ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง

หลักฐานการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653, การโอนเงินผ่านแอปไลน์เป็นสัญญากู้ยืมหรือไม่, หลักฐานแชตไลน์ใช้ฟ้องเงินกู้ได้หรือไม่, กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้ยืม, หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในคดีแพ่ง, ฟ้องเรียกเงินกู้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ, การส่งสติ๊กเกอร์ถือเป็นลายมือชื่อหรือไม่, ข้อความอิเล็กทรอนิกส์กับการบังคับหนี้, หลักฐานแชตไลน์ในศาล, การโอนเงินให้เพื่อนถือเป็นเงินกู้หรือไม่, หลักฐานการโอนเงินกับสัญญากู้ยืม, หลักฐานดิจิทัลในคดีแพ่ง, หลักฐานข้อความไลน์กับการกู้เงิน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญของกฎหมายสมัยใหม่เกี่ยวกับ การใช้ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน และขอบเขตของการนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับสิทธิในทางแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแต่ไม่มีข้อความระบุชัดเจนว่าเป็นการให้กู้ยืมเงิน

คดีนี้เกิดจากกรณีที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยผ่านบัญชีธนาคารจำนวนสองครั้ง โดยครั้งแรกมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ที่ระบุว่าการโอนเงินเป็นการให้ยืม จึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย แต่ครั้งที่สองซึ่งเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท กลับไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม แม้จำเลยจะส่งสติ๊กเกอร์ “ขอบคุณครับ” ตอบกลับก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่า ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรากฏในแอปพลิเคชันไลน์เพียงเท่านี้จะถือเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้หรือไม่ และบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ข้อความดังกล่าวมีผลผูกพันทางกฎหมายเพียงใด

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับ การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัล การสนทนาในแอปพลิเคชัน และการใช้พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในการฟ้องร้องเรียกเงินกู้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลโดยอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์รวมเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท โดยมีการโอนเงินให้จำเลยผ่านบัญชีธนาคารสองครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 โจทก์โอนเงินจำนวน 200,000 บาท ให้จำเลย พร้อมส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” และจำเลยตอบกลับว่า “ขอบคุณครับเอื้อยครับ”

ต่อมา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์โอนเงินให้จำเลยอีก 100,000 บาท ผ่านบัญชีธนาคาร โดยก่อนหน้านั้นมีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ผ่านแอปไลน์ และภายหลังการโอนเงินจำเลยส่งสติ๊กเกอร์ข้อความว่า “ขอบคุณครับ”

หลังจากนั้นโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย

โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า

โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท ที่เป็นหนังสือลงลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่

เนื่องจากตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า

การกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทขึ้นไป จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ

ดังนั้น หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ย่อมไม่สามารถฟ้องร้องบังคับหนี้กู้ยืมได้

การพิจารณาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

ในคดีนี้ โจทก์อ้างพยานหลักฐานเป็น

บันทึกหน้าจอการสนทนาใน แอปพลิเคชันไลน์

ซึ่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

โดยโจทก์อ้างว่า

การสนทนาดังกล่าวถือเป็น หลักฐานเป็นหนังสือ

การส่งสติ๊กเกอร์คำว่า “ขอบคุณครับ” ถือเป็น ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544

ศาลฎีกาพิจารณาบทบัญญัติสำคัญดังนี้

มาตรา 7

ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา 8

ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะถือเป็นหนังสือได้ ต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้

มาตรา 9

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์อาจถือเป็นลายมือชื่อได้

เหตุผลของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

แม้ข้อมูลในแอปไลน์จะเป็น ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลทางกฎหมายได้

แต่เนื้อหาของข้อความต้อง แสดงความหมายอย่างชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน

ในกรณีนี้ ข้อความที่ปรากฏมีเพียง

การโอนเงิน

และการตอบกลับว่า “ขอบคุณครับ”

ซึ่ง ไม่ได้แสดงว่าการโอนเงินดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงิน

ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653

ประเด็นเรื่องธรรมเนียมการกู้ยืมระหว่างคู่ความ

โจทก์อ้างว่า

ก่อนหน้านี้จำเลยเคยกู้เงิน 200,000 บาท

และมีหลักฐานในไลน์

ดังนั้นการโอนเงินครั้งที่สอง 100,000 บาท

ควรถือว่าเป็นการกู้เงินเช่นเดียวกันตามธรรมเนียม

แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง

เนื่องจาก

การโอนเงินสองครั้ง ห่างกันถึงหนึ่งเดือน

ระหว่างนั้นมีการสนทนาเรื่องอื่นจำนวนมาก

ไม่มีข้อความใดเชื่อมโยงการกู้ครั้งแรก

จึงไม่อาจตีความโดยปริยายว่าเป็นเงินกู้

ประเด็นเรื่องพยานหลักฐานเพิ่มเติม

โจทก์พยายามยื่น หลักฐานแชตเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์

แต่ศาลเห็นว่า

หลักฐานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ต้น

ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88

โจทก์ต้องยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา

จึงไม่สามารถรับเป็นพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์ได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เนื่องจากเห็นว่าการโอนเงินครั้งแรกมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ยืนยันว่าเป็นการให้ยืมเงิน ซึ่งถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 บาท จึงไม่อาจบังคับคดีได้

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับเงินจำนวน 100,000 บาท มิได้แสดงความหมายว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แม้จะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมาย แต่ไม่อาจถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 ได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การพิสูจน์สัญญากู้ยืมเงินในยุคดิจิทัล กล่าวคือ แม้กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จะรับรองสถานะของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับเอกสารทั่วไป แต่การจะถือว่าข้อความอิเล็กทรอนิกส์เป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน” ได้นั้น เนื้อหาของข้อความต้องมีความหมายชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน มิใช่เพียงการโอนเงินหรือการขอบคุณเท่านั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การโอนเงินผ่านระบบธนาคารหรือแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์การกู้ยืมเงินตามกฎหมาย หากไม่มีข้อความหรือเอกสารที่แสดงเจตนาในการกู้ยืมอย่างชัดแจ้ง

แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะในยุคที่การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ผู้ให้กู้ควรจัดทำหลักฐานเป็นหนังสือหรือข้อความที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน เพื่อป้องกันปัญหาการพิสูจน์สิทธิในภายหลัง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์และการโอนเงินผ่านระบบธนาคารจะถือเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ” ตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะมีผลทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ข้อความดังกล่าวต้องมีเนื้อหาที่แสดงความหมายชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน จึงจะถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้ หากมีเพียงการโอนเงินและข้อความขอบคุณโดยไม่ปรากฏข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมไม่อาจใช้บังคับหนี้ในฐานะเงินกู้ได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ (ป.พ.พ. มาตรา 653)

กฎหมายกำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ดังนั้นแม้จะมีการโอนเงินจริง หากไม่มีข้อความหรือเอกสารที่แสดงว่าการโอนเงินนั้นเป็นการกู้ยืมเงิน ก็ไม่ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามกฎหมาย และไม่สามารถใช้บังคับหนี้ในศาลได้

2. ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับการพิสูจน์สัญญา (พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7, 8, 9)

กฎหมายรับรองให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ สามารถมีผลทางกฎหมายและใช้เป็นหลักฐานได้ แต่เนื้อหาของข้อความต้องสามารถเข้าถึงและแสดงความหมายของนิติสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน หากข้อความไม่ได้แสดงว่าการโอนเงินเป็นการกู้ยืมเงิน แม้จะมีสติ๊กเกอร์หรือข้อความขอบคุณ ก็ไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมาย.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันไลน์หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียวถือเป็นสัญญากู้ยืมเงินได้หรือไม่

คำตอบ

การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหรือผ่านแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียวไม่อาจถือว่าเป็นสัญญากู้ยืมเงินได้โดยอัตโนมัติ แม้จะมีหลักฐานการโอนเงินก็ตาม เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 กำหนดว่าการกู้ยืมเงินเกินสองพันบาทจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ดังนั้นต้องมีข้อความหรือเอกสารที่แสดงเจตนาของคู่สัญญาอย่างชัดเจนว่าการโอนเงินนั้นเป็นการให้กู้ มิใช่การให้เปล่า การชำระหนี้ หรือการช่วยเหลือทางการเงิน

คำถาม

2. ข้อความแชตในไลน์สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้หรือไม่

คำตอบ

ข้อความแชตในแอปพลิเคชันไลน์สามารถใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินได้ หากเนื้อหาของข้อความแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการตกลงกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความ และสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 อย่างไรก็ตาม หากข้อความในแชตไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการกู้ยืมเงิน เช่น มีเพียงการโอนเงินและการขอบคุณ ศาลอาจวินิจฉัยว่าไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย

คำถาม

3. การส่งสติ๊กเกอร์หรืออีโมจิในแอปไลน์ถือเป็นลายมือชื่อทางกฎหมายได้หรือไม่

คำตอบ

ภายใต้กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การแสดงเจตนาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง เช่น การพิมพ์ข้อความ การกดปุ่มยืนยัน หรือการส่งสัญลักษณ์บางอย่าง อาจถือเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ หากสามารถระบุตัวบุคคลผู้ส่งและแสดงเจตนารับรองข้อความนั้นได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะถือเป็นลายมือชื่อได้ แต่เนื้อหาของข้อความก็ต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินด้วย มิฉะนั้นก็ยังไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย

คำถาม

4. หากเคยกู้ยืมเงินกันมาก่อน การโอนเงินครั้งใหม่จะถือเป็นเงินกู้โดยปริยายได้หรือไม่

คำตอบ

การที่คู่ความเคยมีความสัมพันธ์ทางการเงินหรือเคยกู้ยืมเงินกันมาก่อน ไม่ได้ทำให้การโอนเงินครั้งใหม่ถือเป็นเงินกู้โดยปริยายเสมอไป ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์เฉพาะของแต่ละครั้ง เช่น เนื้อหาของข้อความสนทนา หลักฐานประกอบ และความเชื่อมโยงของธุรกรรม หากไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าการโอนเงินครั้งใหม่เป็นการกู้ยืม ศาลอาจไม่รับฟังว่าเป็นหนี้เงินกู้ได้

คำถาม

5. การฟ้องเรียกเงินกู้จำเป็นต้องมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

คำตอบ

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารทางการเสมอไป แต่ต้องมี “หลักฐานเป็นหนังสือ” ที่มีลายมือชื่อของผู้ยืมเป็นสำคัญ หลักฐานดังกล่าวอาจเป็นเอกสาร สลิปการโอนเงินที่มีข้อความประกอบ หรือข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงถึงการกู้ยืมเงินก็ได้ หากไม่มีหลักฐานลักษณะดังกล่าว แม้จะมีการโอนเงินจริง ศาลก็อาจไม่สามารถบังคับให้ชำระหนี้ได้

คำถาม

6. หากจำเลยไม่ยื่นคำให้การ ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทันทีหรือไม่

คำตอบ

การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะชนะคดีโดยอัตโนมัติ ศาลยังคงต้องพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ หากหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ศาลก็อาจไม่พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้

คำถาม

7. เหตุใดศาลจึงไม่รับพยานหลักฐานใหม่ในชั้นอุทธรณ์

คำตอบ

ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คู่ความต้องยื่นพยานหลักฐานที่มีอยู่ในความครอบครองต่อศาลตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น หากคู่ความมีหลักฐานอยู่แล้วแต่ไม่ยื่นต่อศาลในเวลาที่เหมาะสม ศาลอาจไม่รับพยานหลักฐานดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา เพราะถือว่าเป็นการยื่นหลักฐานล่าช้าและขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

คำถาม

8. ผู้ให้กู้ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหาฟ้องเรียกเงินกู้ไม่ได้ในอนาคต

คำตอบ

ผู้ให้กู้ควรจัดทำหลักฐานการกู้ยืมเงินให้ชัดเจน เช่น การทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร การระบุข้อความในแชตหรือข้อความโอนเงินว่าเป็นการให้กู้ หรือการให้ผู้ยืมยืนยันการกู้ยืมเงินผ่านข้อความที่สามารถเก็บรักษาได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีหลักฐานเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการพิสูจน์สิทธิในการฟ้องร้องเรียกเงินกู้ในภายหลังได้

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโอนเงิน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 มีข้อความในไลน์ว่า “พี่ให้ยืมแล้ว” และจำเลยตอบ “ขอบคุณครับเอื้อยครับ” จึงถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ประกอบ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเงิน 100,000 บาท ที่โอนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 แม้จำเลยจะส่งสติกเกอร์ “ขอบคุณครับ” แต่ไม่มีข้อความใดแสดงว่าการโอนดังกล่าวเป็นการกู้ยืมเงิน จึงไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ

ที่โจทก์อ้างว่าการกู้ครั้งหลังเป็นธรรมเนียมต่อเนื่องจากการกู้ครั้งแรกนั้น ศาลเห็นว่าเงิน 100,000 บาท โอนห่างจากครั้งแรกเป็นเดือน และไม่มีข้อความเชื่อมโยงถึงกัน จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าเป็นการกู้ยืมได้ อีกทั้งพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่โจทก์นำมาอ้างในชั้นอุทธรณ์ก็เป็นหลักฐานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ชั้นต้น จึงรับฟังไม่ได้

เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยสำหรับเงิน 100,000 บาท จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับคดีในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้น่าเชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




นิติกรรม

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหม
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร article
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้