
| สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินในกรณีที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ว่าสัญญากู้ดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้ให้กู้จะยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกคืนเงินต้นได้เพียงใด ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า การที่ผู้ให้กู้ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินนั้น เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางปกครอง หรือเป็นการกระทำที่ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญาขัดต่อกฎหมายจนถึงขั้นเป็นโมฆะตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และผลของการที่ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะว่าจะกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญากู้ทั้งหมดหรือไม่ คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงิน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้กู้ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญเกี่ยวกับการแยกส่วนของสัญญา การบังคับใช้เงินต้นแม้ข้อตกลงบางส่วนเป็นโมฆะ ตลอดจนหลักการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตในคดีผู้บริโภค ซึ่งเป็นแนวทางที่มีผลกระทบต่อคดีเงินกู้จำนวนมากในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 489,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอ้างว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์และนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินของโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไป จำเลยจึงฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญของคดี ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีดังนี้ 1. การที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 จะทำให้สัญญากู้เงินตกเป็นโมฆะหรือไม่ 2. การกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดส่งผลให้สัญญากู้เงินเป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่ 3. การที่โจทก์ฟ้องบังคับสัญญาเงินกู้ถือเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ 4. อัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลควรกำหนดควรเป็นอัตราใดตามกฎหมายใหม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายเท่านั้น มิได้ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญากู้เงินเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และยังสามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้ ส่วนกรณีที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น ศาลเห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะเฉพาะส่วน แต่ต้นเงินที่กู้ยืมยังคงมีผลสมบูรณ์ และสามารถแยกออกจากข้อตกลงดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะได้ ดังนั้น จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องชำระคืนต้นเงินที่ค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย ศาลยังเห็นว่า การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ มิใช่การใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 การกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่ ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ที่ได้แก้ไขอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ตามกฎหมายใหม่ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าสัญญากู้ยืมมีปัญหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ และให้โจทก์ชำระค่าทนายความแก่จำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดให้เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนตามกฎหมายใหม่ บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและหลักการแยกส่วนของสัญญาโดยศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามกฎหมาย มิได้ทำให้สัญญากู้เงินเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันหลักการสำคัญว่า ข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การกำหนดดอกเบี้ยเกินอัตรา อาจตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วน แต่ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาทั้งฉบับ หากสามารถแยกส่วนของสัญญาได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาคดีเงินกู้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ใช้ข้อบกพร่องทางกฎหมายบางประการมาเป็นเหตุหลีกเลี่ยงการชำระหนี้เงินต้นที่ตนได้รับไปแล้ว และยังเป็นการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและการทำธุรกรรมทางการเงิน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 จะตกเป็นโมฆะหรือไม่ และการกำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราจะทำให้สัญญาเสียไปทั้งฉบับหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจเท่านั้น มิได้ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญากู้เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและยังคงบังคับได้ ส่วนข้อตกลงดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายเป็นโมฆะเฉพาะส่วน แต่เงินต้นยังคงมีผลสมบูรณ์และสามารถบังคับชำระได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ดอกเบี้ยเกินอัตรา – พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 หลักกฎหมายกำหนดว่า การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้ข้อตกลงดอกเบี้ยจะเป็นโมฆะ แต่หนี้เงินต้นยังคงมีผลสมบูรณ์และสามารถแยกออกจากข้อตกลงดอกเบี้ยได้ ลูกหนี้จึงยังต้องรับผิดคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนด 2. การใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต – พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือการพิจารณาว่าการที่เจ้าหนี้นำสัญญากู้มาฟ้องเรียกเงินกู้จะถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อตกลงดอกเบี้ยจะเป็นโมฆะ แต่เมื่อเงินต้นที่ลูกหนี้กู้ยืมไปยังเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย การฟ้องเรียกคืนเงินต้นจึงไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อีกทั้งดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้วไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ให้นำไปหักชำระต้นเงินตามหลักกฎหมายว่าด้วยการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หากผู้ให้กู้ไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลูกหนี้ยังต้องชำระหนี้เงินกู้หรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 มิได้ทำให้สัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้คือ ต้องพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของสัญญานั้นเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ หากสัญญามีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นธุรกรรมที่กฎหมายยอมรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ให้กู้ไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตามกฎหมายเฉพาะ ย่อมเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อกำหนดในการประกอบกิจการเท่านั้น มิได้ทำให้เนื้อหาของสัญญากู้ยืมกลายเป็นสิ่งต้องห้ามหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น สัญญากู้ยืมเงินยังคงมีผลผูกพันตามกฎหมาย ลูกหนี้จึงยังคงมีหน้าที่ต้องชำระคืนเงินต้นที่กู้ยืมไปจริง ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักความยุติธรรมในทางแพ่ง มิให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากเงินที่ตนกู้ไปโดยไม่ต้องรับผิดคืน ทั้งยังสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจในสังคม คำถาม 2. หากสัญญากู้มีการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ลูกหนี้ยังต้องชำระเงินต้นหรือไม่ คำตอบ แม้ว่าสัญญากู้ยืมเงินจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา แต่ผลทางกฎหมายมิได้ทำให้สัญญากู้ทั้งฉบับตกเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่เกินอัตรานั้นย่อมตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วน เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เงินต้นที่ลูกหนี้ได้รับไปจริงเป็นหนี้ที่มีมูลหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย และสามารถแยกออกจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะได้ หลักการดังกล่าวเรียกว่า “หลักการแยกส่วนของนิติกรรม” ซึ่งหมายความว่า หากส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถตัดออกจากสัญญาได้โดยไม่กระทบต่อเจตนาหลักของคู่สัญญา ส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ ดังนั้น ลูกหนี้ยังคงต้องชำระคืนเงินต้น และอาจต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดภายหลังจากการผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ใช้ข้อบกพร่องของสัญญาเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงความรับผิดในการคืนเงินที่ตนได้รับไปแล้ว คำถาม 3. ลูกหนี้สามารถเรียกคืนดอกเบี้ยที่เคยชำระเกินอัตราตามกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายแพ่งยังต้องพิจารณาหลักเรื่องการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายประกอบด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 บัญญัติว่า หากบุคคลใดได้ชำระหนี้ตามข้อตกลงที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย บุคคลนั้นอาจไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนได้ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการชำระหนี้นั้นเกิดขึ้นโดยสมัครใจและมิได้เกิดจากการถูกบังคับหรือหลอกลวง ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ดอกเบี้ยที่จำเลยได้ชำระไปแล้วไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ให้นำดอกเบี้ยที่ชำระดังกล่าวไปหักออกจากต้นเงินที่ยังค้างชำระแทน วิธีการดังกล่าวเป็นแนวทางที่ศาลใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่สัญญา กล่าวคือ ไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์เกินควรจากการไม่ต้องชำระหนี้เงินต้นที่ตนได้รับไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการรักษาดุลยภาพของหลักกฎหมายในทางแพ่งอย่างเหมาะสม. คำถาม 4. การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ทำให้สัญญากู้เป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 มิได้ทำให้สัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาวางหลักว่า การไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินเท่านั้น แต่หาใช่เหตุที่ทำให้วัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายไม่ เมื่อสาระสำคัญของสัญญายังคงเป็นการให้กู้ยืมเงินซึ่งกฎหมายรับรองได้ในทางแพ่ง สัญญากู้ดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญาได้ หลักนี้แสดงให้เห็นว่าศาลแยกพิจารณาระหว่างความไม่ชอบด้วยกฎหมายในเชิงการประกอบกิจการ กับความไม่ชอบด้วยกฎหมายในเชิงวัตถุประสงค์ของนิติกรรม หากเป็นเพียงการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ควบคุมธุรกิจ แต่เนื้อหาของสัญญาไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาย่อมยังไม่เสียไปทั้งฉบับ และเจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องบังคับหนี้ในส่วนที่กฎหมายรับรองได้ คำถาม 5. หากในสัญญากู้มีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะทำให้สัญญากู้ทั้งฉบับเสียไปหรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายมิได้ถือว่าเมื่อมีการกำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราแล้ว สัญญากู้ทั้งฉบับจะตกเป็นโมฆะทั้งหมดเสมอไป ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยชัดว่า ส่วนที่เป็นข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายอนุญาตนั้นย่อมตกเป็นโมฆะเฉพาะส่วน แต่ต้นเงินที่ลูกหนี้ได้รับไปจริงยังเป็นหนี้ที่สมบูรณ์และแยกต่างหากจากข้อกำหนดเรื่องดอกเบี้ยได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย มิได้ทำลายฐานะทางกฎหมายของหนี้เงินต้นทั้งหมด หลักนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการแยกส่วนของนิติกรรม กล่าวคือ หากส่วนที่เป็นโมฆะสามารถตัดออกจากกันได้โดยไม่กระทบต่อเจตนาหลักของคู่สัญญาในส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมยังมีผลใช้บังคับต่อไปได้ ดังนั้น ลูกหนี้จึงยังไม่อาจอาศัยข้ออ้างเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราเพื่อปฏิเสธความรับผิดคืนต้นเงินทั้งหมดได้ และยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามที่กฎหมายกำหนดภายหลังการผิดนัดอีกด้วย คำถาม 6. ผู้ให้กู้ที่กำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราแล้วยังนำคดีมาฟ้อง จะถือว่าใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ให้กู้เคยกำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิได้หมายความโดยผลอัตโนมัติว่าการนำคดีมาฟ้องเรียกต้นเงินจะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเสมอไป ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า แม้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจะเป็นโมฆะ แต่เมื่อเงินต้นที่ลูกหนี้กู้ยืมไปเป็นหนี้ที่แยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ และยังคงบังคับได้ตามกฎหมาย การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกคืนต้นเงินคงค้างย่อมยังเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย มิใช่การกระทำโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สิทธิที่นำมาฟ้องนั้นเป็นสิทธิที่กฎหมายยังรับรองอยู่หรือไม่ หากเป็นเพียงการเรียกส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น เงินต้นและดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายอนุญาต ก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตได้ แต่หากเป็นการฟ้องโดยรู้ชัดว่าตนไม่มีสิทธิเรียกร้องเลย หรือใช้กระบวนการศาลเพื่อกดดันอีกฝ่ายโดยไม่เป็นธรรม กรณีเช่นนั้นจึงอาจเข้าข่ายการใช้สิทธิไม่สุจริตได้ คำถาม 7. การปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่มีผลต่อคดีเงินกู้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ คำตอบ การปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่อาจมีผลต่อคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาได้ หากเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง ในคดีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยได้แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากเดิมที่กำหนดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้เปลี่ยนเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้คดีจะเกิดขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมาย แต่หากเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยังสามารถนำกฎหมายใหม่มาปรับใช้เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปตามหลักกฎหมายปัจจุบันได้ คำถาม 8. แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีเงินกู้ในทางปฏิบัติ คำตอบ แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีเงินกู้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินในหลายประเด็นสำคัญ ประการแรก ศาลได้ยืนยันว่า การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามกฎหมาย มิได้ทำให้สัญญากู้ยืมเงินตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่เป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ประการที่สอง ศาลได้ย้ำหลักการแยกส่วนของนิติกรรม โดยถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายเป็นโมฆะเฉพาะส่วน แต่ไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของหนี้เงินต้น ประการที่สาม ศาลยังได้อธิบายหลักเกี่ยวกับการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตในคดีผู้บริโภค ซึ่งช่วยกำหนดขอบเขตการใช้สิทธิของเจ้าหนี้ในระบบกฎหมาย สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนสำหรับศาลชั้นล่างและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในการพิจารณาคดีเงินกู้ โดยทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองลูกหนี้จากเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมกับการรักษาสิทธิของเจ้าหนี้ในการเรียกคืนเงินต้นที่ได้ให้กู้ยืมไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงของระบบธุรกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568 การที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 489,900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ชำระค่าทนายความแก่จำเลย 20,000 บาท ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า แม้โจทก์ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 แต่เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด มิได้ทำให้วัตถุประสงค์ของสัญญากู้เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและยังบังคับได้ แม้ข้อตกลงดอกเบี้ยเกินอัตราจะเป็นโมฆะ แต่เงินต้นสามารถแยกออกได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด การที่โจทก์ฟ้องบังคับหนี้ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลฎีกายังวินิจฉัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดอัตราใหม่ร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังประกาศบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าว นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 489,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับและให้โจทก์ชำระค่าทนายความให้จำเลย 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าสัญญากู้ยืมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป ได้ความว่า โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน บังคับตามสัญญาได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะทำสัญญา และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ที่ใช้บังคับในภายหลัง อันมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม กระทำการอย่างใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ และให้นำดอกเบี้ยไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือเงินต้นตามสัญญากู้เงินทุกฉบับรวม 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยได้แก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้เปลี่ยนดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




