ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีเช็คเด้ง ชำระหนี้บางส่วนไม่ระงับสิทธิฟ้องคดีอาญา(ฎีกา 508/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 508/2567, ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4, การวินิจฉัยสิทธินำคดีอาญามาฟ้องกรณีชำระหนี้บางส่วน, หลักการไม่ถือว่าเป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39, การฟ้องคดีแพ่งหนี้กู้ยืมคู่ขนานคดีอาญา, การไม่ระงับสิทธิฟ้องคดีอาญาเมื่อยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบจำนวน, การปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากเงินไม่พอ, การตีความพฤติการณ์ชำระหนี้ 525000 บาท ว่าไม่ใช่การเลิกข้อพิพาท

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาว่าการที่ลูกหนี้ชำระเงินบางส่วนภายหลังเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จะถือเป็นการยอมความกันในความผิดอาญาหรือทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาของเจ้าหนี้ระงับไปหรือไม่ โดยศาลฎีกาวิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความมุ่งหมายในการชำระหนี้ และความต่อเนื่องของการเรียกชำระหนี้จากคู่ความ เพื่อวินิจฉัยว่าสิทธิฟ้องคดีอาญายังคงอยู่ ขณะเดียวกันยังพิจารณาประเด็นการกำหนดโทษ การรอการลงโทษ และข้อห้ามไม่ให้ยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาและแพ่ง อันเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่สะท้อนแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคดีเช็คในเชิงนโยบายกฎหมาย

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจว่า

1 การชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่าย จะถือเป็นการยอมความทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับหรือไม่

2 พฤติการณ์ที่โจทก์ยังติดตามทวงถามและฟ้องคดีแพ่งต่อเนื่อง จะมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาว่าสิทธิฟ้องคดีอาญายังคงอยู่หรือไม่

3 คู่ความอาจยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยหนักขึ้นได้หรือไม่ ภายใต้หลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยและบุคคลร่วมกู้ยืมเงินจำนวน 1200000 บาท โดยจำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวนเดียวกันเพื่อชำระหนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่เพียงพอ

ภายหลังธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยนำเงินสด 300000 บาท และเช็คจำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 75000 บาท รวมเป็นเงิน 225000 บาท มามอบให้โจทก์ ซึ่งโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บและได้รับเงินครบถ้วน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 525000 บาท ยังเหลือยอดหนี้อีก 675000 บาทที่จำเลยไม่ได้ชำระ

โจทก์จึงฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และต่อมาฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่มีการชำระหนี้ครบจำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับลงโทษจำเลยและรอการลงโทษจำคุกไว้

ต่อมาทั้งสองฝ่ายฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จะถือว่าเป็น “การยอมความ” ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ทั้งหมดไม่แสดงเจตนาการเลิกข้อพิพาท จึงยังไม่เป็นการยอมความ สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ยังคงอยู่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ และkey words ที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ มีดังนี้

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

กฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ ใช้พิจารณาว่าเมื่อใดสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับเพราะคู่ความยอมความกัน ศาลวินิจฉัยว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่การยอมความ เพราะคู่ความยังมีข้อพิพาทและหนี้ยังคงค้างอยู่

2. พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

เป็นบทกฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานใช้เช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลยืนยันว่าการออกเช็คเพื่อชำระหนี้กู้ยืมที่ไม่มีเงินเพียงพอในบัญชีเป็นความผิดตามบทบัญญัตินี้

3. การชำระหนี้บางส่วน

เป็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญที่สุดที่จำเลยนำมาอ้างเพื่อให้คดีอาญาระงับ ศาลวินิจฉัยว่าการชำระหนี้เพียงบางส่วนหลังเช็คเด้งไม่ถือเป็นการยุติข้อพิพาท ผู้เสียหายยังสามารถฟ้องคดีอาญาต่อไปได้

4. ไม่ใช่การยอมความ

ศาลชี้ว่าไม่มีสัญญาหรือพฤติการณ์แสดงความตกลงเลิกข้อพิพาทระหว่างคู่ความ การรับเงินบางส่วนและรับเช็คใหม่เป็นเพียงการลดจำนวนหนี้ ไม่ใช่การยอมความตามกฎหมาย

5. ข้อห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นใหม่ เช่น การอ้างว่าจำเลยใช้หลักประกันที่บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ตามหลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 และ 252 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นที่หนึ่ง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับหรือไม่

จำเลยอ้างว่าการรับเงินสดและเช็คสามฉบับถือเป็นการยอมความต่อคดีเช็ค ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พฤติการณ์การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการชำระหนี้บางส่วน ไม่มีข้อตกลงว่าจะไม่เรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือ การรับเงินบางส่วนไม่ใช่การยอมความ และไม่ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ โจทก์ยังติดตามทวงถามและฟ้องคดีแพ่งเรื่องหนี้กู้ยืมต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามิได้เลิกข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็คพิพาท

ประเด็นที่สอง การยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาของโจทก์

โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมว่า จำเลยหลอกกู้เงินด้วยหลักประกันที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อใหม่ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาก่อนในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ปวิแพ่ง มาตรา 225 มาตรา 252 และ ปวิอ มาตรา 15 ศาลจึงไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นที่สาม การกำหนดโทษและรอการลงโทษ

โจทก์ขอให้ลงโทษหนักขึ้นและไม่รอการลงโทษจำคุก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โทษจำคุก 10 เดือน และรอการลงโทษ 1 ปี ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว เนื่องจากจำเลยชำระหนี้ไปบางส่วน พยายามบรรเทาผลร้าย ไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีเหตุสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

3.1 หลักเรื่องการยอมความในคดีอาญาเกี่ยวกับใช้เช็ค

ตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) การยอมความต้องมีเจตนาเลิกข้อพิพาทอย่างชัดแจ้งหรือโดยผลของสัญญา แต่จากพฤติการณ์ในคดีนี้ โจทก์มีการติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง นำเช็คพิพาทไปฟ้องคดีแพ่ง และยังคงเรียกร้องยอดหนี้ส่วนที่เหลือ แสดงว่าหนี้ยังคงเป็นข้อพิพาทอยู่ การชำระหนี้บางส่วนไม่อาจตีความเป็นการยอมความได้

3.2 การนำสืบพฤติการณ์ภายหลังเช็คเด้ง

ศาลให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่ความเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการกระทำที่เป็นรูปธรรม เหตุนี้จึงไม่ถือว่าการชำระหนี้ 525000 บาทเป็นการเลิกข้อพิพาท แต่เป็นเพียงการลดภาระความเสียหายของเจ้าหนี้บางส่วน

3.3 ข้อห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา

ศาลฎีกายึดหลักเคร่งครัดเรื่องข้อห้ามยกฐานความผิดหรือข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา เพื่อความสงบแน่นอนแห่งกระบวนพิจารณา ทำให้ประเด็นที่โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมถูกปฏิเสธทันทีตาม ปวิแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15

3.4 การกำหนดโทษและเหตุรอการลงโทษ

ศาลให้ความสำคัญต่อสภาพส่วนตัวของจำเลย อาทิ ไม่เคยได้รับโทษมาก่อน มีการชำระหนี้บางส่วน มีพฤติการณ์บรรเทาผลร้าย จึงเห็นว่าการรอการลงโทษเหมาะสม

IRAC 

Issue

เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน การรับเงินดังกล่าวจะถือเป็นการยอมความทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตาม พรบ ใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ระงับไปตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) หรือไม่

Rule

ปวิอ มาตรา 39 (2) ระบุว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อคู่กรณียอมความกัน การยอมความต้องประกอบด้วยเจตนาเลิกข้อพิพาทหรือแสดงโดยพฤติการณ์ว่ายินยอมมิให้มีการดำเนินคดีอีกต่อไป การชำระหนี้บางส่วนไม่ถือเป็นการยอมความ หากไม่ปรากฏว่าคู่ความตกลงเลิกข้อพิพาท เป็นหลักที่ศาลฎีกาถือปฏิบัติสม่ำเสมอในคดีใช้เช็ค

Application

ในคดีนี้ จำเลยชำระเพียง 525000 บาท จากยอดหนี้ 1200000 บาท ยังเหลือหนี้อีก 675000 บาท โจทก์ยังติดตามทวงถาม ฟ้องคดีแพ่ง และฟ้องคดีอาญาต่อเนื่อง ไม่ได้มีการทำสัญญายุติข้อพิพาทหรือการแสดงเจตนาว่าจะไม่ดำเนินคดีอีกต่อไป การรับเงินบางส่วนจึงเป็นการรับชำระหนี้เพียงบางส่วน มิใช่การยอมความตามกฎหมาย ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ

Conclusion

สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ไม่ระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และคงคำสั่งรอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า การชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คเด้งไม่ถือเป็นการยอมความหรือเลิกข้อพิพาท เว้นแต่คู่ความมีเจตนาแสดงออกโดยชัดแจ้งว่าประสงค์จะยุติคดีอาญาโดยสิ้นเชิง การตีความต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ นอกจากนี้คำพิพากษายังสะท้อนหลักการห้ามนำข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นฎีกา และแนวทางการรอการลงโทษที่มุ่งให้โอกาสผู้กระทำผิดในกรณีที่มีพฤติการณ์สมควรปรานี ดำรงหลักความยุติธรรมควบคู่กับการประคับประคองให้ผู้กระทำผิดกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2567 

มูลหนี้ตามเช็คในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้กู้ยืม หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้ชำระเงินสด 300,000 บาท และนำเช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 75,000 บาท ไปมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในส่วนนี้เพียง 525,000 บาท จำเลยยังคงต้องชำระหนี้ที่กู้ยืมส่วนที่เหลืออีก 675,000 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ยังประสงค์จะบังคับตามเช็คพิพาทต่อไป ซึ่งการที่โจทก์รับเงินสดและเช็คทั้งสามฉบับที่จำเลยนำไปมอบให้โจทก์หลังธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ได้มีข้อตกลงว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหรือไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทต่อไป กรณีจึงไม่เป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) จำคุก 10 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยออกเช็คพิพาท ธนาคาร ก. เลขที่ 5672xxxx ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยและนายนันทพงศ์ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์รับชำระเงินสด 300,000 บาท และเช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 75,000 บาท โดยโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คแล้ว เป็นการยอมความกันตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้กู้ยืม หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้ชำระเงินสด 300,000 บาท และนำเช็ค 3 ฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในส่วนนี้เพียง 525,000 บาท จำเลยยังคงต้องชำระหนี้ที่กู้ยืมส่วนที่เหลืออีก 675,000 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ยังประสงค์จะบังคับตามเช็คพิพาทต่อไป ซึ่งการที่โจทก์รับเงินสดและเช็คทั้งสามฉบับที่จำเลยนำไปมอบให้โจทก์หลังธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ได้มีข้อตกลงว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหรือไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทต่อไป กรณีจึงไม่เป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยกับนายนันทพงศ์เป็นคดีแพ่งให้ชำระหนี้เงินกู้ยืม 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคดีหมายเลขแดงที่ มย. 121/2564 ซึ่งศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดไปแล้ว แต่ในคดีดังกล่าวก็ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือมีการตกลงประนีประนอมยอมความกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกกู้ยืมเงินจำนวนมากไปจากโจทก์โดยใช้หลักประกันเป็นโฉนดที่ดินไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือจึงจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และตามฎีกาของโจทก์ที่ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่เหมาะสม สมควรต้องไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น บ่งชี้ว่าโจทก์คงพอใจให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน ซึ่งก็นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางไว้ นอกจากนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิด อายุ การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุอันควรปรานี โดยให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อกลับตนเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าแม้เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่พฤติการณ์หลังจากนั้นที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนและนำเช็คใหม่มามอบให้โจทก์ทำให้ไม่ปรากฏเจตนาทุจริตเพียงพอในการลงโทษจำเลย

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยออกเช็คโดยไม่มีเงินเพียงพอในบัญชี เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 10 เดือน ปรับ 50000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี

3 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่การยอมความตาม ปวิอ มาตรา 39 สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ไม่ระงับ และการรอการลงโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อจำเลยออกเช็คจำนวน 1200000 บาทสั่งจ่ายให้โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืม แต่เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอ จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังด้วยเงินสด 300000 บาท และเช็คอีกสามฉบับรวม 225000 บาท โดยโจทก์รับเงินและได้รับชำระตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการยอมความกันในคดีอาญาเช็คตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ระงับหรือไม่

ธงคำตอบ

การพิจารณาต้องดูเจตนาและพฤติการณ์โดยรวมว่าคู่ความมีความประสงค์เลิกข้อพิพาทหรือไม่ แม้จำเลยจะชำระหนี้บางส่วนหลังเช็คเด้ง แต่ยอดหนี้ยังเหลืออีก 675000 บาท และโจทก์ยังคงเรียกร้องหนี้ต่อเนื่อง ทั้งยังฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้กู้ยืมโดยแยกต่างหาก จึงแสดงว่าโจทก์มิได้ยอมเลิกข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็คพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ถือเป็นการยอมความ สิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2)

ข้อ 2

เมื่อจำเลยอ้างว่าการที่โจทก์รับเงินสดและรับเช็คใหม่สามฉบับเป็นการตกลงประนีประนอมยอมความกัน ทั้งคู่ความมิได้ทำหนังสือหรือข้อตกลงใดว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการยุติคดี โจทก์ยังคงทวงถามหนี้และนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาล การรับเงินของโจทก์เพียงบางส่วนจะเพียงพอให้ถือว่ามี “พฤติการณ์แห่งการยอมความโดยนัย” หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยอมความกำหนดว่าต้องมีการแสดงเจตนาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการเลิกข้อพิพาท การรับเงินบางส่วนไม่มีผลทำให้คดีสิ้นสุด หากความประสงค์ของเจ้าหนี้ยังคงเรียกร้องหนี้ต่อไป ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์ยังคงฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับหนี้กู้ยืม การที่โจทก์นำเช็คที่จำเลยให้ใหม่ไปเรียกเก็บเงินเป็นเพียงการลดจำนวนหนี้ มิใช่การยุติข้อพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ใดแสดงว่าโจทก์ตั้งใจยุติคดี การอ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อ 3

ในคดีนี้โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมว่าจำเลยหลอกลวงโดยใช้หลักประกันเป็นโฉนดที่ดินซึ่งไม่สามารถบังคับคดีได้ และถือเป็นเหตุควรให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น การยกข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวหาใหม่ในชั้นฎีกาเช่นนี้สามารถกระทำได้หรือไม่ ตามหลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา

ธงคำตอบ

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กำหนดห้ามมิให้คู่ความยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ในชั้นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นอุทธรณ์ คดีนี้โจทก์มิได้ยกข้ออ้างเรื่องการหลอกกู้ด้วยหลักประกันไม่ชอบมาก่อนในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาจึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้

ข้อ 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน ปรับ 50000 บาท ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี แต่โจทก์ฎีกาว่าโทษดังกล่าวไม่เหมาะสม ควรไม่รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกามีเกณฑ์พิจารณาอย่างไรในการกำหนดโทษและการรอการลงโทษจำคุก เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนและไม่เคยต้องโทษมาก่อน

ธงคำตอบ

การกำหนดโทษและพิจารณารอการลงโทษเป็นดุลพินิจศาลโดยพิจารณาความหนักเบาแห่งการกระทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์บรรเทาผลร้าย รวมทั้งประวัติของจำเลย ในคดีนี้จำเลยชำระหนี้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง มีความพยายามเยียวยาความเสียหาย และไม่เคยต้องโทษมาก่อน ศาลฎีกาเห็นว่าสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี การรอการลงโทษ 1 ปีจึงเหมาะสม ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์

ข้อ 5

เมื่อคดีแพ่งเรื่องหนี้กู้ยืมระหว่างคู่ความมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีหมายเลข มย 121/2564 แต่จำเลยยังมิได้ชำระหนี้เต็มจำนวน ศาลฎีกาได้นำพฤติการณ์ของคดีแพ่งมาประกอบการวินิจฉัยคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คอย่างไร และเหตุใดศาลจึงถือว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็ค

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาได้นำผลของคดีแพ่งมาใช้ประกอบพฤติการณ์ว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมยังคงค้างอยู่ แม้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่ยังไม่มีการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน ยิ่งแสดงว่าคู่ความยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับยอดหนี้และเจตนาเรียกร้องของโจทก์ไม่สิ้นสุด การที่จำเลยชำระเพียง 525000 บาท และไม่มีข้อตกลงยุติคดีอย่างชัดเจน จึงไม่อาจตีความว่าเป็นการยอมความในคดีอาญา ศาลฎีกาถือว่าคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นคนละส่วนกัน และการขาดการชำระหนี้เต็มจำนวนเป็นข้อยืนยันว่าโจทก์ยังคงประสงค์บังคับตามเช็คพิพาทต่อไป สิทธิฟ้องคดีอาญาจึงไม่ระงับ




เกี่ยวกับตั๋วเงินและเช็ค บัญชีเดินสะพัด

การพิสูจน์มูลหนี้ก่อนออกเช็คและภาระการนำสืบตาม พ.ร.บ.ใช้เช็คฯ มาตรา 4
แก้ไขวันที่ในเช็ค ผู้สั่งจ่ายยังต้องรับผิด ผู้ทรงโดยชอบมีสิทธิเรียกเงิน(ฎีกา 3947/2554)
การนับโทษกักขังติดต่อกันในคดีเช็คหลายคดี, พ.ร.บ.เช็ค, โทษกักขัง, นับโทษต่อ,(ฎีกา 4884/2566)
ความผิดเช็คหลายกรรม,สั่งจ่ายเช็ค,หนังสือรับสภาพหนี้,ปอ มาตรา 91, (ฎีกา 5208/2566)
สิทธินำคดีอาญาใช้เช็ค ไม่ระงับตาม ม.39 (ฎีกา 1245/2567)
คดีเช็ค, ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย, พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ย,ฎีกา 4245/2565
คดีเช็คเกินดอกเบี้ยกฎหมาย & การยกฟ้อง,พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ย,(ฎีกาที่ 4245/2565)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2567 : ขายลดเช็คไม่ใช่การกู้ยืมเงิน และการปรับอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2567: หนังสือรับสภาพหนี้เป็นหลักฐานกู้ยืมเงิน และการใช้เช็คที่มีเจตนาไม่ชำระหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2543: การรวมฟ้องหนี้บัญชีเดินสะพัดแม้ภาระชำระต่างกัน
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา, ความผิดการใช้เช็ค,
คดีเช็คในระหว่างพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด,พรบ ล้มละลาย,ความผิดเช็คเด้ง,(ฎีกา 5209/2566)
จำเลยใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ครบถ้วนหลังคดีถึงที่สุดแล้ว
เช็คไม่มีมูลหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย
โจทก์รับเช็คมาโดยไม่สุจริตคบคิดกันฉ้อฉล
วันและเวลาเกิดการกระทำความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
เช็คไม่ลงวันที่ ผู้สลักหลังมาเติมภายหลัง เป็นความผิดอาญาหรือไม่