
| คดีเช็คในระหว่างพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด,พรบ ล้มละลาย,ความผิดเช็คเด้ง,(ฎีกา 5209/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ในระหว่างที่ผู้ออกเช็คถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายว่าการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโดยอาศัยคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น จะถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และผลทางคดีอาญาของผู้ออกเช็คไว้อย่างชัดเจน คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 เมื่อผู้ออกเช็คถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนเช็คถึงกำหนด จะยังต้องรับผิดตามกฎหมายเช็คหรือไม่ 2 การที่ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คโดยคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เป็นการกระทำของจำเลยหรือไม่ตามกฎหมาย 3 เจ้าหนี้ผู้ถือเช็คควรใช้สิทธิเรียกร้องทางใดเมื่อผู้ออกเช็คอยู่ในกระบวนการล้มละลาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของการถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายล้มละลายต่อความรับผิดอาญาตามกฎหมายเช็ค โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยย่อมหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองโดยสิ้นเชิง การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงไม่อาจถือเป็นการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ย่อมหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองโดยทันที 2 อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียวในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 22 3 การระงับการจ่ายเงินตามเช็ค การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คในคดีนี้เกิดจากคำสั่งของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย มิใช่จากการกระทำของจำเลย 4 องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเช็ค ความผิดตามมาตรา 4 ต้องเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของผู้ออกเช็ค หากการไม่สามารถจ่ายเงินเกิดจากอำนาจตามกฎหมายของบุคคลอื่น ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิด 5 ความรับผิดทางอาญาในคดีเช็คกับคดีล้มละลาย แม้เช็คจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ แต่หากสาเหตุเกิดจากผลของการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ออกเช็คย่อมไม่ต้องรับผิดทางอาญา เนื้อหาคดีโดยสรุป จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวนเงิน 3,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เมื่อถึงกำหนดวันที่ระบุในเช็ค โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หัวข้อ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หรือไม่ ในกรณีที่เช็คถูกระงับการจ่ายเงินโดยคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายหลังจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หัวข้อ คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองอีกต่อไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง วิเคราะห์ข้อกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับผลของการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายล้มละลาย โดยเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ลูกหนี้ย่อมหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนในทันที อำนาจดังกล่าวตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว การออกคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย มิใช่การหลีกเลี่ยงการชำระหนี้โดยเจตนาของจำเลย และไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินตามกฎหมายอาญาแต่อย่างใด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายเรื่องผลของการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดว่าเป็นเหตุที่ทำให้ลูกหนี้หมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินโดยสิ้นเชิง และการระงับการจ่ายเงินตามเช็คโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดความผิดอาญาแก่ผู้ออกเช็ค IRAC Issue การออกเช็คไว้ก่อน แต่ต่อมาถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อเช็คถูกระงับการจ่าย จะถือเป็นความผิดตามกฎหมายเช็คหรือไม่ Rule พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 Application จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนวันที่เช็คถึงกำหนด ทำให้จำเลยหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สิน ธนาคารระงับจ่ายตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การไม่สามารถจ่ายเงินจึงไม่เกิดจากเจตนาจำเลย Conclusion จำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5209/2566 จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ก่อนถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองนับแต่วันดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการตามอำนาจในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อเข้ากองทรัพย์สินและนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ด้วยการมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท การที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินมิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 5472/2558 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 จำเลยออกเช็ค ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวนเงิน 3,000,000 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 โดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 ไม่มีเงินในบัญชีธนาคารของจำเลย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยออกเช็คล่วงหน้านับแต่วันที่ออกเช็คถึงวันที่ลงในเช็คเป็นระยะเวลาห่างกันถึงสามปีเศษเพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อก่อนถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองนับแต่วันดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 จำเลยไม่มีเงินคงเหลือในบัญชี เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" แสดงว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการตามอำนาจในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายเพื่อเข้ากองทรัพย์สินและนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ รวมทั้งมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท ดังนั้น การที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงมิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย แต่เกิดจากคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าการระงับการจ่ายเงินเป็นผลจากอำนาจตามกฎหมายในคดีล้มละลาย มิใช่การกระทำโดยเจตนาของจำเลย จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง 3 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าภายหลังถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยหมดอำนาจจัดการทรัพย์สิน การที่เช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้จึงไม่เป็นความผิดอาญา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 จำเลยได้ออกเช็คไว้ล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดก่อนถึงกำหนดวันที่ระบุในเช็ค เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างว่ามีคำสั่งให้ระงับจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย กรณีเช่นนี้ การที่เช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จะถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หรือไม่เพียงใด ธงคำตอบ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยย่อมหมดอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองทันทีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 อำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย จึงเป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มิใช่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ข้อ 2 การที่จำเลยออกเช็คล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายปีก่อนถึงกำหนดวันที่ระบุในเช็ค และต่อมาถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนถึงกำหนดดังกล่าว ถือได้หรือไม่ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตหลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่โจทก์ อันจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเช็ค ธงคำตอบ แม้จำเลยจะออกเช็คล่วงหน้าเป็นระยะเวลายาวนานก่อนถึงกำหนดวันที่ในเช็ค แต่เมื่อก่อนถึงกำหนดดังกล่าว จำเลยถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการทรัพย์สินย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย การที่เช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้จึงไม่อาจถือได้ว่าเกิดจากเจตนาทุจริตของจำเลย หากแต่เป็นผลโดยตรงจากคำสั่งทางกฎหมายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานออกเช็คโดยทุจริตตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ข้อ 3 ในกรณีที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย การปฏิเสธเช่นนี้ถือว่าเกิดจากการกระทำของจำเลยหรือไม่ และมีผลต่อความรับผิดทางอาญาของจำเลยอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด แต่เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เข้าสู่กองทรัพย์สิน การระงับการจ่ายเงินตามเช็คจึงเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่พฤติการณ์หลีกเลี่ยงการชำระหนี้โดยจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามกฎหมายเช็ค ข้อ 4 การที่จำเลยไม่มีเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารในช่วงระยะเวลาที่เช็คถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน จะทำให้จำเลยต้องรับผิดทางอาญาตามกฎหมายเช็คหรือไม่ แม้ในขณะนั้นจะอยู่ในสถานะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ธงคำตอบ แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเงินคงเหลือในบัญชีในช่วงที่เช็คถึงกำหนด แต่เมื่อจำเลยอยู่ในสถานะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินและบัญชีเงินฝากย่อมตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การไม่มีเงินในบัญชีจึงไม่ใช่ผลจากการดำเนินการของจำเลยโดยเสรี หากแต่เป็นผลในทางกฎหมายจากกระบวนการล้มละลาย จำเลยจึงไม่อาจต้องรับผิดทางอาญาฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ข้อ 5 ในคดีที่ผู้ออกเช็คถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ถือเช็คควรใช้สิทธิเรียกร้องในทางใดจึงจะชอบด้วยกฎหมาย แทนการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายเช็ค ธงคำตอบ
เมื่อผู้ออกเช็คถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว สินทรัพย์ทั้งหมดของลูกหนี้ต้องเข้าสู่กองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ถือเช็คย่อมต้องใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกระบวนการของกฎหมายล้มละลาย มิใช่ใช้สิทธิฟ้องอาญาฐานความผิดเช็ค เนื่องจากการไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คมิได้เกิดจากการกระทำของลูกหนี้โดยเจตนา หากแต่เกิดจากผลของคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย
|





