
| คดีเช็คเกินดอกเบี้ยกฎหมาย & การยกฟ้อง,พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ย,(ฎีกาที่ 4245/2565)
นดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีอาญาจากการใช้เช็คซึ่งรวมดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยโจทก์ฟ้องจำเลยฐานออกเช็คแต่ไม่ชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเช็คดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะรวมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเกินอัตราสูงสุดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี การใช้เช็คจึงไม่ถือเป็นการชำระหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่เป็นความผิด แม้จะให้การรับสารภาพ ศาลมีอำนาจยกฟ้องเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์อ้างว่า จำเลยกู้ยืมเงินโดยออกเช็คจำนวน 3 ฉบับ รวมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีไว้ในเช็ค • เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระกลับไม่สามารถขึ้นเงินได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 • ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 30 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามการรับสารภาพ เหลือ 15 เดือน • จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับยกฟ้อง • โจทก์ฎีกา
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย: ศาลฎีกาพิจารณาว่า เช็คพิพาทรวมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4) 2. เหตุผลทางกฎหมาย: o เมื่อรวมดอกเบี้ยเกินอัตรากฎหมายในเช็ค ย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นโมฆะ และบังคับไม่ได้ o ดังนั้น เช็คไม่ถือเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมาย การออกเช็คดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 o แม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ศาลไม่อาจนำมาใช้ลงโทษได้ o ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195 และ 225 ศาลมีอำนาจยกฟ้องเองได้ หากเห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิด เพราะเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย 3. คำพิพากษา: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ยกฟ้องจำเลย
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย • ประเด็นหลัก: การรวมดอกเบี้ยเกินอัตรากฎหมายไว้ในเช็ค ทำให้เอกสารนั้นเป็นโมฆะตามกฎหมายทันที • นัยสำคัญ: คดีนี้สะท้อนว่าการออกเช็คที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เพราะแฝงดอกเบี้ยผิดกฎหมาย) จะไม่ก่อความผิดทางอาญาตามกฎหมายเช็ค • สิทธิของศาล: แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นต้น ศาลฎีกายังมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย
IRAC Analysis Issue (ประเด็น): จำเลยออกเช็คที่รวมดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะถือเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 หรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ): • พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 กำหนดห้ามเรียกเกินร้อยละ 15 ต่อปี • พ.ร.บ.ความผิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ว่าด้วยการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ • ป.วิ.อาญา มาตรา 185, 195, 225 ให้อำนาจศาลยกฟ้องหากเห็นว่าการกระทำไม่เป็นความผิด Application (การปรับใช้): เมื่อปรากฏว่าเช็คพิพาทรวมดอกเบี้ยเกินกฎหมาย เช็คย่อมเป็นโมฆะ ไม่ถือเป็นการชำระหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้นการออกเช็คดังกล่าวไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการใช้เช็ค แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษได้ Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ยกฟ้องจำเลย เพราะการออกเช็คที่รวมดอกเบี้ยผิดกฎหมายไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดจากการใช้เช็ค
ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการว่า การกู้ยืมเงินต้องไม่กำหนดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืน ไม่เพียงแต่สัญญาจะตกเป็นโมฆะ แต่เอกสารเช่นเช็คที่ออกตามสัญญาดังกล่าวก็ไม่สามารถบังคับได้ในทางกฎหมาย อีกทั้งศาลยังมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อป้องกันการลงโทษที่ไม่เป็นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2565 เช็คพิพาททั้งสามฉบับมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมกับต้นเงินไว้ด้วย ซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ปรากฎจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการวินิจฉัยข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จะมอบเงินให้แก่จำเลยแต่ละงวดโดยหักเงินในส่วนดอกเบี้ยไว้ จำเลยจึงไม่ได้รับเงินเต็มตามสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของงวดก่อน เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยค้างชำระในงวดก่อนร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อปรากฏว่าจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมเข้ากับเงินต้นในเช็คพิพาทแต่ละฉบับไว้ด้วยซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ได้ให้อำนาจศาลในการพิพากษาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |




