
| สิทธินำคดีอาญาใช้เช็ค ไม่ระงับตาม ม.39 (ฎีกา 1245/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งชำระหนี้ภายหลังสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท จึงทำให้โจทก์บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมเดิม และตามด้วยบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 9,000,000 บาท ก็ไม่ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ ที่จะทำให้มูลหนี้เดิมระงับไป ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ย่อมไม่ระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มาตรา 39 (2) และ (3) ข้อเท็จจริง 1. โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลข พ 1873/2562 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำนวน 4,800,000 บาท 2. ต่อมามีเหตุขัดข้อง ทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงทำบันทึกข้อตกลงวันที่ 15 พ.ย. 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 4,800,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด: งวดแรก 1,200,000 บาท วันที่ 15 พ.ย. 2562 และงวดที่สอง 3,600,000 บาท วันที่ 18 ธ.ค. 2562 โดยออกเช็ค 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรกลงวันที่ 15 พ.ย. 2562 จำนวน 1,200,000 บาท และฉบับสองลงวันที่ 18 ธ.ค. 2562 จำนวน 3,600,000 บาท 3. บันทึกข้อตกลงระบุว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามครบถ้วน ให้ถือว่าหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นอันสิ้นสุด แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามเช็คดังกล่าว ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สิ้นสุดลง และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มจำนวนภาระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทันที 4. เมื่อเช็คทั้งสองถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คฉบับแรกไปเรียกเก็บได้ ส่วนเช็คพิพาทฉบับที่สอง ธนาคารปฏิเสธจ่ายเนื่องจาก “เงินในบัญชีไม่เพียงพอ” 5. โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 4 และ ป.อ. มาตรา 83 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2563 6. วันที่ 19 มี.ค. 2563 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 ตามรายงานการยึดทรัพย์ในคดีแดง พ 1873/2562 จากนั้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ว่า จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ 9,000,000 บาท โดยชำระวันที่ทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระงวดสุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2563 โดยระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ถือว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว เพื่อให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิม 7. ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ตามรูปคดี 8. จำเลยทั้งสองฎีกา ⚖️ 1. มาตรากฎหมายหลักที่ศาลใช้วินิจฉัย • พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 → เป็น “หัวใจของคดี” เพราะศาลต้องพิจารณาว่า “หนี้ตามเช็คพิพาทสิ้นผลผูกพันหรือไม่” และ “สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับหรือไม่” • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และ (3) → ศาลใช้เพื่ออธิบายว่า สิทธินำคดีอาญาฟ้องจะระงับได้เมื่อใด เช่น เมื่อมีการยอมความหรือถอนฟ้อง ซึ่งในคดีนี้ ไม่มีเจตนาสละสิทธิ • หลักเรื่องแปลงหนี้ใหม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 → ศาลอธิบายว่า บันทึกข้อตกลงผ่อนชำระ “ไม่เปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้เดิม” จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 → ใช้อ้างประกอบการฟ้องจำเลยทั้งสอง “ร่วมกันกระทำผิด” • แนววินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ → ศาลใช้แนวนี้ชี้ว่า การประนีประนอมทางแพ่ง ไม่ทำให้สิทธิฟ้องอาญาระงับ เว้นแต่มีเจตนาชัดเจนให้ยุติคดีอาญา 🔑 5 ประเด็นสำคัญ 1. “มาตรา 7 พ.ร.บ.ใช้เช็ค” – สิทธิฟ้องอาญาไม่ระงับ เป็นหัวใจของคดี เพราะศาลวินิจฉัยว่า การทำบันทึกข้อตกลงหรือผ่อนชำระหนี้ ไม่ทำให้หนี้ตามเช็คระงับ และไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการฟ้องคดีอาญา แม้จะมีสัญญาประนีประนอมในทางแพ่งแล้วก็ตาม 2. “มาตรา 39 ป.วิ.อ.” – เงื่อนไขการระงับสิทธิฟ้องคดีอาญา ศาลชี้ว่า การฟ้องอาญาจะระงับได้เฉพาะกรณีที่มีการ “ยอมความ” หรือ “ถอนฟ้อง” อย่างชัดแจ้งเท่านั้น แต่ในคดีนี้ข้อตกลงเพียงผ่อนชำระหนี้ ไม่ได้ระบุว่ายอมความหรือถอนฟ้อง จึงไม่เข้าข่ายมาตรานี้ 3. “สัญญาประนีประนอมยอมความ” – หนี้เดิมยังคงอยู่ แม้จะมีการตกลงชำระหนี้ใหม่ภายหลังคำพิพากษาตามยอม แต่ไม่ได้ทำให้หนี้เดิมระงับ ศาลถือว่าหนี้เดิมจากเช็คพิพาทยังมีผลผูกพันอยู่ 4. “แปลงหนี้ใหม่” – ไม่เกิดในกรณีนี้ บันทึกข้อตกลงที่ระบุยอดหนี้ 9 ล้านบาท เป็นเพียงการผ่อนชำระหนี้เดิม ไม่ได้เปลี่ยนคู่สัญญา วัตถุแห่งหนี้ หรือสาระสำคัญอื่น ๆ จึงไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ที่จะทำให้หนี้เก่าหมดไป 5. “เช็คพิพาท” – เงินในบัญชีไม่พอจ่าย เช็คที่จำเลยออกให้โจทก์ฉบับที่ 2 ถูกธนาคารปฏิเสธเนื่องจากเงินไม่พอ ศาลจึงถือว่าเป็น “เช็คพิพาท” ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 4 และ 7 💡 สรุปประเด็นสำคัญสั้น ๆ ศาลฎีกาใช้หลักตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 และ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2),(3) ตีความว่า การทำข้อตกลงผ่อนชำระหนี้หลังคำพิพากษา ไม่ถือเป็นการยอมความหรือแปลงหนี้ใหม่ สิทธินำคดีอาญาฟ้องจึงยังไม่ระงับ หนี้ตามเช็คพิพาทยังคงผูกพันจำเลยจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด. คำวินิจฉัย ในส่วนประเด็นหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือว่า • ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งแล้วรับกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแดง พ 1873/2562 โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ 4,800,000 บาท ซึ่งถูกกำหนดโดยบันทึกข้อตกลงวันที่ 15 พ.ย. 2562 ตามลำดับ • เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นต่อไป แต่อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันตามคำพิพากษาตามย้อมเดิม หนี้ตามเช็คพิพาทจึง ไม่สิ้นผลผูกพันก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 • ในส่วนของบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 จะชำระเงิน 9,000,000 บาท เพื่อแลกกับว่าโจทก์จะไม่บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอม ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงชั้นบังคับคดีเพื่อชะลอการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และเป็นเพียงข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเท่านั้น และไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าโจทก์ตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง หรือยอมความกันใหม่ จึง ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ (novation) และมิได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้เดิม • ดังนั้น หนี้เดิมตามเช็คพิพาทยังคงอยู่ผูกพันจำเลยที่ 1 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 ย่อม ไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และ (3) • ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพิจารณาใหม่ตามรูปคดีถือว่าชอบแล้ว และฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายอย่างละเอียด ประเด็น 1: หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ + เช็คพิพาท เมื่อจำเลยตกลงชำระหนี้ต่อโจทก์โดยการออกเช็คพิพาท อยู่ภายใต้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง และเมื่อจำเลยผิดนัดชำระเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ธนาคารปฏิเสธจ่าย “เงินในบัญชีไม่พอ” ความผิดพลาดนี้ ทำให้โจทก์นำส่งฟ้องคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค ในลักษณะที่ว่า เช็คดังกล่าวเป็น “เช็คพิพาท” ซึ่งตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค ผู้ที่ใช้เช็คโดยไม่ชำระเงินตามเช็คตามที่กำหนด ย่อมมีความผิดอาญา โดยศาลวินิจฉัยว่า หนี้ตามเช็คพิพาทนั้นยังไม่สิ้นผลผูกพันก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค ซึ่งให้ไว้ว่า “ไม่เป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ระงับไป” เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้หนี้เดิมระงับไป ดังนั้น จึงยืนยันได้ว่าเมื่อจำเลยผิดนัด ย่อมทำให้โจทก์สามารถฟ้องดำเนินคดีอาญาได้ตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค ประเด็น 2: ข้อตกลงผ่อนชำระ + บันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ จำเลยที่ 1 กับโจทก์บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 9,000,000 บาท โดยแบ่งชำระงวดต่าง ๆ และให้ถือว่า หากผิดนัดงวดใด ถือว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว และให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมเดิมต่อไป ศาลวินิจฉัยว่า ข้อตกลงนั้นเป็นเพียงเครื่องมือในชั้นบังคับคดี เพื่อชะลอการบังคับคดี ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้เดิม (เช่น ไม่ได้ลดจำนวนหนี้เดิมหรือเปลี่ยนให้เกิดหนี้ใหม่ หรือทำให้หนี้เดิมหมดไป) จึงไม่ถือเป็น “แปลงหนี้ใหม่ (novation)” ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค ระงับลง โดยสรุปคือ แม้จะมีการตกลงผ่อนชำระเพิ่มเติม แต่ไม่ได้แสดงเจตนาให้ยอมความหรือสละสิทธิของโจทก์ จึงหนี้เดิมและสิทธินำคดีอาญายังอยู่ ประเด็น 3: สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 และการระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 • มาตรา 7 พ.ร.บ.ใช้เช็ค วินิจฉัยว่า เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามเช็คพิพาท ไม่ระงับสิทธิฟ้องคดีอาญา เว้นแต่มีเงื่อนไขเฉพาะตามกฎหมาย • มาตรา 39 (2) และ (3) ป.วิ.อ. กล่าวถึงสิทธิของอัยการหรือผู้เสียหายในการนำคดีอาญามาฟ้องว่า เมื่อมีการยอมความหรือเลิกกันก่อนศาลพิพากษาถึงที่สุด สิทธิอาจระงับไปได้ ศาลฎีกาในคดีนี้เห็นว่า การทำบันทึกข้อตกลงและผ่อนชำระหนี้ ไม่เท่ากับการยอมความหรือเลิกกันในคดีอาญา จึงไม่เข้าข่ายข้อระงับสิทธิฟ้องตาม มาตรา 39 (2) และ (3) ประเด็น 4: ผลกระทบทางปฎิบัติ • สำหรับผู้เสียหายที่ได้รับเช็คพิพาทหากจำเลยผิดนัด ยังคงมีสิทธิฟ้องอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค แม้จะมีการทำข้อตกลงชำระหนี้แพ่งเพิ่มเติม • ในทางตรงกันข้าม จำเลยหรือคู่สัญญาที่อยากจะยุติความรับผิดทางอาญา ควรจะพิจารณาว่า ข้อตกลงที่ทำ “ยอมความ” หรือ “ระงับสิทธิฟ้องอาญา” ตามกฎหมายได้หรือไม่ มิใช่เพียงแค่ผ่อนชำระหนี้แพ่ง IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็นปัญหา): ในคดีนี้มีประเด็นวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทภายใต้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง แล้วต่อมามีบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระเพิ่มเติม มูลหนี้เดิมและสิทธินำคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และ (3) หรือไม่? Rule (กฎกฎหมายที่เกี่ยวข้อง): • พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 กำหนดว่า หนี้ที่เกิดจากการใช้เช็คจะไม่ถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ โดยเพียงแค่มีการตกลงประนีประนอมยอมความในทางแพ่ง • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มาตรา 39 (2) และ (3) กำหนดเงื่อนไขที่สิทธิฟ้องคดีอาญาอาจระงับได้ เช่น เมื่อโจทก์ยอมความหรือถอนฟ้อง เป็นต้น Application (การวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริง): ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินตามเช็คพิพาท ซึ่งถือเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง เมื่อผิดนัดแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นต่อไป และหนี้ยังผูกพันจำเลยที่ 1 ก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม มาตรา 7 พ.ร.บ.ใช้เช็ค ต่อมา บันทึกข้อตกลงผ่อนชำระเพิ่มเติม ที่กำหนดชำระ 9,000,000 บาท ก็ยังเป็นเพียงการผ่อนชำระหนี้เดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ (สาระหนี้ จำนวนหนี้ ผู้รับหนี้) และไม่มีเจตนาให้เป็นการยอมความหรือสละสิทธิฟ้องคดีอาญา จึงไม่เข้าข่ายตาม มาตรา 39 (2),(3) ที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญาระงับ Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธินำคดีอาญาฟ้องตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค มาตรา 7 ยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และ (3) เนื่องจากข้อตกลงที่ทำเพิ่มเติมไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ และหนี้เดิมยังอยู่ผูกพันจำเลยที่ 1 ก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อคิดทางกฎหมาย • การทำข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ในทางแพ่ง ไม่เท่ากับ การยอมความหรือเลิกกันในคดีอาญาตามกฎหมายเช็ค หากไม่มีเจตนาสละสิทธิฟ้องอาญา • ผู้เสียหายจากเช็คพิพาทสามารถใช้สิทธิฟ้องอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็ค แม้คู่สัญญาจะตกลงประนีประนอมยอมความทางแพ่งไว้แล้ว • จำเลยควรระมัดระวังว่า การตกลงใหม่เพื่อผ่อนชำระหนี้ไม่ได้ยุติความรับผิดทางอาญา หากไม่ได้เจาะจงเป็นการ “ยอมความ” หรือได้รับการจำหน่ายคดีอาญา • ทนายความ ควรแนะนำคู่ความให้ชัดเจนในสัญญาว่า ถ้าต้องการยกเลิกสิทธิฟ้องอาญา จะต้องระบุเจตนา “สละสิทธิฟ้องอาญา” หรือ “ยอมความในคดีอาญา” มิใช่เพียงการผ่อนชำระหนี้แพ่ง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ⚖️ ประเด็นคำถามที่ 1 “ในกรณีที่จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง และต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเพราะเงินในบัญชีไม่เพียงพอ หากคู่ความภายหลังได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระหนี้เพิ่มเติมใหม่อีกฉบับ จะถือได้ว่าหนี้เดิมตามเช็คระงับสิ้นผลผูกพัน และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และ (3) หรือไม่” 🧭 ธงคำตอบ ไม่ถือว่าหนี้เดิมระงับสิ้นผลผูกพัน และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ 📚 เหตุผลประกอบคำตอบ ตามข้อเท็จจริง คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็ค 2 ฉบับเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งเช็คฉบับที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท ธนาคารปฏิเสธจ่ายเพราะเงินไม่พอ ต่อมาจำเลยกับโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ใหม่ โดยตกลงว่าจำเลยจะชำระหนี้ 9,000,000 บาท เป็นงวด ๆ หากผิดนัดงวดใดถือว่าไม่เคยมีข้อตกลง และให้โจทก์บังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการชะลอการบังคับคดีและเป็นข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้ ไม่ได้ระบุข้อความว่าคู่ความตกลงยอมความ หรือสละสิทธิฟ้องคดีอาญา ดังนั้นจึงไม่เป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความใหม่” ที่ทำให้หนี้เดิมระงับ และไม่เป็น “แปลงหนี้ใหม่ (novation)” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 หนี้ตามเช็คจึงยังคงมีผลผูกพันอยู่ และเมื่อจำเลยไม่ใช้เงินตามเช็คก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค ที่จะให้ถือว่าคดีเลิกกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึง ไม่ระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และ (3) สรุป: การทำบันทึกข้อตกลงผ่อนชำระภายหลังการผิดนัดเช็ค ไม่ทำให้สิทธิฟ้องอาญาระงับ เพราะไม่มีเจตนายอมความหรือสละสิทธิในคดีอาญา หนี้เดิมยังผูกพันตามเดิม ⚖️ ประเด็นคำถามที่ 2 “ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง แล้วจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าว หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามเช็ค จะถือว่าหนี้เดิมสิ้นสุดลงตามสัญญาประนีประนอม และโจทก์ไม่อาจฟ้องคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ใช้เช็คได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ให้พิจารณาบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค ประกอบมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” 🧭 ธงคำตอบ ไม่ถือว่าหนี้เดิมสิ้นสุดลง และโจทก์ยังคงมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องได้ 📚 เหตุผลประกอบคำตอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง โดยจำเลยตกลงชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 4,800,000 บาท และออกเช็ค 2 ฉบับเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยปฏิบัติตามครบถ้วน หนี้จะถือว่าสิ้นสุด แต่หากผิดนัด ให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มจำนวนหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ดังกล่าวยังคงผูกพันจำเลยอยู่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่เข้าหลักตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “หากหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกัน” ในคดีนี้ หนี้ตามเช็ค ยังไม่สิ้นผลผูกพันก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น คดีย่อมไม่เลิกกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม มาตรา 39 (3) ป.วิ.อ. ศาลฎีกาจึงพิพากษาว่า โจทก์ยังมีสิทธิดำเนินคดีอาญากับจำเลยได้ การที่จำเลยออกเช็คแล้วธนาคารปฏิเสธจ่ายเพราะเงินไม่พอ ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ใช้เช็ค สรุป: แม้จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความและออกเช็คชำระหนี้ แต่เมื่อผิดนัดและหนี้ยังไม่สิ้นผลผูกพันก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังคงอยู่ ไม่ระงับตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ใช้เช็ค และมาตรา 39 ป.วิ.อ. 💡 สรุปภาพรวมทั้งสองประเด็น คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของแนวคิด “หนี้ทางแพ่งกับความผิดทางอาญาแยกจากกัน” ศาลฎีกายืนยันหลักว่า • การทำสัญญาประนีประนอมยอมความในทางแพ่ง ไม่ได้ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องอาญา เว้นแต่จะมีเจตนาเลิกกันโดยชัดแจ้ง • การทำบันทึกข้อตกลงหรือผ่อนชำระภายหลังการผิดนัด ไม่ถือเป็นแปลงหนี้ใหม่ หรือการสละสิทธิทางอาญา • หนี้ตามเช็คพิพาทยังคงมีผลผูกพันจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2567 การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แต่มีเหตุขัดข้องทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำบันทึกดังต่อไปนี้ จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ แบ่งชำระ 2 งวด ชำระในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 1,200,000 บาท และชำระในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 3,600,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท และฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน 3,600,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน ให้ถือว่าภาระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุด แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามเช็คดังกล่าว ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลง และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มจำนวนภาระหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความทันที ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่ง โดยมีข้อตกลงว่าหากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มจำนวนภาระหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีกต่อไป แต่จำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมเดิม หนี้ดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระจึงไม่สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะถือว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3) ส่วนบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ในภายหลังต่อมาที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 9,000,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดจนกว่าจะชำระครบ โดยชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 30 กันยายน 2563 หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว ให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้นั้น นอกจากจะเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีเพื่อชะลอการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเท่านั้น และตามข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในทันทีหรือยอมความกัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไป แล้วเกิดหนี้ใหม่ตามบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่เป็นแปลงหนี้ใหม่ อันจะทำให้หนี้เดิมระงับไปแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ให้โจทก์ และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงไม่เลิกกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และ (3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง จําเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและรับกันฟังเป็นยุติว่า หลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 4,800,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้แต่มีเหตุขัดข้องทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำบันทึกดังต่อไปนี้ จำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่โจทก์แบ่งชำระ 2 งวด ชำระในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 1,200,000 บาท และชำระในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 3,600,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับฉบับแรก ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 สั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท และฉบับที่สอง ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน3,600,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน ให้ถือว่าภาระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นอันสิ้นสุด แต่หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามเช็คดังกล่าว ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นอันสิ้นสุดลง และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มจำนวนภาระหนี้ที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความทันทีตามบันทึกข้อตกลง เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คฉบับแรกไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คได้ ส่วนเช็คฉบับที่สองซึ่งเป็นเช็คพิพาทธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ตามเช็คและใบนำส่งเช็คคืน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามรายงานการยึดทรัพย์ แต่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันว่า จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 9,000,000 บาท โดยชำระในวันดังกล่าว 100,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นรายงวด หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและถือว่าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว โดยโจทก์จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ต่อไป ตามบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์และหลักฐานการโอนเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และ (3) หรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีข้อตกลงว่าหากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ตามคำขอท้ายฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิม เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอีกต่อไป แต่จำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมเดิม หนี้ดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระจึงไม่สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะถือว่าคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (3) ส่วนบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ในภายหลังต่อมาที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 9,000,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดจนกว่าจะชำระครบ โดยชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 30 กันยายน 2563 หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ถือว่าไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว ให้โจทก์บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ พ 1873/2562 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้นั้น นอกจากจะเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีเพื่อชะลอการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทเท่านั้น และตามข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในทันทีหรือยอมความกัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ทำให้มูลหนี้เดิมตามเช็คระงับไป แล้วเกิดหนี้ใหม่ตามบันทึกข้อตกลงท้ายรายงานการยึดทรัพย์ ทั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่เป็นแปลงหนี้ใหม่ อันจะทำให้หนี้เดิมระงับไปแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ใช้เงินตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ให้โจทก์ และหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นก็ไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 คดีจึงไม่เลิกกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และ (3)ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2566 ประเด็นในคดีนี้คือ จำเลยออกเช็คหลายฉบับให้โจทก์ แล้วมีเช็คฉบับหนึ่งซึ่งเป็น “เช็คพิพาท” ธนาคารปฏิเสธจ่าย ต่อมาจำเลยวางเงินจำนวน 240,000 บาทต่อศาลชั้นต้น อ้างว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คพิพาทฉบับนั้นครบถ้วน ทำให้หนี้สิ้นผลผูกพันและคดีอาญาควรเลิกกันตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 จึงอ้างว่าสิทธิฟ้องคดีอาญาควรระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39. แต่ศาลฎีกาตรวจรายงานกระบวนพิจารณาและคำแถลงโจทก์ต่อศาล พบว่าโจทก์ไม่ได้ยอมรับเงินดังกล่าวว่าเป็นการชำระหนี้เฉพาะเช็คพิพาทฉบับเดียว หากแต่รับไว้เพื่อ “เฉลี่ยใช้หนี้เช็คทุกฉบับ” ที่จำเลยค้างอยู่ในคดี ซึ่งแปลว่า ยังไม่มีการชำระหนี้ครบถ้วนตามมูลหนี้เฉพาะเช็คพิพาทนั้นเอง หนี้ตามเช็คพิพาทฉบับนี้จึงยัง “ไม่สิ้นผลผูกพัน” ก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 7 ที่จะให้ถือว่าคดีเลิกกัน สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์จึงยังไม่ระงับ ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักว่า จำเลยไม่สามารถอาศัยการชำระบางส่วน หรือการวางเงินรวมก้อนโดยไม่ระบุว่าเป็นการชำระหนี้เช็คพิพาทฉบับนั้นโดยสมบูรณ์ มาเป็นเกราะคุ้มกันคดีอาญาได้ ผลของคดีนี้คือ การจะทำให้คดีเช็ค “เลิกกัน” ตามมาตรา 7 ต้องเป็นการชำระหนี้ที่ตรงต่อเช็คพิพาทจนหมดสิ้นจริง ๆ ไม่ใช่เพียงการจ่ายบางส่วนหรือจ่ายแบบรวมยอด เพื่อไปอ้างว่าคดีอาญาเลิกแล้ว. คำพิพากษานี้จึงย้ำว่า การจะตัดสิทธิฟ้องอาญาต้องพิสูจน์ได้ว่ามูลหนี้ตามเช็คฉบับพิพาทสิ้นผลผูกพันจริง มิใช่แค่มีการเงินเคลื่อนไหวในศาล. ข้อนี้สอดคล้องกับฎีกา 1245/2567 ที่วินิจฉัยว่า หากหนี้ยังไม่สิ้นผลผูกพัน สิทธิฟ้องอาญายังอยู่ครบ. อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2566 ซึ่งสรุปปรากฏในบทวิเคราะห์ 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19/2540 ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยฐานออกเช็คโดยไม่มีเงิน รองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 พร้อมทั้งเรียกหนี้ทางแพ่งซึ่งเกิดจากสัญญาซื้อขาย ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเงินต้นจำนวนตามเช็คพิพาทมาวางต่อศาล โดยอ้างว่าได้ชำระหนี้แล้ว หนี้จึงสิ้นผลผูกพัน ทำให้คดีอาญาเลิกกันตาม มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ใช้เช็ค ส่งผลให้สิทธิฟ้องคดีอาญาควรระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3). ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะถือว่าหนี้ “สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามมาตรา 7 นั้น ไม่ใช่การจ่ายเฉพาะเงินต้นตามเช็คเท่านั้น แต่ต้องรวม “ดอกเบี้ยผิดนัด” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธจ่ายจนถึงวันที่ชำระครบจริงด้วย เพราะถือว่าเมื่อเช็คเด้ง ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องรับผิดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมาย หากจำเลยวางเงินเฉพาะจำนวนเงินตามเช็ค แต่ยังไม่ชำระดอกเบี้ยครบถ้วน หนี้ยังไม่สิ้นผลผูกพัน คดีก็ยังไม่ “เลิกกัน” ยังฟ้องอาญาได้อยู่ แต่ในคดีนี้ ภายหลังระหว่างพิจารณาศาลฎีกา จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติมครบถ้วน ศาลจึงถือว่าหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทำให้คดีเลิกกันตามมาตรา 7 และสิทธิฟ้องอาญาระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (3). แนวนี้ชี้ว่า มาตรา 7 ไม่ได้ปกป้องจำเลยอัตโนมัติ การ “ชำระหนี้” ต้องครบทุกองค์ประกอบของหนี้ หากยังค้างแม้แต่ดอกเบี้ย ก็ยังฟ้องอาญาได้อยู่ เช่นเดียวกับฎีกา 1245/2567 ซึ่งศาลไม่ยอมให้จำเลยใช้ข้อตกลงผ่อนชำระแบบไม่ครบถ้วนมาเป็นเหตุปิดคดีอาญา 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3062-3063/2562 ประเด็นคือ สิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาต่อจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 จะยังอยู่หรือไม่ เมื่อมีการชำระหนี้บางส่วน หรือมีเหตุทางแพ่งในภายหลัง เช่น การประนีประนอม หรือการผ่อนผันชำระ ศาลฎีกาพิจารณามาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ใช้เช็ค ซึ่งบัญญัติว่า หากผู้กระทำความผิด “ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผู้ทรงเช็ค หรือแก่ธนาคารภายในสามสิบวัน… หรือหนี้ที่ผู้กระทำความผิดได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” ศาลตีความอย่างเคร่งครัดว่า การเลิกกันของคดีอาญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันจริง ๆ (เช่น ชำระครบหรือหนี้ระงับโดยนิติกรรมที่แท้จริง) ไม่ใช่เพียงเพราะคู่ความมีการพูดคุย เจรจา หรือทำข้อตกลงผ่อนผันระหว่างการบังคับคดีแพ่ง เพราะการเจรจาหรือการยืดเวลาชำระหนี้ไม่ใช่การระงับหนี้เดิมในสาระสำคัญ ศาลจึงวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับ เพราะคดียังไม่ “เลิกกัน” ในความหมายของมาตรา 7 กล่าวคือ ความรับผิดอาญายังเดินคู่ไปกับความรับผิดแพ่ง จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันทั้งจำนวนก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด แนวคำพิพากษานี้วางหลักร่วมกับฎีกา 1245/2567 ว่า “ข้อตกลงผ่อนชำระ, ขอผ่อนเวลา, หรือบันทึกข้อตกลงชั้นบังคับคดี” ไม่เท่ากับการยุติความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ เว้นแต่หนี้จะระงับอย่างแท้จริง. 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6581-6582/2556 คดีนี้ช่วยให้เห็น “ด้านกลับ” ของคดีเช็ค คือบางกรณีศาลอาจเห็นว่าไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คเลยตั้งแต่ต้น ไม่ต้องไปถึงมาตรา 7. ข้อเท็จจริงคือ จำเลยออกเช็คหลายฉบับให้ผู้เสียหาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างทราบตรงกันว่า ณ วันออกเช็คนั้น จำเลยยังไม่มีเงินเพียงพอและเช็คนั้นออกเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ไม่ใช่เพื่อชำระหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว ผู้เสียหายยังยอมให้จำเลยออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้า และบางครั้งยังตกลงเลื่อนการนำเช็คไปเรียกเก็บ เพราะรู้ว่าเงินไม่พอ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนเจตนาร่วมกันของคู่สัญญาว่าเช็คถูกออก “เป็นหลักประกัน” มิใช่ “เช็คเพื่อชำระหนี้” ในความหมายของความผิดตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ใช้เช็ค (ซึ่งโดยหลัก ต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ถึงกำหนดใช้แล้ว แต่ผู้ออกเช็ครู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินเพียงพอและยังสั่งจ่าย) เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายเองรู้ล่วงหน้าว่าจำเลยยังไม่มีเงินและยอมรับเช็คเพียงเพื่อเป็นหลักประกัน ศาลจึงเห็นว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 ไม่ครบ ความรับผิดอาญาจึงไม่เกิดตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องและยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2. คำพิพากษานี้ใช้เปรียบเทียบกับฎีกา 1245/2567 ได้ดีมาก: ใน 1245/2567 ศาลเห็นว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (หนี้แพ่งแท้จริง) เมื่อเช็คเด้งจึงเข้าข่ายความผิดอาญาและปัญหาจะไปอยู่ที่ “หนี้สิ้นผลผูกพันแล้วหรือยัง” ส่วนใน 6581-6582/2556 ปัญหาอยู่ที่ “เช็คนี้เป็นเช็คชำระหนี้จริงไหม หรือเป็นแค่หลักประกัน” ถ้าเป็นเพียงหลักประกัน ก็ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดเลยตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปเถียงเรื่อง มาตรา 7 |





.jpg)