
| เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินอันฉ้อฉลซึ่งเกิดขึ้นภายหลังสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่า และส่งผลต่อสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการบังคับคดีต่อทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคดีนี้มีแก่นสำคัญคือการวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามี “อำนาจฟ้อง” เพิกถอนการขายที่ดินที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ ทั้งที่สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องโอนที่ดินให้แก่บุตรทั้งสี่ แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินดังกล่าวไปขายให้บุคคลอื่นโดยไม่สุจริต อันอาจเข้าลักษณะนิติกรรมฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่าการบรรยายฟ้องและคำขอตอนท้ายเป็นคนละส่วนกัน ความผิดพลาดในคำขอบังคับไม่ทำให้สิทธิตามคำฟ้องส่วนที่ใช้สิทธิอย่างถูกต้องต้องเสียไป อีกทั้งชี้ให้เห็นว่าการที่ลูกหนี้โอนทรัพย์สินให้ผู้อื่นโดยมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมเปิดช่องให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องเพิกถอนเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่ฐานะเดิมเพื่อบังคับคดีได้ คดีนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องสิทธิของเจ้าหนี้ การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ และหลักกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมฉ้อฉลโดยตรง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ล่วงเลยมาสู่ปัญหาทางแพ่งและการบังคับคดี โดยจำเลยที่ 1 และโจทก์เคยเป็นคู่สมรสกัน และในคดีหย่าก่อนหน้านี้ คู่ความทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินบางส่วนและโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่บุตรทั้งสี่ของโจทก์และจำเลยที่ 1 โดยปลอดภาระจำนองตามข้อ 4 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา แม้ศาลจะพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์จึงใช้สิทธิตามข้อ 9 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้กำหนดให้หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพียงข้อใดข้อหนึ่ง โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเพื่อเรียกเงินตามฟ้องแย้งจำนวน 15,000,000 บาทได้ทันที โดยโจทก์เลือกใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โจทก์ให้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหลายรายการเพื่อขายทอดตลาด แต่พบว่าทรัพย์สินเหล่านั้นมีภาระหนี้จำนองทำให้ไม่เหลือส่วนที่จะนำมาชำระหนี้ได้เพียงพอ ทั้งนี้ทรัพย์สินที่ดูมีค่ามากที่สุดคือที่ดินพิพาทจำนวนสามแปลง แต่พบว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้วก่อนการยึดทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์อันเป็นที่สงสัยว่าเป็นการโอนโดยไม่สุจริตและหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อันเป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และให้ที่ดินทั้งสามแปลงกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อให้โจทก์ใช้สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขอให้โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรตามสัญญายอม แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ รับฟังว่าคำขอตามฟ้องและบทบรรยายฟ้องเป็นคนละส่วนกัน การขอผิดไม่ทำให้สิทธิฟ้องเพิกถอนของโจทก์เสียไป คำวินิจฉัย ประเด็นที่ 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” เนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 9 ซึ่งให้อำนาจโจทก์บังคับคดีได้ทันที เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีและยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่พบว่าทรัพย์ทั้งหมดไม่เพียงพอในการชำระหนี้ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่ได้รับความเสียหายจากการโอนทรัพย์ไปให้จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ดังนั้นโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมอันฉ้อฉลตามมาตรา 237 ได้โดยชอบ ประเด็นที่ 2 การบรรยายฟ้องตอนต้นและคำขอตอนท้ายขัดกันหรือทำให้ฟ้องตกไปหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า คำฟ้องและคำขอบังคับเป็น “คนละส่วนกัน” แม้คำขอตอนท้ายจะระบุให้โอนที่ดินให้แก่บุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิผิดแนวทางที่ตนเลือกไว้แล้ว แต่ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวมิได้ทำให้ “เนื้อหาฟ้องหลัก” ซึ่งเป็นการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลต้องเสียไป จุดสำคัญคือ การพิจารณาว่าผู้ฟ้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และมีสิทธิได้รับการชำระหนี้หรือไม่ มิใช่คำขอที่ผิดพลาดด้านรูปแบบ ประเด็นที่ 3 เป็นนิติกรรมฉ้อฉลหรือไม่ จากข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินให้บุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่กลับนำไปขายให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ท่ามกลางสถานะที่รู้ว่าตนมีภาระต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์มุ่งหมายให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ มีลักษณะเป็นการโอนทรัพย์สินเพื่อฉ้อฉลเจ้าหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คดีนี้ใช้หลักกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งบัญญัติถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในการเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้ทำลงโดยเจตนาให้ตนเสียเปรียบ หรือทำโดยรู้ว่าผู้อื่นจะเสียหายหรือไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ครบถ้วน หลักสำคัญของมาตรา 237 คือ 1. ต้องมีสถานะ “เจ้าหนี้ตามกฎหมาย” 2. ลูกหนี้กระทำการลดทรัพย์สินของตนไป 3. การกระทำมีผลลดทอนความสามารถในการชำระหนี้ 4. ผู้รับโอนมีส่วนรู้เห็นหรือควรรู้ถึงความไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาใช้หลักดังกล่าวโดยเคร่งครัด ย้ำว่าเพียงลูกหนี้โอนทรัพย์โดยไม่สุจริตก็เป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียเปรียบและฟ้องเพิกถอนได้ แม้คำขอตามฟ้องจะผิดชั้นตอนแต่อำนาจฟ้องยังคงอยู่ เพราะมูลฟ้องแท้จริงคือการปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้จากการโอนทรัพย์ที่มุ่งหลีกเลี่ยงการบังคับคดี เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 237 เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. คุ้มครองเจ้าหนี้จากพฤติกรรมของลูกหนี้ที่จงใจทำให้ทรัพย์สินลดลง 2. ป้องกันการโอนทรัพย์ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ 3. รักษาความเป็นธรรมให้ระบบบังคับคดี ทำให้เจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้อย่างแท้จริง 4. ป้องกันการร่วมมือระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกโดยทุจริต เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ดังกล่าว เทียบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ทั้งที่มีสัญญายินยอมโอนให้บุตร และในช่วงถูกติดตามบังคับคดี จึงถือเป็นพฤติการณ์ที่กฎหมายบัญญัติให้เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิปกป้องตนเองได้โดยตรง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีทิศทางสอดคล้องกันว่า “หากลูกหนี้โอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นในช่วงที่มีภาระหนี้ และพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิตามมาตรา 237 ฟ้องเพิกถอนได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีความตั้งใจในระดับสูง เพียงพิสูจน์ว่าการโอนทรัพย์ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบก็เพียงพอ” คดีนี้สอดคล้องกับ – ฎีกาที่ชี้ว่าคำขอท้ายฟ้องที่ผิดมิทำให้มูลฟ้องตกไป หากองค์ประกอบแห่งสิทธิตามฟ้องยังมีอยู่ครบถ้วน – ฎีกาหลายคดีที่ยอมรับการฟ้องเพิกถอนแม้ทรัพย์จะถูกกำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมมาก่อน – แนวคำพิพากษาว่าด้วยการโอนทรัพย์ให้บุคคลใกล้ชิดก่อนถูกบังคับคดี ถือเป็นพฤติการณ์เชื่อได้ว่าเป็นการฉ้อฉล ดังนั้นคำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักการสำคัญว่า การปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ต้องให้ความสำคัญเหนือความคลาดเคลื่อนทางรูปแบบของคำฟ้อง หากมูลหนี้และความเสียเปรียบเกิดขึ้นจริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดิน เนื่องจากคำขอตอนท้ายขัดกับสิทธิที่โจทก์เลือกใช้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นตรงกันว่าการขอให้โอนให้บุตรทำให้สิทธิฟ้องของโจทก์ตกไป อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับ เห็นว่าเนื้อหาฟ้องและคำขอตอนท้ายเป็นคนละส่วนกัน ความคลาดเคลื่อนในคำขอไม่กระทบต่ออำนาจฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 237 เพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและได้รับความเสียเปรียบจากการโอนโดยไม่สุจริต คดีจึงพิพากษายืนโดยให้ถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยสมบูรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า “อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลของเจ้าหนี้” มีรากฐานจากความเสียเปรียบที่เกิดขึ้นโดยตรง มิใช่ความสมบูรณ์ของคำขอท้ายฟ้อง การบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบตามมาตรา 237 ย่อมเพียงพอให้ศาลรับฟ้องและพิจารณาได้ แม้คำขอตอนท้ายจะมีความผิดพลาดหรือใช้สิทธิไม่ตรงแนวทางที่ตนเคยเลือกไว้ก็ตาม 2. ศาลฎีกาตอกย้ำว่าคำขอตอนท้ายฟ้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนวิธี ไม่ใช่เนื้อหาสาระของสิทธิที่ฟ้อง ดังนั้นความคลาดเคลื่อนในคำขอตอนท้ายจึงไม่กระทบต่อฐานะ “เจ้าหนี้ตามกฎหมาย” และไม่ทำให้สิทธิโดยเนื้อหาต้องสิ้นไป หากข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายจากการโอนทรัพย์อันไม่สุจริต 3. แนววินิจฉัยนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 237 ซึ่งมุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้จากการกระทำของลูกหนี้ที่พยายามลดทรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี โดยเฉพาะเมื่อลูกหนี้โอนทรัพย์ให้บุคคลใกล้ชิดหรือผู้ร่วมรู้เห็น การกระทำดังกล่าวถือเป็นนิติกรรมฉ้อฉลแม้จะมีรูปแบบเป็นการซื้อขายตามกฎหมาย 4. คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า เมื่อลูกหนี้มีภาระหนี้ตามสัญญายอมและคำพิพากษา การโยกย้ายทรัพย์ออกจากตนก่อนถูกบังคับคดี โดยไม่มีเหตุผลชอบ ย่อมเปิดช่องให้เจ้าหนี้ฟ้องเพิกถอนได้ทันที และเป็นหลักประกันว่าการบังคับคดีจะไม่เสียไปเพราะพฤติการณ์ทุจริตของคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การที่ลูกหนี้โอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นในช่วงที่ตนกำลังถูกบังคับคดี ถือเป็นนิติกรรมฉ้อฉลเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมว่าการโอนดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบหรือไม่ และผู้รับโอนมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ หากมีข้อบ่งชี้ว่าลูกหนี้โอนทรัพย์เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ตามมาตรา 237 2. คำถาม หากคำขอตอนท้ายฟ้องผิดหรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาฟ้อง สิทธิตามฟ้องถือว่าสิ้นสุดหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะคำฟ้องและคำขอเป็นคนละส่วนกัน ศาลพิจารณาจากสาระของมูลฟ้องเป็นหลัก หากมูลฟ้องตามมาตรา 237 ครบองค์ประกอบ สิทธิฟ้องยังคงอยู่ แม้คำขอจะมีข้อผิดพลาด 3. คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไรต่อการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล คำตอบ สัญญายอมกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่ความ แต่หากฝ่ายลูกหนี้ผิดสัญญา และเจ้าหนี้ใช้สิทธิบังคับคดีแล้ว การโอนทรัพย์ภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ยังสามารถถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา 237 โดยสัญญายอมไม่จำกัดสิทธิฟ้องดังกล่าว 4. คำถาม ผู้รับโอนต้องมีเจตนาทุจริตร่วมกับลูกหนี้หรือไม่ ถึงจะฟ้องเพิกถอนได้ คำตอบ ต้องมีข้อบ่งชี้ว่าผู้รับโอนรู้หรือควรรู้ว่าการโอนทรัพย์ดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียหาย หรือเป็นการโอนในลักษณะผิดปกติ เช่น โอนในราคาต่ำ โอนในช่วงถูกบังคับคดี หรือโอนให้บุคคลใกล้ชิด ทั้งนี้ศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมตามความเป็นจริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2560 คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้เนื่องจากทรัพย์สินที่ยึดมีภาระหนี้จำนองไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองอันเกิดจากการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อการใช้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและมีคำขอตอนท้าย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของบุตรทั้งสี่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะโจทก์ได้เลือกใช้สิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 9 แล้ว จึงไม่อาจย้อนกลับมาบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ได้อีก แต่คำฟ้องและคำขอบังคับถือเป็นคนละส่วนกัน ไม่มีผลทำให้คำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ในตอนแรกที่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบต้องเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง โจทก์ฟ้องให้เพิกถอนการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7223, 55235 และ 55236 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ให้บุตรทั้งสี่ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 สละคำให้การและไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนคดีนี้คู่ความเคยฟ้องหย่าและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องโอนที่ดินพิพาทให้บุตร แต่จำเลยที่ 1 กลับนำไปขายให้จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ทั้งที่ตนผิดนัดตามสัญญาและถูกโจทก์บังคับคดี โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วแต่ไม่เพียงพอ ศาลฎีกาเห็นว่าการโอนที่ดินทำให้โจทก์เสียเปรียบและเข้าลักษณะนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237 แม้คำขอตอนท้ายฟ้องให้โอนที่ดินให้บุตรจะไม่อาจทำได้ แต่คำฟ้องและคำขอเป็นคนละส่วนกัน ความผิดรูปแบบในคำขอไม่ตัดสิทธิฟ้องเพิกถอนของโจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง และวินิจฉัยกลับตามฎีกา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |



.jpg)
