
| การพิสูจน์มูลหนี้ก่อนออกเช็คและภาระการนำสืบตาม พ.ร.บ.ใช้เช็คฯ มาตรา 4
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “มูลหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” อันเป็นเงื่อนไขตั้งต้นที่โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ครบถ้วนก่อนจะกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น คดีนี้สะท้อนปัญหาเชิงกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ ได้แก่ การใช้เช็คชำระค่าสินค้าที่เป็นสังหาริมทรัพย์มีราคาสูง แต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือรองรับตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ศาลต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่ามูลหนี้ที่อ้างในฟ้องมีตัวตนจริงหรือไม่ และเพียงพอต่อการก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาหรือไม่ โดยคำพิพากษานี้ให้แนวทางสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของโจทก์ร่วม การประเมินพยานหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 456 และผลของการไม่มีเอกสารหลักฐานต่อการปรับใช้บทกฎหมายทางอาญา ซึ่งมีผลต่อการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือพ้นผิดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากความขัดแย้งเกี่ยวกับการออกเช็คจำนวน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ออกเช็คดังกล่าวสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมคือห้างหุ้นส่วนจำกัดธงชัยการยาง โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กที่จำเลยทั้งสองซื้อไป เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บจากธนาคารแต่ถูกปฏิเสธการจ่ายด้วยเหตุว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าหนี้ค่าสินค้าที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างได้มีการชำระด้วยเช็คอีกฉบับหนึ่งแล้ว และเช็คพิพาทนั้นเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้เงินกู้ส่วนตัวต่อผู้จัดการของโจทก์ร่วม กล่าวคือมูลหนี้ตามเช็คในฟ้องไม่มีอยู่จริง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการใช้เช็ค ขณะพิจารณาคดี โจทก์ร่วมอ้างว่ามูลหนี้เกิดจากการซื้อขายสินค้าราคาสูงถึง 200,000 บาท แต่ไม่สามารถนำหลักฐานเป็นหนังสือหรือเอกสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม มาสนับสนุนข้ออ้างได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทไม่ปรากฏมีอยู่จริง ศาลฎีกาตรวจสำนวนและพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลแต่ละประเด็นอย่างละเอียด 1 ประเด็นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่าผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงจะมีความผิดได้ ดังนั้นภาระการสืบต้องตกอยู่ที่โจทก์ร่วมในการพิสูจน์ให้ได้ว่ามีหนี้อยู่จริง คดีนี้แม้โจทก์ร่วมให้การว่ามีการซื้อขายยางรถยนต์และล้อแม็กราคาสูง แต่ไม่มีพยานเอกสารตามมาตรา 456 รองรับ ทำให้ไม่อาจเชื่อว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงตามกฎหมาย 2 ข้ออ้างของจำเลยว่าหนี้ค่าสินค้าได้ชำระไปแล้วด้วยเช็คอีกฉบับ จำเลยทั้งสองนำสืบว่าเช็คพิพาทเป็นการชำระหนี้ส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 2 และนายธงชัยผู้จัดการของโจทก์ร่วม มิใช่หนี้ค่าสินค้า และอ้างว่าหนี้ค่าสินค้าได้มีการชำระด้วยเช็คอีกฉบับและต่อมาได้แปลงสภาพเป็นหนี้เงินกู้ส่วนบุคคลตามเอกสารที่มีการลงลายมือชื่อ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่าโจทก์ร่วมไม่สามารถนำเอกสารการซื้อขายหรือใบส่งมอบสินค้าใด ๆ มาหักล้างคำให้การของจำเลยได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่ามูลหนี้ชำระสินค้าตามฟ้องมีอยู่จริง 3 ประเด็นว่าการขาดหลักฐานเป็นหนังสือตาม มาตรา 456 ส่งผลอย่างไร การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป (ขณะเกิดคดี) ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือได้วางเงินบางส่วน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีมิได้ แม้คดีนี้เป็นคดีอาญา ศาลฎีกาย้ำว่าโจทก์ร่วมต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหนี้ตามเช็คมีอยู่จริงโดยพยานหลักฐานที่กฎหมายรับฟัง หากไม่มีเอกสาร ก็ทำให้พยานบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอน้ำหนักที่จะรับฟังว่าเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายตามมาตรา 4 4 องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 ไม่ครบถ้วน เมื่อมูลหนี้ตามเช็คไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้ซื้อขายสินค้าจริง องค์ประกอบที่ว่าผู้ต้องหา “ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” ย่อมไม่ครบถ้วน ความผิดจึงไม่เกิด แม้จะมีการออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายก็ตาม 5 การอ้างว่ามีเจตนาไม่ให้ใช้เงิน มาตรา 4 ยังต้องการองค์ประกอบด้านเจตนาที่จะไม่ให้ใช้เงิน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อขาดฐานของมูลหนี้ เจตนาก็ไม่มีความหมายทางกฎหมาย เพราะความผิดไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งต้น วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การตีความ “หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 โดยศาลฎีกายืนยันว่า หากมูลหนี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ราคาเกิน 500 บาท (ขณะเกิดเหตุ) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 โจทก์จะต้องแสดงหลักฐานเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อของฝ่ายผู้ต้องรับผิด มิเช่นนั้นการฟ้องร้องหรืออ้างมูลหนี้ดังกล่าวก็ไม่เป็นผล แม้เป็นคดีอาญาก็ตาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลต้องพิจารณาความมีอยู่จริงของหนี้โดยอาศัยหลักกฎหมายแพ่งก่อนที่จะพิจารณาความรับผิดทางอาญา หากหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น การออกเช็คย่อมไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบสำคัญ ข้อวินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า คดีอาญาที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับสิทธิเอกชน เช่น มูลหนี้ ต้องใช้หลักกฎหมายแพ่งประกอบการพิจารณาเสมอ โดยต้องตีความตามกฎหมายสารบัญญัติอย่างเคร่งครัด เจตนารมณ์ของมาตรา 456 และมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ใช้เช็คฯ มาตรา 456 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างสัญญาซื้อขายที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะเป็นธุรกรรมที่มีราคาสูงและเกิดข้อพิพาทง่าย การกำหนดให้ต้องมีเอกสารเป็นหนังสือจึงเป็นการคุ้มครองคู่สัญญาและสร้างความแน่นอนทางธุรกรรม ส่วนมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ใช้เช็คฯ มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลออกเช็คโดยไม่มีความประสงค์ที่จะให้มีการชำระเงินจริง ทำลายความเชื่อถือของระบบธุรกรรมเช็ค อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ได้ต้องการลงโทษในทุกกรณีที่เช็คเด้ง แต่ต้องเป็นกรณีที่ผู้สั่งจ่ายออกเช็ค “เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” เท่านั้น ดังนั้นหากขาดฐานของมูลหนี้จริง การตีความให้มีความผิดย่อมไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและเป็นการลงโทษเกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันหลายคดี เช่น – หากมูลหนี้ที่อ้างตามเช็คไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง ความผิดตามมาตรา 4 ย่อมไม่สำเร็จ – พยานบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้หลักฐานเป็นหนังสือ – คดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับหนี้ต้องตีความโดยพิจารณามูลหนี้ตามกฎหมายแพ่งก่อน คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่ตอกย้ำหลักการว่า “ความผิดตาม พ.ร.บ.ใช้เช็คฯ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมูลหนี้ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง” ซึ่งเป็นหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกรรมเช็คในทางปฏิบัติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่ามีการออกเช็คและมีการปฏิเสธการจ่ายจากธนาคาร จึงรับฟังว่ามูลหนี้มีอยู่จริงตามฟ้อง พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ และจำเลยที่ 2 จำคุก 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษา โดยเห็นว่าโจทก์ร่วมไม่สามารถพิสูจน์มูลหนี้ตามเช็คได้ เพราะเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ราคาสูงที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 เมื่อขาดเอกสาร จึงฟังไม่ได้ว่ามีหนี้จริง พิพากษายกฟ้อง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 จึงไม่ครบถ้วน จำเลยพ้นผิด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ข้อพิพาทนี้ให้หลักสำคัญในทางกฎหมายว่า การดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 4 ต้องมีการพิสูจน์มูลหนี้เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะองค์ประกอบของความผิดกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหนี้ต้อง “มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย” อันเป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวพันโดยตรงกับกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 456 ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะอ้างฟ้องได้ การตีความเรื่องมูลหนี้ในคดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญต่อหลักความมั่นคงแห่งธุรกรรมและหลักแน่นอนแห่งพยานหลักฐาน (certainty of evidence) การขาดเอกสารตามที่กฎหมายกำหนดย่อมไม่อาจนำพยานบุคคลเพียงอย่างเดียวมาใช้รับฟังแทนได้ แม้จำเลยจะออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายก็ตาม หากมูลหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย องค์ประกอบความผิดย่อมไม่ครบบริบูรณ์ ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการฟ้องคดีเช็คมิใช่พิจารณาเพียงการออกเช็คหรือการเด้งของเช็ค แต่ต้องวินิจฉัยความมีอยู่จริงของหนี้โดยอาศัยหลักกฎหมายแพ่งควบคู่ ซึ่งเป็นหลักประกันความเป็นธรรมต่อคู่ความและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หากผู้เสียหายไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ สามารถฟ้องคดีเช็คตามมาตรา 4 ได้หรือไม่ คำตอบ ได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานอื่นที่พิสูจน์ได้ว่ามีมูลหนี้จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่หากมูลหนี้เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ราคาสูงตามมาตรา 456 จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มิฉะนั้นศาลจะไม่รับฟังว่ามีหนี้จริง 2. คำถาม เช็คเด้งเพียงอย่างเดียวถือเป็นความผิดอาญาอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ไม่เป็นความผิดโดยอัตโนมัติ ต้องมีหลักฐานว่าผู้สั่งจ่ายออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย รวมทั้งมีเจตนาไม่ให้ใช้เงินตามเช็คนั้น หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 4 3. คำถาม พยานบุคคลสามารถใช้พิสูจน์การซื้อขายสินค้าแทนเอกสารได้หรือไม่ คำตอบ หากเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์มีราคาตามมาตรา 456 พยานบุคคลไม่อาจใช้แทนเอกสารได้ เว้นแต่พิสูจน์ถึงเหตุที่ไม่อาจนำเอกสารมาแสดงได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ การไม่มีเอกสารย่อมทำให้ศาลไม่รับฟังว่ามีหนี้จริง 4. คำถาม จำเลยอ้างว่าเช็คเป็นการชำระหนี้ส่วนตัวแทนหนี้ซื้อขายสินค้า ศาลพิจารณาอย่างไร คำตอบ ศาลจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานและเอกสารทั้งสองฝ่าย หากโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาหักล้างคำอ้างของจำเลยได้ เช่น ไม่สามารถนำเอกสารการซื้อขายมาแสดง ศาลอาจเห็นว่ามูลหนี้ตามเช็คไม่มีอยู่จริง 5. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงยืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง คำตอบ เพราะโจทก์ร่วมไม่สามารถพิสูจน์มูลหนี้ได้ตามภาระการพิสูจน์ แม้มีเช็คและการปฏิเสธการจ่าย แต่กฎหมายกำหนดว่าหนี้ต้องมีอยู่จริง และเรื่องซื้อขายนี้ต้องมีเอกสารตามมาตรา 456 เมื่อไม่มีหลักฐานดังกล่าว องค์ประกอบความผิดย่อมไม่ครบถ้วน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1795/2544 การออกเช็คของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 หรือไม่ โจทก์จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความสองประการคือมีหนี้ที่จะต้องชำระ และหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมายคดีนี้ ธ. อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้ค่าขายสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กแก่โจทก์ร่วม เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคากว่า 500 บาทขึ้นไป (ปัจจุบันแก้ไขเป็นสองหมื่นบาท) แต่หลักฐานที่แสดงว่าจำเลยได้ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ร่วมแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ร่วมหาได้มีมาแสดงหรือนำสืบถึงเหตุที่ไม่อาจนำมาแสดงได้ไม่ จึงไม่พอฟังได้ว่า มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทมาจากการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทจึงไม่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และได้ออกเช็คจำนวน 200,000 บาท ชำระหนี้ค่าสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กให้ผู้เสียหาย แต่เมื่อถึงกำหนดชำระ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากเงินไม่พอ ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จึงขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 จำเลยให้การปฏิเสธ และผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิด ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และจำคุกจำเลยที่ 2 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับคำพิพากษายกฟ้อง เหตุเพราะมูลหนี้ตามเช็คยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นหนี้ซื้อขายตามฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะเป็นความผิดตามมาตรา 4 โจทก์ต้องพิสูจน์ได้ 2 ประเด็น คือ (1) มีหนี้ต้องชำระจริง และ (2) หนี้นั้นบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ร่วมอ้างว่ามูลหนี้คือค่าสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็ก แต่จำเลยอ้างว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ใช้ชำระหนี้เงินกู้ส่วนตัว ส่วนหนี้ค่าสินค้าได้ชำระด้วยเช็คอื่นแล้ว และแปลงหนี้เป็นหนี้กู้ตามเอกสาร เมื่อการซื้อขายมีมูลราคาสูงถึง 200,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 แต่โจทก์ร่วมมีเพียงคำเบิกความของนายธงชัย โดยไม่มีเอกสารแสดงการซื้อขายหรือส่งมอบสินค้า และไม่มีเหตุอันควรที่ไม่อาจนำหลักฐานมาแสดงได้ จึงไม่อาจฟังได้ว่ามีหนี้ซื้อขายอยู่จริง เมื่อไม่ปรากฏมูลหนี้ตามเช็ค องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 ย่อมไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องถูกต้องแล้ว พิพากษายืน
|




