้ง มิใช่หยิบยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงทุกเรื่องขึ้นวินิจฉัยเองโดยไม่จำเป็น การที่จำเลยต่อสู้เพียงว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ และไม่มีคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสือ แต่ไม่ได้ต่อสู้โดยตรงว่าการเปลี่ยนหนี้หรือการโอนสิทธิไม่ได้ทำเป็นหนังสือจนไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ศาลเห็นว่าไม่มีประเด็นเรื่องความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมในมิตินั้นให้วินิจฉัย หลักนี้สำคัญมากในทางคดีความ เพราะแม้ข้อเท็จจริงอาจเปิดช่องอภิปรายหลายประเด็น แต่หากคู่ความไม่ตั้งประเด็นไว้โดยชัดแจ้ง โอกาสใช้ข้อต่อสู้นั้นในชั้นสูงขึ้นย่อมลดลงอย่างมาก คำถาม 6. หากศาลชั้นต้นยกฟ้องหนี้บางส่วนและโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาจะย้อนกลับมาวินิจฉัยได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่ได้ เพราะคำพิพากษาในส่วนที่คู่ความไม่อุทธรณ์ย่อมถึงที่สุดและมีผลผูกพันในส่วนนั้นทันที เว้นแต่จะมีกรณีพิเศษตามกฎหมายที่เปิดช่องให้พิจารณาได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องหนี้เงินกู้ส่วน 250,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนั้น คดีจึงยุติไปเฉพาะส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเฉพาะหนี้ 477,000 บาทที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่เท่านั้น หลักนี้ช่วยรักษาความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทที่ควรสิ้นสุดแล้วถูกเปิดขึ้นใหม่อย่างไม่มีขอบเขต อีกทั้งเป็นเครื่องเตือนให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์อย่างรอบคอบและครบถ้วนในทุกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญ คำถาม 7. เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับจำนองได้ทันทีหรือไม่ คำตอบ เจ้าหนี้จะใช้สิทธิบังคับจำนองได้เมื่อมีเงื่อนไขตามกฎหมายและสัญญาครบถ้วน โดยทั่วไปต้องมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว ลูกหนี้ผิดนัด และเจ้าหนี้ได้ดำเนินการทวงถามหรือบอกกล่าวตามสมควรตามที่กฎหมายกำหนด ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์ได้ส่งหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายในกำหนด 60 วัน จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและเปิดทางให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองได้ หลักนี้แสดงว่าการบังคับจำนองไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดที่ใช้ได้โดยพลการ แต่ต้องผ่านกระบวนการเตือนและให้โอกาสลูกหนี้ปฏิบัติตามก่อนตามสมควรแห่งกฎหมาย คำถาม 8. คดีนี้มีความสำคัญต่อการทำธุรกรรมเงินกู้และจำนองในทางปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญมากต่อผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ บริษัทรับโอนภาระหนี้ ผู้ทำสัญญากับกรรมการบริษัท และผู้ที่ใช้หลักประกันประเภทจำนอง เพราะศาลฎีกาได้วางหลักที่ช่วยแยกเส้นแบ่งระหว่างการเปลี่ยนเจ้าหนี้แบบโอนสิทธิเรียกร้อง กับการก่อให้เกิดหนี้ใหม่ผ่านการแปลงหนี้ใหม่อย่างมีส่วนร่วมของลูกหนี้ หากธุรกรรมมีการยกเลิกหลักประกันเดิม ทำหลักประกันใหม่ และให้ลูกหนี้ทำสัญญากับเจ้าหนี้ใหม่โดยตรง โครงสร้างเช่นนี้ย่อมมีโอกาสสูงที่จะได้รับการรับรองว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ผู้ประกอบการจึงควรออกแบบเอกสารให้แสดงเจตนาและลำดับนิติกรรมอย่างชัดเจน เพื่อลดข้อพิพาทเรื่องแบบของการโอนสิทธิหรือความสมบูรณ์ของหนี้ในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568 เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของเงินต้น 727,000 บาท และหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ขายทอดตลาดชำระหนี้ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาด และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมจำเลยกู้เงินจากนาง พ. 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระรวมเป็นเงินต้น 477,000 บาท แล้วไถ่ถอนจำนองเดิมและจดทะเบียนจำนองใหม่แก่โจทก์ โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงิน ส่วนเงิน 250,000 บาทที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้เพิ่มนั้น ศาลชั้นต้นยกฟ้องและโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีส่วนนี้จึงยุติ ปัญหาสำคัญคือการทำนิติกรรมดังกล่าวเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้หรือเป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ เพราะจำเลยได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรงและยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แล้ว จึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย และได้รับหนังสือทวงถามบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 727,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลย โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาง พ. และนาย ภ. เป็นกรรมการ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากนาง พ. 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น 477,000 บาท และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินจากนาง พ. และจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงินโจทก์ 727,000 บาท ส่วนหนี้เงินต้น 250,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกู้เงินตามฟ้องเป็นแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนาง พ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมาจึงมีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนาง พ. เป็นโจทก์ การตกลงกันดังกล่าวนั้นมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อนาง พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีนี้แต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแต่นาง พ. และโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านาง พ. ในฐานะส่วนตัว โจทก์โดยนาง พ. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้นาง พ. ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับนาง พ. เป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนาง พ. มาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



