
| คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับตัวแทนซ่อนเร้นและผลผูกพันการจำนองที่ดินต่อบุคคลภายนอก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ การตีความสถานะตัวแทนซ่อนเร้นและความรับผิดของตัวการต่อบุคคลภายนอกในคดีจำนองที่ดิน พร้อมหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 และแนววินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเมื่อคู่กรณีอ้างความเป็นเจ้าของแท้จริง รวมถึงหลักการที่ตัวการไม่อาจยกข้อต่อสู้ภายในมาทำลายสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริต บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานะของตัวแทนซ่อนเร้น การถือกรรมสิทธิ์แทน และผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนนำที่ดินไปจำนองต่อเจ้าหนี้ผู้สุจริต โดยแม้ตัวการตัวจริงจะไม่ได้เปิดเผยชื่อและไม่ได้ยินยอมในการจดทะเบียนจำนอง แต่เมื่อมีการยอมให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทน ศาลถือว่าตัวการย่อมผูกพันตามการกระทำของตัวแทนตามหลักมาตรา 806 อีกทั้งยังวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับสิทธิบุคคลภายนอก การบังคับคดี การถอนยึดทรัพย์ และขอบเขตการนำพยานหลักฐานในชั้นคำร้องว่าเป็นเรื่องที่ต้องจำกัดตามคำกล่าวอ้างในคำร้องอย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มจากสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นศาลที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระหนี้แก่โจทก์ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และหากขายทรัพย์จำนองแล้วยังไม่เพียงพอ ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยได้ ภายหลังจำเลยผิดนัด โจทก์จึงยึดทรัพย์คือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 26707 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดหนองคายเพื่อนำออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการยึดอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงของที่ดิน และเพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องมิได้ยินยอมให้จำเลยนำไปจำนองต่อโจทก์ จึงขอให้ถอนการยึด โจทก์คัดค้านโดยยืนยันว่า ทรัพย์ถูกจำนองโดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของตามทะเบียน และโจทก์เป็นผู้รับจำนองโดยสุจริต จึงมีสิทธิบังคับคดีได้โดยชอบ ศาลชั้นต้นเห็นว่าเพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว จึงยกคำร้องของผู้ร้อง โดยไม่รับฟังพยานเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1. ผู้ร้องมีสถานะเป็นเจ้าของแท้จริงของที่ดินหรือไม่ 2. จำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องในความหมายของกฎหมายหรือไม่ 3. เมื่อจำเลยนำที่ดินไปจำนองโดยไม่มีการเปิดเผยว่ามีตัวการ การจำนองนั้นผูกพันผู้ร้องหรือไม่ 4. สิทธิบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่สุจริตได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 806 หรือไม่ 5. ผู้ร้องมีสิทธินำพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือคำร้องเข้าสืบหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินและให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน แต่การยอมให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเท่ากับอนุญาตให้จำเลยเป็น “ตัวแทน” ของตน และถือว่าเป็นตัวแทนซึ่งทำการออกหน้าในนิติกรรมดังกล่าว เมื่อจำเลยนำที่ดินไปจำนอง ศาลถือว่าผู้ร้องยินยอมโดยปริยายให้จำเลยแสดงตนเป็น “ตัวการ” ในการจำนอง แม้ความยินยอมภายในจะไม่ปรากฏต่อโจทก์ก็ตาม เพราะเหตุนี้ ผลผูกพันจึงตกแก่ตัวการตามหลักมาตรา 806 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีที่มาว่า • หากตัวการมอบอำนาจให้ตัวแทนซ่อนเร้นกระทำการออกหน้า • และบุคคลภายนอกได้มาสิทธิแต่โดยสุจริตและขวนขวายได้มาก่อน • ตัวการไม่อาจยกข้อต่อสู้ภายในมาทำลายสัตสิทธิบุคคลภายนอกได้ โจทก์ในคดีนี้เป็นผู้รับจำนองที่สุจริตและไม่มีหลักฐานว่าทราบถึงความเป็นตัวแทน ผู้ร้องเองก็ไม่ได้กล่าวอ้างในคำร้องว่าโจทก์รู้อยู่ก่อนว่าจำเลยเป็นตัวแทน ดังนั้น การนำพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ประเด็นนั้นจึงทำไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกคำร้อง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องโดยไม่ไต่สวนนั้น “ชอบด้วยกฎหมายแล้ว” การขยายความหลักกฎหมายสำคัญตามมาตรา 806 หลักสำคัญที่ศาลฎีกายืนยันคือ ตัวการที่มิได้เปิดเผยชื่อไม่อาจนำข้อโต้แย้งภายในระหว่างตนกับตัวแทนมาทำลายสิทธิบุคคลภายนอกที่สุจริตได้ สาระสำคัญของมาตรา 806 คือ 1. ต้องมี “ตัวแทน” กระทำการออกหน้า 2. ตัวการให้ความยินยอม ไม่ว่าชัดแจ้งหรือโดยปริยาย 3. บุคคลภายนอกได้สิทธิแต่โดยสุจริต 4. ตัวการต้องผูกพันด้วยนิติกรรม แม้มิได้รู้เห็นหรือไม่ตั้งใจให้เกิดการกระทำก็ตาม กรณีนี้ ผู้ร้องตั้งใจให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน ซึ่งเสมือนเปิดทางให้จำเลยใช้อำนาจจัดการทรัพย์ในฐานะเจ้าของ เมื่อจำเลยนำทรัพย์ไปจำนอง จึงเป็นการกระทำที่ตกแก่ผู้ร้องเอง นี่เป็นหลักสำคัญในการคุ้มครอง “ความมั่นคงในทางการทำนิติกรรม” และความเชื่อถือในข้อมูลตามทะเบียนสิทธิในทรัพย์ ข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้ที่ให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนต้องตระหนักว่าอาจถูกตีความเป็นการให้ผู้นั้นเป็นตัวแทนในนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์ 2. การจำนองโดยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนย่อมผูกพันเจ้าของตัวจริง แม้เจ้าของจะไม่รู้เห็นก็ตาม หากบุคคลภายนอกเป็นผู้สุจริต 3. ข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวอ้างในคำร้องหรือในคำคู่ความ ไม่มีสิทธินำสืบในชั้นศาล 4. คดีนี้เป็นบทเรียนเรื่องการคุ้มครองบุคคลภายนอกและความมั่นคงของระบบทะเบียนสิทธิ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีพยานเพียงพอสำหรับวินิจฉัยแล้ว จึงพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติม โดยถือว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยตามทะเบียน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าผู้ร้องไม่อาจทำลายสิทธิเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่สุจริตได้ 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยอมให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนและทำการจำนองออกหน้าในฐานะตัวแทน การจำนองมีผลผูกพันผู้ร้องตามมาตรา 806 จึงพิพากษายืนและไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้องเพิ่มเติม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3799/2551 ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง จำเลยย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ การที่จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการในการจำนองที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงไม่อาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน และโจทก์ขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 การจำนองที่ดินพิพาทจึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบเรื่องการจดทะเบียนจำนองหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์กว่า 5 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที และหากขายทรัพย์จำนองแล้วยังไม่พอ ชอบที่จะยึดทรัพย์อื่นของจำเลยต่อไป เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำออกขาย ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านว่าเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน แต่จำเลยนำที่ดินไปจำนองแก่โจทก์โดยตนไม่รู้เห็น ขอให้ศาลถอนการยึด ขณะที่โจทก์ยืนยันว่าทรัพย์เป็นของจำเลยผู้จำนองโดยชอบ จึงมีสิทธิบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีวินิจฉัยได้ จึงยกคำร้องและงดสืบพยาน ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของจริงและให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ถือว่าจำเลยเป็นตัวแทนซ่อนเร้น ผู้ร้องเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อจำเลยจำนองที่ดิน ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยออกหน้าเป็นตัวการ และไม่อาจนำข้อต่อสู้ภายในมาทำลายสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต ตามมาตรา 806 การจำนองจึงผูกพันผู้ร้อง แม้เจ้าของจริงจะไม่รู้เห็น ส่วนข้ออ้างว่าโจทก์ทราบสถานะตัวแทน ผู้ร้องมิได้อ้างไว้ในคำร้อง จึงนำสืบไม่ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
เรื่อง ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนมีฐานะเป็นตัวแทน หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับตัวแทนซ่อนเร้นและผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก การให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนตน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ถือกรรมสิทธิ์แทน” เป็นรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ทางนิติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตจริง ทั้งในครอบครัว การทำธุรกิจ หรือการวางแผนภาษี แต่ปรากฏว่าแม้อยู่ในทางปฏิบัติมายาวนาน สถานะทางกฎหมายของผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนและผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงกลับมักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนำที่ดินไปทำธุรกรรม เช่น การจำนอง การขายหรือการให้เช่า โดยเจ้าของตัวจริงไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้รับรู้มาก่อน หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักเกี่ยวกับ “ตัวแทน” ไว้อย่างสำคัญ โดยเฉพาะมาตรา 806 ซึ่งกำหนดว่า หากตัวแทนทำการออกหน้าในนิติกรรมใด ๆ และบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิโดยสุจริต ตัวการไม่อาจยกข้อต่อสู้ภายในระหว่างตนกับตัวแทนมาทำลายสิทธิของบุคคลภายนอกได้ หลักการนี้จึงเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสถานะของผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพราะการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนตนนั้นมีความหมายเสมือนการยินยอมให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินในทางทะเบียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลผูกพันต่อเจ้าของที่แท้จริงโดยปริยาย ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า เมื่อบุคคลหนึ่งให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนตน แม้จะตกลงกันภายในว่าเจ้าของที่แท้จริงคือใคร แต่ในทางกฎหมาย ผู้มีชื่อปรากฏในโฉนดคือผู้มีสิทธิตามกฎหมายในการจัดการที่ดินนั้นต่อบุคคลทั่วไป และผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนมีฐานะเป็น “ตัวแทนซ่อนเร้น” ของเจ้าของตัวจริง การกระทำที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนกระทำต่อบุคคลภายนอกที่สุจริต เช่น การจำนอง การก่อภาระ หรือการโอน จึงมีผลผูกพันเจ้าของท่านที่แท้จริงโดยอัตโนมัติ แม้เจ้าของนั้นจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่ได้ยินยอมก็ตาม เหตุผลสำคัญที่กฎหมายและศาลยึดถือแนวทางนี้ เพราะความมั่นคงของระบบทะเบียนที่ดินเป็นหัวใจของธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ หากปล่อยให้เจ้าของตัวจริงสามารถยกข้อตกลงภายในมากล่าวอ้างภายหลังเพื่อทำลายสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริต จะทำให้บุคคลทั่วไปไม่อาจเชื่อถือข้อมูลในโฉนดที่ดินได้ และจะกระทบต่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ คำพิพากษาหลายคดีชี้ชัดว่า เมื่อตัวการยอมให้ตัวแทนถือกรรมสิทธิ์แทนแล้ว ตัวการย่อมต้องรับผลแห่งการกระทำ แม้ตัวแทนจะทำเกินขอบเขตที่ตกลงกันภายใน ตราบใดที่บุคคลภายนอกมิได้รู้ถึงข้อตกลงภายในนั้น ตัวการจึงไม่อาจอ้างภายในมาต่อสู้ภายนอกได้ หลักนี้ครอบคลุมถึงการจดทะเบียนจำนองที่ดินอย่างชัดเจน หากผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนำที่ดินไปจำนองต่อเจ้าหนี้ที่สุจริต การจำนองมีผลสมบูรณ์และสามารถบังคับได้ต่อเจ้าของแท้จริงเสมอ ในกรณีพิพาทเกี่ยวกับการบังคับคดี เจ้าของตัวจริงที่อ้างสิทธิในทรัพย์จำนองมักยื่นคำร้องเพื่อต่อสู้การยึดทรัพย์ อย่างไรก็ดี หากข้อเท็จจริงชี้ว่าตนเคยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน ศาลมักวินิจฉัยว่าเป็นสถานะของตัวแทนซ่อนเร้น และถือว่าการนำที่ดินไปจำนองเป็นการกระทำแทนตัวการโดยปริยาย ผู้ร้องจึงไม่อาจขอถอนการยึดได้ ทั้งยังไม่อาจนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อตกลงภายในที่ไม่ได้กล่าวอ้างในคำร้องเข้าสืบเพิ่มเติมได้ด้วย หลักกฎหมายนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายว่า การให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทน แม้ด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือความสะดวกใด ๆ ก็ตาม เป็นการมอบอำนาจที่มีผลกว้างไกลและเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์ หากผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนกระทำการใดต่อบุคคลภายนอกที่สุจริต ตัวการย่อมต้องรับผลนั้นเต็มรูปแบบโดยปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น การทำข้อตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์แทนควรจัดทำเป็นหนังสือชัดเจน และหากจำเป็นควรพิจารณาจดทะเบียนภาระหรือสัญญาที่จำกัดอำนาจการจัดการ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของตัวจริงให้มากที่สุด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน หมายถึงอะไรในทางกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับฐานะตัวแทนอย่างไร คำตอบ: ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทน หมายถึง กรณีที่เจ้าของที่แท้จริงให้บุคคลอื่นมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทนตน แม้ในความเป็นจริงเจ้าของทรัพย์จะเป็นผู้อื่น แต่ในทางทะเบียนสิทธิ ผู้มีชื่อในโฉนดถือเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ต่อบุคคลภายนอก ศาลฎีกาวางหลักว่า การให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนเช่นนี้ทำให้ผู้ถือชื่อในโฉนดมีฐานะเป็น “ตัวแทนซ่อนเร้น” ของเจ้าของตัวจริง และเจ้าของตัวจริงอยู่ในฐานะเป็น “ตัวการที่มิได้เปิดเผยชื่อ” ผลคือนิติกรรมที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทำกับบุคคลภายนอกที่สุจริต เช่น การจำนองที่ดิน ย่อมมีผลผูกพันตัวการด้วย 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าการจำนองที่ดินโดยผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนมีผลผูกพันเจ้าของที่ดินตัวจริง คำตอบ: ศาลเห็นว่า เมื่อเจ้าของตัวจริงยอมให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนตน จำเลยจึงมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นตัวการที่มิได้เปิดเผยชื่อ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้มีชื่อในโฉนดนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ ถือได้ว่าผู้ร้องยอมให้ตัวแทนออกหน้าเป็นตัวการในนิติกรรมจำนองดังกล่าว อีกทั้งโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ขวนขวายได้มาสิทธิโดยสุจริตก่อนรู้ถึงสถานะตัวแทน ตามหลักมาตรา 806 การจำนองที่ดินจึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบหรือไม่ทราบการจดทะเบียนจำนองก็ตาม 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 มีบทบาทอย่างไรในคดีลักษณะนี้ คำตอบ: มาตรา 806 วางหลักว่า ตัวการที่มิได้เปิดเผยชื่อยังคงต้องผูกพันตามนิติกรรมที่ตัวแทนได้กระทำลง หากบุคคลภายนอกได้สิทธิโดยสุจริตและไม่ทราบถึงข้อจำกัดภายในระหว่างตัวการกับตัวแทน หลักการนี้ใช้คุ้มครองบุคคลภายนอก เช่น เจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่อาศัยข้อมูลตามโฉนดที่ดิน เมื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนำที่ดินไปจำนองต่อบุคคลภายนอกที่สุจริต นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันเจ้าของตัวจริงด้วย เจ้าของไม่อาจยกข้อตกลงภายในหรือการไม่ยินยอมมาทำลายสิทธิของผู้รับจำนองได้ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เจ้าของที่ดินตัวจริงสามารถอ้างว่าไม่รู้ไม่ยินยอมการจำนองเพื่อต่อสู้กับเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้หรือไม่ คำตอบ: โดยหลักแล้ว หากเจ้าของตัวจริงเป็นผู้ยอมให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนในโฉนดที่ดิน ศาลถือว่าตัวการยอมให้ตัวแทนมีอำนาจออกหน้าในนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น ต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต ตัวการจึงไม่อาจอ้างว่าไม่รู้ ไม่ยินยอม หรือมีข้อตกลงภายในอย่างไรเพื่อลดทอนสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนจำนองมีผลผูกพันเจ้าของตัวจริง แม้เจ้าของจะไม่ทราบหรือไม่ได้ร่วมในการทำจำนองก็ตาม เพราะกฎหมายให้ความสำคัญกับการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตและความมั่นคงของระบบทะเบียนสิทธิ 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดศาลจึงไม่ไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำขอของผู้ร้องในคดีนี้ คำตอบ: ศาลเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว และข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องฎีกาว่าโจทก์ทราบเรื่องการเป็นตัวแทนหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างไว้ในคำร้องเดิม จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกา อีกทั้งแม้ตามคำกล่าวอ้างของผู้ร้องเองก็ต้องถือว่าการให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการวางฐานะตัวแทนซ่อนเร้นอยู่แล้ว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนเพิ่มเติมจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หลักความมั่นคงของระบบทะเบียนสิทธิในที่ดินมีผลต่อการวินิจฉัยคดีผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนอย่างไร คำตอบ: หลักความมั่นคงของระบบทะเบียนสิทธิในที่ดินมุ่งให้บุคคลภายนอกสามารถเชื่อถือข้อมูลในโฉนดได้ว่า ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของตามทะเบียนมีอำนาจจัดการทรัพย์สินอย่างแท้จริง หากเปิดช่องให้เจ้าของตัวจริงยกข้อตกลงภายในซึ่งไม่ปรากฏในทะเบียนมาต่อสู้ภายหลังได้ง่าย ระบบทะเบียนจะขาดเสถียรภาพและกระทบต่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ศาลจึงวินิจฉัยคดีในแนวทางที่คุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต และผูกพันตัวการตามการกระทำของผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนที่ออกหน้าในทะเบียนสิทธิ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนโดยรวม |
การสิ้นสุดสัญญาตัวแทนเพราะคู่ความตาย และอำนาจทนายความตาม มาตรา 828(ฎีกา 5919/2533) สิทธิทายาท มรดก ที่ดิน และจำนองบุคคลภายนอก (ฎีกา 1346/2567) หนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) |




