ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเอง, ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอก, ทายาทฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินมรดก, ผู้รับโอนทรัพย์มรดกโดยไม่สุจริต, การเพิกถอนการซื้อขายที่ดินมรดก, การเพิกถอนการขายฝากที่ดินที่ได้มาจากทรัพย์มรดก, อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก, การโอนทรัพย์มรดกไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150, สิทธิทายาทในการเรียกคืนทรัพย์มรดก, การโอนทรัพย์มรดกใช้ยันแก่ทายาทได้หรือไม่, การได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม, ถอนนิติกรรม

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกเป็นทายาทคนหนึ่งและดำเนินการโอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ตนเอง ก่อนจะขายต่อไปยังบุคคลภายนอกและมีการทำนิติกรรมขายฝากต่ออีกทอดหนึ่ง ประเด็นสำคัญของคดีจึงมิได้อยู่เพียงว่า “ผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่” เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นนิติกรรมต้องห้ามหรือไม่ ผู้รับโอนภายนอกจะอ้างความสุจริตคุ้มครองตนเองได้เพียงใด และทายาทผู้เสียหายมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายใดในการติดตามทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดก

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “อำนาจตามรูปแบบของผู้จัดการมรดก” กับ “ผลทางกฎหมายที่ใช้ยันแก่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก” กล่าวคือ แม้การโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกไปยังตนเองอาจไม่เป็นโมฆะโดยตัวของมันเอง แต่เมื่อมีการขายต่อไปยังบุคคลภายนอกที่รู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังต้องแบ่งปันแก่ทายาท การโอนนั้นอาจไม่อาจยกขึ้นต่อสู้ยันสิทธิของทายาทได้ และย่อมเปิดทางให้ทายาทฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย

อีกประเด็นที่โดดเด่นของคำพิพากษานี้ คือการวางหลักเรื่องข้อจำกัดในการยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นฎีกา โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ความขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลฎีกาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้บางปัญหาจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่การยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาก็ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ มิใช่อ้างเรื่องนอกประเด็นภายหลังเพื่อแก้รูปคดีของตนเอง คำพิพากษานี้จึงเป็นทั้งบรรทัดฐานด้านกฎหมายมรดก กฎหมายทรัพย์สิน และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในคราวเดียวกัน

สรุปข้อเท็จจริง

ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ทรัพย์มรดกสำคัญมีที่ดิน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และโฉนดที่ดินเลขที่ 5594 โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และยังมีพี่น้องรวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งล้วนเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินจากชื่อผู้ตายมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วดำเนินการแบ่งแยกที่ดินทั้ง 2 แปลงออกเป็นโฉนดแปลงย่อยรวม 14 แปลง ก่อนที่ในช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 จะขายที่ดินบางแปลง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2

ภายหลังจากนั้น จำเลยที่ 2 นำที่ดินบางแปลงที่รับโอนมาไปจดทะเบียนขายฝากกับจำเลยที่ 3 และอีกแปลงหนึ่งเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมในลำดับต่อมา โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งการขายต่อเนื่องไปยังจำเลยร่วม โดยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม

ประเด็นข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักมากในคดีนี้คือ จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลที่มีบ้านพักอยู่ใกล้ผู้ตาย ไปงานศพของผู้ตาย และรับซื้อที่ดินทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 ติดต่อกันหลายครั้งในระยะเวลาใกล้เคียงกัน พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ควรรู้หรือรู้อยู่แล้วว่าที่ดินเหล่านั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ยังต้องแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่จะโอนได้โดยปลอดจากสิทธิของทายาทคนอื่น

คำวินิจฉัยทั้งหมดย่อยประเด็น

ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยนั้น เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อนเสมอไป และไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 ศาลจึงไม่ถือว่านิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150

ประเด็นที่สอง แม้นิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวจะไม่เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผลของการกระทำดังกล่าวจะใช้ยันสิทธิของทายาทคนอื่นได้โดยสมบูรณ์ เพราะโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ก่อนแล้ว การได้มาซึ่งสิทธิของโจทก์เป็นการได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงเป็นฐานะสิทธิที่กฎหมายรับรองโดยตรง

ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องความสุจริตของจำเลยที่ 2 โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงรูปแบบทางทะเบียน เนื่องจากจำเลยที่ 2 มีความใกล้ชิดกับผู้ตาย รู้จักสภาพครอบครัว ไปงานศพ และรับซื้อทรัพย์มรดกหลายครั้งติดต่อกันในเวลาสั้น ๆ โดยไม่สืบพยานหักล้าง ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริต เมื่อไม่สุจริต การรับโอนของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์และทายาทอื่นได้

ประเด็นที่สี่ เมื่อนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้ยันแก่โจทก์ไม่ได้ นิติกรรมขายฝากต่อเนื่องที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน เพราะผู้โอนต่อย่อมมีสิทธิไม่ดีกว่าสิทธิที่ตนได้รับมาแต่ต้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเหล่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300

ประเด็นที่ห้า ในส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าตนรับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงไม่อาจยกข้อดังกล่าวขึ้นเป็นฎีกาได้ภายหลัง ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

ประเด็นที่หก จำเลยที่ 3 ยังอ้างในชั้นฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต แม้ปัญหาอำนาจฟ้องอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาตามมาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) แต่ข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นได้ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ มิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นดังกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อนี้เช่นกัน

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

คดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายมาตราที่ต้องอ่านประกอบกันอย่างเป็นระบบ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 สะท้อนหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกเป็นผู้แทนของกองมรดก มีหน้าที่รวบรวม ดูแล จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกตามส่วนสิทธิของทายาท เจตนารมณ์ของกฎหมายมิใช่เพื่อมอบทรัพย์สินให้ผู้จัดการมรดกโดยเด็ดขาด แต่เพื่อให้มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่แทนกองมรดกในช่วงที่ยังมิได้แบ่งปันให้เสร็จสิ้น การดำเนินการทางทะเบียนบางอย่างจึงอาจทำได้โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แม้ไม่มีความยินยอมจากทายาททุกคนในแต่ละขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายมรดกไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้จัดการมรดกใช้สถานะของตนทำลายสิทธิของทายาทคนอื่น หากการดำเนินการใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท ผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องร้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้ หลักนี้ทำให้คำพิพากษาแยกชัดระหว่าง “ความมีอำนาจกระทำในเชิงรูปแบบ” กับ “ความรับผิดต่อทายาทที่เสียหาย” จึงเข้าใจได้ว่าศาลไม่วินิจฉัยว่าการโอนให้ตนเองเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ปล่อยให้สิทธิของทายาทสูญเปล่า

ในส่วนมาตรา 150 ศาลยืนยันว่าไม่ใช่นิติกรรมใดที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายแล้วจะตกเป็นโมฆะเสมอไป การเป็นโมฆะต้องเข้าเงื่อนไขว่าขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง เป็นพ้นวิสัย เป็นการต้องห้าม หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์จากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นของตนเอง แม้อาจกระทบประโยชน์ทายาทคนอื่น แต่ยังไม่ใช่เหตุให้ถือว่าเป็นนิติกรรมโมฆะตามมาตรา 150 โดยอัตโนมัติ

มาตรา 1300 มีบทบาทสำคัญมากในคดีนี้ เพราะเป็นฐานสิทธิในการเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิที่กระทบสิทธิของผู้มีสิทธิแท้จริงในอสังหาริมทรัพย์ หลักของมาตรานี้คุ้มครองผู้มีสิทธิเดิมมิให้ถูกตัดสิทธิโดยการจดทะเบียนที่อาศัยฐานสิทธิที่ไม่อาจใช้ยันตนได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่สุจริตหรือไม่มีสิทธิที่แท้จริง กฎหมายจึงเปิดทางให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนย้อนหลังได้

สำหรับมาตรา 249 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของข้อจำกัดในชั้นฎีกาอย่างชัดเจน คือ ศาลฎีกาไม่ใช่เวทีสำหรับนำข้อเท็จจริงใหม่หรือข้อแก้ตัวใหม่ที่ไม่เคยนำสืบมาแก้คดีในตอนท้าย หลักนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา รักษาระบบประเด็นข้อพิพาท และป้องกันมิให้คู่ความใช้ชั้นฎีกาเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาระการต่อสู้คดีในศาลล่าง

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษานี้สะท้อนหลักที่พบได้บ่อยในคดีมรดกไทยว่า ผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว แม้กฎหมายให้อำนาจจัดการทรัพย์มรดกได้ แต่การใช้อำนาจนั้นต้องไม่ทำให้สิทธิของทายาทอื่นสูญสิ้นโดยไม่ชอบ หลักที่ศาลใช้จึงไม่ตัดสินแบบสุดโต่งว่า “ทำได้ทั้งหมด” หรือ “ทำไม่ได้ทั้งหมด” หากแต่แยกวิเคราะห์เป็นลำดับว่า การกระทำในส่วนแรกชอบด้วยอำนาจหรือไม่ การโอนต่อแก่บุคคลภายนอกมีความสุจริตหรือไม่ และการจดทะเบียนใดควรเพิกถอนเพื่อคืนความเป็นธรรมแก่ทายาท

คำพิพากษานี้ยังมีคุณค่าทางแนวคิดในเรื่อง “ความสุจริตของผู้รับโอน” เพราะศาลไม่ได้ยึดเพียงเอกสารทางทะเบียนว่าใครมีชื่อเป็นเจ้าของ แต่พิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด เช่น ความใกล้ชิดกับผู้ตาย การรู้จักสถานะของทรัพย์ การรับซื้อหลายแปลงหลายครั้งภายในเวลาสั้น และการไม่สืบหักล้างข้อเท็จจริงสำคัญ แนวทางนี้สะท้อนว่าความสุจริตเป็นข้อเท็จจริงเชิงพฤติการณ์ มิใช่ข้ออ้างเชิงนามธรรมที่กล่าวลอย ๆ ได้

ในทางปฏิบัติ คดีนี้เตือนทายาททุกคนว่า เมื่อมีการตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ไม่ควรปล่อยให้การดำเนินการทางทะเบียนเป็นไปโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะแม้ภายหลังจะฟ้องเพิกถอนได้ แต่ยิ่งมีการโอนต่อหลายทอด ความยุ่งยากในการติดตามทรัพย์และการพิสูจน์ความไม่สุจริตของผู้รับโอนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบุคคลภายนอกที่ซื้อทรัพย์จากผู้จัดการมรดกก็ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์ ความเป็นทรัพย์มรดก จำนวนทายาท และข้อพิพาทที่อาจมีอยู่ให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจตกอยู่ในฐานะผู้รับโอนไม่สุจริตและถูกเพิกถอนสิทธิในภายหลังได้

ในมุมกฎหมายวิธีพิจารณา คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า การขาดนัดยื่นคำให้การมีผลร้ายแรงอย่างแท้จริง เพราะทำให้คู่ความสูญเสียโอกาสในการยกข้อแก้ต่างสำคัญเข้าสู่สำนวน ต่อให้ภายหลังพยายามยกประเด็นเรื่องสุจริตหรืออำนาจฟ้องในชั้นฎีกา ก็อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นฎีกาต้องห้ามได้ หากข้อเท็จจริงรองรับมิได้มาจากกระบวนพิจารณาโดยชอบตั้งแต่ต้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ยังไม่มีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามที่ขอ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 รวมทั้งการขายต่อเนื่องบางรายการ ให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และให้จำเลยทั้งสี่กับจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต การโอนและขายฝากจึงไม่มีผลใช้ยันโจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียน และฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า สถานะผู้จัดการมรดกมิใช่สิทธิครอบครองทรัพย์มรดกโดยเด็ดขาด หากเป็นเพียงอำนาจจัดการแทนกองมรดกภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย การกระทำใดของผู้จัดการมรดก แม้จะชอบด้วยรูปแบบและไม่ตกเป็นโมฆะโดยตรง ก็ยังอาจถูกตรวจสอบและเพิกถอนผลทางทะเบียนได้ หากกระทบสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายและมีการโอนต่อไปยังบุคคลที่ไม่อาจอ้างความสุจริตได้

นอกจากนี้ คดียังชี้ให้เห็นว่าหลักความสุจริตในคดีทรัพย์สินมิได้วินิจฉัยจากถ้อยคำกล่าวอ้างของคู่ความเท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมโดยรวมอย่างละเอียด ผู้ใดรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกโดยมีเหตุควรสงสัยถึงสิทธิของทายาทคนอื่น ย่อมเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนโดยสุจริต และเมื่อไม่สุจริต สิทธิที่ได้จากการจดทะเบียนอาจถูกเพิกถอนได้

อีกประการหนึ่ง คดีนี้เป็นบทเรียนด้านวิธีพิจารณาความแพ่งโดยตรงว่า การต่อสู้คดีต้องวางประเด็นตั้งแต่ศาลชั้นต้น การขาดนัดหรือไม่ยกข้อแก้ต่างให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ย่อมทำให้เสียสิทธิในการยกประเด็นสำคัญในชั้นฎีกาได้ แม้จะเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักทางกฎหมายก็ตาม หากข้อเท็จจริงรองรับไม่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยได้

กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสมดุลระหว่างอำนาจผู้จัดการมรดก การคุ้มครองสิทธิของทายาท และความมั่นคงแห่งนิติกรรมในระบบทะเบียนที่ดิน โดยวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า ความชอบด้วยรูปแบบของการจัดการมรดก มิได้ตัดสิทธิทายาทในการติดตามทรัพย์คืน หากบุคคลภายนอกรับโอนโดยปราศจากความสุจริต

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและต่อมามีการขายต่อไปยังบุคคลภายนอกนั้น จะมีผลกระทบต่อสิทธิของทายาทโดยธรรมเพียงใด และผู้รับโอนจะสามารถอ้างความสุจริตเพื่อยึดถือทรัพย์ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจดทะเบียนโอนทรัพย์ให้ตนเองได้ตามอำนาจหน้าที่ทั่วไป และนิติกรรมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ แต่หากผู้รับโอนภายนอกรับโอนโดยไม่สุจริต นิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้ยันสิทธิของทายาทได้ และทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อำนาจของผู้จัดการมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722)

ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป รวมถึงการดำเนินการทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ แม้จะเป็นการจดทะเบียนโอนทรัพย์ให้แก่ตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกก็ตาม การกระทำดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน และไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ทั้งยังไม่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตาม สิทธิของทายาทคนอื่นยังคงมีอยู่ และสามารถใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้จัดการมรดกได้หากได้รับความเสียหาย

2. การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต (ป.พ.พ. มาตรา 1300)

แม้นิติกรรมโอนทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกจะเกิดขึ้นโดยถูกต้องตามรูปแบบ แต่หากผู้รับโอนรู้หรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทหลายคน ก็ไม่อาจถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยสุจริต นิติกรรมดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้ยันแก่ทายาทผู้มีสิทธิเดิมได้ ทายาทจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายหรือขายฝากที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกตามมาตรา 1300 ได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม 1.

ผู้จัดการมรดกสามารถโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกแทนกองมรดกภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และคำพิพากษานี้วางหลักว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นของตนเองในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย มิใช่การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเสมอไป และไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อนในทุกกรณี ดังนั้น นิติกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติตามมาตรา 150 อย่างไรก็ตาม การที่ไม่เป็นโมฆะ มิได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะตัดสิทธิทายาทคนอื่นได้โดยเด็ดขาด หากการโอนนั้นทำให้ทายาทคนอื่นเสียหายหรือไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกตามสิทธิ ทายาทยังมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องเพื่อติดตามทรัพย์หรือขอเพิกถอนผลทางทะเบียนในส่วนที่ใช้ยันสิทธิของตนไม่ได้อยู่ดี

คำถาม 2.

หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอก ทายาทจะฟ้องเพิกถอนได้เมื่อใด

คำตอบ

ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการโอนดังกล่าวไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่ตน เช่น กรณีที่ผู้รับโอนมิได้อยู่ในฐานะผู้สุจริต หรือมีพฤติการณ์แสดงว่ารู้อยู่แล้วหรือควรรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังต้องแบ่งปันแก่ทายาทหลายคน คดีนี้ศาลฎีกาเน้นว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจดำเนินการบางอย่างในเชิงรูปแบบ แต่เมื่อมีการขายต่อไปยังบุคคลที่ไม่สุจริต ทายาทซึ่งมีสิทธิในทรัพย์มรดกอยู่ก่อนย่อมอาศัยมาตรา 1300 ฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนได้ การพิจารณาจะดูข้อเท็จจริงโดยรอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกับผู้ตาย การรู้สถานะของทรัพย์ ความผิดปกติของการซื้อขาย หรือการรับซื้อหลายแปลงในช่วงเวลาใกล้กัน ซึ่งล้วนเป็นพฤติการณ์ที่ศาลนำมาใช้ชั่งน้ำหนักเรื่องความสุจริตของผู้รับโอน

คำถาม 3.

เหตุใดศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต ทั้งที่มีการจดทะเบียนถูกต้อง

คำตอบ

การจดทะเบียนถูกต้องตามรูปแบบมิใช่หลักฐานเด็ดขาดว่าผู้รับโอนสุจริตเสมอไป ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน ในคดีนี้จำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ใกล้กับผู้ตาย ไปงานศพของผู้ตาย และรับซื้อที่ดินหลายแปลงจากผู้จัดการมรดกติดต่อกันหลายครั้งในระยะเวลาไม่นาน ทั้งยังไม่สืบพยานมาหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลจึงเห็นว่าจำเลยที่ 2 ควรรู้หรือรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ยังต้องแบ่งให้ทายาทหลายคน มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดกที่จะโอนได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางสิทธิ เมื่อศาลไม่รับฟังความสุจริต การจดทะเบียนซื้อขายนั้นจึงไม่มีผลที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ และการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายฝากต่อแก่บุคคลอื่นก็ย่อมพลอยไม่มีผลใช้ยันแก่โจทก์ตามไปด้วย

คำถาม 4.

นิติกรรมที่ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 ยังถูกเพิกถอนได้อีกหรือไม่

คำตอบ

ได้ เพราะการที่นิติกรรมไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 เป็นเพียงการตอบคำถามว่า นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นหรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องพิจารณาว่า นิติกรรมดังกล่าวจะใช้ยันสิทธิของบุคคลภายนอกหรือผู้มีสิทธิดีกว่าได้หรือไม่ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการโอนจากผู้จัดการมรดกให้แก่ตนเองไม่เป็นโมฆะ แต่เมื่อมีการโอนต่อให้บุคคลผู้ไม่สุจริตและกระทบสิทธิของทายาทโดยธรรม การจดทะเบียนนั้นก็ยังถูกเพิกถอนได้ตามมาตรา 1300 ดังนั้น ในทางกฎหมายจึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “โมฆะ” กับ “การไม่มีผลใช้ยันสิทธิของผู้มีสิทธิแท้จริง” ซึ่งเป็นคนละชั้นของการวิเคราะห์ หากเข้าใจสองประเด็นนี้สับสนกัน จะทำให้ตีความสิทธิของทายาทและอำนาจของผู้จัดการมรดกคลาดเคลื่อนได้ง่าย

คำถาม 5.

เหตุใดทายาทจึงมีสิทธิในที่ดินมรดกแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นชื่อของตน

คำตอบ

เพราะสิทธิของทายาทในทรัพย์มรดกเกิดขึ้นจากกฎหมายเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่เกิดจากนิติกรรมซื้อขายหรือโอนโดยสมัครใจเหมือนธุรกรรมทั่วไป คำพิพากษานี้ระบุชัดว่า การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตาย เป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และถือว่าเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว ความหมายสำคัญคือ แม้ชื่อยังไม่ปรากฏในโฉนด ทายาทก็ยังมีฐานสิทธิที่กฎหมายรับรอง หากภายหลังมีการจดทะเบียนที่ไปกระทบสิทธิดังกล่าวโดยไม่ชอบ ทายาทจึงไม่จำต้องยอมรับผลของการจดทะเบียนนั้นเสมอไป และสามารถใช้สิทธิทางศาลเรียกให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ไม่อาจใช้ยันสิทธิของตนได้

คำถาม 6.

ผู้รับซื้อฝากหรือผู้รับโอนต่อจากคนที่ไม่มีสิทธิ จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

คำตอบ

หลักสำคัญคือ ผู้รับโอนต่อจะได้รับความคุ้มครองมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับฐานสิทธิของผู้โอนและความสุจริตของผู้รับโอนต่อ หากผู้โอนเดิมไม่มีสิทธิที่สมบูรณ์หรือสิทธิที่ได้มาไม่อาจใช้ยันแก่เจ้าของสิทธิที่แท้จริงได้ ผู้รับโอนต่อย่อมเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้โอนเดิม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินมาโดยไม่สุจริต สิทธิของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจใช้ยันแก่โจทก์ได้ และเมื่อนำที่ดินไปขายฝากต่อให้จำเลยที่ 3 หรือเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 4 นิติกรรมต่อเนื่องเหล่านั้นก็ไม่มีผลใช้ยันแก่โจทก์เช่นกัน หลักนี้เป็นคำเตือนสำหรับผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกว่า การตรวจสอบเพียงชื่อในเอกสารสิทธิอาจไม่เพียงพอ ต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์ สถานะผู้โอน และข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกด้วย มิฉะนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิในภายหลัง

คำถาม 7.

ทำไมศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างของจำเลยที่ 3 เรื่องรับซื้อฝากโดยสุจริต

คำตอบ

เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การตั้งแต่ชั้นต้น จึงไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้เรื่องความสุจริตเข้าสู่สำนวนโดยชอบ เมื่อมาถึงชั้นฎีกา จึงไม่อาจยกข้อดังกล่าวขึ้นใหม่ได้ ศาลฎีกาถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้คดีต้องทำตั้งแต่ต้นกระบวนการ ไม่ใช่ปล่อยให้ขาดนัดหรือไม่ยกประเด็นไว้ก่อน แล้วค่อยหวังแก้รูปคดีในชั้นฎีกา ซึ่งศาลจะไม่เปิดโอกาสให้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายอนุญาตโดยชัดแจ้งและต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบแล้วเท่านั้น

คำถาม 8.

ปัญหาอำนาจฟ้องซึ่งเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ทุกกรณี แม้หลักกฎหมายจะยอมให้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามมาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) แต่ต้องเป็นการยกข้อกฎหมายบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบแล้ว หากข้ออ้างนั้นต้องอาศัยข้อเท็จจริงใหม่ที่อยู่นอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็นที่คู่ความต้องนำสืบ ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย คดีนี้จำเลยที่ 3 พยายามอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต แต่เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ศาลล่าง และจำเลยที่ 3 ก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ข้ออ้างนี้จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วนที่ศาลจะหยิบขึ้นวินิจฉัยได้เอง กลับเป็นข้ออ้างที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงใหม่ จึงเป็นฎีกาต้องห้ามเช่นกัน

คำถาม 9.

คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ทายาทที่มีผู้จัดการมรดกเป็นญาติใกล้ชิด

คำตอบ

บทเรียนสำคัญคือ ทายาทไม่ควรเข้าใจว่าการตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นญาติพี่น้องแล้วทุกอย่างจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่หากขาดการตรวจสอบ อาจเกิดการโอน จดทะเบียน แบ่งแยก หรือจำหน่ายทรัพย์มรดกในลักษณะที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่นได้ การติดตามเอกสารสิทธิ การตรวจสอบคำสั่งศาล การตรวจดูรายการจดทะเบียน และการดำเนินคดีโดยรวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติจึงมีความสำคัญมาก คดีนี้แสดงให้เห็นว่าทายาทยังมีสิทธิปกป้องทรัพย์มรดกของตนได้ แต่การปล่อยให้มีการโอนต่อหลายทอดย่อมทำให้คดียุ่งยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดข้อพิพาทซับซ้อนกับบุคคลภายนอกหลายฝ่าย

คำถาม 10.

คดีนี้มีความสำคัญต่อการทำงานของนักกฎหมายด้านมรดกอย่างไร

คำตอบ

คดีนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมาย เพราะเป็นตัวอย่างที่รวมประเด็นกฎหมายมรดก กฎหมายทรัพย์สิน และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไว้ในคดีเดียว นักกฎหมายต้องแยกให้ได้ว่า ประเด็นใดเป็นเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดก ประเด็นใดเป็นเรื่องผลของนิติกรรมต่อทายาท ประเด็นใดเป็นเรื่องความสุจริตของผู้รับโอน และประเด็นใดเป็นเรื่องข้อจำกัดในการฎีกา หากวิเคราะห์ปะปนกันจะทำให้วางรูปคดีผิดทั้งหมด คำพิพากษานี้ยังเป็นแนวทางสำคัญในการร่างคำฟ้องและคำให้การ โดยเฉพาะคดีที่ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เพราะต้องกำหนดฐานสิทธิของทายาท เหตุแห่งการไม่สุจริตของผู้รับโอน และคำขอทางทะเบียนให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จึงจะคุ้มครองสิทธิของลูกความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและขายฝากที่ดินหลายแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดก โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและขายฝากทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้ที่ดินกลับคืนเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจโดยทั่วไปในการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ตนเองในฐานะทายาทได้ การกระทำดังกล่าวไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่สิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทยังคงมีอยู่ก่อนตามกฎหมาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ควรรู้ว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันแก่ทายาท เพราะอยู่ใกล้ผู้ตายและไปงานศพด้วย จึงถือว่าไม่ได้รับโอนโดยสุจริต การซื้อขายจึงไม่มีผลใช้ยันโจทก์ได้ และการขายฝากต่อให้จำเลยที่ 3 ก็ย่อมไม่มีผลใช้ยันโจทก์เช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าตนรับซื้อฝากโดยสุจริต และว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้มาโดยชอบในศาลล่าง เป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




นิติกรรม

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทายาทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหม
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร article
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้