
| ออกเช็คแล้วเงินไม่พอผิดไหม? เช็คค้ำประกัน vs เช็คชำระหนี้ ต่างกันอย่างไร และออกหลายฉบับต้องติดคุกกี่กระทง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค กรณีที่จำเลยออกเช็คหลายฉบับเพื่อชำระหนี้จากการยืมเงินหลายครั้ง เมื่อเช็คถึงกำหนดกลับถูกปฏิเสธการจ่าย ศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การออกเช็คหลายฉบับจากหนี้หลายก้อนเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามกฎหมายอาญา 2 เช็คที่อ้างว่าเป็นเช็คค้ำประกันจะถือเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ได้หรือไม่เมื่อมีหนังสือรับสภาพหนี้ 3 การปฏิเสธการจ่ายของธนาคารด้วยเหตุเงินในบัญชีไม่พอมีผลครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การออกเช็คหลายฉบับเพื่อชำระหนี้จากการยืมเงินหลายครั้ง เป็นการกระทำ “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การออกเช็คแต่ละฉบับเป็นการกระทำต่างวาระ ต่างหนี้ และต่างเจตนา จึงเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ หมายถึงการที่จำเลยมีเจตนาใช้เช็คเป็นเครื่องมือในการชำระหนี้ที่เกิดจากการยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย 2 ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค หมายถึงความรับผิดทางอาญาเมื่อเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ถูกปฏิเสธการจ่ายโดยธนาคารเพราะเงินในบัญชีไม่พอหรือเช็คสั่งจ่ายผิดปกติ 3 หนังสือรับสภาพหนี้ เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าหนี้มีอยู่จริงและเช็คที่ออกนั้นมีเจตนาเพื่อชำระหนี้ ไม่ใช่ออกเพื่อค้ำประกันตามที่จำเลยอ้าง 4 ความผิดหลายกรรมต่างกัน หมายถึงการที่จำเลยกระทำการออกเช็คหลายฉบับต่างหนี้ ต่างวัน ต่างวาระ จึงไม่อาจนับเป็นกรรมเดียว ต้องถือเป็นหลายกรรมแยกจากกัน 5 การลงโทษหลายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หมายถึงหลักกฎหมายที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดหลายกรรมต้องรับโทษแยกเป็นกระทงตามจำนวนความผิด ไม่ใช่ลงโทษรวมเป็นโทษเดียว ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยจำเลยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 3 ครั้ง และทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรกลงวันที่ 10 มกราคม 2563 จำนวนเงิน 100000 บาท กำหนดชำระวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ฉบับที่สองลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 140000 บาท กำหนดชำระวันที่ 8 มิถุนายน 2563 ฉบับที่สามลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 52500 บาท กำหนดชำระวันที่ 2 มิถุนายน 2563 จำเลยได้ออกเช็คตามจำนวนเงินดังกล่าวมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ เมื่อถึงกำหนดโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างว่าเช็คสั่งจ่ายผิดปกติและเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค จำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 3 กระทง และลงโทษตาม ปอ มาตรา 91 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับระบุชัดเจนว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ พยานโจทก์และพยานสามีโจทก์ยืนยันว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ มิใช่ออกเพื่อเป็นประกันเงินกู้ตามที่จำเลยอ้าง เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์ ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเจตนาออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คทั้งสามฉบับเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ เป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักสำคัญเกี่ยวกับการจำแนกความผิดในคดีเช็คว่า หากจำเลยออกเช็คหลายฉบับต่างวาระเพื่อชำระหนี้หลายก้อน ถือเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียวต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกันก็ตาม ศาลจะต้องใช้บทลงโทษแบบหลายกระทงตาม ปอ มาตรา 91 อีกทั้งการอ้างว่าเป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้ หากพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเช็คออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ย่อมเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค ครบองค์ประกอบ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันหลักการว่า การออกเช็คเพื่อชำระหนี้หลายฉบับต่างโอกาส เป็นความผิดหลายกรรมต้องรับโทษแยกเป็นกระทง และการอ้างว่าเป็นเช็คค้ำประกันไม่อาจลบล้างความผิดได้ หากปรากฏเจตนาชำระหนี้ที่มีอยู่จริงตามพยานหลักฐาน IRAC Issue การออกเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่่อชำระหนี้จากการยืมเงินหลายครั้ง เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม Rule พรบ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรื่องการกระทำผิดหลายกรรม Application จำเลยยืมเงินโจทก์ 3 ครั้ง ทำหนังสือรับสภาพหนี้ 3 ฉบับ และออกเช็คคนละฉบับตามแต่ละหนี้ เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินถูกปฏิเสธ ศาลเห็นว่าเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และเป็นการกระทำแยกต่างกรรมต่างวาระ จึงต้องลงโทษแยกเป็นกระทง Conclusion จำเลยมีความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษรวม 3 กระทงตาม ปอ มาตรา 91 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2566 เมื่อพิจารณาหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าจำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ จำเลยมีเจตนาออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 3 กระทง ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูลและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 4 (1) ลงโทษจำคุก 3 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ว่า การออกเช็คของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกัน เนื่องจากมีการออกเช็ค 3 ฉบับจากหนี้คนละครั้ง จึงให้ลงโทษรวม 3 กระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ 3 ครั้ง และได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมออกเช็คเพื่อชำระหนี้ในแต่ละครั้ง เมื่อถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอและเช็คผิดปกติ จำเลยฎีกาว่าเช็คดังกล่าวออกเพื่อเป็นประกันเงินกู้ ไม่ใช่เพื่อชำระหนี้จริง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานว่า เช็คถูกออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และสอดคล้องกับหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยจัดทำเอง อีกทั้งจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และเป็นความผิดตามกฎหมายเช็ค ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 10 มกราคม 2563 จำนวนเงิน 100,000 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 4 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 4 มิถุนายน 2563 จำนวนเงิน 100,000 บาท มอบแก่โจทก์ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 140,000 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 8 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำนวน 140,000 บาท มอบแก่โจทก์ และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 52,500 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 2 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 2 มิถุนายน 2563 จำนวนเงิน 52,500 บาท มอบแก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คฝากธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "เช็คสั่งจ่ายผิดปกติ เช็คสั่งจ่ายไม่ถูกต้อง" "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" และ "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นประกันเงินกู้ยืมกับโจทก์ และขณะออกเช็คพิพาทยังไม่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้นั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยยืมเงินพยาน 3 ครั้ง โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามจำนวนเงินที่ยืมแต่ละครั้งเพื่อชำระหนี้แก่พยาน แม้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยยืมเงินพยานโดยนำเช็คมาค้ำประกันว่าหากไม่ชำระหนี้ ให้พยานบังคับตามเช็ค ขณะจำเลยเขียนเช็คทั้งสามฉบับยังไม่มีการจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า จำเลยยืมเงินพยานหลายครั้ง ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่บางครั้งจำเลยออกเช็คมอบให้พยาน หนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 1 และ 5 พฤษภาคม 2563 เกิดจากจำเลยยืมเงินแล้วออกเช็คไว้แต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ จึงให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยเขียนเองตามที่กู้ยืมเงินกัน แสดงว่าก่อนหน้านี้จำเลยยืมเงินและออกเช็คมอบให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้ โจทก์จึงให้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้และออกเช็คพิพาทไว้ และโจทก์มีนายอภิชัย สามีโจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ตามหนี้กู้ยืมเงิน จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินภายใน 1 เดือน โดยออกเช็คพิพาทและจำเลยมอบให้ไว้ในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยบอกให้นำเช็คไปขึ้นเงินเมื่อถึงกำหนด และเมื่อพิจารณาหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าจำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเจตนาออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) จากการออกเช็คเพื่อชำระหนี้แล้วเช็คถูกปฏิเสธการจ่าย ลงโทษจำคุก 3 เดือน 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เนื่องจากออกเช็คหลายฉบับต่างวาระ ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมเป็น 3 กระทง และนอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3 ศาลฎีกาพิพากษาว่า จากพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าจำเลยออกเช็คทั้งสามฉบับเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำจึงเป็นความผิดหลายกรรม ต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตาม ปอ มาตรา 91 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ให้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 หากปรากฏว่าจำเลยยืมเงินโจทก์หลายครั้งต่างวาระ ต่อมาจำเลยได้ออกเช็คจำนวน 3 ฉบับตามจำนวนเงินที่ยืมแต่ละครั้งเพื่อชำระหนี้ และเมื่อถึงกำหนดโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้วถูกปฏิเสธการจ่าย จำเลยจะต้องรับผิดเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม และต้องลงโทษตามบทกฎหมายใด ธงคำตอบ การที่จำเลยยืมเงินโจทก์หลายครั้งต่างวาระ และออกเช็คคนละฉบับเพื่อชำระหนี้แต่ละครั้ง ย่อมถือเป็นการกระทำต่างวาระ ต่างหนี้ และต่างเจตนา แม้จะเป็นการกระทำในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันก็ตาม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิใช่ความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียว เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่าย ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ครบองค์ประกอบ และต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตามจำนวนกรรม ข้อ 2 กรณีที่จำเลยอ้างว่า เช็คที่ออกให้โจทก์นั้นเป็นเพียงเช็คค้ำประกันเงินกู้ มิใช่เช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้โดยตรง หากปรากฏพยานหลักฐานว่าในภายหลังได้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ขึ้น จะถือว่าการออกเช็คดังกล่าวยังเป็นความผิดตามกฎหมายเช็คหรือไม่ ธงคำตอบ แม้จำเลยจะอ้างว่าเช็คที่ออกเป็นเช็คค้ำประกันเงินกู้ แต่เมื่อพยานหลักฐานปรากฏชัดว่า ภายหลังมีการจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ขึ้น และในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ อีกทั้งโจทก์และพยานโจทก์เบิกความยืนยันตรงกันว่า จำเลยออกเช็คเพื่อใช้ชำระหนี้ที่ยืมไป ศาลจึงรับฟังได้ว่า เช็คดังกล่าวเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงเช็คค้ำประกัน การกระทำจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ข้อ 3 การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเช็คด้วยเหตุว่า “เช็คสั่งจ่ายผิดปกติ” และ “เงินในบัญชีไม่พอจ่าย” มีผลต่อการวินิจฉัยความผิดของจำเลยตามกฎหมายเช็คอย่างไร ธงคำตอบ เหตุที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเช็คว่า “เช็คสั่งจ่ายผิดปกติ” และ “เงินในบัญชีไม่พอจ่าย” เป็นเหตุที่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 โดยตรง เพราะเป็นการปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากความบกพร่องในทางปฏิบัติและความสามารถในการชำระเงินของผู้ออกเช็ค มิใช่เป็นกรณีที่การปฏิเสธการจ่ายเกิดจากข้อบกพร่องอันเกิดจากการกระทำของผู้รับเช็คหรือบุคคลภายนอก ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามกำหนดแล้วถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายด้วยเหตุดังกล่าว ย่อมทำให้ความผิดของจำเลยสำเร็จครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ข้อ 4 ในคดีนี้ เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญแก่ “หนังสือรับสภาพหนี้” เป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยเจตนาของจำเลยในการออกเช็ค ธงคำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญแก่หนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับ เนื่องจากเป็นพยานเอกสารที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงการมีอยู่ของหนี้และเจตนาของจำเลยในการชำระหนี้ โดยในหนังสือรับสภาพหนี้ได้ระบุจำนวนเงิน วันครบกำหนดชำระ และรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ อีกทั้งพยานโจทก์และพยานสามียืนยันว่า จำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือรับสภาพหนี้เองตามจำนวนเงินที่ยืม และมอบเช็คไว้เพื่อให้โจทก์นำไปขึ้นเงินเมื่อถึงกำหนด ข้อเท็จจริงดังกล่าวหักล้างข้ออ้างของจำเลยได้โดยสิ้นเชิงว่าเช็คเป็นเพียงเช็คค้ำประกัน ศาลจึงรับฟังได้ว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้โดยแท้ ข้อ 5 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการออกเช็คของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และศาลฎีกาพิพากษายืน เหตุผลสำคัญทางกฎหมายที่ใช้รองรับคำวินิจฉัยดังกล่าวคืออะไร ธงคำตอบ เหตุผลสำคัญทางกฎหมายที่รองรับคำวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คือการพิจารณาว่า การออกเช็คทั้งสามฉบับเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากหนี้คนละก้อน คนละวันครบกำหนด และเป็นการแสดงเจตนาชำระหนี้เป็นรายครั้ง มิใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องในคราวเดียวกัน การกระทำแต่ละฉบับจึงเป็นความผิดที่สำเร็จแยกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และต้องนำหลักการลงโทษกรณีหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาบังคับใช้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยต้องรับโทษรวม 3 กระทง และพิพากษายืน |




