ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)

 

คำพิพากษาศาลฎีกา 4330/2554, ผลของการเลิกสัญญาจ้างทำของตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391, ข้อตกลงริบงานเป็นเบี้ยปรับตาม มาตรา 383, อำนาจศาลในการลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน, สิทธิผู้รับจ้างในการเรียกค่าควรค่าแห่งงาน, การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในสัญญา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเบี้ยปรับ, การกลับคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อเลิกสัญญา, การตีความสัญญาจ้างทำของ, หลักกฎหมายเรื่องค่าจ้างและค่าเสียหาย, แนวคำวินิจฉัยศาลฎีกา คดีสัญญา, การเลิกสัญญา

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการเลิกสัญญาจ้างทำของ โดยเฉพาะกรณีที่สัญญากำหนดให้บรรดางานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยไม่ต้องชำระเงินใด ๆ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงลักษณะดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ มิใช่ข้อสัญญาที่ตัดสิทธิผู้รับจ้างโดยเด็ดขาด หากเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดลงได้ และผู้รับจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำไปแล้วตามหลักการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์เป็นผู้รับจ้างทำเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในอาคารของจำเลย โดยมีสัญญาจ้างทำของระบุรายละเอียดงาน ค่าจ้าง และเงื่อนไขการเลิกสัญญาไว้ชัดเจน ในสัญญาข้อ 9 กำหนดว่า หากผู้รับจ้างทำงานล่าช้า งานไม่เรียบร้อย หรือใช้แรงงานที่ไม่มีฝีมือ และไม่แก้ไขภายหลังการตักเตือน ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อบอกเลิกแล้ว งานทั้งหมดที่ผู้รับจ้างทำไว้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้

โจทก์ได้ทำงานไปแล้วคิดเป็นมูลค่าหลายแสนบาท และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วน แต่ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับ

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ เมื่อมีการเลิกสัญญาแล้ว ข้อสัญญาที่กำหนดให้ริบงานทั้งหมดของผู้รับจ้างโดยไม่ต้องชำระเงิน เป็นข้อสัญญาที่ใช้บังคับได้เด็ดขาดหรือไม่ และผู้รับจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำไปแล้วหรือไม่ ภายใต้หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และมาตรา 391

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกสัญญาและค่าควรค่าแห่งงาน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากเป็นการงานที่ได้กระทำให้แล้ว การชดใช้คืนให้ทำได้โดยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น หลักกฎหมายนี้มุ่งคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์เกินสมควรจากการเลิกสัญญา

ในขณะเดียวกัน มาตรา 383 บัญญัติว่า หากเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหมาะสมได้ โดยพิจารณาถึงประโยชน์และความเสียหายของเจ้าหนี้ทุกประการ ไม่จำกัดเฉพาะมูลค่าทางทรัพย์สินเท่านั้น

การตีความข้อสัญญาริบงานเป็นเบี้ยปรับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาที่กำหนดให้งานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยไม่ต้องชำระเงิน มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ มิใช่ข้อตกลงที่ตัดสิทธิผู้รับจ้างโดยเด็ดขาด ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมาตรา 383 ซึ่งเปิดช่องให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับได้หากเห็นว่าสูงเกินสมควร

แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมแล้ว โดยคำนึงถึงมูลค่างานที่โจทก์ทำไป จำนวนเงินที่จำเลยชำระแล้ว และความเสียหายที่จำเลยได้รับ ก่อนกำหนดให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 50,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นจะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวว่าเป็นค่าจ้าง แต่แท้จริงคือเงินตามควรค่าแห่งงานตามหลักการกลับคืนสู่ฐานะเดิม

การที่จำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยใหม่เพียงจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย การพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายสัญญาว่า แม้คู่สัญญาจะตกลงกำหนดเบี้ยปรับหรือเงื่อนไขริบงานไว้ล่วงหน้า แต่ศาลยังคงมีอำนาจตรวจสอบความเป็นธรรมและลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรได้ การเลิกสัญญาไม่ใช่เครื่องมือในการตัดสิทธิของอีกฝ่ายโดยเด็ดขาด และผู้ที่ได้กระทำงานไปแล้วควรได้รับค่าตอบแทนตามควรค่าแห่งงานเพื่อความเป็นธรรมในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าเป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่โจทก์ได้กระทำไปแล้ว

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าข้อสัญญากำหนดให้ริบงานมีผลตัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดได้ และผู้รับจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2554

เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในข้อ 9 ระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์เสมอไปไม่

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม โดยโจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยสัญญาข้อ 9 กำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และให้งานที่ผู้รับจ้างทำตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ เมื่อสัญญาถูกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และการงานที่ได้กระทำให้ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยไม่ต้องชำระค่างานจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดได้ตามมาตรา 383

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาว่า โจทก์ทำงานไปเป็นเงิน 504,000 บาท จำเลยชำระแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงความเสียหายของจำเลย เห็นสมควรให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 50,000 บาท ซึ่งเป็นเงินตามควรค่าแห่งงาน แม้จำเลยไม่เห็นด้วยก็ต้องอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ ประเด็นความรับผิดจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีเหตุยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยใหม่ การพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม: เมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของแล้ว ผู้รับจ้างยังมีสิทธิเรียกเงินค่าควรค่าแห่งงานที่ทำไปแล้วหรือไม่

คำตอบ: มีสิทธิ เพราะเมื่อสัญญาถูกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และในส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ผู้รับจ้างจึงอาจเรียกเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้ทำให้แก่ผู้ว่าจ้างไปแล้วได้ แม้สัญญาจะถูกบอกเลิกก็ตาม

2. คำถาม: ข้อสัญญาที่กำหนดว่าเมื่อเลิกสัญญาแล้ว งานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้างเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ เป็นข้อสัญญาที่ใช้บังคับได้เด็ดขาดหรือไม่

คำตอบ: ไม่ใช่ข้อสัญญาที่ต้องบังคับโดยเด็ดขาดเสมอไป เพราะข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ จึงอยู่ภายใต้อำนาจศาลที่จะพิจารณาความเหมาะสมและจำกัดผลของข้อสัญญาได้

3. คำถาม: ข้อตกลงลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็น “เบี้ยปรับ” ตามกฎหมายแพ่งในคดีสัญญาจ้างทำของ

คำตอบ: ข้อตกลงที่กำหนดผลเสียแก่ฝ่ายหนึ่งไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นการลงโทษหรือบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา เช่น กำหนดว่าหากมีการเลิกสัญญาแล้วผู้รับจ้างต้องยอมให้งานทั้งหมดตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยไม่อาจเรียกร้องเงินหรือค่าเสียหายใด ๆ ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและถือเป็นเบี้ยปรับ

4. คำถาม: ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้หรือไม่ หากเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร

คำตอบ: มีอำนาจ หากเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลสามารถลดลงให้พอสมควรได้ โดยพิจารณาถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำกัดเฉพาะความได้เสียในเชิงทรัพย์สิน

5. คำถาม: ในการกำหนดจำนวนเงินที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระหลังเลิกสัญญา ศาลพิจารณาปัจจัยใดบ้าง

คำตอบ: ศาลพิจารณามูลค่างานที่ผู้รับจ้างได้ทำไปแล้ว จำนวนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระแล้ว ตลอดจนความเสียหายหรือประโยชน์ที่เกิดแก่ผู้ว่าจ้างจากงานที่ทำไว้ รวมทั้งเงื่อนไขตามสัญญาที่เกี่ยวกับค่าปรับหรือความเสียหาย เพื่อกำหนดจำนวนเงินตามควรค่าแห่งงานให้เหมาะสม

6. คำถาม: หากศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ว่าจ้างชำระเงินจำนวนหนึ่งแล้ว ผู้ว่าจ้างไม่อุทธรณ์ แต่ขอให้ยกฟ้องในคำแก้อุทธรณ์ได้หรือไม่

คำตอบ: ไม่ได้ เพราะเมื่อผู้ว่าจ้างไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่กำหนดให้ต้องชำระเงิน ประเด็นความรับผิดในส่วนนั้นย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่อาจกลับมายกโต้แย้งให้ยกฟ้องได้เพียงโดยคำขอในคำแก้อุทธรณ์

7. คำถาม: เหตุใดศาลอุทธรณ์จึงไม่ควรยกประเด็นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยใหม่

คำตอบ: เพราะประเด็นที่คู่ความไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ย่อมเป็นอันยุติ การยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ย่อมกระทบต่อหลักความแน่นอนและความเด็ดขาดของคำพิพากษา อีกทั้งขัดต่อระบบการอุทธรณ์ที่กำหนดให้คู่ความต้องใช้สิทธิโต้แย้งภายในกรอบกฎหมาย

8. คำถาม: สรุปแนวหลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้คืออะไร

คำตอบ: แนวหลักสำคัญคือ เมื่อเลิกสัญญาแล้วต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และการงานที่ได้กระทำให้ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งงาน ข้อตกลงที่ริบงานหรือทำให้ไม่ต้องชำระค่างานมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลลดได้หากสูงเกินสมควร และประเด็นที่ไม่อุทธรณ์ย่อมยุติไม่อาจนำกลับมาวินิจฉัยใหม่ได้โดยคำแก้อุทธรณ์




นิติกรรม

สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดขึ้นเพราะขาดการแสดงเจตนาโดยชอบ, (ฎีกาที่ 3233/2568)
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
บอกล้างโมฆียะกรรม & เพิกถอนยึดทรัพย์ กลฉ้อฉล, ฉ้อโกง, (ฎีกา 5398/2567)
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568: เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกที่ไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567: การสละที่ดินโครงการเป็นทางสาธารณะ และผลทางกฎหมายของการโอนขาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้
การฟ้องคดีแพ่งมิใช่เป็นการทำนิติกรรม