
| ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกเป็นทายาทคนหนึ่งและดำเนินการโอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ตนเอง ก่อนจะขายต่อไปยังบุคคลภายนอกและมีการทำนิติกรรมขายฝากต่ออีกทอดหนึ่ง ประเด็นสำคัญของคดีจึงมิได้อยู่เพียงว่า “ผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่” เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นนิติกรรมต้องห้ามหรือไม่ ผู้รับโอนภายนอกจะอ้างความสุจริตคุ้มครองตนเองได้เพียงใด และทายาทผู้เสียหายมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายใดในการติดตามทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดก คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “อำนาจตามรูปแบบของผู้จัดการมรดก” กับ “ผลทางกฎหมายที่ใช้ยันแก่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก” กล่าวคือ แม้การโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกไปยังตนเองอาจไม่เป็นโมฆะโดยตัวของมันเอง แต่เมื่อมีการขายต่อไปยังบุคคลภายนอกที่รู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังต้องแบ่งปันแก่ทายาท การโอนนั้นอาจไม่อาจยกขึ้นต่อสู้ยันสิทธิของทายาทได้ และย่อมเปิดทางให้ทายาทฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย อีกประเด็นที่โดดเด่นของคำพิพากษานี้ คือการวางหลักเรื่องข้อจำกัดในการยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นฎีกา โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ความขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลฎีกาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้บางปัญหาจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ มิใช่อ้างเรื่องนอกประเด็นภายหลังเพื่อแก้รูปคดีของตนเอง คำพิพากษานี้จึงเป็นทั้งบรรทัดฐานด้านกฎหมายมรดก กฎหมายทรัพย์สิน และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในคราวเดียวกัน สรุปข้อเท็จจริง ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ทรัพย์มรดกสำคัญมีที่ดิน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และโฉนดที่ดินเลขที่ 5594 โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และยังมีพี่น้องรวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งล้วนเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินจากชื่อผู้ตายมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วดำเนินการแบ่งแยกที่ดินทั้ง 2 แปลงออกเป็นโฉนดแปลงย่อยรวม 14 แปลง ก่อนที่ในช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 จะขายที่ดินบางแปลง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ภายหลังจากนั้น จำเลยที่ 2 นำที่ดินบางแปลงที่รับโอนมาไปจดทะเบียนขายฝากกับจำเลยที่ 3 และอีกแปลงหนึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมในลำดับต่อมา โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งการขายต่อเนื่องไปยังจำเลยร่วม โดยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ประเด็นข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักมากในคดีนี้คือ จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลที่มีบ้านพักอยู่ใกล้ผู้ตาย ไปงานศพของผู้ตาย และรับซื้อที่ดินทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 ติดต่อกันหลายครั้งในระยะเวลาใกล้เคียงกัน พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ควรรู้หรือรู้อยู่แล้วว่าที่ดินเหล่านั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ยังต้องแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่จะโอนได้โดยปลอดจากสิทธิของทายาทคนอื่น คำวินิจฉัยทั้งหมดย่อยประเด็น ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยนั้น เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อนเสมอไป และไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 ศาลจึงไม่ถือว่านิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ประเด็นที่สอง แม้นิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวจะไม่เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผลของการกระทำดังกล่าวจะใช้ยันสิทธิของทายาทคนอื่นได้โดยสมบูรณ์ เพราะโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ก่อนแล้ว การได้มาซึ่งสิทธิของโจทก์เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงเป็นฐานะสิทธิที่กฎหมายรับรองโดยตรง ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องความสุจริตของจำเลยที่ 2 โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงรูปแบบทางทะเบียน เนื่องจากจำเลยที่ 2 มีความใกล้ชิดกับผู้ตาย รู้จักสภาพครอบครัว ไปงานศพ และรับซื้อทรัพย์มรดกหลายครั้งติดต่อกันในเวลาสั้น ๆ โดยไม่สืบพยานหักล้าง ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริต เมื่อไม่สุจริต การรับโอนของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์และทายาทอื่นได้ ประเด็นที่สี่ เมื่อนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้ยันแก่โจทก์ไม่ได้ นิติกรรมขายฝากต่อเนื่องที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน เพราะผู้โอนต่อย่อมมีสิทธิไม่ดีกว่าสิทธิที่ตนได้รับมาแต่ต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเหล่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ประเด็นที่ห้า ในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าตนรับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่อาจยกข้อดังกล่าวขึ้นเป็นฎีกาได้ภายหลัง ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประเด็นที่หก จำเลยที่ 3 ยังอ้างในชั้นฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต แม้ปัญหาอำนาจฟ้องอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาตามมาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) แต่ข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นได้ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ มิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นดังกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อนี้เช่นกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ คดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายมาตราที่ต้องอ่านประกอบกันอย่างเป็นระบบ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 สะท้อนหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกเป็นผู้แทนของกองมรดก มีหน้าที่รวบรวม ดูแล จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกตามส่วนสิทธิของทายาท เจตนารมณ์ของกฎหมายมิใช่เพื่อมอบทรัพย์สินให้ผู้จัดการมรดกโดยเด็ดขาด แต่เพื่อให้มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่แทนกองมรดกในช่วงที่ยังมิได้แบ่งปันให้เสร็จสิ้น การดำเนินการทางทะเบียนบางอย่างจึงอาจทำได้โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้ไม่มีความยินยอมจากทายาททุกคนในแต่ละขั้นตอน อย่างไรก็ตาม กฎหมายมรดกไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้จัดการมรดกใช้สถานะของตนทำลายสิทธิของทายาทคนอื่น หากการดำเนินการใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท ผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องร้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้ หลักนี้ทำให้คำพิพากษาแยกชัดระหว่าง “ความมีอำนาจกระทำในเชิงรูปแบบ” กับ “ความรับผิดต่อทายาทที่เสียหาย” จึงเข้าใจได้ว่าศาลไม่วินิจฉัยว่าการโอนให้ตนเองเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ปล่อยให้สิทธิของทายาทสูญเปล่า ในส่วนมาตรา 150 ศาลยืนยันว่าไม่ใช่นิติกรรมใดที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายแล้วจะตกเป็นโมฆะเสมอไป การเป็นโมฆะต้องเข้าเงื่อนไขว่าขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง เป็นพ้นวิสัย เป็นการต้องห้าม หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์จากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นของตนเอง แม้อาจกระทบประโยชน์ทายาทคนอื่น แต่ยังไม่ใช่เหตุให้ถือว่าเป็นนิติกรรมโมฆะตามมาตรา 150 โดยอัตโนมัติ มาตรา 1300 มีบทบาทสำคัญมากในคดีนี้ เพราะเป็นฐานสิทธิในการเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิที่กระทบสิทธิของผู้มีสิทธิแท้จริงในอสังหาริมทรัพย์ หลักของมาตรานี้คุ้มครองผู้มีสิทธิเดิมมิให้ถูกตัดสิทธิโดยการจดทะเบียนที่อาศัยฐานสิทธิที่ไม่อาจใช้ยันตนได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่สุจริตหรือไม่มีสิทธิที่แท้จริง กฎหมายจึงเปิดทางให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนย้อนหลังได้ สำหรับมาตรา 249 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของข้อจำกัดในชั้นฎีกาอย่างชัดเจน คือ ศาลฎีกาไม่ใช่เวทีสำหรับนำข้อเท็จจริงใหม่หรือข้อแก้ตัวใหม่ที่ไม่เคยนำสืบมาแก้คดีในตอนท้าย หลักนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา รักษาระบบประเด็นข้อพิพาท และป้องกันมิให้คู่ความใช้ชั้นฎีกาเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาระการต่อสู้คดีในศาลล่าง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษานี้สะท้อนหลักที่พบได้บ่อยในคดีมรดกไทยว่า ผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว แม้กฎหมายให้อำนาจจัดการทรัพย์มรดกได้ แต่การใช้อำนาจนั้นต้องไม่ทำให้สิทธิของทายาทอื่นสูญสิ้นโดยไม่ชอบ หลักที่ศาลใช้จึงไม่ตัดสินแบบสุดโต่งว่า “ทำได้ทั้งหมด” หรือ “ทำไม่ได้ทั้งหมด” หากแต่แยกวิเคราะห์เป็นลำดับว่า การกระทำในส่วนแรกชอบด้วยอำนาจหรือไม่ การโอนต่อแก่บุคคลภายนอกมีความสุจริตหรือไม่ และการจดทะเบียนใดควรเพิกถอนเพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ทายาท คำพิพากษานี้ยังมีคุณค่าทางแนวคิดในเรื่อง “ความสุจริตของผู้รับโอน” เพราะศาลไม่ได้ยึดเพียงเอกสารทางทะเบียนว่าใครมีชื่อเป็นเจ้าของ แต่พิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น ความใกล้ชิดกับผู้ตาย การรู้จักสถานะของทรัพย์ การรับซื้อหลายแปลงหลายครั้งภายในเวลาสั้น และการไม่สืบหักล้างข้อเท็จจริงสำคัญ แนวทางนี้สะท้อนว่าความสุจริตเป็นข้อเท็จจริงเชิงพฤติการณ์ มิใช่ข้ออ้างเชิงนามธรรมที่กล่าวลอย ๆ ได้ ในทางปฏิบัติ คดีนี้เตือนทายาททุกคนว่า เมื่อมีการตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ไม่ควรปล่อยให้การดำเนินการทางทะเบียนเป็นไปโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะแม้ภายหลังจะฟ้องเพิกถอนได้ แต่ยิ่งมีการโอนต่อหลายทอด ความยุ่งยากในการติดตามทรัพย์และการพิสูจน์ความไม่สุจริตของผู้รับโอนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบุคคลภายนอกที่ซื้อทรัพย์จากผู้จัดการมรดกก็ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์ ความเป็นทรัพย์มรดก จำนวนทายาท และข้อพิพาทที่อาจมีอยู่ให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจตกอยู่ในฐานะผู้รับโอนไม่สุจริตและถูกเพิกถอนสิทธิในภายหลังได้ ในมุมกฎหมายวิธีพิจารณา คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การขาดนัดยื่นคำให้การมีผลร้ายแรงอย่างแท้จริง เพราะทำให้คู่ความสูญเสียโอกาสในการยกข้อแก้ต่างสำคัญเข้าสู่สำนวน ต่อให้ภายหลังพยายามยกประเด็นเรื่องสุจริตหรืออำนาจฟ้องในชั้นฎีกา ก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นฎีกาต้องห้ามได้ หากข้อเท็จจริงรองรับมิได้มาจากกระบวนพิจารณาโดยชอบตั้งแต่ต้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ยังไม่มีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามที่ขอ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งการขายต่อเนื่องบางรายการ ให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และให้จำเลยทั้งสี่กับจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต การโอนและขายฝากจึงไม่มีผลใช้ยันโจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียน และฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า สถานะผู้จัดการมรดกมิใช่สิทธิครอบครองทรัพย์มรดกโดยเด็ดขาด หากเป็นเพียงอำนาจจัดการแทนกองมรดกภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย การกระทำใดของผู้จัดการมรดก แม้จะชอบด้วยรูปแบบและไม่ตกเป็นโมฆะโดยตรง ก็ยังอาจถูกตรวจสอบและเพิกถอนผลทางทะเบียนได้ หากกระทบสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายและมีการโอนต่อไปยังบุคคลที่ไม่อาจอ้างความสุจริตได้ นอกจากนี้ คดียังชี้ให้เห็นว่าหลักความสุจริตในคดีทรัพย์สินมิได้วินิจฉัยจากถ้อยคำกล่าวอ้างของคู่ความเท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมโดยรวมอย่างละเอียด ผู้ใดรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกโดยมีเหตุควรสงสัยถึงสิทธิของทายาทคนอื่น ย่อมเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนโดยสุจริต และเมื่อไม่สุจริต สิทธิที่ได้จากการจดทะเบียนอาจถูกเพิกถอนได้ อีกประการหนึ่ง คดีนี้เป็นบทเรียนด้านวิธีพิจารณาความแพ่งโดยตรงว่า การต่อสู้คดีต้องวางประเด็นตั้งแต่ศาลชั้นต้น การขาดนัดหรือไม่ยกข้อแก้ต่างให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ย่อมทำให้เสียสิทธิในการยกประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาได้ แม้จะเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักทางกฎหมายก็ตาม หากข้อเท็จจริงรองรับไม่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยได้ กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสมดุลระหว่างอำนาจผู้จัดการมรดก การคุ้มครองสิทธิของทายาท และความมั่นคงแห่งนิติกรรมในระบบทะเบียนที่ดิน โดยวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า ความชอบด้วยรูปแบบของการจัดการมรดก มิได้ตัดสิทธิทายาทในการติดตามทรัพย์คืน หากบุคคลภายนอกรับโอนโดยปราศจากความสุจริต ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและต่อมามีการขายต่อไปยังบุคคลภายนอกนั้น จะมีผลกระทบต่อสิทธิของทายาทโดยธรรมเพียงใด และผู้รับโอนจะสามารถอ้างความสุจริตเพื่อยึดถือทรัพย์ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจดทะเบียนโอนทรัพย์ให้ตนเองได้ตามอำนาจหน้าที่ทั่วไป และนิติกรรมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ แต่หากผู้รับโอนภายนอกรับโอนโดยไม่สุจริต นิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้ยันสิทธิของทายาทได้ และทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามกฎหมาย มาตรากฎหมายที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อำนาจของผู้จัดการมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722) ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป รวมถึงการดำเนินการทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ แม้จะเป็นการจดทะเบียนโอนทรัพย์ให้แก่ตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกก็ตาม การกระทำดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน และไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ทั้งยังไม่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตาม สิทธิของทายาทคนอื่นยังคงมีอยู่ และสามารถใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้จัดการมรดกได้หากได้รับความเสียหาย 2. การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต (ป.พ.พ. มาตรา 1300) แม้นิติกรรมโอนทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกจะเกิดขึ้นโดยถูกต้องตามรูปแบบ แต่หากผู้รับโอนรู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทหลายคน ก็ไม่อาจถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยสุจริต นิติกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้ยันแก่ทายาทผู้มีสิทธิเดิมได้ ทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายหรือขายฝากที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกตามมาตรา 1300 ได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้จัดการมรดกสามารถโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกแทนกองมรดกภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และคำพิพากษานี้วางหลักว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเองในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย มิใช่การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเสมอไป และไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อนในทุกกรณี ดังนั้น นิติกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตาม การที่ไม่เป็นโมฆะ มิได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะตัดสิทธิทายาทคนอื่นได้โดยเด็ดขาด หากการโอนนั้นทำให้ทายาทคนอื่นเสียหายหรือไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกตามสิทธิ ทายาทยังมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องเพื่อติดตามทรัพย์หรือขอเพิกถอนผลทางทะเบียนในส่วนที่ใช้ยันสิทธิของตนไม่ได้อยู่ดี คำถาม 2. หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอก ทายาทจะฟ้องเพิกถอนได้เมื่อใด คำตอบ ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการโอนดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่ตน เช่น กรณีที่ผู้รับโอนมิได้อยู่ในฐานะผู้สุจริต หรือมีพฤติการณ์แสดงว่ารู้อยู่แล้วหรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังต้องแบ่งปันแก่ทายาทหลายคน คดีนี้ศาลฎีกาเน้นว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจดำเนินการบางอย่างในเชิงรูปแบบ แต่เมื่อมีการขายต่อไปยังบุคคลที่ไม่สุจริต ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกอยู่ก่อนย่อมอาศัยมาตรา 1300 ฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนได้ การพิจารณาจะดูข้อเท็จจริงโดยรอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับผู้ตาย การรู้สถานะของทรัพย์ ความผิดปกติของการซื้อขาย หรือการรับซื้อหลายแปลงในช่วงเวลาใกล้กัน ซึ่งล้วนเป็นพฤติการณ์ที่ศาลนำมาใช้ชั่งน้ำหนักเรื่องความสุจริตของผู้รับโอน คำถาม 3. เหตุใดศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต ทั้งที่มีการจดทะเบียนถูกต้อง คำตอบ การจดทะเบียนถูกต้องตามรูปแบบมิใช่หลักฐานเด็ดขาดว่าผู้รับโอนสุจริตเสมอไป ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน ในคดีนี้จำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ใกล้กับผู้ตาย ไปงานศพของผู้ตาย และรับซื้อที่ดินหลายแปลงจากผู้จัดการมรดกติดต่อกันหลายครั้งในระยะเวลาไม่นาน ทั้งยังไม่สืบพยานมาหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 2 ควรรู้หรือรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ยังต้องแบ่งให้ทายาทหลายคน มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดกที่จะโอนได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางสิทธิ เมื่อศาลไม่รับฟังความสุจริต การจดทะเบียนซื้อขายนั้นจึงไม่มีผลที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ และการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายฝากต่อแก่บุคคลอื่นก็ย่อมพลอยไม่มีผลใช้ยันแก่โจทก์ตามไปด้วย คำถาม 4. นิติกรรมที่ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ยังถูกเพิกถอนได้อีกหรือไม่ คำตอบ ได้ เพราะการที่นิติกรรมไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 เป็นเพียงการตอบคำถามว่า นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นหรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องพิจารณาว่า นิติกรรมดังกล่าวจะใช้ยันสิทธิของบุคคลภายนอกหรือผู้มีสิทธิดีกว่าได้หรือไม่ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการโอนจากผู้จัดการมรดกให้แก่ตนเองไม่เป็นโมฆะ แต่เมื่อมีการโอนต่อให้บุคคลผู้ไม่สุจริตและกระทบสิทธิของทายาทโดยธรรม การจดทะเบียนนั้นก็ยังถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา 1300 ดังนั้น ในทางกฎหมายจึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “โมฆะ” กับ “การไม่มีผลใช้ยันสิทธิของผู้มีสิทธิแท้จริง” ซึ่งเป็นคนละชั้นของการวิเคราะห์ หากเข้าใจสองประเด็นนี้สับสนกัน จะทำให้ตีความสิทธิของทายาทและอำนาจของผู้จัดการมรดกคลาดเคลื่อนได้ง่าย คำถาม 5. เหตุใดทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินมรดกแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นชื่อของตน คำตอบ เพราะสิทธิของทายาทในทรัพย์มรดกเกิดขึ้นจากกฎหมายเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่เกิดจากนิติกรรมซื้อขายหรือโอนโดยสมัครใจเหมือนธุรกรรมทั่วไป คำพิพากษานี้ระบุชัดว่า การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตาย เป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และถือว่าเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว ความหมายสำคัญคือ แม้ชื่อยังไม่ปรากฏในโฉนด ทายาทก็ยังมีฐานสิทธิที่กฎหมายรับรอง หากภายหลังมีการจดทะเบียนที่ไปกระทบสิทธิดังกล่าวโดยไม่ชอบ ทายาทจึงไม่จำต้องยอมรับผลของการจดทะเบียนนั้นเสมอไป และสามารถใช้สิทธิทางศาลเรียกให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ไม่อาจใช้ยันสิทธิของตนได้ คำถาม 6. ผู้รับซื้อฝากหรือผู้รับโอนต่อจากคนที่ไม่มีสิทธิ จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ คำตอบ หลักสำคัญคือ ผู้รับโอนต่อจะได้รับความคุ้มครองมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับฐานสิทธิของผู้โอนและความสุจริตของผู้รับโอนต่อ หากผู้โอนเดิมไม่มีสิทธิที่สมบูรณ์หรือสิทธิที่ได้มาไม่อาจใช้ยันแก่เจ้าของสิทธิที่แท้จริงได้ ผู้รับโอนต่อย่อมเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้โอนเดิม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินมาโดยไม่สุจริต สิทธิของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจใช้ยันแก่โจทก์ได้ และเมื่อนำที่ดินไปขายฝากต่อให้จำเลยที่ 3 หรือเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 4 นิติกรรมต่อเนื่องเหล่านั้นก็ไม่มีผลใช้ยันแก่โจทก์เช่นกัน หลักนี้เป็นคำเตือนสำหรับผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกว่า การตรวจสอบเพียงชื่อในเอกสารสิทธิอาจไม่เพียงพอ ต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์ สถานะผู้โอน และข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกด้วย มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิในภายหลัง คำถาม 7. ทำไมศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างของจำเลยที่ 3 เรื่องรับซื้อฝากโดยสุจริต คำตอบ เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การตั้งแต่ชั้นต้น จึงไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้เรื่องความสุจริตเข้าสู่สำนวนโดยชอบ เมื่อมาถึงชั้นฎีกา จึงไม่อาจยกข้อดังกล่าวขึ้นใหม่ได้ ศาลฎีกาถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้คดีต้องทำตั้งแต่ต้นกระบวนการ ไม่ใช่ปล่อยให้ขาดนัดหรือไม่ยกประเด็นไว้ก่อน แล้วค่อยหวังแก้รูปคดีในชั้นฎีกา ซึ่งศาลจะไม่เปิดโอกาสให้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายอนุญาตโดยชัดแจ้งและต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบแล้วเท่านั้น คำถาม 8. ปัญหาอำนาจฟ้องซึ่งเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ทุกกรณี แม้หลักกฎหมายจะยอมให้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามมาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) แต่ต้องเป็นการยกข้อกฎหมายบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว หากข้ออ้างนั้นต้องอาศัยข้อเท็จจริงใหม่ที่อยู่นอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็นที่คู่ความต้องนำสืบ ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย คดีนี้จำเลยที่ 3 พยายามอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต แต่เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ศาลล่าง และจำเลยที่ 3 ก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ข้ออ้างนี้จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วนที่ศาลจะหยิบขึ้นวินิจฉัยได้เอง กลับเป็นข้ออ้างที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามเช่นกัน คำถาม 9. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ทายาทที่มีผู้จัดการมรดกเป็นญาติใกล้ชิด คำตอบ บทเรียนสำคัญคือ ทายาทไม่ควรเข้าใจว่าการตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นญาติพี่น้องแล้วทุกอย่างจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่หากขาดการตรวจสอบ อาจเกิดการโอน จดทะเบียน แบ่งแยก หรือจำหน่ายทรัพย์มรดกในลักษณะที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่นได้ การติดตามเอกสารสิทธิ การตรวจสอบคำสั่งศาล การตรวจดูรายการจดทะเบียน และการดำเนินคดีโดยรวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติจึงมีความสำคัญมาก คดีนี้แสดงให้เห็นว่าทายาทยังมีสิทธิปกป้องทรัพย์มรดกของตนได้ แต่การปล่อยให้มีการโอนต่อหลายทอดย่อมทำให้คดียุ่งยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดข้อพิพาทซับซ้อนกับบุคคลภายนอกหลายฝ่าย คำถาม 10. คดีนี้มีความสำคัญต่อการทำงานของนักกฎหมายด้านมรดกอย่างไร คำตอบ คดีนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมาย เพราะเป็นตัวอย่างที่รวมประเด็นกฎหมายมรดก กฎหมายทรัพย์สิน และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไว้ในคดีเดียว นักกฎหมายต้องแยกให้ได้ว่า ประเด็นใดเป็นเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดก ประเด็นใดเป็นเรื่องผลของนิติกรรมต่อทายาท ประเด็นใดเป็นเรื่องความสุจริตของผู้รับโอน และประเด็นใดเป็นเรื่องข้อจำกัดในการฎีกา หากวิเคราะห์ปะปนกันจะทำให้วางรูปคดีผิดทั้งหมด คำพิพากษานี้ยังเป็นแนวทางสำคัญในการร่างคำฟ้องและคำให้การ โดยเฉพาะคดีที่ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เพราะต้องกำหนดฐานสิทธิของทายาท เหตุแห่งการไม่สุจริตของผู้รับโอน และคำขอทางทะเบียนให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จึงจะคุ้มครองสิทธิของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568 การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและขายฝากที่ดินหลายแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดก โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและขายฝากทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้ที่ดินกลับคืนเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจโดยทั่วไปในการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองในฐานะทายาทได้ การกระทำดังกล่าวไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทยังคงมีอยู่ก่อนตามกฎหมาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ควรรู้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันแก่ทายาท เพราะอยู่ใกล้ผู้ตายและไปงานศพด้วย จึงถือว่าไม่ได้รับโอนโดยสุจริต การซื้อขายจึงไม่มีผลใช้ยันโจทก์ได้ และการขายฝากต่อให้จำเลยที่ 3 ก็ย่อมไม่มีผลใช้ยันโจทก์เช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าตนรับซื้อฝากโดยสุจริต และว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้มาโดยชอบในศาลล่าง เป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




