
| การสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเพราะคู่ความตาย และอำนาจทนายความตาม มาตรา 828(ฎีกา 5919/2533)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเมื่อคู่ความถึงแก่กรรม การใช้อำนาจของทนายความตามมาตรา 828 เพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้มรณะ และข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่ทายาทต้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตามมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลได้วางหลักว่าหากคู่ความถึงแก่กรรมและทายาทไม่เข้ามาเป็นคู่ความภายในกำหนด ทนายความจะหมดอำนาจดำเนินคดีต่อ และการยื่นฎีกาภายหลังย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พร้อมยืนยันผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนยกฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้ยินยอมตามที่จำเป็นสำหรับการจำหน่ายสินสมรส จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า • ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 • จำเลยที่ 1 มีสิทธิทำธุรกรรมได้เอง • การขายฝากทำโดยสุจริต ได้ทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย • โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ระหว่างการฎีกา ปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2532 แต่ทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์ตายเกิน 1 ปี และไม่มีทายาทขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 60 ป.วิ.พ. การแต่งตั้งทนายความเป็นการตั้งตัวแทนในกระบวนพิจารณา มาตรา 828 ป.พ.พ. เมื่อสัญญาตัวแทนระงับเพราะตัวการตาย ตัวแทนยังมีหน้าที่จัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ จนกว่าทายาทหรือผู้แทนจะเข้ามารับช่วง มาตรา 42 ป.วิ.พ. ทายาทต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะภายใน 1 ปี มิฉะนั้นศาลอาจจำหน่ายคดี ประเด็นปัญหาสำคัญ 1. เมื่อคู่ความถึงแก่กรรมระหว่างคดี สัญญาตัวแทนระงับทันทีหรือไม่ 2. ทนายความยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปอีกนานเพียงใด 3. การยื่นฎีกาหลังคู่ความถึงแก่กรรมเกิน 1 ปี ถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 4. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่มีขึ้นหลังคู่ความตายเกิน 1 ปีมีผลสมบูรณ์หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • ทนายความของโจทก์เป็นตัวแทนตามกฎหมาย (มาตรา 60) • เมื่อโจทก์ตาย สัญญาตัวแทนยุติ แต่ทนายความยังคงมีอำนาจเฉพาะเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ตามมาตรา 828 • ทนายความมีอำนาจต่อไป จนกว่าทายาทจะเข้ามาเป็นคู่ความแทน แต่ต้องอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสม • ไม่มีทายาทยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี • เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 ถือว่าเกินเวลาที่ทนายความจะปกปักรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ได้ • ดังนั้นเมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 จึงเป็นการยื่นโดยบุคคลที่ หมดอำนาจแล้ว • ฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การขยายความหลักกฎหมายที่สำคัญ 1 อำนาจของทนายความเมื่อคู่ความมรณะ มาตรา 828 ไม่ได้กำหนดอายุของอำนาจตัวแทนโดยตรง แต่ศาลตีความว่า • อำนาจต้องสัมพันธ์กับการปกปักรักษาผลประโยชน์ใน “ระยะเวลาอันสมควร” • หากทายาทไม่เข้ามาใน 1 ปี ศาลถือว่าเกินความสมควร 2 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังคงสมบูรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่ทราบว่าโจทก์ตาย แต่ • การไม่ทราบไม่ทำให้คำพิพากษาเสียไป • ศาลมีอำนาจพิจารณาต่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (มาตรา 132) 3 การไม่รับฎีกามีผลเช่นเดียวกับ “จำหน่ายคดี” แม้ศาลไม่ใช้มาตรา 147 วรรคสอง แต่ผลสุดท้ายคือ • คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด • คดีถึงที่สุดโดยโจทก์แพ้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การแต่งตั้งทนายความเป็น “การตั้งตัวแทน” ซึ่งสิ้นสุดเมื่อคู่ความตาย แต่ตัวแทนยังต้องคุ้มครองประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาหนึ่ง • ทายาทต้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายใน 1 ปี มิฉะนั้นตัวแทนจะหมดอำนาจ • ทนายความที่ยื่นฎีกาหลังพ้นอำนาจย่อมถือว่า “ไม่มีอำนาจดำเนินคดี” • คำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ยังคงสมบูรณ์แม้คู่ความจะตายก่อนโดยไม่มีใครแจ้งศาล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรม จึงให้ยกฟ้องทั้งหมด 3. ศาลฎีกา ไม่รับฎีกาของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ถึงแก่กรรมเกิน 1 ปี และทนายความหมดอำนาจดำเนินคดีตามมาตรา 828 การยื่นฎีกาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจจึงไม่ชอบ ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5919/2533 การแต่งตั้งทนายความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน เมื่อโจทก์ผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 828 คือแม้สัญญาตัวแทนจะระงับไป แต่ทนายโจทก์ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของโจทก์จะเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ โดยการเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ก็ไม่มีทายาทหรือผู้แทนของโจทก์ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาและศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้ทนายโจทก์ฟังเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมเกิน 1 ปีแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทน หรือทนายโจทก์จะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์แล้ว ทนายโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป เมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาคดีนี้ในขณะที่หมดอำนาจแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องว่าเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำนิติกรรมได้เอง การขายฝากสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอน และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกผู้ทำโดยสุจริต มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้รับความคุ้มครอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณาศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องพร้อมใบมรณบัตรว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่ 20 มกราคม 2532 ก่อนทนายโจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความมาสอบ ทนายโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ตายจริงในระหว่างที่คดีอยู่ในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งทนายความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะว่าด้วยตัวแทน เมื่อโจทก์ตาย สัญญาตัวแทนระงับ แต่ตามมาตรา 828 ตัวแทนยังต้องจัดการปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนจะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ซึ่งกำหนดให้ทายาทยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คู่ความมรณะ ในคดีนี้ไม่มีทายาทหรือผู้แทนยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายใน 1 ปี และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้อีกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 จึงถือว่าพ้นระยะเวลาที่ทนายโจทก์จะทำหน้าที่ปกปักรักษาประโยชน์ตามมาตรา 828 ทนายโจทก์จึงหมดอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ภายหลังหมดอำนาจแล้ว ฎีกาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์ หมายเหตุ ผู้บันทึกชี้ว่า ขณะที่คดีอยู่ในศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่กรรมแล้วเกิน 1 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงยังมีคำพิพากษาได้ และเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังสมบูรณ์ไม่เสียไป เพราะข้อเท็จจริงเรื่องการมรณะไม่ได้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ อีกทั้งกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล แม้พ้นกำหนดและไม่มีผู้ใดขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลยังอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาคดีต่อโดยไม่จำเป็นต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 132 และคำสั่งศาลฎีกาที่ 32/2516 เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสียไป จึงมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ทำให้โจทก์แพ้คดีเพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง ผู้บันทึกเห็นด้วยว่าทนายโจทก์ยังมีอำนาจตามมาตรา 828 ในการปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไปจนกว่าจะมีทายาทเข้ามา แต่ตั้งข้อสงสัยว่าการนำกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 มาใช้เป็น “กำหนดเวลาสิ้นอำนาจตัวแทน” นั้นไม่ปรากฏในตัวบทมาตรา 828 ซึ่งไม่ได้จำกัดเวลาว่าตัวแทนจะทำหน้าที่ได้นานเท่าใด และเจตนากฎหมายย่อมมุ่งให้ตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของตัวการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีทนายความที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาถึงชั้นฎีกา อย่างไรก็ดี แม้จะมองว่าทนายโจทก์ยังมีอำนาจยื่นฎีกาเพื่อรักษาประโยชน์ของโจทก์ได้ แต่เมื่อไม่มีทายาทหรือบุคคลตามมาตรา 42 เข้ามาเป็นคู่ความแทนภายในกำหนด ศาลฎีกาก็ยังอาจใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีฎีกาจากสารบบความได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2726/2517 ซึ่งผลในที่สุดก็ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดอยู่ดี คือโจทก์แพ้คดี เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดเรื่องฐานทางกฎหมายและค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายเรื่องใดเป็นหลัก คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายว่าด้วยสัญญาตัวแทนและอำนาจของทนายความในฐานะตัวแทน เมื่อคู่ความผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรมระหว่างที่คดียังค้างพิจารณาในศาล โดยศาลต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ว่าด้วยการระงับสัญญาตัวแทนเพราะตัวการตาย กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ว่าด้วยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนของทายาท รวมถึงผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นฎีกาโดยทนายความที่หมดอำนาจแล้ว 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เมื่อคู่ความถึงแก่กรรม สัญญาตัวแทนและอำนาจของทนายความตามมาตรา 828 มีผลอย่างไร คำตอบ: เมื่อคู่ความผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรม สัญญาตัวแทนย่อมระงับลงตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แต่กฎหมายกำหนดให้ตัวแทน รวมถึงทนายความยังมีหน้าที่และอำนาจจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ตัวการมอบหมายต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์นั้นเอง โดยเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แต่อำนาจดังกล่าวต้องใช้ภายในระยะเวลาอันสมควรและภายในกรอบที่กฎหมายวิธีพิจารณากำหนด 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดทนายความของโจทก์จึงหมดอำนาจยื่นฎีกาในคดีนี้ คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทนายความจะเป็นตัวแทนตามมาตรา 828 และมีหน้าที่ปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไปหลังจากโจทก์ถึงแก่กรรม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2532 และไม่มีทายาทหรือผู้แทนยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายในกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 ป.วิ.พ. ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้ทนายโจทก์ฟังแล้ว ศาลจึงถือว่าพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ตามมาตรา 828 ทนายโจทก์จึงหมดอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ การยื่นฎีกาภายหลังจึงเป็นการยื่นโดยผู้ไม่มีอำนาจ และฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: บทบัญญัติมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีผลต่อสิทธิของทายาทอย่างไร คำตอบ: มาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายหนึ่งมรณะระหว่างคดีค้างพิจารณา ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้แทนโดยชอบธรรมอาจยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มรณะ หากไม่มีผู้ใดยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าว ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ กรอบเวลานี้จึงเป็นทั้งกลไกคุ้มครองสิทธิของทายาทให้มีโอกาสดำเนินคดีต่อ และเป็นกลไกสร้างความแน่นอนแก่กระบวนพิจารณาไม่ให้คดีค้างอยู่โดยไม่มีกำหนด 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงยังถือว่าสมบูรณ์ แม้โจทก์ถึงแก่กรรมก่อนมีคำพิพากษา คำตอบ: ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเรื่องการถึงแก่กรรมของโจทก์ไม่ได้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณา ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยคดีไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน การที่ทายาทไม่เข้ามาเป็นคู่ความแทน และไม่มีการแจ้งเหตุการมรณะต่อศาล มิใช่เหตุให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นโมฆะหรือเสียไปโดยอัตโนมัติ อีกทั้งมาตรา 42 เป็นบทที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีได้ แต่ไม่บังคับให้คำพิพากษาที่ออกภายใต้ความไม่ล่วงรู้ของศาลเสียไป ศาลจึงถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังสมบูรณ์และมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ป.วิ.พ. 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เมื่อศาลฎีกาไม่รับฎีกาของโจทก์ ผลทางคดีเป็นอย่างไร คำตอบ: เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทนายโจทก์หมดอำนาจดำเนินคดีและฎีกาที่ทนายโจทก์ยื่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฎีกาไว้พิจารณา ผลทางคดีก็คือให้ถือว่าโจทก์มิได้ยื่นฎีกาในกำหนดเวลา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์จึงถึงที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และโจทก์แพ้คดีโดยผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าว เหลือแต่เพียงผลในส่วนค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นไปตามดุลพินิจของศาล 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: จากคำพิพากษานี้ มีข้อควรระวังเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความเมื่อคู่ความถึงแก่กรรมอย่างไรบ้าง คำตอบ: คำพิพากษานี้สะท้อนข้อควรระวังว่าทนายความควรตรวจสอบและติดตามสถานะของคู่ความอย่างใกล้ชิด หากทราบว่าคู่ความถึงแก่กรรม ต้องเร่งดำเนินการให้ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 42 ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อมิให้เกิดปัญหาเรื่องการหมดอำนาจของตนเองในฐานะตัวแทน การดำเนินกระบวนพิจารณาหรือการยื่นอุทธรณ์–ฎีกาภายหลังหมดอำนาจย่อมเสี่ยงต่อการถูกวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินคดีโดยผู้ไม่มีอำนาจ และทำให้สิทธิทางคดีของฝ่ายตนสิ้นสุดลงโดยไม่อาจได้รับการวินิจฉัยในเนื้อหาพิพาท |
คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับตัวแทนซ่อนเร้นและผลผูกพันการจำนองที่ดินต่อบุคคลภายนอก สิทธิทายาท มรดก ที่ดิน และจำนองบุคคลภายนอก (ฎีกา 1346/2567) หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) |




