
| (ฎีกา 618/2568) คดีปลอมเครื่องหมายการค้า & สิทธิฟ้อง บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN และการพิจารณาสิทธิฟ้องของผู้แทนจำหน่าย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้แทนจำหน่ายมิใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีสิทธิร่วมฟ้องหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา ถือเป็นหลักสำคัญในการตีความ “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี • บริษัท อ. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ที่จดทะเบียนโดยชอบ • จำเลยเจ้าของร้าน ก. ถูกกล่าวหาว่าปลอมเครื่องหมายดังกล่าวบนโซ่รถจักรยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ และจำหน่ายให้ประชาชน • บริษัท ค. (ตัวแทนจำหน่ายในไทย) และบริษัท ด. (ผู้จัดจำหน่าย) ยื่นขอเป็นโจทก์ร่วมและฟ้องเรียกค่าสินไหมหลายแสนบาท • ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จำคุกและปรับ แต่รอลงอาญา และให้ชดใช้ค่าสินไหม • ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องและยกคำร้องเรียกค่าสินไหม • โจทก์ร่วมฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. สถานะผู้เสียหาย o บริษัท อ. (เจ้าของเครื่องหมายการค้า) เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมและจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม o บริษัท ค. เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายในไทย ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีสิทธิร่วมฟ้องหรือเรียกค่าสินไหม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 และ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 30, 44/1 o บริษัท ด. (ผู้จัดจำหน่าย) ก็เช่นกัน เป็นผู้เสียหายได้เฉพาะความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความไปใช้ (ป.อ. มาตรา 272 (1), 275) เท่านั้น 2. สิทธิในการยื่นฎีกา o โจทก์ร่วมที่ 1 (บริษัท ค.) ไม่มีสิทธิฎีกาเพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย o โจทก์ร่วมที่ 2 (บริษัท ด.) มีสิทธิฟ้องได้เพียงบางฐาน แต่เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องข้อหานั้นและไม่ได้อุทธรณ์ คดีถือว่ายุติ 3. ผลคำพิพากษา o ยกคำร้องการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของบริษัท ค. และบริษัท ด. o ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง o คดีสิ้นสุดตามผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ผู้เสียหายในคดีอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)) ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด กรณีนี้ผู้แทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้า ไม่มีสิทธิ เว้นแต่เป็นเจ้าของสิทธิหรือได้รับผลกระทบตรงตามองค์ประกอบความผิด 2. สิทธิฟ้องร่วมและสิทธิเรียกค่าสินไหม (มาตรา 26 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ) การเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทำได้เฉพาะผู้เสียหายโดยตรง ดังนั้นตัวแทนจำหน่ายไม่อาจอ้างสิทธิแทนเจ้าของเครื่องหมายการค้า 3. อำนาจศาลฎีกาในการยกขึ้นวินิจฉัยเอง (มาตรา 40 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ) แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพื่อแก้ไขคำสั่งที่ไม่ชอบ ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด ผู้แทนจำหน่ายหรือคู่ค้าทางธุรกิจไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงในความผิดฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า สิทธิในการเข้าร่วมเป็นโจทก์และเรียกค่าสินไหมจึงมีเฉพาะเจ้าของสิทธิเท่านั้น IRAC Analysis Issue (ประเด็น): ผู้แทนจำหน่าย (บริษัท ค. และ ด.) มีสิทธิเป็นผู้เสียหาย เข้าร่วมฟ้องและเรียกค่าสินไหมในคดีปลอมเครื่องหมายการค้าหรือไม่ Rule (กฎหมาย): • ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4): ผู้เสียหายคือต้องได้รับความเสียหายโดยตรง • พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26: กำหนดสิทธิการเข้าร่วมเป็นโจทก์ • ป.อ. มาตรา 272, 273, 275 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 108, 110: กำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับการปลอมเครื่องหมาย Application (การปรับใช้): • บริษัท อ. เป็นเจ้าของเครื่องหมายโดยตรง จึงเป็นผู้เสียหายในคดีปลอมเครื่องหมายการค้า • บริษัท ค. เป็นเพียงผู้แทนจำหน่าย จึงไม่มีสิทธิฟ้องหรือเรียกร้องค่าสินไหม • บริษัท ด. แม้เป็นผู้จัดจำหน่าย แต่เป็นผู้เสียหายเฉพาะในข้อหาที่เกี่ยวกับการเอาชื่อไปใช้ ไม่ใช่ในฐานปลอมเครื่องหมาย Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสอง และยกฎีกา ยืนยันหลักว่า ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เท่านั้นจึงจะมีสิทธิฟ้องและเรียกค่าสินไหมได้ English Summary The Supreme Court Decision No. 618/2025 concerns trademark counterfeiting of RK CHAIN. The Court ruled that only the trademark owner qualifies as the direct victim. Distributors and agents are not considered victims and thus have no standing to join as co-plaintiffs or claim damages in criminal proceedings. สรุปคำแปลภาษาอังกฤษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2568 เป็นคดีเกี่ยวกับการปลอมเครื่องหมายการค้า “RK CHAIN” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เฉพาะเจ้าของเครื่องหมายการค้าเท่านั้นที่ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรง ผู้แทนจำหน่ายหรือผู้จัดจำหน่ายไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหาย และจึงไม่มีสิทธิร่วมเป็นโจทก์หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา 15 คำศัพท์กฎหมายที่น่าสนใจ 1. trademark – เครื่องหมายการค้า 2. counterfeiting – การปลอมแปลง (โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา) 3. owner – เจ้าของสิทธิ 4. qualifies – มีคุณสมบัติ / ถือว่าเข้าเกณฑ์ 5. direct victim – ผู้เสียหายโดยตรง 6. distributors – ผู้แทนจำหน่าย 7. agents – ตัวแทน 8. considered – ถือว่า / พิจารณาว่า 9. standing – สิทธิในการดำเนินคดี / ฐานะฟ้องร้อง 10. join – เข้าร่วม (กระบวนพิจารณาคดี) 11. co-plaintiffs – โจทก์ร่วม 12. claim – ฟ้องร้อง / เรียกร้อง 13. damages – ค่าสินไหมทดแทน 14. criminal proceedings – กระบวนพิจารณาคดีอาญา 15. ruled – วินิจฉัย / พิพากษา ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค 1. trademark – เครื่องหมายการค้า The company registered its trademark to protect its brand name. They wanted to stop others from copying their logo. • Literal: บริษัทได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อคุ้มครองชื่อแบรนด์ของตน พวกเขาต้องการหยุดไม่ให้คนอื่นลอกเลียนแบบโลโก้ • Natural: บริษัทรีบจดเครื่องหมายการค้าไว้ป้องกันคนก็อปชื่อแบรนด์ เขาไม่อยากให้ใครเอาโลโก้ไปใช้มั่ว 2. counterfeiting – การปลอมแปลง The police arrested him for counterfeiting luxury bags. The fake products looked almost real. • Literal: ตำรวจจับเขาในข้อหาปลอมแปลงกระเป๋าหรู สินค้าของปลอมนั้นดูเกือบเหมือนของจริง • Natural: ตำรวจรวบเขาเพราะทำกระเป๋าแบรนด์เนมปลอม ของปลอมดูแทบไม่ต่างจากของแท้เลย 3. owner – เจ้าของสิทธิ The owner of the land filed a lawsuit against trespassers. He wanted to protect his legal rights. • Literal: เจ้าของที่ดินได้ยื่นฟ้องบุกรุก เขาต้องการปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมาย • Natural: เจ้าของที่ดินเลยฟ้องคนบุกรุก เขาอยากรักษาสิทธิของตัวเอง 4. qualifies – มีคุณสมบัติ She qualifies for compensation because she suffered direct loss. The court agreed she had enough evidence. • Literal: เธอมีคุณสมบัติที่จะได้รับค่าชดเชยเพราะเธอได้รับความเสียหายโดยตรง ศาลเห็นว่าเธอมีหลักฐานเพียงพอ • Natural: ศาลบอกว่าเธอมีสิทธิ์ได้เงินชดเชย เพราะเสียหายจริง หลักฐานที่เธอยื่นก็ชัดเจนพอ 5. direct victim – ผู้เสียหายโดยตรง Only the direct victim can file a criminal complaint. Other people cannot use someone else’s right. • Literal: มีแต่ผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้นที่สามารถร้องทุกข์ทางอาญาได้ บุคคลอื่นไม่สามารถใช้สิทธิของผู้อื่นแทนได้ • Natural: มีแต่คนที่โดนเองจริง ๆ เท่านั้นที่แจ้งความได้ คนอื่นมาใช้สิทธิแทนไม่ได้ 6. distributors – ผู้แทนจำหน่าย The distributors were not treated as victims in the case. They were only selling goods for the company. • Literal: ผู้แทนจำหน่ายไม่ได้รับการถือว่าเป็นผู้เสียหายในคดี พวกเขาเพียงแค่ขายสินค้าให้บริษัท • Natural: ศาลไม่ถือว่าตัวแทนขายเป็นผู้เสียหาย เพราะจริง ๆ แล้วเขาแค่เอาของมาขายให้บริษัทเท่านั้น 7. agents – ตัวแทน The agents signed contracts on behalf of the company. They had no personal claim to the trademark. • Literal: ตัวแทนได้ลงนามในสัญญาแทนบริษัท พวกเขาไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนตัวเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า • Natural: ตัวแทนแค่เซ็นสัญญาแทนบริษัท เขาเองไม่มีสิทธิ์อะไรในเครื่องหมายการค้านั้น 8. considered – ถือว่า The court considered the documents as valid evidence. They matched the registration records. • Literal: ศาลถือว่าเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ใช้ได้ เอกสารเหล่านั้นตรงกับข้อมูลการจดทะเบียน • Natural: ศาลยอมรับว่าเอกสารใช้เป็นหลักฐานได้ เพราะมันตรงกับข้อมูลการจดทะเบียนจริง 9. standing – สิทธิในการดำเนินคดี The lawyer argued that the company had no standing to sue. They were not the real victim of the crime. • Literal: ทนายแย้งว่าบริษัทไม่มีสิทธิในการดำเนินคดี เพราะบริษัทไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงจากการกระทำผิด • Natural: ทนายบอกว่าบริษัทไม่มีสิทธิ์ฟ้อง เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายจริง ๆ 10. join – เข้าร่วม The distributor tried to join the case as a co-plaintiff. But the court rejected the request. • Literal: ผู้แทนจำหน่ายพยายามเข้าร่วมคดีในฐานะโจทก์ร่วม แต่ศาลปฏิเสธคำร้อง • Natural: ตัวแทนขายพยายามขอร่วมฟ้องกับบริษัท แต่ศาลไม่ให้ 11. co-plaintiffs – โจทก์ร่วม The two companies wanted to act as co-plaintiffs. They hoped to increase their chance of winning damages. • Literal: ทั้งสองบริษัทต้องการเป็นโจทก์ร่วม พวกเขาหวังว่าจะเพิ่มโอกาสชนะคดีและได้ค่าสินไหม • Natural: บริษัททั้งสองอยากฟ้องร่วมกัน คิดว่าจะมีโอกาสได้เงินชดเชยมากขึ้น 12. claim – ฟ้องร้อง The victim decided to claim for damages in court. She said her business had lost money. • Literal: ผู้เสียหายตัดสินใจฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมในศาล เธอกล่าวว่าธุรกิจของเธอสูญเสียรายได้ • Natural: ผู้เสียหายเลยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย เพราะธุรกิจเธอเสียรายได้ไป 13. damages – ค่าสินไหมทดแทน The court awarded damages to the victim. The amount was based on the financial loss. • Literal: ศาลตัดสินให้ชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหาย จำนวนเงินคำนวณตามความเสียหายทางการเงิน • Natural: ศาลสั่งให้จ่ายค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย คิดจากรายได้ที่เขาเสียไป 14. criminal proceedings – กระบวนพิจารณาคดีอาญา The case moved forward into criminal proceedings. The prosecutor prepared the evidence for trial. • Literal: คดีได้เข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีอาญา พนักงานอัยการเตรียมหลักฐานเพื่อการพิจารณา • Natural: คดีเข้าสู่ศาลอาญาแล้ว อัยการก็เตรียมหลักฐานสู้คดี 15. ruled – วินิจฉัย The Supreme Court ruled that the agent had no right to sue. This set an important legal precedent. • Literal: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตัวแทนไม่มีสิทธิฟ้อง คำวินิจฉัยนี้กลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญ • Natural: ศาลฎีกาตัดสินว่าตัวแทนไม่มีสิทธิ์ฟ้อง กลายเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2568 โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บริษัท ค. โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกันและเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 4, 5, 6, 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 272, 273 และ 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ริบโซ่รถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาบริษัท อ. และบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์?คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า โซ่สำหรับรถจักรยาน โซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ โซ่สำหรับใช้ถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์สำหรับยานพาหนะ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนและทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 95981 จำเลยเป็นเจ้าของร้าน ก. จำหน่ายสินค้าอะไหล่แต่งรถจักรยานยนต์ทั้งขายปลีกและขายส่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 โจทก์ร่วมที่ 2 โดยนายกษิเดช ผู้รับมอบอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พร้อมมอบโซ่สีรถจักรยานยนต์ 20 เส้น ไว้แก่พนักงานสอบสวน เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งของคดีนี้หรือไม่ และมีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย และบริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 โดยทำปลอมขึ้นซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ข้อความ คำว่า RK CHAIN ให้ปรากฏที่สินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ หีบห่อ และฉลากวัตถุที่ใช้หุ้มห่อที่มีข้อความว่า จัดจำหน่ายโดย บริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง และจำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและข้อความจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่จำเลยทำปลอมดังกล่าว ให้แก่ผู้มีชื่อและประชาชนทั่วไปเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 273, 275 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 110, 115 ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงมีบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายในส่วนความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 และฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมีบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความ และจำหน่าย เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อและข้อความดังกล่าวที่ว่า สินค้าโซ่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายที่ 2 มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่จัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ และยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ทั้งสองฉบับ แต่ปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 คือ บริษัท ค. เป็นบริษัทสัญชาติไทย ส่วนบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องและทะเบียนเครื่องหมายการค้าท้ายฟ้องมีชื่อและที่อยู่ของนิติบุคคลที่แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับผู้เสียหายที่ 1 ทั้งความผิดฐานปลอมและจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ทั้งไม่ใช่บุคคลที่มีอํานาจจัดการแทนได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า RK CHAIN โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เช่นกัน โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ และสั่งรับคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และมาตรา 44/1 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และเมื่อปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่คู่ความอันจะมีสิทธิยื่นฎีกาได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 นั้น โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหาย เมื่อต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เท่ากับว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ดังกล่าวที่มีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและให้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นการฎีกาในส่วนความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกา และเมื่อคดีอาญาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และข้อหาปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วกับข้อหาจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นนี้ให้เป็นพับ
|




