
| ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างประเด็นว่าสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และการวินิจฉัยเรื่องอายุความในการฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 โดยศาลฎีกาย้ำว่าการให้การหลายแนวทางของจำเลยไม่ถือว่าขัดแย้งกัน หากเป็นเพียงการยกอายุความขึ้นตัดสิทธิฟ้อง และสุดท้ายวินิจฉัยว่าคดีฟ้องเกินกำหนด 1 ปี จึงขาดอายุความและให้ยกฟ้อง
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาตามกฎหมาย • จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาท แต่การโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นภายหลังเมื่ออยู่ในระหว่างสมรส • ภายหลัง จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ยินยอม • โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนการขาย โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสและจำเลยที่ 2 รู้เห็นว่าเป็นการโอนโดยไม่สุจริต • จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480
คำวินิจฉัยของศาล 1. ประเด็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส o จำเลยที่ 1 ให้การสองแนวทาง คือ ที่ดินเป็นสินส่วนตัว และอีกแนวคือโจทก์ฟ้องขาดอายุความ o ศาลฎีกาเห็นว่า การให้การเช่นนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ขัดกันเอง เพราะการยกอายุความเป็นเพียงการใช้สิทธิทางกฎหมาย ไม่ถือว่ายอมรับว่าเป็นสินสมรส 2. ประเด็นอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 o หลักกฎหมายกำหนดว่าการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เหตุ o จากพยานหลักฐาน โจทก์ทราบถึงการขายที่ดินตั้งแต่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่ยื่นฟ้องเมื่อ 13 สิงหาคม 2558 เกิน 1 ปี o ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ ขาดอายุความ 3. ผลคำพิพากษา o พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้อง o ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย 1. การให้การหลายแนวทาง (ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง) ศาลฎีกาย้ำหลักว่า จำเลยสามารถให้การหลายแนวทางได้ หากเป็นการอ้างสิทธิหรือยกข้อต่อสู้ตามกฎหมาย แม้ดูเหมือนแตกต่าง แต่ไม่ถือว่าขัดกันเอง 2. อายุความเพิกถอนนิติกรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1480) • การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมมีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ผู้มีสิทธิเพิกถอนรู้เหตุ • การฟ้องล่าช้ากว่ากำหนด ถือว่าขาดอายุความและไม่อาจบังคับสิทธิได้ 3. หลักการตีความเรื่องสินส่วนตัว – สินสมรส • หากที่ดินซื้อก่อนสมรส แต่การโอนเสร็จภายหลังระหว่างสมรส ต้องพิจารณาเจตนาและข้อเท็จจริง • แต่ในคดีนี้ ศาลมิได้ชี้ขาดในประเด็นนี้ เพราะคดีขาดอายุความแล้ว
ข้อคิดทางกฎหมาย 1. คู่สมรสควรระวังการโอนทรัพย์สินระหว่างสมรส เพราะอาจถูกฟ้องเพิกถอนหากอีกฝ่ายไม่ได้ยินยอม 2. การใช้สิทธิฟ้องคดีต้องอยู่ภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะขาดอายุความและเสียสิทธิทางกฎหมาย 3. คำให้การของจำเลยสามารถเสนอหลายแนวทางได้ ตราบใดที่ไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน
IRAC Analysis Issue: คดีนี้มีปัญหาว่า (1) คำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันหรือไม่ และ (2) คดีฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินขาดอายุความหรือไม่ Rule: • ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง: คู่ความสามารถให้การหลายทางได้ หากไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกัน • ป.พ.พ. มาตรา 1480: สิทธิในการเพิกถอนนิติกรรมต้องใช้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้มีสิทธิเพิกถอนรู้เหตุ Application: • จำเลยที่ 1 อ้างทั้งว่าสินทรัพย์เป็นสินส่วนตัว และยกอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ขัดกัน • จากข้อเท็จจริง โจทก์ทราบการขายตั้งแต่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่ยื่นฟ้อง 13 สิงหาคม 2558 เกิน 1 ปี ขาดอายุความตามมาตรา 1480 Conclusion: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้อง คดีขาดอายุความ โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมได้
English Summary
The Supreme Court Judgment No. 7639/2560 concerns a dispute over whether land sold by the husband during marriage was a personal or marital asset, and whether the wife’s claim to revoke the sale was time-barred. The Court ruled that raising multiple defenses, including statute of limitations, did not constitute contradictory pleadings. Since the plaintiff knew of the land sale more than one year before filing suit, the action was barred under Section 1480 of the Civil and Commercial Code. The Supreme Court upheld the lower court’s dismissal.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7639/2560 จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยซื้อที่ดินพิพาทจาก อ. ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว อ. จึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ตามภาพถ่ายหมาย ล.3 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของ ส. กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 544 ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 8,578 บาท แก่จำเลยทั้งสองคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเกษม ต่อมานายเกษมถึงแก่ความตาย นายดินแฝง ซึ่งเป็นบุตรของนายเกษม รับโอนมรดกที่ดินพิพาทแล้วโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2539 ครั้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความไว้นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้การในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายอินแฝง ก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในขณะนั้น ภายหลังเมื่อจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว นายอินแฝงจึงโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์อันเป็นการยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในตอนหลังว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นตัดฟ้องโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส อันจะถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงหลายทางไม่อาจเป็นไปได้ในคราวเดียวกัน จึงไม่ขัดแย้งกันเองและเป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกันจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาของโจทก์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอน โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นสินสมรส คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแต่ต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และคำให้การของจำเลยที่ 2 ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จึงชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไปขอตรวจสอบดูเอกสารสิทธิเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ทั้งยังได้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยที่บ้านของนายสด กำนันตำบลตาลชุม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงย่อมแสดงว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





.png)