
| กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยหลายครั้ง โดยมีโฉนดที่ดินของจำเลยเป็นประกัน และเมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้ว โจทก์ยังคงยึดถือโฉนดไว้ พร้อมฟ้องให้ชำระเงินเพิ่มเติมรวมดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเพราะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง การฟ้องให้บังคับคดีจึงหาได้ไม่ และโจทก์ไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดต่อไป ข้อเท็จจริง 1. โจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์ในการกู้ยืมเงินกันมาก่อน โดยจำเลยได้กู้เงินจากโจทก์เป็นจำนวน 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ของจำเลยไว้เป็นประกัน 2. ภายหลัง ในเดือนตุลาคม 2556 จำเลยได้ร้องขอให้โจทก์โอนเงินอีกจำนวน 1,500,000 บาท โจทก์เห็นว่าได้ยึดถือโฉนดไว้แล้ว จึงโอนเงินไปให้โดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม 3. โจทก์ยื่นฟ้องให้จำเลยคืนเงิน 2,062,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง 4. จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าว และได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 คืนแก่จำเลย 5. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนโฉนดแก่จำเลย ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 6. โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา 🧭 กฎหมายที่ใช้หลักในคดีนี้ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” ➡️ สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้: ศาลฎีกาใช้มาตรานี้อธิบายว่า หากไม่มี “หลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อผู้ยืม” แม้เจ้าหนี้จะโอนเงินให้จริง ก็ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้ กล่าวคือ แม้จะมีการให้กู้กันจริง แต่ “สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้” ขาดความสมบูรณ์ตามกฎหมาย 🔑 5 คำสำคัญที่สุด พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการฟ้องบังคับคดีเงินกู้ หากไม่มีเอกสารลงลายมือชื่อผู้ยืม เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องร้องได้ แม้จะโอนเงินจริงก็ตาม 🔹 ศาลย้ำว่า “การโอนเงินผ่านธนาคาร” หรือ “ข้อความสนทนา” ไม่ถือเป็นหลักฐานตามมาตรา 653 เว้นแต่ผู้ยืมได้ลงลายมือชื่อไว้ชัดเจน 2. “สิทธิเรียกร้องทางบุคคล ” ศาลอธิบายว่า ฟ้องของโจทก์เป็น “บุคคลสิทธิ” ไม่ใช่ “ทรัพยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน” เพราะเมื่อโอนเงินกู้ไปแล้ว กรรมสิทธิ์ในเงินตกเป็นของลูกหนี้ ดังนั้นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้เท่านั้น แต่หากสิทธินั้นฟ้องไม่ได้ (เพราะขาดหลักฐานตามมาตรา 653) สิทธินั้นย่อมสิ้นผล 3. “สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกัน” แม้จะมีการมอบโฉนดไว้ แต่สิทธินี้เป็นเพียง “ประกันหนี้เงินกู้” หากหนี้เงินกู้ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย (เพราะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ) สิทธิค้ำประกันหรือยึดถือโฉนดก็สิ้นผลตามไปด้วย 🔹 ศาลจึงสั่งให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินให้จำเลย 4. “ภาระการพิสูจน์ของเจ้าหนี้” เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงิน เจ้าหนี้มีภาระต้องนำสืบให้ได้ว่าเป็นการกู้ยืมเงินตามกฎหมาย หากไม่มีหลักฐานที่ลงลายมือชื่อผู้ยืม ศาลไม่สามารถรับฟังได้ว่าเป็นการกู้ยืมที่ฟ้องได้ 🔹 ภาระการพิสูจน์ จึงอยู่ที่ฝ่ายเจ้าหนี้โดยสมบูรณ์ 5. “หนี้ที่ฟ้องร้องบังคับไม่ได้” เมื่อไม่มีหลักฐานตามมาตรา 653 หนี้นั้น “ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้” แม้จะมีการให้กู้ยืมจริง หนี้จึงมีลักษณะเป็น “หนี้ธรรม” (Natural Obligation) เจ้าหนี้อาจเรียกร้องทางศีลธรรมหรือความสมัครใจได้ แต่ไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมบังคับลูกหนี้ได้ 📘 สรุปใจความสำคัญ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า “เงินกู้ที่ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร” ไม่สามารถฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย แม้จะโอนเงินจริงก็ตาม การมีโฉนดที่ดินเป็นประกันก็ไม่ช่วยให้สิทธิเกิดขึ้นได้ เพราะสิทธิหลัก (การกู้ยืม) ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย มาตรา 653 จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ศาลใช้ยุติคดีนี้อย่างชัดเจนครับ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้จะได้รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เคยให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 1,800,000 บาท แล้วจำเลยชำระคืนครบถ้วน แต่ในส่วนของเงิน 1,500,000 บาทที่โอนไปในเดือนตุลาคม 2556 นั้น จากทางนำสืบไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงหรือมีความผูกพันอย่างชัดเจน นอกเหนือจากการกู้ยืมตามปกติ • การที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยโดยอาศัยการ “ยึดถือโฉนดที่ดินไว้” โดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม หรือสัญญาลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอีกครั้งหนึ่งตามที่ศาลทั้งสองชั้นพิพากษาไว้ • ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” • โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมานำสืบ จึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ดังกล่าวได้ รวมถึงสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ต่อไป • ส่วนหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท โจทก์ก็รับว่าได้รับชำระแล้ว ทำให้ไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดต่อ • ผลคือ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยืนตามคำพิพากษาของทั้งสองชั้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. หลักฐานการกู้ยืมเงินตาม มาตรา 653 ป.พ.พ. ตามมาตรา 653 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. บัญญัติชัดว่า หากเป็นการกู้ยืมเงินตั้งแต่จำนวน 2,000 บาทขึ้นไป และจะฟ้องให้บังคับคดีได้ จำต้องมี “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ” ในคดีนี้ โจทก์แม้จะโอนเงินให้จำเลยแล้ว แต่ไม่มีสัญญาลงลายมือชื่อจำเลย หรือเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนที่แสดงว่าเป็นการกู้ยืม จึงขาดเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมาย 2. ความหมายของ “ให้กู้ยืมเงิน” กับ “โอนเงิน” ศาลพิจารณาว่า การโอนเงินให้จำเลยหลังจากมีการยึดโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันนั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการโอนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ตามกฎหมาย แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการให้กู้ยืมเงินอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยได้รับเงิน และไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องคืน "เงินเหรียญหรือธนบัตรเฉพาะสิ่ง" ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นเงินกู้ไม่ใช่การโอนเงินให้โดยทั่วไป 3. สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเป็นประกัน แม้จำเลยจะมอบโฉนดที่ดินไว้เป็นประกัน แต่สิทธิในการยึดถือโฉนดและเรียกชำระหนี้จะต้องอาศัยสิทธิเรียกชำระหนี้เงินกู้ (บุคคลสิทธิ) ที่ฟ้องได้ตามกฎหมาย หากบุคคลสิทธินั้นไม่ฟ้องได้ (เพราะขาดหลักฐานตาม มาตรา 653) สิทธิประกันก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ 4. ผลทางปฏิบัติด้านเจ้าหนี้และลูกหนี้ • เจ้าหนี้: หากต้องการฟ้องบังคับเงินกู้ที่เกิน 2,000 บาท ควรให้มีสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิฟ้องได้ตามกฎหมาย • ลูกหนี้: หากไม่มีเอกสารลงลายมือชื่อ อาจใช้ข้ออ้างว่า “ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ” เพื่อขาดอำนาจของเจ้าหนี้ในการฟ้องบังคับตาม มาตรา 653 5. แนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ยืนยันบทบาทของมาตรา 653 ป.พ.พ. ว่าเป็นเงื่อนไขฟ้องบังคับเงินกู้ที่สำคัญ และสัญญากู้ยืมเงินจำนวนมากต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ IRAC (Issue-Rule-Application-Conclusion) Issue (ประเด็นกฎหมาย): จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนโจทก์หรือไม่? และโจทก์มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ไว้หรือไม่? Rule (กฎกฎหมายที่ใช้): ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” Application (การใช้กฎกับข้อเท็จจริง): • ในคดีนี้ แม้โจทก์จะโอนเงินให้จำเลยจำนวน 1,500,000 บาท แต่ไม่ได้มีสัญญาที่ลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ หรือเอกสารการกู้ยืมเงินที่ชัดเจน • การที่โฉนดที่ดินถูกยึดถือไว้เป็นประกันก็ไม่เพียงพอ เพราะสิทธิยึดถือโฉนดนั้นขึ้นอยู่กับสิทธิฟ้องเรียกชำระหนี้เงินกู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย • โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้ และไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินต่อไป Conclusion (ข้อสรุป): โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องได้ และไม่ได้มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ไว้ต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกายืนตามศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ข้อคิดทางกฎหมาย • เจ้าหนี้ควรจัดทำสัญญาเงินกู้เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมทันทีที่มีการให้กู้ยืมเงินตั้งแต่จำนวน 2,000 บาทขึ้นไป เพื่อให้สามารถฟ้องบังคับได้ตามกฎหมาย • การใช้โฉนดที่ดินหรือทรัพย์สินเป็นประกันไม่อาจทดแทนเงื่อนไขหลักของการฟ้องเงินกู้ คือ “หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ” • สำหรับลูกหนี้ การไม่มีสัญญาเป็นหนังสืออาจใช้เป็นภูมิคุ้มกันการถูกฟ้องบังคับชำระหนี้ได้ • คดีนี้เป็นแบบอย่างให้เห็นว่าแม้จะมีพฤติการณ์ว่าให้กู้ยืมจริง แต่หากขาดหลักฐานตามมาตรา 653 ก็ไม่อาจเรียกร้องได้ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ประเด็นคำถามที่ 1 โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท โดยยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้เป็นประกัน และภายหลังโอนเงินอีก 1,500,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ โดยอาศัยเพียงหลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคารและการยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกัน ธงคำตอบ การฟ้องร้องของโจทก์ไม่อาจกระทำได้ เพราะแม้โจทก์จะมีหลักฐานการโอนเงินให้จำเลยจริง แต่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” ดังนั้น การที่โจทก์โอนเงินจำนวน 1,500,000 บาทให้จำเลย โดยไม่มีสัญญาเงินกู้หรือเอกสารลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญ ไม่อาจถือเป็น “หลักฐานแห่งการกู้ยืม” ตามที่กฎหมายกำหนด แม้โจทก์จะอ้างว่าการโอนเงินเป็นเพียงการส่งมอบเงินกู้ และมีโฉนดที่ดินของจำเลยอยู่ในมือ ก็ไม่ทำให้สัญญากู้มีผลสมบูรณ์ในทางฟ้องร้องบังคับได้ เพราะสิทธิของเจ้าหนี้ในหนี้เงินกู้เป็นเพียง “บุคคลสิทธิ” ไม่ใช่ “ทรัพยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน” เมื่อสิทธินั้นฟ้องไม่ได้ การยึดถือโฉนดไว้ก็ไม่มีผลบังคับคดีได้เช่นกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์เป็นการถูกต้องแล้ว ประเด็นคำถามที่ 2 กรณีที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยโดยไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย แต่ได้ยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้เป็นประกัน ภายหลังจำเลยชำระหนี้กู้เดิมแล้ว โจทก์ยังไม่คืนโฉนด โดยอ้างว่าจำเลยยังติดหนี้กู้ครั้งหลังอีก โจทก์จะอ้างสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เพื่อประกันการชำระหนี้กู้ครั้งหลังได้หรือไม่ และเพราะเหตุใด ธงคำตอบ ไม่อาจอ้างสิทธิยึดถือโฉนดได้ เพราะการยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้เป็นประกันย่อมมีผลต่อเมื่อมี “หนี้ที่ฟ้องร้องบังคับได้ตามกฎหมาย” เท่านั้น แต่เมื่อเงินกู้ครั้งหลังจำนวน 1,500,000 บาท ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยตามที่ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนด หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจฟ้องร้องบังคับได้ หรือเรียกว่าเป็น “หนี้ธรรม” ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางศาล สิทธิในการยึดถือโฉนดเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เมื่อหนี้หลัก (เงินกู้) ไม่มีผลในทางกฎหมาย สิทธิค้ำประกันหรือสิทธิประกันด้วยโฉนดจึงต้องสิ้นผลตามไปด้วย ประกอบกับโจทก์รับว่าหนี้เงินกู้ครั้งแรก 1,800,000 บาท จำเลยได้ชำระเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเก็บโฉนดไว้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินแก่จำเลย และยกฟ้องโจทก์ กล่าวโดยสรุป คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การกู้ยืมเงินที่ไม่มีเอกสารลงลายมือชื่อผู้ยืมตามมาตรา 653 ไม่เพียงแต่ฟ้องบังคับไม่ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้สิทธิค้ำประกันหรือการยึดถือทรัพย์เป็นประกันสิ้นผลตามไปด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการตีความสิทธิตามกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้และหลักประกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567 ตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยมีความผูกพันเป็นพิเศษอย่างไรนอกเหนือจากที่เคยให้กู้ยืมเงินกันมาก่อน การที่หลังจากให้จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 ต่อมาเดือนตุลาคม 2556 จำเลยขอให้โจทก์โอนเงินมาให้อีก 1,500,000 บาท และโจทก์เห็นว่าได้ยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้แล้ว จึงโอนเงินไปให้โดยไม่ได้ทำหลักฐานอื่นใดเพิ่มเติมนั้น บ่งชี้ว่าเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินอีกดังที่ศาลล่างวินิจฉัย ส่วนที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าการโอนเงินให้แก่กันไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นการโอนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ตามกฎหมายนั้น การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปรากฎว่าจำเลยจะต้องคืนเฉพาะเงินเหรียญหรือธนบัตรในลักษณะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น เมื่อโจทก์โอนเงินกู้ให้แก่จำเลยไป กรรมสิทธิ์ในเงินกู้ย่อมตกแก่จำเลย ฟ้องโจทก์จึงไม่ใช่การใช้ทรัพยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน แต่เป็นการใช้บุคคลสิทธิเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" เมื่อโจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เพราะจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนนี้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญมานำสืบตามกฎหมาย จึงฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ไม่ได้ ซึ่งรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อหนี้ที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องร้องและยึดถือโฉนดไว้เป็นหนี้เงินกู้ที่ฟ้องร้องบังคับไม่ได้ตามกฎหมาย ส่วนหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท โจทก์ก็รับว่าจำเลยชำระหนี้ให้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ของจำเลยไว้ต่อไป โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 2,062,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 คืนแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 1,800,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ให้ยึดถือไว้เป็นประกัน จำเลยชำระเงินกู้จำนวนนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ยังไม่คืนโฉนดที่ดินให้จำเลย และเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 โจทก์โอนเงิน 1,500,000 บาท ไปยังบัญชีธนาคาร ก. ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า จำเลยต้องชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยคืนโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยมีความผูกพันเป็นพิเศษอย่างไรนอกเหนือจากที่เคยให้กู้ยืมเงินกันมาก่อน การที่หลังจากให้จำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 ไปแล้ว ต่อมาเดือนตุลาคม 2556 จำเลยขอให้โจทก์โอนเงินมาให้อีก 1,500,000 บาท และโจทก์เห็นว่าได้ยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยไว้แล้วจึงโอนเงินไปให้โดยไม่ได้ทำหลักฐานอื่นใดเพิ่มเติมนั้น บ่งชี้ว่าเป็นการให้จำเลยกู้ยืมเงินอีกดังศาลล่างวินิจฉัยไว้ชัดแจ้งแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าการโอนเงินให้แก่กันไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นการโอนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ตามกฎหมายนั้น การให้กู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยจะต้องคืนเฉพาะเงินเหรียญหรือธนบัตรในลักษณะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น เมื่อโจทก์โอนเงินกู้ให้แก่จำเลยไป กรรมสิทธิ์ในเงินกู้ย่อมตกแก่จำเลย ฟ้องโจทก์จึงไม่ใช่การใช้ทรัพยสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน แต่เป็นการใช้บุคคลสิทธิเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" เมื่อโจทก์ยังมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เพราะจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนนี้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญมานำสืบตามกฎหมาย จึงฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ไม่ได้ ซึ่งหมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงิน 1,500,000 บาท ตามฟ้องเป็นเงินของโจทก์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการอื่นว่าเงิน 1,500,000 บาท เป็นการกู้ยืมเงินครั้งที่ 2 ต่อจากการกู้เงิน 1,800,000 บาท รวมเป็นกู้เงิน 3,300,000 บาท และฎีกาต่อไปทำนองว่า การที่จำเลยนำสืบว่าได้ชำระหนี้เงิน 1,800,000 บาท ให้โจทก์แล้วเป็นการรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้บางส่วน โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญก็ฟ้องจำเลยได้นั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบเช่นนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เมื่อหนี้ที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องร้องและยึดถือโฉนดไว้เป็นหนี้เงินกู้ที่ฟ้องร้องบังคับไม่ได้ตามกฎหมาย ส่วนหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท โจทก์ก็รับว่าจำเลยชำระหนี้ให้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 ของจำเลยไว้ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ กับบังคับตามฟ้องแย้งให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 59782 แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 🧾 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8532/2560 ประเด็นสำคัญ: การกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือเอกสารไม่ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน กฎหมายที่ใช้: ป.พ.พ. มาตรา 653, ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) Quick Summary: โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเงิน 210,000 บาท อ้างทำสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ แต่สัญญาฉบับที่ 2 และ 3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โจทก์จึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์จึงให้จำเลยชำระเพียง 65,000 บาทตามสัญญาฉบับที่ 1 ส่วนอีกสองฉบับฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แม้โจทก์ฎีกาอ้างว่าทำขึ้นในคราวเดียวกันโดยไม่เจตนาให้เป็นตราสาร แต่ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ศาลฎีกาจึงยกฎีกา แก่นกฎหมาย: หากไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ หนี้นั้นไม่อาจฟ้องร้องบังคับได้ แม้จะมีการทำสัญญาหลายฉบับก็ตาม 📜 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13825/2553 ประเด็นสำคัญ: การพิสูจน์มูลหนี้กู้ยืมเมื่อจำเลยปฏิเสธการส่งมอบเงินกู้ กฎหมายที่ใช้: ป.พ.พ. มาตรา 650, 653; ป.วิ.พ. มาตรา 94 Quick Summary: คดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้เงิน 190,000 บาทและทำจำนองไว้ แต่จำเลยแย้งว่าที่ดินจำนองเพื่อประกันค่าจัดส่งบุตรไปทำงานต่างประเทศ มิใช่เงินกู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องพิสูจน์การส่งมอบเงินกู้ซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญา แต่โจทก์เบิกความไม่สอดคล้องกับพยานของตนเอง และไม่มีหลักฐานการส่งมอบเงิน ศาลจึงเชื่อว่าจำเลยเพียงจำนองเพื่อค่านายหน้า มิได้กู้ยืมเงิน จึงฟังไม่ได้ว่ามีการกู้เงินตามที่ฟ้อง แก่นกฎหมาย: หากจำเลยโต้แย้งว่าไม่เคยรับเงินกู้ โจทก์ต้องพิสูจน์ “การส่งมอบทรัพย์” ตามมาตรา 650; เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ หนี้กู้ยืมย่อมไม่เกิด 💳 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8731/2544 ประเด็นสำคัญ: หนี้กู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่อาจเป็นมูลหนี้ตามเช็คได้ กฎหมายที่ใช้: ป.พ.พ. มาตรา 653, พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 4 Quick Summary: จำเลยกู้ยืมเงิน 4,000,000 บาทจากนายฝ้ายโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ แล้วออกเช็คชำระหนี้ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่าย จำเลยออกเช็คใหม่ 2 ฉบับแทน ซึ่งหนึ่งในนั้นกลายเป็นเช็คพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อหนี้เงินกู้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้ดังกล่าวฟ้องร้องบังคับไม่ได้ การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 4 แก่นกฎหมาย: หนี้กู้ยืมที่ขาดหลักฐานเป็นหนังสือไม่ก่อให้เกิด “หนี้อันชอบด้วยกฎหมาย” ผู้กู้ไม่ผิดอาญาจากการออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้น 🏠 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2543 ประเด็นสำคัญ: หนี้กู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่ก่อสิทธิยึดหน่วงหรือประกันทรัพย์ กฎหมายที่ใช้: ป.พ.พ. มาตรา 653 Quick Summary: จำเลยยึดโฉนดที่ดินของผู้ตายไว้โดยอ้างว่าเป็นหลักประกันหนี้กู้เงินที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อหนี้ดังกล่าวฟ้องร้องบังคับไม่ได้ตาม มาตรา 653 การยึดถือโฉนดไว้ก็ไม่มีฐานทางกฎหมาย เพราะสิทธิยึดหน่วงจะเกิดได้ต่อเมื่อมูลหนี้นั้นฟ้องร้องบังคับคดีได้เท่านั้น จึงให้จำเลยคืนโฉนดแก่ผู้จัดการมรดก แก่นกฎหมาย: หนี้กู้ที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิยึดหน่วงหรือสิทธิประกันใด ๆ 🧾 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3226/2542 ประเด็นสำคัญ: สัญญากู้เงินไม่ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน ถือว่าไม่บริบูรณ์ กฎหมายที่ใช้: ป.พ.พ. มาตรา 653, ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 Quick Summary: โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้ 200,000 บาท แต่สัญญากู้ดังกล่าวปิดอากรแสตมป์ไม่ครบ (เพียง 50 บาทแทนที่จะเป็น 100 บาท) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นต่อสู้ก็ยกฎีกาได้ เมื่อสัญญากู้ไม่ปิดอากรแสตมป์ครบย่อมไม่เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง เท่ากับโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง
แก่นกฎหมาย: สัญญากู้เงินต้องปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน มิฉะนั้นใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้ และถือว่าไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ
![]() |





.jpg)

