
| การนับโทษกักขังติดต่อกันในคดีเช็คหลายคดี, พ.ร.บ.เช็ค, โทษกักขัง, นับโทษต่อ,(ฎีกา 4884/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการนับโทษกักขังติดต่อกันในคดีอาญาหลายคดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แม้คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกักขังเป็นโทษที่ลงแทนจำคุก ยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา และศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญาให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาอย่างมีประสิทธิภาพ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. โทษกักขังที่เปลี่ยนแทนโทษจำคุกสามารถนับติดต่อกันได้หรือไม่ 2. การที่คดียังไม่ถึงที่สุดเป็นอุปสรรคต่อการนับโทษต่อกันหรือไม่ 3. ศาลมีอำนาจเพียงใดในการจัดการโทษหลายคดีของจำเลยคนเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ อำนาจของศาลในการนับโทษกักขังติดต่อกัน เมื่อโทษกักขังถูกกำหนดให้เป็นโทษที่ลงแทนโทษจำคุก แม้คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงต้องถูกบังคับตามกฎหมาย และศาลมีอำนาจให้นับโทษกักขังต่อจากคดีอื่นได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 และ มาตรา 23 มาตรา 22 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการจัดการโทษหลายกระทงในกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายคดี โดยศาลอาจสั่งให้นับโทษต่อกันได้เมื่อเห็นสมควร ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาใช้ยืนยันว่า การนับโทษกักขังติดต่อกันเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 23 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง ซึ่งโทษกักขังดังกล่าวถือเป็นโทษที่ลงแทนจำคุกโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่โทษที่แยกขาดจากระบบการบังคับโทษตามกฎหมายอาญา key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. โทษกักขังแทนจำคุก โทษกักขังตามมาตรา 23 เป็นโทษอาญาที่มีผลแทนโทษจำคุกโดยตรง จำเลยยังต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษา แม้คดียังไม่ถึงที่สุด 2. การนับโทษติดต่อกัน ศาลมีอำนาจตามมาตรา 22 ให้นับโทษกักขังจากหลายคดีต่อเนื่องกันได้ เพื่อให้การลงโทษสะท้อนความร้ายแรงของการกระทำผิดหลายกรรม 3. การบังคับโทษแม้คดียังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุยกเว้นการบังคับโทษกักขัง และไม่เป็นอุปสรรคต่อการนับโทษต่อจากคดีอื่น สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โดยจำเลยที่ 2 ถูกฟ้องหลายคดีและรับสารภาพว่าเป็นบุคคลเดียวกันในทุกคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน เนื่องจากเป็นการลงโทษในวันเดียวกันหลายคดี ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า โทษกักขังซึ่งเป็นโทษที่ลงแทนจำคุกนั้น สามารถนับติดต่อกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ รวมถึงอำนาจของศาลในการอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 และ 23 หลักกฎหมายเกี่ยวกับโทษกักขัง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังได้ ซึ่งโทษกักขังดังกล่าวถือเป็นโทษอาญาที่มีผลแทนโทษจำคุกโดยสมบูรณ์ มิใช่โทษที่แยกขาดจากระบบการบังคับโทษ การนับโทษต่อกันตามมาตรา 22 มาตรา 22 ให้อำนาจศาลในการจัดการโทษหลายกระทง โดยสามารถให้นับโทษต่อกันได้เมื่อเห็นสมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่เมื่อมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว การบังคับโทษย่อมเกิดขึ้นได้ และการนับโทษกักขังต่อกันไม่ขัดต่อกฎหมาย แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า โทษกักขังเป็นโทษที่ลงแทนจำคุกอย่างแท้จริง การที่จำเลยถูกลงโทษหลายคดีในวันเดียวกันหรือในคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลสามารถใช้อำนาจให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า การบังคับโทษต้องคำนึงถึงสาระของโทษ มิใช่เพียงรูปแบบของโทษ และศาลมีดุลพินิจอย่างกว้างขวางในการจัดการโทษหลายคดีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2566 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 รวม 4 คดี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นกักขังแทนทั้ง 4 คดี ตาม ป.อ. มาตรา 23 เมื่อโทษกักขังเป็นโทษที่ลงแทนโทษจำคุก จำเลยที่ 2 ยังคงต้องถูกบังคับโทษตามคำพิพากษา แม้คดียังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ก็มิใช่เหตุที่จะนำโทษกักขังจำเลยที่ 2 มานับต่อจากโทษในคดีอื่นไม่ได้ ศาลจึงอาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในคดีเช็คหลายคดี และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง แต่ยกคำขอให้นับโทษต่อ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยให้นับโทษกักขังของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ติดต่อกับโทษกักขังในคดีอื่น 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าการนับโทษกักขังติดต่อกันชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เรื่อง โทษกักขังแทนจำคุกและการนับโทษติดต่อกัน: อำนาจศาลตาม ป.อ. มาตรา 22 และ 23 กับหลักบังคับโทษให้ได้ผลจริง 1. บทนำและกรอบปัญหาทางกฎหมาย ประเด็น “โทษกักขังแทนจำคุก” และ “การนับโทษติดต่อกัน” มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นเพียงมาตรการผ่อนปรนหรือเป็นโทษที่มีสถานะด้อยกว่าโทษจำคุกจนไม่อาจนำไปนับต่อโทษในคดีอื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือยังไม่ถึงที่สุด อย่างไรก็ดี แนววินิจฉัยของศาลฎีกายืนยันหลักสำคัญว่า โทษกักขังคือ “โทษอาญา” ที่กฎหมายให้ใช้ลงแทนโทษจำคุกได้โดยตรง และเมื่อศาลมีอำนาจกำหนดโทษดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจจัดการให้โทษเกิดผลทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องด้วยกลไก “การนับโทษติดต่อกัน” เพื่อสะท้อนความหนักเบาแห่งการกระทำผิดหลายกรรม โดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 และ 23 เป็นแกนหลัก 2. โทษกักขังแทนจำคุกตาม ป.อ. มาตรา 23 คืออะไร และมีนิติผลเพียงใด ป.อ. มาตรา 23 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจ “พิพากษาให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก” ได้เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด กล่าวโดยสรุปคือ เป็นคดีที่ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน และผู้กระทำไม่อยู่ในลักษณะที่กฎหมายถือว่ามีประวัติรับโทษจำคุกมาก่อนในความหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โทษทางเลือกนี้ สาระสำคัญของมาตรา 23 มิได้อยู่ที่ “การยกเว้นโทษ” แต่เป็นการ “เปลี่ยนรูปแบบโทษ” ให้เป็นโทษกักขังซึ่งทำหน้าที่ลงแทนโทษจำคุกในคดีนั้นโดยสมบูรณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง โทษกักขังมิใช่มาตรการชั่วคราวและมิใช่การรอการลงโทษ แต่เป็นผลของคำพิพากษาที่กำหนดบทลงโทษอาญาแล้ว เมื่อคำพิพากษากำหนดโทษกักขังแทนจำคุก นิติผลคือจำเลยยังอยู่ในฐานะ “ผู้ต้องรับโทษตามคำพิพากษา” เพียงแต่รูปแบบการจำกัดเสรีภาพเป็น “กักขัง” แทน “จำคุก” ในทางปฏิบัติ ศาลฎีกายังเคยให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังว่า แม้คำพิพากษามิได้ระบุสถานที่กักขังไว้โดยชัดแจ้ง ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงสถานที่กักขังของทางราชการ ความเห็นเช่นนี้สะท้อนว่าโทษกักขังเป็น “โทษที่ต้องบังคับจริง” ภายใต้ระบบของรัฐ ไม่ใช่โทษในทางนามธรรม 3. การนับโทษติดต่อกันตาม ป.อ. มาตรา 22 และเหตุผลที่ศาลต้องใช้อำนาจนี้ ป.อ. มาตรา 22 วางหลักเรื่องการเริ่มนับโทษและการหักวันคุมขัง (รวมถึงการที่ศาลอาจกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การบังคับโทษเป็นระบบและเป็นธรรม เมื่อโยงมาตรา 22 เข้ากับสถานการณ์ที่จำเลยมีหลายคดีหรือหลายกระทงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จุดชี้ขาดอยู่ที่ว่า หากไม่สามารถให้นับโทษต่อเนื่องกันได้ การลงโทษอาจสูญเสียประสิทธิผลและไม่สะท้อนความร้ายแรงของการกระทำผิดหลายกรรม กล่าวคือ ผู้กระทำผิดหลายคดีอาจได้รับผลเสมือนถูกลงโทษเพียงคดีเดียว ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นการกระทำผิดซ้ำซ้อนหลายครั้ง เอกสารเชิงวิชาการของหน่วยงานอัยการได้สรุปแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไว้อย่างชัดเจนว่า “โทษกักขังก็นับโทษต่อได้” เพราะเป็นเพียงโทษที่ลงแทนโทษจำคุกตามมาตรา 23 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ กล่าวให้เป็นหลักกฎหมายเชิงระบบคือ เมื่อกฎหมายรับรองสถานะโทษกักขังว่าเป็นโทษแทนจำคุก (มาตรา 23) และมาตรา 22 วางกลไกการเริ่มนับโทษและการจัดรูปแบบการบังคับโทษ ศาลจึงมีอำนาจที่จะทำให้โทษกักขัง “ต่อเนื่องเป็นสายเดียว” ระหว่างคดีได้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการบังคับโทษและเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา 4. การบังคับโทษแม้คดียังไม่ถึงที่สุด: เหตุใดไม่เป็นอุปสรรคต่อการนับโทษ ข้อโต้แย้งที่พบได้บ่อยคือ หากคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ย่อมไม่ควรนับโทษต่อหรือบังคับโทษ เพราะเกรงว่าจะกระทบสิทธิจำเลยหากภายหลังมีการกลับคำพิพากษา แต่แนวศาลฎีกาในคดีนี้ยืนยันว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษและเปลี่ยนเป็นกักขังแล้ว โทษกักขังยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา และการที่คดียังไม่ถึงที่สุดไม่ใช่เหตุที่จะห้ามนับโทษกักขังต่อจากคดีอื่น ในเชิงเหตุผลทางนิติปรัชญา การมองเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิด “ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม” กล่าวคือ คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งของรัฐที่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายวิธีพิจารณาจะบัญญัติให้ทุเลาการบังคับไว้เป็นกรณีพิเศษ การยอมให้ “สถานะยังไม่ถึงที่สุด” เป็นเหตุห้ามนับโทษต่อกันโดยทั่วไป ย่อมเปิดช่องให้ระบบบังคับโทษขาดความต่อเนื่องและไม่สะท้อนพฤติการณ์แห่งความผิดหลายกรรม 5. ประเด็นเชิงปฏิบัติและข้อควรระวังในการใช้หลักนี้ ในทางปฏิบัติ การขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกันและมีโทษเดิมอยู่จริง การพิสูจน์และการนำสืบจึงมีความสำคัญ โดยมีบทความทางวิชาการบางแหล่งอธิบายว่า ในกรณีที่จำเลยไม่ได้รับว่าเป็นบุคคลเดียวกัน การนับโทษต่อเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบให้ศาลรับฟังได้ ( ดังนั้น แม้หลักกฎหมายจะเปิดทางให้ “นับโทษกักขังติดต่อกันได้” แต่การใช้หลักนี้ต้องวางบนฐานข้อเท็จจริงที่แน่นหนา เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการบังคับโทษ และเพื่อให้การจำกัดเสรีภาพกระทำต่อ “ตัวบุคคลที่ถูกต้อง” ตามครรลองแห่งความยุติธรรมทางอาญา 6. สรุปหลักกฎหมายและข้อคิดทางกฎหมาย ประเด็นที่หนึ่ง โทษกักขังตาม ป.อ. มาตรา 23 เป็นโทษอาญาที่ลงแทนโทษจำคุกโดยตรง มีผลเป็นการกำหนดบทลงโทษในคำพิพากษา และอยู่ในระบบการบังคับโทษของรัฐอย่างแท้จริง ประเด็นที่สอง ศาลมีอำนาจตามกลไกของ ป.อ. มาตรา 22 ประกอบมาตรา 23 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้ในกรณีหลายคดี/หลายกรรม เพื่อให้ผลแห่งการลงโทษสะท้อนความร้ายแรงของการกระทำผิดซ้ำหลายครั้ง มิให้การเปลี่ยนรูปแบบโทษทำให้สาระของการลงโทษลดทอนลง ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือ “กฎหมายมิได้มุ่งเพียงการกำหนดโทษในคำพิพากษา แต่ต้องมุ่งให้โทษนั้นบังคับได้จริงและเป็นระบบ” เมื่อโทษกักขังมีสถานะเป็นโทษแทนจำคุก ศาลย่อมต้องมีอำนาจทำให้โทษต่อเนื่องได้ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมและความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบังคับใช้กฎหมายอาญา แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในกรณีที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หลายคดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในวันเดียวกัน ก่อนเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจตามกฎหมายให้นับโทษกักขังของจำเลยที่ 2 ในคดีหลังติดต่อกับโทษกักขังในคดีอื่นได้หรือไม่ เพียงใด และการที่คดียังไม่ถึงที่สุดจะเป็นอุปสรรคต่อการนับโทษกักขังต่อกันหรือไม่ ธงคำตอบ การเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 เป็นการกำหนดโทษอาญาที่ลงแทนโทษจำคุกโดยสมบูรณ์ โทษกักขังดังกล่าวย่อมเป็นโทษอาญาที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาเช่นเดียวกับโทษจำคุก แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถูกพิพากษาลงโทษในหลายคดีและเป็นบุคคลเดียวกัน ศาลย่อมมีอำนาจอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ในการจัดการโทษหลายกระทง โดยอาจสั่งให้นับโทษต่อกันได้เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามความเหมาะสมและเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่เป็นเหตุให้โทษกักขังที่ลงแทนโทษจำคุกไม่อาจถูกนำมานับต่อจากโทษในคดีอื่นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษกักขังจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ติดต่อกับโทษกักขังในคดีอื่น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจภายใต้กรอบกฎหมายโดยชอบแล้ว ข้อ 2. ในคดีที่จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หลายกรรมต่างกัน และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 หลายกระทง ก่อนลดโทษและเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง ศาลจะต้องพิจารณาอย่างไรว่าโทษกักขังดังกล่าวมีสถานะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวหรือเป็นโทษอาญาที่สามารถนำมาจัดการรวมและนับต่อกับโทษในคดีอื่นได้ และหลักการนี้มีผลต่อแนวปฏิบัติในการบังคับโทษในคดีอาญาหลายคดีอย่างไร ธงคำตอบ โทษกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 มิใช่มาตรการชั่วคราวหรือโทษทางวินัย หากแต่เป็นโทษอาญาที่กฎหมายบัญญัติให้ลงแทนโทษจำคุกในกรณีที่ศาลเห็นสมควร เมื่อศาลมีคำพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยต้องรับโทษอาญานั้นโดยสมบูรณ์ และอยู่ภายใต้ระบบการบังคับโทษเช่นเดียวกับโทษจำคุก ในกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 ในการจัดการโทษหลายกระทง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความร้ายแรงแห่งการกระทำ การนำโทษกักขังไปนับติดต่อกับโทษกักขังในคดีอื่นจึงเป็นการจัดการโทษภายในกรอบอำนาจของศาล ไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ทำให้โทษที่ลงไว้เสียผลบังคับ หลักการนี้มีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในการบังคับโทษในคดีอาญาหลายคดี โดยยืนยันว่าแม้โทษจะถูกเปลี่ยนรูปแบบจากจำคุกเป็นกักขัง ศาลยังสามารถจัดระบบการลงโทษให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อให้การลงโทษบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องปรามและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายอาญา |




