
| กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองลวดลายผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่ แบบผลิตภัณฑ์กับงานสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างไรและฟ้องละเมิดได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยขอบเขตความคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์เปรียบเทียบกับกฎหมายสิทธิบัตรในกรณีของการออกแบบลวดลายดอกยางรถจักรยานยนต์ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าลวดลายดังกล่าวเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีความคิดริเริ่มอันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์หรือเป็นเพียงแบบผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เชิงประโยชน์ใช้สอย ศาลฎีกาวางหลักว่าการออกแบบที่มุ่งเน้นการใช้งานเป็นหลักแม้มีลักษณะสวยงามก็ยังไม่เพียงพอจะถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ อีกทั้งยังพิจารณาประเด็นการใช้ชื่อทางการค้าว่าก่อให้เกิดความสับสนหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการจำกัดขอบเขตสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจ ข้อเท็จจริง โจทก์เป็นผู้ผลิตยางรถจักรยานยนต์ที่มีการออกแบบลวดลายดอกยางลักษณะสายฟ้าเพื่อเพิ่มสมรรถนะการใช้งานและภาพลักษณ์สินค้า ต่อมาจำเลยผลิตและจำหน่ายยางที่มีลวดลายคล้ายกัน โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายและขอให้เลิกใช้ลวดลาย รวมทั้งห้ามใช้ชื่อทางการค้าที่คล้ายกัน จำเลยต่อสู้ว่าลวดลายดังกล่าวเป็นเพียงลวดลายทั่วไปและไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลวินิจฉัยว่าการจะเป็นงานลิขสิทธิ์ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยแท้จริง ไม่ใช่เพียงงานทั่วไป แม้ลวดลายดอกยางจะมีการออกแบบใหม่ แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เช่น ลดการสึกหรอและเพิ่มการยึดเกาะ จึงเข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์มากกว่างานสร้างสรรค์ อีกทั้งลวดลายสายฟ้าเป็นรูปแบบที่มีอยู่ในธรรมชาติและใช้กันทั่วไป ความแตกต่างที่มีไม่เป็นสาระสำคัญ จึงไม่ถือเป็นงานลิขสิทธิ์ ในประเด็นชื่อทางการค้า ศาลเห็นว่าชื่อของจำเลยแตกต่างทั้งรูปแบบและเสียง ไม่ก่อให้เกิดความสับสนอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของกฎหมายลิขสิทธิ์คือความคิดริเริ่มซึ่งต้องแสดงถึงการสร้างสรรค์เฉพาะตัว มิใช่เพียงการปรับปรุงหรือจัดเรียงเพื่อประโยชน์ใช้สอย หากงานมีลักษณะเชิงอุตสาหกรรมและเน้นการใช้งาน กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองภายใต้ระบบสิทธิบัตรมากกว่า การแยกขอบเขตนี้มีความสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดเกินสมควร เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายลิขสิทธิ์มุ่งคุ้มครองงานสร้างสรรค์ทางปัญญาที่มีลักษณะเฉพาะตัว ส่วนกฎหมายสิทธิบัตรมุ่งคุ้มครองนวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม การวินิจฉัยในคดีนี้สะท้อนว่าการออกแบบที่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ใช้งานไม่ควรถูกผูกขาดในฐานะลิขสิทธิ์ แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามักยึดหลักว่า originality ต้องมีสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงการดัดแปลงเล็กน้อย และต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของงาน หากเป็นงานเชิงเทคนิคหรืออุตสาหกรรมจะไม่อยู่ในขอบเขตลิขสิทธิ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนแก่โจทก์ และให้รับผิดในค่าธรรมเนียมบางรายการ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด เห็นว่าลวดลายไม่เป็นลิขสิทธิ์และไม่มีการละเมิด 3 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าลวดลายเป็นเพียงแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานและไม่ก่อให้เกิดความสับสนในชื่อทางการค้า สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การคุ้มครองลิขสิทธิ์ต้องยึดหลักความคิดริเริ่มอย่างแท้จริง งานที่มีลักษณะเชิงประโยชน์ใช้สอยย่อมอยู่ในขอบเขตของกฎหมายสิทธิบัตรมากกว่า การอ้างสิทธิในลิขสิทธิ์เพื่อปกป้องรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าและเสรีภาพในการประกอบธุรกิจ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ลวดลายดอกยางเป็นงานสร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์หรือเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายสิทธิบัตร มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ความคิดริเริ่มในงานลิขสิทธิ์ หมายถึงงานต้องมีลักษณะสร้างสรรค์เฉพาะตัว ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงทั่วไป 2 แบบผลิตภัณฑ์ หมายถึงการออกแบบเพื่อประโยชน์ใช้สอยทางอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ในขอบเขตสิทธิบัตรมากกว่าลิขสิทธิ์ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม ลวดลายดอกยางรถจักรยานยนต์สามารถเป็นลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ คำตอบ ลวดลายดอกยางจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อเป็นงานที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยแท้จริงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้คิดขึ้นเอง มิใช่ลอกเลียนหรือดัดแปลงจากงานที่มีอยู่เดิม และต้องมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากลวดลายนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน เช่น เพิ่มการยึดเกาะ ลดการสึกหรอ หรือเพิ่มสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ ย่อมมีลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายสิทธิบัตรมากกว่าลิขสิทธิ์ ศาลจึงมักพิจารณาว่าการออกแบบดังกล่าวไม่ใช่งานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง 2. คำถาม ความคิดริเริ่มหรือ originality ในกฎหมายลิขสิทธิ์มีความหมายอย่างไร คำตอบ ความคิดริเริ่มหรือ originality ตามกฎหมายลิขสิทธิ์มิได้หมายถึงความแปลกใหม่ในเชิงเทคนิค แต่หมายถึงการที่ผู้สร้างสรรค์ได้ใช้ความคิดของตนเองในการสร้างงานขึ้นโดยไม่คัดลอกผู้อื่น และต้องมีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้สร้างสรรค์ งานที่เป็นเพียงรูปแบบทั่วไปหรือพบเห็นได้โดยทั่วไปในธรรมชาติหรือวัฒนธรรม เช่น รูปทรงพื้นฐาน ลวดลายธรรมชาติ หรือรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ไม่ถือว่าเป็นความคิดริเริ่มในระดับที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ศาลจึงต้องพิจารณาว่างานนั้นมีความแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญหรือไม่ 3. คำถาม การออกแบบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การออกแบบที่มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ เช่น การออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินค้า ความทนทาน หรือการใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม จะไม่ถือเป็นงานลิขสิทธิ์ แม้จะมีองค์ประกอบด้านความสวยงามก็ตาม เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์มุ่งคุ้มครองงานสร้างสรรค์ทางปัญญา ไม่ใช่งานที่มีลักษณะเชิงเทคนิคหรือการใช้งานเป็นหลัก งานลักษณะดังกล่าวจึงมักอยู่ในขอบเขตของกฎหมายสิทธิบัตร โดยเฉพาะในส่วนของแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองรูปแบบที่ใช้ในอุตสาหกรรม 4. คำถาม ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของลวดลายสามารถทำให้เกิดลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ คำตอบ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยหรือการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดที่ไม่เป็นสาระสำคัญ เช่น การเปลี่ยนขนาด มุม หรือการจัดวางบางส่วน โดยยังคงรูปแบบหลักเดิมไว้ ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความคิดริเริ่มตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ศาลจะพิจารณาว่าความแตกต่างนั้นมีผลต่อภาพรวมของงานอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หากยังคงลักษณะเดิมเป็นหลัก ย่อมไม่ถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ใหม่ที่ควรได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นการอ้างลิขสิทธิ์ต้องมีการสร้างสรรค์ในระดับที่แตกต่างอย่างชัดเจน 5. คำถาม แบบผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายสิทธิบัตรแตกต่างจากลิขสิทธิ์อย่างไร คำตอบ แบบผลิตภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 หมายถึงรูปร่าง รูปทรง หรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยและความเหมาะสมในการผลิต ในขณะที่ลิขสิทธิ์คุ้มครองงานสร้างสรรค์ทางศิลปะหรือความคิด การแยกขอบเขตดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากแบบผลิตภัณฑ์ต้องจดทะเบียนจึงจะได้รับความคุ้มครอง ขณะที่ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีการสร้างสรรค์ แต่ต้องมีความคิดริเริ่มที่แท้จริง 6. คำถาม การใช้ชื่อทางการค้าที่คล้ายกันถือเป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่ คำตอบ การใช้ชื่อทางการค้าที่คล้ายกันจะถือเป็นการละเมิดก็ต่อเมื่อก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในหมู่ผู้บริโภคว่าธุรกิจของจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับโจทก์หรืออยู่ในเครือเดียวกัน ศาลจะพิจารณาทั้งรูปแบบตัวอักษร เสียงเรียกขาน และพฤติการณ์ในการใช้ชื่อ หากมีความแตกต่างอย่างชัดเจนหรือผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ ย่อมไม่ถือเป็นการละเมิด แม้จะมีความคล้ายคลึงบางส่วนก็ตาม 7. คำถาม ผู้ฟ้องคดีต้องพิสูจน์อะไรในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ คำตอบ ผู้ฟ้องคดีต้องพิสูจน์สองประเด็นสำคัญ คือ หนึ่ง งานที่อ้างสิทธิเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมาย และสอง จำเลยได้ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือใช้ประโยชน์จากงานนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพิสูจน์ไม่ได้ว่างานดังกล่าวมีลิขสิทธิ์ตั้งแต่ต้น การพิจารณาประเด็นการละเมิดย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่มีสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 8. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับรองลวดลายดอกยางเป็นลิขสิทธิ์ คำตอบ ศาลเห็นว่าลวดลายดอกยางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน เช่น การเพิ่มสมรรถนะของยางและลดการสึกหรอ อีกทั้งรูปแบบสายฟ้าเป็นลวดลายที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติและวัฒนธรรม การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยไม่ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มในระดับที่กฎหมายคุ้มครอง จึงถือว่าเป็นเพียงแบบผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่งานสร้างสรรค์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ อธิบายหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ 2537 มาตรา 6 กำหนดว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่มขึ้นเองและอยู่ในประเภทงานที่กฎหมายรับรอง เช่น งานศิลปกรรม วรรณกรรม ดนตรีกรรม โดยสาระสำคัญอยู่ที่ความคิดริเริ่มหรือ originality ซึ่งเป็นหัวใจของการคุ้มครอง แม้งานจะไม่มีคุณค่าทางศิลปะสูงก็ยังได้รับความคุ้มครองได้ แต่ต้องไม่ใช่งานที่ทำขึ้นโดยทั่วไปหรือมีลักษณะธรรมดาที่บุคคลทั่วไปสามารถทำได้ มาตรา 8 กำหนดว่าเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานของตน หากบุคคลอื่นนำงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการละเมิด อย่างไรก็ตามการจะใช้สิทธิดังกล่าวได้ต้องพิสูจน์ว่างานนั้นเป็นงานลิขสิทธิ์โดยชอบตามมาตรา 6 เสียก่อน พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ 2522 มาตรา 3 กำหนดความหมายของแบบผลิตภัณฑ์ว่าเป็นรูปทรงหรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ซึ่งมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยและความเหมาะสมในการผลิต การคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์จึงแตกต่างจากลิขสิทธิ์โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เน้นความคิดสร้างสรรค์เชิงศิลปะ แต่เน้นนวัตกรรมด้านรูปแบบเพื่อการใช้งาน การแยกขอบเขตนี้มีความสำคัญเพื่อป้องกันการผูกขาดสิทธิที่เกินสมควรและรักษาสมดุลทางการแข่งขันทางการค้า ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2568 งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 โดยริเริ่มขึ้นเองในการทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แม้คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น ความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 พนักงานโจทก์ที่ 1 และทีมงานออกแบบลวดลายดอกยางพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบตั้งแต่แรกเพื่อเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปรับปรุงสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ การออกแบบลวดลายดอกยางของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการออกแบบให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของลวดลายอันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แต่ปัญหาว่าลวดลายดอกยางพิพาทจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามมิให้คุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แม้ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่าลวดลายดอกยางสื่อถึงแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจ ความเร็ว และพลังก็ตาม แต่ก็สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่าลวดลายพิพาทเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน อันแสดงให้เห็นว่าถูกนำไปใช้ในหลายลักษณะ แม้รูปของโจทก์ที่ 1 จะแตกต่างจากที่จำเลยทั้งสามนำสืบแต่ความแตกต่างก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางนั้นได้ความว่ามีการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดเพื่อลดปัญหาการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ อันแสดงให้เห็นว่า ลวดลายดอกยางที่เกิดจากการจัดเรียงรูปหลายรูปนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้เลิกใช้ลวดลายดอกยางที่เหมือนหรือคล้ายกับของโจทก์ รวมทั้งห้ามใช้ชื่อ “พี.แรลลี่” หรือ “P.RALLY” พร้อมให้เพิกถอนชื่อทางทะเบียนและประกาศชี้แจงต่อสาธารณะ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินบางส่วนและยกคำขออื่น ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ลวดลายดอกยางดังกล่าวแม้เกิดจากการออกแบบของโจทก์ แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เช่น การยึดเกาะและลดการสึกหรอ จึงมีลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายสิทธิบัตร มิใช่งานสร้างสรรค์ที่มีความคิดริเริ่มตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ อีกทั้งลวดลายสายฟ้าเป็นรูปแบบที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ความแตกต่างของลวดลายไม่เป็นสาระสำคัญเพียงพอจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ส่วนประเด็นชื่อทางการค้า ศาลเห็นว่าชื่อของจำเลยแตกต่างจากโจทก์ทั้งในด้านรูปแบบตัวอักษรและเสียงเรียกขาน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่าก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ผู้บริโภค จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องทั้งหมด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามใช้ลวดลายดอกยางซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับลวดลายดอกยางสายฟ้าของยางรถของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งที่เหมือนหรือคล้ายกับยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA ห้ามจำเลยทั้งสามผลิตและจำหน่ายยางรถที่ใช้ลวดลายดอกยางซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับลวดลายดอกยางสายฟ้าของยางรถของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบแม่พิมพ์ (mold) ที่ใช้ผลิตยางรถที่ใช้ลวดลายดอกยางสายฟ้าดังกล่าวซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 1 ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามใช้ชื่อที่มีคำว่า "พี.แรลลี่" ในภาษาไทย และคำว่า "P.RALLY" ในภาษาอังกฤษกับชื่อนิติบุคคลและในตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับชื่อดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งสามยื่นคำขอต่อนายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพื่อยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อและตราประทับของจำเลยที่ 1 มิให้ใช้คำว่า "P.RALLY" หรือ "พี.แรลลี่" หรือให้นายทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "P.RALLY" หรือ "พี.แรลลี่" ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 อีกต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครดำเนินการตามขั้นตอนทางทะเบียนเพื่อจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและตราประทับของจำเลยที่ 1 มิให้มีคำภาษาไทยว่า "พี.แรลลี่" และคำภาษาอังกฤษว่า "P.RALLY" ในชื่อของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามประกาศโฆษณาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อมิให้ประชาชนสับสน โดยการลงโฆษณาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และกรุงเทพธุรกิจ ด้วยตัวอักษรขนาดปกติธรรมดาของการเสนอข่าวทั่วไปครึ่งหน้ากระดาษเป็นระยะเวลา 7 วัน ติดต่อกัน และให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 590,972.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองชั้นศาลให้ 40,000 บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทร่วมทุน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐอิตาลี โจทก์ทั้งสองโดยนายจีเอโคโมมอบอำนาจให้นายธนกฤต นายธีรพลหรือนางสยุมพร เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขายส่ง ขายปลีกรถจักรยานยนต์ อะไหล่และชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ PIRELLI รุ่น DIABLO SUPERCORSA ที่มีลวดลายสายฟ้าตามภาพ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าตามภาพวาด เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 อันพึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หรือไม่ เห็นว่า งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 โดยริเริ่มขึ้นเองในการทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แม้คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น ความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 คดีนี้ได้ความถึงที่มาของลวดลายดอกยางสายฟ้าบนยางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ PIRELLI รุ่น DIABLO SUPERCORSA ของโจทก์ทั้งสอง ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาริโอ พยานโจทก์ทั้งสองว่า พยานเป็นพนักงานของโจทก์ที่ 1 ด้านการวิจัยและพัฒนาดอกยางรถจักรยานยนต์รับผิดชอบการพัฒนาและออกแบบลวดลายดอกยางใหม่ ๆ เมื่อปี 2553 กลุ่มงานรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 เริ่มโครงการเพื่อพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ มีเป้าหมายเพื่อใช้ทดแทนยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA รุ่นแรก ที่ได้รับการสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นเมื่อปี 2549 ยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่จะต้องสามารถปรับปรุงสมรรถนะของยางรุ่นเก่าในด้านการทำความเร็วสูงสุด แรงขับ การยึดเกาะ การควบคุมในกรณีที่ทำได้ยาก การแก้ไขปัญหาด้านการสึกหรอที่ไม่ปกติ และต้องมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับยางรุ่นก่อนหน้า โดยนักวิจัยและพัฒนาประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ออกแบบภาพรวมของผลิตภัณฑ์รวมทั้งลวดลายดอกยาง โครงสร้างของยางและส่วนผสมต่าง ๆ ตลอดจนการทดสอบทั้งภายในและภายนอกของผลิตภัณฑ์ การออกแบบยางรถจักรยานยนต์ DIABLO SUPERCORSA รุ่นใหม่จึงต้องสามารถปรับปรุงสมรรถนะของยางในด้านความเร็ว และต้องมีอัตลักษณ์ที่น่าจดจำและแข็งแกร่ง คณะนักวิจัยและพัฒนาได้ปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดของลายร่องยางเพื่อลดปัญหาเรื่องการสึกหรอของยางที่ไม่สม่ำเสมอ การออกแบบยางรุ่นใหม่เป็นการออกแบบใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่โดยแท้จริง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่า งาน นายมาริโอในฐานะพนักงานโจทก์ที่ 1 และทีมงานเป็นผู้ออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าตามภาพดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าตั้งแต่แรกเพื่อเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปรับปรุงสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ DIABLO SUPERCORSA รุ่นแรก ทั้งการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดของลายร่องยางก็เพื่อลดปัญหาเรื่องการสึกหรอของยางที่ไม่สม่ำเสมอเป็นสำคัญ การออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการออกแบบให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของลวดลายอันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 สำหรับปัญหาว่าลวดลายดอกยางสายฟ้าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามมิให้คุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 นั้น แม้นายมาริโอจะเบิกความรับรองบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า การออกแบบลวดลายดอกยางต้องมีหน้าตาสวยงามและตรงใจลูกค้าในด้านคุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความสวยงาม และจะต้องมีอัตลักษณ์ที่น่าจดจำ โดยลวดลายดอกยางสายฟ้าซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA นั้นสื่อถึงแนวคิด เช่น อำนาจ พระเจ้า ความเร็วแสง พลังเสียงฟ้ากระหึ่ม ก็ตาม แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่า รูปสายฟ้าเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน อันแสดงให้เห็นว่า รูปสายฟ้านี้ถูกนำไปใช้ในหลายลักษณะ ซึ่งแม้รูปสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 จะแตกต่างไปจากที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาก็ตาม แต่ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย และไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองกฎหมาย ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปสายฟ้าแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางสายฟ้านั้น ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาริโอว่า มีการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุมและขนาดเพื่อลดปัญหาการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอแต่ยังคงรักษารูปสายฟ้าไว้ อันแสดงให้เห็นว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าที่เกิดจากการจัดเรียงรูปสายฟ้าฟาดหลายรูปนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ กรณีจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน ดังนี้ ลวดลายดอกยางสายฟ้าดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และจำเลยทั้งสามไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" เมื่อพิจารณาชื่อนิติบุคคลของโจทก์ที่ 1 คือ พีเรลลี ไทร์ เอส.พี.เอ. (Pirelli Tyre S.p.A.) และชื่อนิติบุคคลของโจทก์ที่ 2 คือ พีเรลลี แอนด์ ซี.เอส.พี.เอ. (Pirelli & C.S.p.A.) เปรียบเทียบกับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม พี.แรลลี่ (SIAM P.RALLY LIMITED PARTNERSHIP) จะเห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ เมื่อพิจารณาเฉพาะในภาคส่วนสำคัญของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ทั้งสองคือ พีเรลลี หรือ พิเรลลี (Pirelli) เปรียบเทียบกับภาคส่วนสำคัญของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คือ พีแรลลี (P.RALLY) ตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาจะมีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งในส่วนตัวอักษรและเสียงเรียกขาน ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 จึงไม่เหมือนกับชื่อนิติบุคคลของโจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองมีภาพถ่ายเว็บไซต์มานำสืบว่ามีลูกค้าบางคนเคยถูกหลอกขายก็ตาม แต่ก็มีบุคคลอื่นแสดงความเห็นในภาพถ่ายเว็บไซต์ดังกล่าวในทำนองว่าสามารถแยกแยะได้เช่นกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ความชัดเจนว่าการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะซื้อสินค้าของโจทก์ทั้งสองสับสนหรือหลงผิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลในเครือเดียวกับโจทก์ทั้งสองหรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร กรณีฟังไม่ได้ว่าการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้ชื่อทางการค้าที่ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องเสื่อมเสียประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าของตน จำเลยทั้งสามไม่ได้ละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



