ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเพราะคู่ความตาย และอำนาจทนายความตาม มาตรา 828(ฎีกา 5919/2533)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5919/2533, การสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเพราะตัวการตาย, อำนาจทนายความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828, ผลทางคดีเมื่อคู่ความถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณา, การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42, การจำหน่ายคดีจากสารบบความ, ตัวแทนและมรณะคู่ความ, ดุลพินิจศาลตามมาตรา 132, การยื่นฎีกาโดยผู้ไม่มีอำนาจ, ผลผูกพันของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์, ตัวแทนปกปักรักษาประโยชน์ของผู้มรณะ, การหมดอำนาจของทนายความในการดำเนินคดี

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเมื่อคู่ความถึงแก่กรรม การใช้อำนาจของทนายความตามมาตรา 828 เพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้มรณะ และข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่ทายาทต้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตามมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลได้วางหลักว่าหากคู่ความถึงแก่กรรมและทายาทไม่เข้ามาเป็นคู่ความภายในกำหนด ทนายความจะหมดอำนาจดำเนินคดีต่อ และการยื่นฎีกาภายหลังย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พร้อมยืนยันผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนยกฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้ยินยอมตามที่จำเป็นสำหรับการจำหน่ายสินสมรส

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า

ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 มีสิทธิทำธุรกรรมได้เอง

การขายฝากทำโดยสุจริต ได้ทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพิกถอน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ระหว่างการฎีกา ปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2532 แต่ทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์ตายเกิน 1 ปี และไม่มีทายาทขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน

กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 60 ป.วิ.พ.

การแต่งตั้งทนายความเป็นการตั้งตัวแทนในกระบวนพิจารณา

มาตรา 828 ป.พ.พ.

เมื่อสัญญาตัวแทนระงับเพราะตัวการตาย ตัวแทนยังมีหน้าที่จัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ จนกว่าทายาทหรือผู้แทนจะเข้ามารับช่วง

มาตรา 42 ป.วิ.พ.

ทายาทต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะภายใน 1 ปี มิฉะนั้นศาลอาจจำหน่ายคดี

ประเด็นปัญหาสำคัญ

1. เมื่อคู่ความถึงแก่กรรมระหว่างคดี สัญญาตัวแทนระงับทันทีหรือไม่

2. ทนายความยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปอีกนานเพียงใด

3. การยื่นฎีกาหลังคู่ความถึงแก่กรรมเกิน 1 ปี ถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

4. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่มีขึ้นหลังคู่ความตายเกิน 1 ปีมีผลสมบูรณ์หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ทนายความของโจทก์เป็นตัวแทนตามกฎหมาย (มาตรา 60)

เมื่อโจทก์ตาย สัญญาตัวแทนยุติ แต่ทนายความยังคงมีอำนาจเฉพาะเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ตามมาตรา 828

ทนายความมีอำนาจต่อไป จนกว่าทายาทจะเข้ามาเป็นคู่ความแทน แต่ต้องอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสม

ไม่มีทายาทยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี

เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 ถือว่าเกินเวลาที่ทนายความจะปกปักรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ได้

ดังนั้นเมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 จึงเป็นการยื่นโดยบุคคลที่ หมดอำนาจแล้ว

ฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การขยายความหลักกฎหมายที่สำคัญ

1 อำนาจของทนายความเมื่อคู่ความมรณะ

มาตรา 828 ไม่ได้กำหนดอายุของอำนาจตัวแทนโดยตรง แต่ศาลตีความว่า

อำนาจต้องสัมพันธ์กับการปกปักรักษาผลประโยชน์ใน “ระยะเวลาอันสมควร”

หากทายาทไม่เข้ามาใน 1 ปี ศาลถือว่าเกินความสมควร

2 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังคงสมบูรณ์

แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่ทราบว่าโจทก์ตาย แต่

การไม่ทราบไม่ทำให้คำพิพากษาเสียไป

ศาลมีอำนาจพิจารณาต่อเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม (มาตรา 132)

3 การไม่รับฎีกามีผลเช่นเดียวกับ “จำหน่ายคดี”

แม้ศาลไม่ใช้มาตรา 147 วรรคสอง แต่ผลสุดท้ายคือ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

คดีถึงที่สุดโดยโจทก์แพ้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การแต่งตั้งทนายความเป็น “การตั้งตัวแทน” ซึ่งสิ้นสุดเมื่อคู่ความตาย แต่ตัวแทนยังต้องคุ้มครองประโยชน์ของผู้ตายในช่วงเวลาหนึ่ง

ทายาทต้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายใน 1 ปี มิฉะนั้นตัวแทนจะหมดอำนาจ

ทนายความที่ยื่นฎีกาหลังพ้นอำนาจย่อมถือว่า “ไม่มีอำนาจดำเนินคดี”

คำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ยังคงสมบูรณ์แม้คู่ความจะตายก่อนโดยไม่มีใครแจ้งศาล

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอน

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรม จึงให้ยกฟ้องทั้งหมด

3. ศาลฎีกา ไม่รับฎีกาของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ถึงแก่กรรมเกิน 1 ปี และทนายความหมดอำนาจดำเนินคดีตามมาตรา 828 การยื่นฎีกาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจจึงไม่ชอบ ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5919/2533

การแต่งตั้งทนายความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน เมื่อโจทก์ผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 828 คือแม้สัญญาตัวแทนจะระงับไป แต่ทนายโจทก์ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของโจทก์จะเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ โดยการเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ก็ไม่มีทายาทหรือผู้แทนของโจทก์ขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาและศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้ทนายโจทก์ฟังเมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมเกิน 1 ปีแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทน หรือทนายโจทก์จะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์แล้ว ทนายโจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป เมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาคดีนี้ในขณะที่หมดอำนาจแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องว่าเป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขายฝากแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำนิติกรรมได้เอง การขายฝากสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอน และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกผู้ทำโดยสุจริต มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้รับความคุ้มครอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องพร้อมใบมรณบัตรว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่ 20 มกราคม 2532 ก่อนทนายโจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นเรียกคู่ความมาสอบ ทนายโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ตายจริงในระหว่างที่คดีอยู่ในศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งทนายความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะว่าด้วยตัวแทน เมื่อโจทก์ตาย สัญญาตัวแทนระงับ แต่ตามมาตรา 828 ตัวแทนยังต้องจัดการปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนจะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ซึ่งกำหนดให้ทายาทยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คู่ความมรณะ ในคดีนี้ไม่มีทายาทหรือผู้แทนยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายใน 1 ปี และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้อีกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 จึงถือว่าพ้นระยะเวลาที่ทนายโจทก์จะทำหน้าที่ปกปักรักษาประโยชน์ตามมาตรา 828 ทนายโจทก์จึงหมดอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อทนายโจทก์ยื่นฎีกาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ภายหลังหมดอำนาจแล้ว ฎีกาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์

หมายเหตุ ผู้บันทึกชี้ว่า ขณะที่คดีอยู่ในศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่กรรมแล้วเกิน 1 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงยังมีคำพิพากษาได้ และเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังสมบูรณ์ไม่เสียไป เพราะข้อเท็จจริงเรื่องการมรณะไม่ได้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ อีกทั้งกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล แม้พ้นกำหนดและไม่มีผู้ใดขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลยังอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาคดีต่อโดยไม่จำเป็นต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 132 และคำสั่งศาลฎีกาที่ 32/2516 เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสียไป จึงมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ทำให้โจทก์แพ้คดีเพราะศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง

ผู้บันทึกเห็นด้วยว่าทนายโจทก์ยังมีอำนาจตามมาตรา 828 ในการปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไปจนกว่าจะมีทายาทเข้ามา แต่ตั้งข้อสงสัยว่าการนำกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 มาใช้เป็น “กำหนดเวลาสิ้นอำนาจตัวแทน” นั้นไม่ปรากฏในตัวบทมาตรา 828 ซึ่งไม่ได้จำกัดเวลาว่าตัวแทนจะทำหน้าที่ได้นานเท่าใด และเจตนากฎหมายย่อมมุ่งให้ตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของตัวการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีทนายความที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาถึงชั้นฎีกา

อย่างไรก็ดี แม้จะมองว่าทนายโจทก์ยังมีอำนาจยื่นฎีกาเพื่อรักษาประโยชน์ของโจทก์ได้ แต่เมื่อไม่มีทายาทหรือบุคคลตามมาตรา 42 เข้ามาเป็นคู่ความแทนภายในกำหนด ศาลฎีกาก็ยังอาจใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีฎีกาจากสารบบความได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2726/2517 ซึ่งผลในที่สุดก็ทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดอยู่ดี คือโจทก์แพ้คดี เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดเรื่องฐานทางกฎหมายและค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: คดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายเรื่องใดเป็นหลัก

คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นกฎหมายว่าด้วยสัญญาตัวแทนและอำนาจของทนายความในฐานะตัวแทน เมื่อคู่ความผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรมระหว่างที่คดียังค้างพิจารณาในศาล โดยศาลต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ว่าด้วยการระงับสัญญาตัวแทนเพราะตัวการตาย กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ว่าด้วยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนของทายาท รวมถึงผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นฎีกาโดยทนายความที่หมดอำนาจแล้ว

2. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เมื่อคู่ความถึงแก่กรรม สัญญาตัวแทนและอำนาจของทนายความตามมาตรา 828 มีผลอย่างไร

คำตอบ: เมื่อคู่ความผู้แต่งตั้งถึงแก่กรรม สัญญาตัวแทนย่อมระงับลงตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แต่กฎหมายกำหนดให้ตัวแทน รวมถึงทนายความยังมีหน้าที่และอำนาจจัดการอันสมควรเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ที่ตัวการมอบหมายต่อไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์นั้นเอง โดยเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แต่อำนาจดังกล่าวต้องใช้ภายในระยะเวลาอันสมควรและภายในกรอบที่กฎหมายวิธีพิจารณากำหนด

3. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เหตุใดทนายความของโจทก์จึงหมดอำนาจยื่นฎีกาในคดีนี้

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทนายความจะเป็นตัวแทนตามมาตรา 828 และมีหน้าที่ปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ต่อไปหลังจากโจทก์ถึงแก่กรรม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2532 และไม่มีทายาทหรือผู้แทนยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายในกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 42 ป.วิ.พ. ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้ทนายโจทก์ฟังแล้ว ศาลจึงถือว่าพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนจะดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของโจทก์ตามมาตรา 828 ทนายโจทก์จึงหมดอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ การยื่นฎีกาภายหลังจึงเป็นการยื่นโดยผู้ไม่มีอำนาจ และฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: บทบัญญัติมาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีผลต่อสิทธิของทายาทอย่างไร

คำตอบ: มาตรา 42 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดว่า หากคู่ความฝ่ายหนึ่งมรณะระหว่างคดีค้างพิจารณา ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้แทนโดยชอบธรรมอาจยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มรณะ หากไม่มีผู้ใดยื่นคำขอภายในกำหนดดังกล่าว ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ กรอบเวลานี้จึงเป็นทั้งกลไกคุ้มครองสิทธิของทายาทให้มีโอกาสดำเนินคดีต่อ และเป็นกลไกสร้างความแน่นอนแก่กระบวนพิจารณาไม่ให้คดีค้างอยู่โดยไม่มีกำหนด

5. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เหตุใดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงยังถือว่าสมบูรณ์ แม้โจทก์ถึงแก่กรรมก่อนมีคำพิพากษา

คำตอบ: ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเรื่องการถึงแก่กรรมของโจทก์ไม่ได้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณา ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยคดีไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน การที่ทายาทไม่เข้ามาเป็นคู่ความแทน และไม่มีการแจ้งเหตุการมรณะต่อศาล มิใช่เหตุให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นโมฆะหรือเสียไปโดยอัตโนมัติ อีกทั้งมาตรา 42 เป็นบทที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีได้ แต่ไม่บังคับให้คำพิพากษาที่ออกภายใต้ความไม่ล่วงรู้ของศาลเสียไป ศาลจึงถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังสมบูรณ์และมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.

6. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เมื่อศาลฎีกาไม่รับฎีกาของโจทก์ ผลทางคดีเป็นอย่างไร

คำตอบ: เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทนายโจทก์หมดอำนาจดำเนินคดีและฎีกาที่ทนายโจทก์ยื่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฎีกาไว้พิจารณา ผลทางคดีก็คือให้ถือว่าโจทก์มิได้ยื่นฎีกาในกำหนดเวลา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์จึงถึงที่สุดตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และโจทก์แพ้คดีโดยผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าว เหลือแต่เพียงผลในส่วนค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นไปตามดุลพินิจของศาล

7. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: จากคำพิพากษานี้ มีข้อควรระวังเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความเมื่อคู่ความถึงแก่กรรมอย่างไรบ้าง

คำตอบ: คำพิพากษานี้สะท้อนข้อควรระวังว่าทนายความควรตรวจสอบและติดตามสถานะของคู่ความอย่างใกล้ชิด หากทราบว่าคู่ความถึงแก่กรรม ต้องเร่งดำเนินการให้ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 42 ยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อมิให้เกิดปัญหาเรื่องการหมดอำนาจของตนเองในฐานะตัวแทน การดำเนินกระบวนพิจารณาหรือการยื่นอุทธรณ์–ฎีกาภายหลังหมดอำนาจย่อมเสี่ยงต่อการถูกวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินคดีโดยผู้ไม่มีอำนาจ และทำให้สิทธิทางคดีของฝ่ายตนสิ้นสุดลงโดยไม่อาจได้รับการวินิจฉัยในเนื้อหาพิพาท




ตัวการมิได้เปิดเผยชื่อตัวแทนทำการออกหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับตัวแทนซ่อนเร้นและผลผูกพันการจำนองที่ดินต่อบุคคลภายนอก
สิทธิทายาท มรดก ที่ดิน และจำนองบุคคลภายนอก” (ฎีกา 1346/2567)
หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney)