
| สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการเลิกสัญญาจ้างทำของ โดยเฉพาะกรณีที่สัญญากำหนดให้บรรดางานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยไม่ต้องชำระเงินใด ๆ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงลักษณะดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ มิใช่ข้อสัญญาที่ตัดสิทธิผู้รับจ้างโดยเด็ดขาด หากเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดลงได้ และผู้รับจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำไปแล้วตามหลักการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นผู้รับจ้างทำเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในอาคารของจำเลย โดยมีสัญญาจ้างทำของระบุรายละเอียดงาน ค่าจ้าง และเงื่อนไขการเลิกสัญญาไว้ชัดเจน ในสัญญาข้อ 9 กำหนดว่า หากผู้รับจ้างทำงานล่าช้า งานไม่เรียบร้อย หรือใช้แรงงานที่ไม่มีฝีมือ และไม่แก้ไขภายหลังการตักเตือน ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และเมื่อบอกเลิกแล้ว งานทั้งหมดที่ผู้รับจ้างทำไว้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ โจทก์ได้ทำงานไปแล้วคิดเป็นมูลค่าหลายแสนบาท และจำเลยได้ชำระเงินบางส่วน แต่ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาและอ้างข้อสัญญาดังกล่าวเพื่อไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีคือ เมื่อมีการเลิกสัญญาแล้ว ข้อสัญญาที่กำหนดให้ริบงานทั้งหมดของผู้รับจ้างโดยไม่ต้องชำระเงิน เป็นข้อสัญญาที่ใช้บังคับได้เด็ดขาดหรือไม่ และผู้รับจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำไปแล้วหรือไม่ ภายใต้หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และมาตรา 391 หลักกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกสัญญาและค่าควรค่าแห่งงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากเป็นการงานที่ได้กระทำให้แล้ว การชดใช้คืนให้ทำได้โดยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น หลักกฎหมายนี้มุ่งคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์เกินสมควรจากการเลิกสัญญา ในขณะเดียวกัน มาตรา 383 บัญญัติว่า หากเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงให้เหมาะสมได้ โดยพิจารณาถึงประโยชน์และความเสียหายของเจ้าหนี้ทุกประการ ไม่จำกัดเฉพาะมูลค่าทางทรัพย์สินเท่านั้น การตีความข้อสัญญาริบงานเป็นเบี้ยปรับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาที่กำหนดให้งานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยไม่ต้องชำระเงิน มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ มิใช่ข้อตกลงที่ตัดสิทธิผู้รับจ้างโดยเด็ดขาด ดังนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมาตรา 383 ซึ่งเปิดช่องให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับได้หากเห็นว่าสูงเกินสมควร แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมแล้ว โดยคำนึงถึงมูลค่างานที่โจทก์ทำไป จำนวนเงินที่จำเลยชำระแล้ว และความเสียหายที่จำเลยได้รับ ก่อนกำหนดให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 50,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นจะเรียกเงินจำนวนดังกล่าวว่าเป็นค่าจ้าง แต่แท้จริงคือเงินตามควรค่าแห่งงานตามหลักการกลับคืนสู่ฐานะเดิม การที่จำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยใหม่เพียงจากคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย การพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายสัญญาว่า แม้คู่สัญญาจะตกลงกำหนดเบี้ยปรับหรือเงื่อนไขริบงานไว้ล่วงหน้า แต่ศาลยังคงมีอำนาจตรวจสอบความเป็นธรรมและลดเบี้ยปรับที่สูงเกินสมควรได้ การเลิกสัญญาไม่ใช่เครื่องมือในการตัดสิทธิของอีกฝ่ายโดยเด็ดขาด และผู้ที่ได้กระทำงานไปแล้วควรได้รับค่าตอบแทนตามควรค่าแห่งงานเพื่อความเป็นธรรมในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าเป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่โจทก์ได้กระทำไปแล้ว 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าข้อสัญญากำหนดให้ริบงานมีผลตัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดได้ และผู้รับจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2554 เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในข้อ 9 ระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์เสมอไปไม่ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม โดยโจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยสัญญาข้อ 9 กำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และให้งานที่ผู้รับจ้างทำตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างโดยผู้รับจ้างเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ เมื่อสัญญาถูกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และการงานที่ได้กระทำให้ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยไม่ต้องชำระค่างานจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า หรือเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดได้ตามมาตรา 383 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาว่า โจทก์ทำงานไปเป็นเงิน 504,000 บาท จำเลยชำระแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงความเสียหายของจำเลย เห็นสมควรให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 50,000 บาท ซึ่งเป็นเงินตามควรค่าแห่งงาน แม้จำเลยไม่เห็นด้วยก็ต้องอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ ประเด็นความรับผิดจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีเหตุยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยใหม่ การพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: เมื่อผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของแล้ว ผู้รับจ้างยังมีสิทธิเรียกเงินค่าควรค่าแห่งงานที่ทำไปแล้วหรือไม่ คำตอบ: มีสิทธิ เพราะเมื่อสัญญาถูกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และในส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ผู้รับจ้างจึงอาจเรียกเงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้ทำให้แก่ผู้ว่าจ้างไปแล้วได้ แม้สัญญาจะถูกบอกเลิกก็ตาม 2. คำถาม: ข้อสัญญาที่กำหนดว่าเมื่อเลิกสัญญาแล้ว งานที่ผู้รับจ้างทำไว้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้างเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ เป็นข้อสัญญาที่ใช้บังคับได้เด็ดขาดหรือไม่ คำตอบ: ไม่ใช่ข้อสัญญาที่ต้องบังคับโดยเด็ดขาดเสมอไป เพราะข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ จึงอยู่ภายใต้อำนาจศาลที่จะพิจารณาความเหมาะสมและจำกัดผลของข้อสัญญาได้ 3. คำถาม: ข้อตกลงลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็น “เบี้ยปรับ” ตามกฎหมายแพ่งในคดีสัญญาจ้างทำของ คำตอบ: ข้อตกลงที่กำหนดผลเสียแก่ฝ่ายหนึ่งไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นการลงโทษหรือบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา เช่น กำหนดว่าหากมีการเลิกสัญญาแล้วผู้รับจ้างต้องยอมให้งานทั้งหมดตกเป็นของผู้ว่าจ้างโดยไม่อาจเรียกร้องเงินหรือค่าเสียหายใด ๆ ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและถือเป็นเบี้ยปรับ 4. คำถาม: ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับได้หรือไม่ หากเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร คำตอบ: มีอำนาจ หากเบี้ยปรับที่กำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลสามารถลดลงให้พอสมควรได้ โดยพิจารณาถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำกัดเฉพาะความได้เสียในเชิงทรัพย์สิน 5. คำถาม: ในการกำหนดจำนวนเงินที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระหลังเลิกสัญญา ศาลพิจารณาปัจจัยใดบ้าง คำตอบ: ศาลพิจารณามูลค่างานที่ผู้รับจ้างได้ทำไปแล้ว จำนวนเงินที่ผู้ว่าจ้างชำระแล้ว ตลอดจนความเสียหายหรือประโยชน์ที่เกิดแก่ผู้ว่าจ้างจากงานที่ทำไว้ รวมทั้งเงื่อนไขตามสัญญาที่เกี่ยวกับค่าปรับหรือความเสียหาย เพื่อกำหนดจำนวนเงินตามควรค่าแห่งงานให้เหมาะสม 6. คำถาม: หากศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ว่าจ้างชำระเงินจำนวนหนึ่งแล้ว ผู้ว่าจ้างไม่อุทธรณ์ แต่ขอให้ยกฟ้องในคำแก้อุทธรณ์ได้หรือไม่ คำตอบ: ไม่ได้ เพราะเมื่อผู้ว่าจ้างไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่กำหนดให้ต้องชำระเงิน ประเด็นความรับผิดในส่วนนั้นย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่อาจกลับมายกโต้แย้งให้ยกฟ้องได้เพียงโดยคำขอในคำแก้อุทธรณ์ 7. คำถาม: เหตุใดศาลอุทธรณ์จึงไม่ควรยกประเด็นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยใหม่ คำตอบ: เพราะประเด็นที่คู่ความไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ย่อมเป็นอันยุติ การยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ย่อมกระทบต่อหลักความแน่นอนและความเด็ดขาดของคำพิพากษา อีกทั้งขัดต่อระบบการอุทธรณ์ที่กำหนดให้คู่ความต้องใช้สิทธิโต้แย้งภายในกรอบกฎหมาย 8. คำถาม: สรุปแนวหลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้คืออะไร คำตอบ: แนวหลักสำคัญคือ เมื่อเลิกสัญญาแล้วต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และการงานที่ได้กระทำให้ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งงาน ข้อตกลงที่ริบงานหรือทำให้ไม่ต้องชำระค่างานมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลลดได้หากสูงเกินสมควร และประเด็นที่ไม่อุทธรณ์ย่อมยุติไม่อาจนำกลับมาวินิจฉัยใหม่ได้โดยคำแก้อุทธรณ์ |




