
| โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่เกี่ยวกับ การใช้ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน และขอบเขตของการนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับสิทธิในทางแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแต่ไม่มีข้อความระบุชัดเจนว่าเป็นการให้กู้ยืมเงิน คดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยผ่านบัญชีธนาคารจำนวนสองครั้ง โดยครั้งแรกมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ที่ระบุว่าการโอนเงินเป็นการให้ยืม จึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย แต่ครั้งที่สองซึ่งเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท กลับไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม แม้จำเลยจะส่งสติ๊กเกอร์ “ขอบคุณครับ” ตอบกลับก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่า ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรากฏในแอปพลิเคชันไลน์เพียงเท่านี้จะถือเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้หรือไม่ และบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ข้อความดังกล่าวมีผลผูกพันทางกฎหมายเพียงใด คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับ การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัล การสนทนาในแอปพลิเคชัน และการใช้พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในการฟ้องร้องเรียกเงินกู้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลโดยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท โดยมีการโอนเงินให้จำเลยผ่านบัญชีธนาคารสองครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 โจทก์โอนเงินจำนวน 200,000 บาท ให้จำเลย พร้อมส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” และจำเลยตอบกลับว่า “ขอบคุณครับเอื้อยครับ” ต่อมา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์โอนเงินให้จำเลยอีก 100,000 บาท ผ่านบัญชีธนาคาร โดยก่อนหน้านั้นมีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ผ่านแอปไลน์ และภายหลังการโอนเงินจำเลยส่งสติ๊กเกอร์ข้อความว่า “ขอบคุณครับ” หลังจากนั้นโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท ที่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ เนื่องจากตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ดังนั้น หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ย่อมไม่สามารถฟ้องร้องบังคับหนี้กู้ยืมได้ การพิจารณาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ในคดีนี้ โจทก์อ้างพยานหลักฐานเป็น บันทึกหน้าจอการสนทนาใน แอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์อ้างว่า • การสนทนาดังกล่าวถือเป็น หลักฐานเป็นหนังสือ • การส่งสติ๊กเกอร์คำว่า “ขอบคุณครับ” ถือเป็น ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ศาลฎีกาพิจารณาบทบัญญัติสำคัญดังนี้ มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 8 ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะถือเป็นหนังสือได้ ต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ มาตรา 9 ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์อาจถือเป็นลายมือชื่อได้ เหตุผลของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อมูลในแอปไลน์จะเป็น ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลทางกฎหมายได้ แต่เนื้อหาของข้อความต้อง แสดงความหมายอย่างชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ในกรณีนี้ ข้อความที่ปรากฏมีเพียง การโอนเงิน และการตอบกลับว่า “ขอบคุณครับ” ซึ่ง ไม่ได้แสดงว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงิน ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 ประเด็นเรื่องธรรมเนียมการกู้ยืมระหว่างคู่ความ โจทก์อ้างว่า ก่อนหน้านี้จำเลยเคยกู้เงิน 200,000 บาท และมีหลักฐานในไลน์ ดังนั้นการโอนเงินครั้งที่สอง 100,000 บาท ควรถือว่าเป็นการกู้เงินเช่นเดียวกันตามธรรมเนียม แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง เนื่องจาก • การโอนเงินสองครั้ง ห่างกันถึงหนึ่งเดือน • ระหว่างนั้นมีการสนทนาเรื่องอื่นจำนวนมาก • ไม่มีข้อความใดเชื่อมโยงการกู้ครั้งแรก จึงไม่อาจตีความโดยปริยายว่าเป็นเงินกู้ ประเด็นเรื่องพยานหลักฐานเพิ่มเติม โจทก์พยายามยื่น หลักฐานแชตเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลเห็นว่า หลักฐานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ต้น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 โจทก์ต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จึงไม่สามารถรับเป็นพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เนื่องจากเห็นว่าการโอนเงินครั้งแรกมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ยืนยันว่าเป็นการให้ยืมเงิน ซึ่งถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท จึงไม่อาจบังคับคดีได้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับเงินจำนวน 100,000 บาท มิได้แสดงความหมายว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แม้จะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย แต่ไม่อาจถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 ได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การพิสูจน์สัญญากู้ยืมเงินในยุคดิจิทัล กล่าวคือ แม้กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะรับรองสถานะของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับเอกสารทั่วไป แต่การจะถือว่าข้อความอิเล็กทรอนิกส์เป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน” ได้นั้น เนื้อหาของข้อความต้องมีความหมายชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน มิใช่เพียงการโอนเงินหรือการขอบคุณเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การโอนเงินผ่านระบบธนาคารหรือแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์การกู้ยืมเงินตามกฎหมาย หากไม่มีข้อความหรือเอกสารที่แสดงเจตนาในการกู้ยืมอย่างชัดแจ้ง แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะในยุคที่การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ผู้ให้กู้ควรจัดทำหลักฐานเป็นหนังสือหรือข้อความที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน เพื่อป้องกันปัญหาการพิสูจน์สิทธิในภายหลัง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์และการโอนเงินผ่านระบบธนาคารจะถือเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ” ตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะมีผลทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ข้อความดังกล่าวต้องมีเนื้อหาที่แสดงความหมายชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน จึงจะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้ หากมีเพียงการโอนเงินและข้อความขอบคุณโดยไม่ปรากฏข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมไม่อาจใช้บังคับหนี้ในฐานะเงินกู้ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ (ป.พ.พ. มาตรา 653) กฎหมายกำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ดังนั้นแม้จะมีการโอนเงินจริง หากไม่มีข้อความหรือเอกสารที่แสดงว่าการโอนเงินนั้นเป็นการกู้ยืมเงิน ก็ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามกฎหมาย และไม่สามารถใช้บังคับหนี้ในศาลได้ 2. ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับการพิสูจน์สัญญา (พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7, 8, 9) กฎหมายรับรองให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ สามารถมีผลทางกฎหมายและใช้เป็นหลักฐานได้ แต่เนื้อหาของข้อความต้องสามารถเข้าถึงและแสดงความหมายของนิติสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน หากข้อความไม่ได้แสดงว่าการโอนเงินเป็นการกู้ยืมเงิน แม้จะมีสติ๊กเกอร์หรือข้อความขอบคุณ ก็ไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันไลน์หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียวถือเป็นสัญญากู้ยืมเงินได้หรือไม่ คำตอบ การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหรือผ่านแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียวไม่อาจถือว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงินได้โดยอัตโนมัติ แม้จะมีหลักฐานการโอนเงินก็ตาม เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 กำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ดังนั้นต้องมีข้อความหรือเอกสารที่แสดงเจตนาของคู่สัญญาอย่างชัดเจนว่าการโอนเงินนั้นเป็นการให้กู้ มิใช่การให้เปล่า การชำระหนี้ หรือการช่วยเหลือทางการเงิน คำถาม 2. ข้อความแชตในไลน์สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้หรือไม่ คำตอบ ข้อความแชตในแอปพลิเคชันไลน์สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ หากเนื้อหาของข้อความแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการตกลงกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความ และสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 อย่างไรก็ตาม หากข้อความในแชตไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน เช่น มีเพียงการโอนเงินและการขอบคุณ ศาลอาจวินิจฉัยว่าไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย คำถาม 3. การส่งสติ๊กเกอร์หรืออีโมจิในแอปไลน์ถือเป็นลายมือชื่อทางกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบ ภายใต้กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การแสดงเจตนาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง เช่น การพิมพ์ข้อความ การกดปุ่มยืนยัน หรือการส่งสัญลักษณ์บางอย่าง อาจถือเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ หากสามารถระบุตัวบุคคลผู้ส่งและแสดงเจตนารับรองข้อความนั้นได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะถือเป็นลายมือชื่อได้ แต่เนื้อหาของข้อความก็ต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินด้วย มิฉะนั้นก็ยังไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย คำถาม 4. หากเคยกู้ยืมเงินกันมาก่อน การโอนเงินครั้งใหม่จะถือเป็นเงินกู้โดยปริยายได้หรือไม่ คำตอบ การที่คู่ความเคยมีความสัมพันธ์ทางการเงินหรือเคยกู้ยืมเงินกันมาก่อน ไม่ได้ทำให้การโอนเงินครั้งใหม่ถือเป็นเงินกู้โดยปริยายเสมอไป ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์เฉพาะของแต่ละครั้ง เช่น เนื้อหาของข้อความสนทนา หลักฐานประกอบ และความเชื่อมโยงของธุรกรรม หากไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าการโอนเงินครั้งใหม่เป็นการกู้ยืม ศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นหนี้เงินกู้ได้ คำถาม 5. การฟ้องเรียกเงินกู้จำเป็นต้องมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ คำตอบ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารทางการเสมอไป แต่ต้องมี “หลักฐานเป็นหนังสือ” ที่มีลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ หลักฐานดังกล่าวอาจเป็นเอกสาร สลิปการโอนเงินที่มีข้อความประกอบ หรือข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงถึงการกู้ยืมเงินก็ได้ หากไม่มีหลักฐานลักษณะดังกล่าว แม้จะมีการโอนเงินจริง ศาลก็อาจไม่สามารถบังคับให้ชำระหนี้ได้ คำถาม 6. หากจำเลยไม่ยื่นคำให้การ ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทันทีหรือไม่ คำตอบ การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะชนะคดีโดยอัตโนมัติ ศาลยังคงต้องพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ หากหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ คำถาม 7. เหตุใดศาลจึงไม่รับพยานหลักฐานใหม่ในชั้นอุทธรณ์ คำตอบ ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คู่ความต้องยื่นพยานหลักฐานที่มีอยู่ในความครอบครองต่อศาลตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น หากคู่ความมีหลักฐานอยู่แล้วแต่ไม่ยื่นต่อศาลในเวลาที่เหมาะสม ศาลอาจไม่รับพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพราะถือว่าเป็นการยื่นหลักฐานล่าช้าและขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม คำถาม 8. ผู้ให้กู้ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหาฟ้องเรียกเงินกู้ไม่ได้ในอนาคต คำตอบ ผู้ให้กู้ควรจัดทำหลักฐานการกู้ยืมเงินให้ชัดเจน เช่น การทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร การระบุข้อความในแชตหรือข้อความโอนเงินว่าเป็นการให้กู้ หรือการให้ผู้ยืมยืนยันการกู้ยืมเงินผ่านข้อความที่สามารถเก็บรักษาได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีหลักฐานเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการพิสูจน์สิทธิในการฟ้องร้องเรียกเงินกู้ในภายหลังได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568 เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโอนเงิน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 มีข้อความในไลน์ว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” และจำเลยตอบ “ขอบคุณครับเอื้อยครับ” จึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ประกอบ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเงิน 100,000 บาท ที่โอนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 แม้จำเลยจะส่งสติกเกอร์ “ขอบคุณครับ” แต่ไม่มีข้อความใดแสดงว่าการโอนดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงิน จึงไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ที่โจทก์อ้างว่าการกู้ครั้งหลังเป็นธรรมเนียมต่อเนื่องจากการกู้ครั้งแรกนั้น ศาลเห็นว่าเงิน 100,000 บาท โอนห่างจากครั้งแรกเป็นเดือน และไม่มีข้อความเชื่อมโยงถึงกัน จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าเป็นการกู้ยืมได้ อีกทั้งพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่โจทก์นำมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็เป็นหลักฐานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ชั้นต้น จึงรับฟังไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยสำหรับเงิน 100,000 บาท จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับคดีในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้น่าเชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



