
| เช็คไม่ลงวันที่ ผู้สลักหลังมาเติมภายหลัง เป็นความผิดอาญาหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตความรับผิดทางอาญาจากการใช้เช็ค โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ออกเช็คไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในขณะออกเช็ค และต่อมาผู้สลักหลังเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังตามข้อตกลงกับผู้รับเช็ค ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การกระทำเช่นนี้จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 หรือเป็นเพียงการทำให้เช็คมีรายการสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่งเพื่อใช้บังคับคดีทางแพ่งเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในการแยกเส้นแบ่งระหว่าง “ความผิดอาญาเกี่ยวกับเช็ค” กับ “ข้อพิพาททางแพ่งจากการใช้เช็คเป็นประกันหรือหลักประกันทางการค้า” อันมีผลโดยตรงต่อสิทธิของคู่กรณี และต่อแนวทางการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน อัยการ และศาลในคดีเช็คเด้งโดยทั่วไป สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันออกเช็คจำนวน 9 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเช็คทั้งหมดเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง เมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ผู้เสียหายนำเช็คเข้าธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับโดยให้เหตุผลว่า “มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย” โจทก์กล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาทุจริต เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ฝ่ายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยจำเลยนำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ให้ยืมเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการรับสินค้าจากโจทก์ร่วม มิได้มีส่วนร่วมในการซื้อขายสินค้า และเช็คดังกล่าวไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ตั้งแต่ต้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปลงวันที่สั่งจ่ายภายหลังตามที่โจทก์ร่วมกำหนด เพื่อให้สามารถนำเช็คไปใช้หมุนเงินในทางการค้าได้ คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นข้อพิพาท ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีข้อสงสัยตามสมควรเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจำเลยที่ 1 ในการซื้อขายสินค้า และการออกเช็คเพื่อชำระหนี้จริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ และเมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากมีคำสั่งระงับการจ่าย ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เห็นว่า เช็คพิพาททั้ง 9 ฉบับนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและกรอกรายการต่าง ๆ ยกเว้นวันที่สั่งจ่าย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายในภายหลังตามข้อตกลงกับโจทก์ร่วม พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซื้อสินค้าจริงและออกเช็คเพื่อชำระหนี้หรือไม่ เมื่อมีข้อสงสัยตามสมควร ศาลฎีกาจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 วรรคสอง และวินิจฉัยต่อไปในประเด็นข้อกฎหมายว่า การออกเช็คโดยไม่ลงวันที่สั่งจ่าย ย่อมถือว่า “ไม่มีวันที่กระทำความผิด” และการที่ผู้สลักหลังไปลงวันที่ภายหลัง เป็นเพียงการทำให้เช็คมีรายการสมบูรณ์เพื่อใช้บังคับคดีในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ทำให้เช็คกลับกลายเป็นความผิดทางอาญา วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การจะถือว่าผู้ออกเช็คกระทำความผิด ต้องปรากฏชัดเจนว่ามีการออกเช็คโดยมีวันที่สั่งจ่ายและมีเจตนาทุจริตในขณะนั้น เมื่อเช็คที่ออกไม่มีวันที่สั่งจ่าย ย่อมไม่อาจกำหนดได้ว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นเมื่อใด อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดทางอาญา การที่บุคคลอื่นมาลงวันที่ภายหลังจึงไม่อาจทำให้เกิดความรับผิดทางอาญาย้อนหลังแก่ผู้ออกเช็คได้ ในทางแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคหนึ่ง และมาตรา 989 วรรคหนึ่ง เปิดช่องให้ผู้ถือเช็คสามารถเติมข้อความที่ขาดไปให้สมบูรณ์ได้ หากเป็นไปตามเจตนาของคู่กรณี แต่ผลของการเติมข้อความดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ขยายไปถึงความรับผิดทางอาญา วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบการชำระเงินด้วยเช็ค และลงโทษเฉพาะกรณีที่มีการใช้เช็คเป็นเครื่องมือในการทุจริตโดยแท้ มิได้มุ่งหมายให้ใช้กฎหมายอาญาเข้าไปแทรกแซงข้อพิพาททางการค้าหรือข้อพิพาททางแพ่งที่คู่กรณีใช้เช็คเป็นหลักประกัน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “การใช้เช็คเป็นหลักประกันหรือเช็คที่ยังไม่สมบูรณ์ในขณะออก ย่อมไม่ก่อให้เกิดความผิดทางอาญา หากไม่มีองค์ประกอบความผิดครบถ้วนในขณะนั้น” และศาลต้องใช้หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยอย่างเคร่งครัด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดียังมีข้อสงสัยตามสมควรเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 1 ร่วมซื้อสินค้าและร่วมออกเช็คเพื่อชำระหนี้กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ และเมื่อมีการสั่งระงับการจ่ายเช็ค ย่อมเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเป็นหลายกระทง ศาลฎีกาวินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการออกเช็คโดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายยังไม่ก่อให้เกิดความผิดทางอาญา และการที่ผู้สลักหลังไปลงวันที่ภายหลังเป็นเพียงการทำให้เช็คสมบูรณ์ในทางแพ่ง ไม่อาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาย้อนหลังได้ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาอย่างชัดเจนว่า ความผิดต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนในขณะกระทำ และต้องตีความบทบัญญัติที่เป็นโทษแก่บุคคลโดยเคร่งครัด การนำเช็คซึ่งยังไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญมาเป็นฐานในการดำเนินคดีอาญา ย่อมขัดต่อหลักความแน่นอนแห่งกฎหมายและหลักคุ้มครองสิทธิของจำเลยในคดีอาญา ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญว่า การเติมวันที่ในเช็คภายหลังโดยผู้สลักหลังหรือผู้ถือเช็ค แม้จะทำให้เช็คสามารถนำไปใช้บังคับคดีในทางแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรับผิดทางอาญาแก่ผู้ออกเช็คได้ หากในขณะออกเช็คยังไม่ปรากฏองค์ประกอบความผิดครบถ้วน ข้อคิดเชิงนโยบายที่สำคัญคือ กฎหมายอาญาไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือเร่งรัดการชำระหนี้ในทางการค้า หากข้อพิพาทยังอยู่ในกรอบของความสัมพันธ์ทางแพ่ง ศาลย่อมต้องป้องกันมิให้การบังคับใช้กฎหมายเช็คขยายเกินขอบเขตเจตนารมณ์ของกฎหมาย และต้องคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนจากการถูกดำเนินคดีอาญาโดยไม่ชอบ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เช็คที่ไม่ลงวันที่สั่งจ่ายถือว่าเป็นเช็คที่ใช้ฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ เช็คที่ไม่ลงวันที่สั่งจ่ายยังไม่ก่อให้เกิดองค์ประกอบความผิดทางอาญา เพราะไม่สามารถกำหนดวันกระทำความผิดได้ และต้องตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด 2. คำถาม หากผู้สลักหลังเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คภายหลัง จะทำให้ผู้ออกเช็คมีความผิดอาญาหรือไม่ คำตอบ ไม่ทำให้เกิดความผิดอาญา การลงวันที่ภายหลังเป็นเพียงการทำให้เช็คสมบูรณ์ในทางแพ่ง เพื่อใช้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น 3. คำถาม การใช้เช็คเป็นหลักประกันทางการค้าสามารถนำไปฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เช็คที่ใช้เป็นหลักประกันและยังไม่สมบูรณ์ในขณะออก ไม่ควรนำไปเป็นฐานความผิดทางอาญา เว้นแต่จะปรากฏเจตนาทุจริตและองค์ประกอบความผิดครบถ้วน 4. คำถาม คำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อแนวทางการดำเนินคดีเช็คเด้ง คำตอบ เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่จำกัดขอบเขตการใช้กฎหมายอาญาในคดีเช็คเด้ง และเน้นให้แยกข้อพิพาททางแพ่งออกจากความผิดอาญาอย่างชัดเจน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2554 จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่าย ถือได้ว่าไม่มีวันที่จำเลยที่ 1 ผู้ออกเช็คกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วมในภายหลัง เป็นเพียงแต่ให้เช็คมีรายการต่างๆ สมบูรณ์ตามกฎหมายเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง หาทำให้กลับมาเป็นความผิดทางอาญาไม่ แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คกับจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังร่วมกันออกเช็คนั้นก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 3 มีนาคม 2545 จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลุมพินี รวม 9 ฉบับ ลงวันที่สั่งจ่ายระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2545 โดยเช็ค 2 ฉบับสั่งจ่ายฉบับละ 300,000 บาท และที่เหลือฉบับละ 310,000 บาท มอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อถึงกำหนด ผู้เสียหายนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามกฎหมายเช็ค เป็นความผิดหลายกรรม ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง เป็นเวลา 18 เดือน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและกรอกรายการต่าง ๆ ในเช็คพิพาท ยกเว้นวันที่สั่งจ่าย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังและลงวันที่สั่งจ่ายในภายหลังตามที่ตกลงกับโจทก์ร่วม เมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเนื่องจากจำเลยที่ 1 แจ้งให้ระงับการจ่ายโดยอ้างว่ายังตกลงเรื่องสินค้าไม่เรียบร้อย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อสินค้าและออกเช็คชำระหนี้ แต่พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการค้ากับโจทก์ร่วมเพียงลำพัง โดยขอยืมเช็คของจำเลยที่ 1 ไปเป็นหลักประกันในการรับสินค้า และเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายภายหลัง ทั้งยังปรากฏพิรุธในบิลเงินสดซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ร่วมจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวและไม่น่าเชื่อถือ ศาลฎีกาเห็นว่า มีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมซื้อสินค้าและออกเช็คเพื่อชำระหนี้จริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 วรรคสอง และวินิจฉัยต่อไปว่า การออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายถือว่ายังไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำความผิด การที่ผู้สลักหลังไปลงวันที่ภายหลังเป็นเพียงการทำให้เช็คสมบูรณ์ในทางแพ่งเพื่อใช้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น ไม่อาจทำให้เกิดความผิดทางอาญาได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะร่วมกันออกเช็คตามฟ้อง ก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง |



.jpg)
