
| คดีเช็คเด้ง ชำระหนี้บางส่วนไม่ระงับสิทธิฟ้องคดีอาญา(ฎีกา 508/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาว่าการที่ลูกหนี้ชำระเงินบางส่วนภายหลังเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จะถือเป็นการยอมความกันในความผิดอาญาหรือทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาของเจ้าหนี้ระงับไปหรือไม่ โดยศาลฎีกาวิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความมุ่งหมายในการชำระหนี้ และความต่อเนื่องของการเรียกชำระหนี้จากคู่ความ เพื่อวินิจฉัยว่าสิทธิฟ้องคดีอาญายังคงอยู่ ขณะเดียวกันยังพิจารณาประเด็นการกำหนดโทษ การรอการลงโทษ และข้อห้ามไม่ให้ยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาและแพ่ง อันเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่สะท้อนแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคดีเช็คในเชิงนโยบายกฎหมาย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจว่า 1 การชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่าย จะถือเป็นการยอมความทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับหรือไม่ 2 พฤติการณ์ที่โจทก์ยังติดตามทวงถามและฟ้องคดีแพ่งต่อเนื่อง จะมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาว่าสิทธิฟ้องคดีอาญายังคงอยู่หรือไม่ 3 คู่ความอาจยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อขอให้ศาลลงโทษจำเลยหนักขึ้นได้หรือไม่ ภายใต้หลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้เงินที่จำเลยและบุคคลร่วมกู้ยืมเงินจำนวน 1200000 บาท โดยจำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวนเดียวกันเพื่อชำระหนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่เพียงพอ ภายหลังธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยนำเงินสด 300000 บาท และเช็คจำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 75000 บาท รวมเป็นเงิน 225000 บาท มามอบให้โจทก์ ซึ่งโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บและได้รับเงินครบถ้วน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 525000 บาท ยังเหลือยอดหนี้อีก 675000 บาทที่จำเลยไม่ได้ชำระ โจทก์จึงฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และต่อมาฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่มีการชำระหนี้ครบจำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับลงโทษจำเลยและรอการลงโทษจำคุกไว้ ต่อมาทั้งสองฝ่ายฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน จะถือว่าเป็น “การยอมความ” ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ทั้งหมดไม่แสดงเจตนาการเลิกข้อพิพาท จึงยังไม่เป็นการยอมความ สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ยังคงอยู่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ และkey words ที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ มีดังนี้ 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) กฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ ใช้พิจารณาว่าเมื่อใดสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับเพราะคู่ความยอมความกัน ศาลวินิจฉัยว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่การยอมความ เพราะคู่ความยังมีข้อพิพาทและหนี้ยังคงค้างอยู่ 2. พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นบทกฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานใช้เช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ศาลยืนยันว่าการออกเช็คเพื่อชำระหนี้กู้ยืมที่ไม่มีเงินเพียงพอในบัญชีเป็นความผิดตามบทบัญญัตินี้ 3. การชำระหนี้บางส่วน เป็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญที่สุดที่จำเลยนำมาอ้างเพื่อให้คดีอาญาระงับ ศาลวินิจฉัยว่าการชำระหนี้เพียงบางส่วนหลังเช็คเด้งไม่ถือเป็นการยุติข้อพิพาท ผู้เสียหายยังสามารถฟ้องคดีอาญาต่อไปได้ 4. ไม่ใช่การยอมความ ศาลชี้ว่าไม่มีสัญญาหรือพฤติการณ์แสดงความตกลงเลิกข้อพิพาทระหว่างคู่ความ การรับเงินบางส่วนและรับเช็คใหม่เป็นเพียงการลดจำนวนหนี้ ไม่ใช่การยอมความตามกฎหมาย 5. ข้อห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นใหม่ เช่น การอ้างว่าจำเลยใช้หลักประกันที่บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ตามหลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 และ 252 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15 ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นที่หนึ่ง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับหรือไม่ จำเลยอ้างว่าการรับเงินสดและเช็คสามฉบับถือเป็นการยอมความต่อคดีเช็ค ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์การชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงการชำระหนี้บางส่วน ไม่มีข้อตกลงว่าจะไม่เรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือ การรับเงินบางส่วนไม่ใช่การยอมความ และไม่ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ โจทก์ยังติดตามทวงถามและฟ้องคดีแพ่งเรื่องหนี้กู้ยืมต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามิได้เลิกข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็คพิพาท ประเด็นที่สอง การยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาของโจทก์ โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมว่า จำเลยหลอกกู้เงินด้วยหลักประกันที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อใหม่ที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาก่อนในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ปวิแพ่ง มาตรา 225 มาตรา 252 และ ปวิอ มาตรา 15 ศาลจึงไม่รับวินิจฉัย ประเด็นที่สาม การกำหนดโทษและรอการลงโทษ โจทก์ขอให้ลงโทษหนักขึ้นและไม่รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โทษจำคุก 10 เดือน และรอการลงโทษ 1 ปี ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว เนื่องจากจำเลยชำระหนี้ไปบางส่วน พยายามบรรเทาผลร้าย ไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีเหตุสมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 3.1 หลักเรื่องการยอมความในคดีอาญาเกี่ยวกับใช้เช็ค ตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) การยอมความต้องมีเจตนาเลิกข้อพิพาทอย่างชัดแจ้งหรือโดยผลของสัญญา แต่จากพฤติการณ์ในคดีนี้ โจทก์มีการติดตามหนี้อย่างต่อเนื่อง นำเช็คพิพาทไปฟ้องคดีแพ่ง และยังคงเรียกร้องยอดหนี้ส่วนที่เหลือ แสดงว่าหนี้ยังคงเป็นข้อพิพาทอยู่ การชำระหนี้บางส่วนไม่อาจตีความเป็นการยอมความได้ 3.2 การนำสืบพฤติการณ์ภายหลังเช็คเด้ง ศาลให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่ความเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการกระทำที่เป็นรูปธรรม เหตุนี้จึงไม่ถือว่าการชำระหนี้ 525000 บาทเป็นการเลิกข้อพิพาท แต่เป็นเพียงการลดภาระความเสียหายของเจ้าหนี้บางส่วน 3.3 ข้อห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกายึดหลักเคร่งครัดเรื่องข้อห้ามยกฐานความผิดหรือข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา เพื่อความสงบแน่นอนแห่งกระบวนพิจารณา ทำให้ประเด็นที่โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมถูกปฏิเสธทันทีตาม ปวิแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15 3.4 การกำหนดโทษและเหตุรอการลงโทษ ศาลให้ความสำคัญต่อสภาพส่วนตัวของจำเลย อาทิ ไม่เคยได้รับโทษมาก่อน มีการชำระหนี้บางส่วน มีพฤติการณ์บรรเทาผลร้าย จึงเห็นว่าการรอการลงโทษเหมาะสม IRAC Issue เมื่อจำเลยชำระหนี้บางส่วนภายหลังเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน การรับเงินดังกล่าวจะถือเป็นการยอมความทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องตาม พรบ ใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ระงับไปตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) หรือไม่ Rule ปวิอ มาตรา 39 (2) ระบุว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อคู่กรณียอมความกัน การยอมความต้องประกอบด้วยเจตนาเลิกข้อพิพาทหรือแสดงโดยพฤติการณ์ว่ายินยอมมิให้มีการดำเนินคดีอีกต่อไป การชำระหนี้บางส่วนไม่ถือเป็นการยอมความ หากไม่ปรากฏว่าคู่ความตกลงเลิกข้อพิพาท เป็นหลักที่ศาลฎีกาถือปฏิบัติสม่ำเสมอในคดีใช้เช็ค Application ในคดีนี้ จำเลยชำระเพียง 525000 บาท จากยอดหนี้ 1200000 บาท ยังเหลือหนี้อีก 675000 บาท โจทก์ยังติดตามทวงถาม ฟ้องคดีแพ่ง และฟ้องคดีอาญาต่อเนื่อง ไม่ได้มีการทำสัญญายุติข้อพิพาทหรือการแสดงเจตนาว่าจะไม่ดำเนินคดีอีกต่อไป การรับเงินบางส่วนจึงเป็นการรับชำระหนี้เพียงบางส่วน มิใช่การยอมความตามกฎหมาย ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ Conclusion สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ไม่ระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และคงคำสั่งรอการลงโทษจำคุกไว้ตามเดิม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า การชำระหนี้เพียงบางส่วนภายหลังเช็คเด้งไม่ถือเป็นการยอมความหรือเลิกข้อพิพาท เว้นแต่คู่ความมีเจตนาแสดงออกโดยชัดแจ้งว่าประสงค์จะยุติคดีอาญาโดยสิ้นเชิง การตีความต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ นอกจากนี้คำพิพากษายังสะท้อนหลักการห้ามนำข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นฎีกา และแนวทางการรอการลงโทษที่มุ่งให้โอกาสผู้กระทำผิดในกรณีที่มีพฤติการณ์สมควรปรานี ดำรงหลักความยุติธรรมควบคู่กับการประคับประคองให้ผู้กระทำผิดกลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 508/2567 มูลหนี้ตามเช็คในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้กู้ยืม หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้ชำระเงินสด 300,000 บาท และนำเช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 75,000 บาท ไปมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในส่วนนี้เพียง 525,000 บาท จำเลยยังคงต้องชำระหนี้ที่กู้ยืมส่วนที่เหลืออีก 675,000 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ยังประสงค์จะบังคับตามเช็คพิพาทต่อไป ซึ่งการที่โจทก์รับเงินสดและเช็คทั้งสามฉบับที่จำเลยนำไปมอบให้โจทก์หลังธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ได้มีข้อตกลงว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหรือไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทต่อไป กรณีจึงไม่เป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) จำคุก 10 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยออกเช็คพิพาท ธนาคาร ก. เลขที่ 5672xxxx ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 สั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่จำเลยและนายนันทพงศ์ร่วมกันกู้ยืมเงินจากโจทก์ เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์รับชำระเงินสด 300,000 บาท และเช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 75,000 บาท โดยโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คแล้ว เป็นการยอมความกันตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้กู้ยืม หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้ชำระเงินสด 300,000 บาท และนำเช็ค 3 ฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้งสามฉบับเรียกเก็บเงินและได้รับเงินตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์ได้รับการชำระหนี้จากจำเลยในส่วนนี้เพียง 525,000 บาท จำเลยยังคงต้องชำระหนี้ที่กู้ยืมส่วนที่เหลืออีก 675,000 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ยังประสงค์จะบังคับตามเช็คพิพาทต่อไป ซึ่งการที่โจทก์รับเงินสดและเช็คทั้งสามฉบับที่จำเลยนำไปมอบให้โจทก์หลังธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ได้มีข้อตกลงว่าโจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหรือไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ตามเช็คพิพาทต่อไป กรณีจึงไม่เป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยกับนายนันทพงศ์เป็นคดีแพ่งให้ชำระหนี้เงินกู้ยืม 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคดีหมายเลขแดงที่ มย. 121/2564 ซึ่งศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดไปแล้ว แต่ในคดีดังกล่าวก็ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือมีการตกลงประนีประนอมยอมความกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกกู้ยืมเงินจำนวนมากไปจากโจทก์โดยใช้หลักประกันเป็นโฉนดที่ดินไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือจึงจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และตามฎีกาของโจทก์ที่ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่เหมาะสม สมควรต้องไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น บ่งชี้ว่าโจทก์คงพอใจให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน ซึ่งก็นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางไว้ นอกจากนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิด อายุ การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุอันควรปรานี โดยให้โอกาสแก่จำเลยเพื่อกลับตนเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาชีพต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าแม้เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่พฤติการณ์หลังจากนั้นที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนและนำเช็คใหม่มามอบให้โจทก์ทำให้ไม่ปรากฏเจตนาทุจริตเพียงพอในการลงโทษจำเลย 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยออกเช็คโดยไม่มีเงินเพียงพอในบัญชี เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 10 เดือน ปรับ 50000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี 3 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ใช่การยอมความตาม ปวิอ มาตรา 39 สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ไม่ระงับ และการรอการลงโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยออกเช็คจำนวน 1200000 บาทสั่งจ่ายให้โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืม แต่เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอ จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังด้วยเงินสด 300000 บาท และเช็คอีกสามฉบับรวม 225000 บาท โดยโจทก์รับเงินและได้รับชำระตามเช็คทั้งสามฉบับครบถ้วนแล้ว การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการยอมความกันในคดีอาญาเช็คตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาของโจทก์ระงับหรือไม่ ธงคำตอบ การพิจารณาต้องดูเจตนาและพฤติการณ์โดยรวมว่าคู่ความมีความประสงค์เลิกข้อพิพาทหรือไม่ แม้จำเลยจะชำระหนี้บางส่วนหลังเช็คเด้ง แต่ยอดหนี้ยังเหลืออีก 675000 บาท และโจทก์ยังคงเรียกร้องหนี้ต่อเนื่อง ทั้งยังฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้กู้ยืมโดยแยกต่างหาก จึงแสดงว่าโจทก์มิได้ยอมเลิกข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็คพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ถือเป็นการยอมความ สิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับตาม ปวิอ มาตรา 39 (2) ข้อ 2 เมื่อจำเลยอ้างว่าการที่โจทก์รับเงินสดและรับเช็คใหม่สามฉบับเป็นการตกลงประนีประนอมยอมความกัน ทั้งคู่ความมิได้ทำหนังสือหรือข้อตกลงใดว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการยุติคดี โจทก์ยังคงทวงถามหนี้และนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาล การรับเงินของโจทก์เพียงบางส่วนจะเพียงพอให้ถือว่ามี “พฤติการณ์แห่งการยอมความโดยนัย” หรือไม่ ธงคำตอบ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยอมความกำหนดว่าต้องมีการแสดงเจตนาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการเลิกข้อพิพาท การรับเงินบางส่วนไม่มีผลทำให้คดีสิ้นสุด หากความประสงค์ของเจ้าหนี้ยังคงเรียกร้องหนี้ต่อไป ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์ยังคงฟ้องคดีแพ่งเพื่อบังคับหนี้กู้ยืม การที่โจทก์นำเช็คที่จำเลยให้ใหม่ไปเรียกเก็บเงินเป็นเพียงการลดจำนวนหนี้ มิใช่การยุติข้อพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ใดแสดงว่าโจทก์ตั้งใจยุติคดี การอ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 3 ในคดีนี้โจทก์ฎีกาเพิ่มเติมว่าจำเลยหลอกลวงโดยใช้หลักประกันเป็นโฉนดที่ดินซึ่งไม่สามารถบังคับคดีได้ และถือเป็นเหตุควรให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น การยกข้อเท็จจริงหรือข้อกล่าวหาใหม่ในชั้นฎีกาเช่นนี้สามารถกระทำได้หรือไม่ ตามหลักห้ามฎีกาประเด็นใหม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและอาญา ธงคำตอบ หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กำหนดห้ามมิให้คู่ความยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใหม่ในชั้นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นอุทธรณ์ คดีนี้โจทก์มิได้ยกข้ออ้างเรื่องการหลอกกู้ด้วยหลักประกันไม่ชอบมาก่อนในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาจึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ ข้อ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 10 เดือน ปรับ 50000 บาท ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี แต่โจทก์ฎีกาว่าโทษดังกล่าวไม่เหมาะสม ควรไม่รอการลงโทษจำคุก ศาลฎีกามีเกณฑ์พิจารณาอย่างไรในการกำหนดโทษและการรอการลงโทษจำคุก เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนและไม่เคยต้องโทษมาก่อน ธงคำตอบ การกำหนดโทษและพิจารณารอการลงโทษเป็นดุลพินิจศาลโดยพิจารณาความหนักเบาแห่งการกระทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้น พฤติการณ์บรรเทาผลร้าย รวมทั้งประวัติของจำเลย ในคดีนี้จำเลยชำระหนี้ไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง มีความพยายามเยียวยาความเสียหาย และไม่เคยต้องโทษมาก่อน ศาลฎีกาเห็นว่าสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี การรอการลงโทษ 1 ปีจึงเหมาะสม ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ ข้อ 5 เมื่อคดีแพ่งเรื่องหนี้กู้ยืมระหว่างคู่ความมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีหมายเลข มย 121/2564 แต่จำเลยยังมิได้ชำระหนี้เต็มจำนวน ศาลฎีกาได้นำพฤติการณ์ของคดีแพ่งมาประกอบการวินิจฉัยคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คอย่างไร และเหตุใดศาลจึงถือว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับเช็ค ธงคำตอบ ศาลฎีกาได้นำผลของคดีแพ่งมาใช้ประกอบพฤติการณ์ว่าหนี้ตามสัญญากู้ยืมยังคงค้างอยู่ แม้ศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่ยังไม่มีการชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน ยิ่งแสดงว่าคู่ความยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับยอดหนี้และเจตนาเรียกร้องของโจทก์ไม่สิ้นสุด การที่จำเลยชำระเพียง 525000 บาท และไม่มีข้อตกลงยุติคดีอย่างชัดเจน จึงไม่อาจตีความว่าเป็นการยอมความในคดีอาญา ศาลฎีกาถือว่าคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นคนละส่วนกัน และการขาดการชำระหนี้เต็มจำนวนเป็นข้อยืนยันว่าโจทก์ยังคงประสงค์บังคับตามเช็คพิพาทต่อไป สิทธิฟ้องคดีอาญาจึงไม่ระงับ |




