
| พิสูจน์ลายมือชื่อกับความรับผิดทางอาญาเมื่อแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จในคดีอาญา
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีอาญาที่คู่ความพยายามใช้เอกสารและพยานหลักฐานเท็จต่อพนักงานสอบสวนและศาลเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและความรับผิดของบุคคลอื่น อันเป็นกรณีที่เกี่ยวพันโดยตรงกับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และ 175 โดยศาลต้องวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงว่า ลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอม แท้จริงแล้วเป็นลายมือชื่อเดิมของจำเลยเอง รวมทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยเขียนลายมือชื่อใหม่ต่อหน้าศาลให้มีลักษณะแตกต่างจากเดิมเพื่อให้ผลการตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้วิธีตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อเพื่อพิสูจน์ความจริงในทางอาญาและพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคดี คดีนี้เกิดจากการที่จำเลยลงชื่อไว้ในเอกสารหลายฉบับของบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท จากนั้นจำเลยกลับแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าเอกสารบางฉบับมีการปลอมลายมือชื่อของตน และต่อมาจำเลยยังนำข้อความอันเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลตรวจสอบเอกสารหลายชุด ได้แก่ เอกสารหมาย จ.1, จ.2, ล.5, ล.6, ล.7 และเปรียบเทียบกับลายมือชื่อจำเลยที่ลงต่อหน้าศาลแล้วส่งไปตรวจพิสูจน์ พบว่าลายมือชื่อที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมนั้น มีลักษณะตรงกับลายมือชื่อเดิมของจำเลยเอง โดยเฉพาะเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 และแผ่นที่ 4 ที่ปรากฏร่องรอยการลบแก้ไขและลงลายมือชื่อใหม่ พยานหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานตรวจพบว่า การลงลายมือชื่อของจำเลยต่อหน้าศาลมีรูปแบบต่างจากลายมือชื่อในเอกสารชุด จ.1 และ จ.2 อย่างชัดเจน สะท้อนว่าจำเลยจงใจเขียนให้แตกต่างจากเดิมเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์เชิงเทคนิคสรุปว่า “ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน” พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเจตนานำสืบเท็จและสร้างหลักฐานเท็จเพื่อให้โจทก์ต้องรับโทษหรือถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาล 1 ประเด็นเรื่องลายมือชื่อเป็นของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ปรากฏลักษณะลายมือชื่อที่ตรงกับลายมือชื่อเดิมของจำเลยทุกประการ การที่จำเลยเขียนลายมือชื่อใหม่ต่อหน้าศาลให้มีลักษณะแปลกไป เป็นเพียงความพยายามสร้างความแตกต่างเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงได้ว่าเอกสารเดิมเป็นลายมือชื่อจำเลย 2 ประเด็นเรื่องแจ้งความเท็จ (มาตรา 173) ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยทราบดีว่าลายมือชื่อในเอกสารทั้งหมดเป็นของตน การแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นลายมือชื่อปลอมย่อมเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญา 3 ประเด็นเรื่องฟ้องเท็จ (มาตรา 175) จำเลยนำข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ต่อศาล ทั้งที่รู้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดอาญาตามที่กล่าวหา การกระทำจึงเป็นฟ้องเท็จโดยสมบูรณ์ 4 ประเด็นมาตรา 174 วรรคสอง ศาลฎีกายืนยันว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง 5 ประเด็นพยานหลักฐานเชิงเทคนิคของกองพิสูจน์หลักฐาน แม้รายงานการตรวจพิสูจน์จะมีข้อสรุปกำกวม เนื่องจากจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมด—รวมทั้งไมโครฟิล์มและภาพสแกนเอกสาร—ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ลายมือชื่อทั้งหมดเป็นของจำเลย” วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความผิดตาม มาตรา 173 ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ • ผู้แจ้งรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าไม่มีความผิดเกิดขึ้น • แต่กลับแจ้งข้อความเท็จให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี กรณีนี้จำเลย “รู้ดี” ว่าเอกสารเป็นลายมือชื่อของตน แต่ยังคงแจ้งความว่ามีการปลอมแปลง จึงเข้าองค์ประกอบครบถ้วน ความผิดตาม มาตรา 175 เกิดขึ้นเมื่อ • ผู้ฟ้องนำข้อความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล • โดยรู้อยู่แล้วว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด จำเลยนำพยานหลักฐานเท็จฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นการใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ ศาลจึงถือว่าเจตนาครบถ้วน ส่วน มาตรา 174 วรรคสอง ต้องพิสูจน์ว่า • มีเจตนาจงใจแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษ แต่ในรายงานรับแจ้งจำเลยเพียงกล่าวว่า “สงสัยโจทก์” มิได้ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 173–175 มีเจตนารมณ์เพื่อ 1. ป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ผิด 2. คุ้มครองบุคคลไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งด้วยคดีอาญาที่ไม่มีมูล 3. สร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพยานหลักฐานและการพิสูจน์ในศาล 4. ป้องกันมิให้มีการสร้างลายมือชื่อเท็จหรือบิดเบือนพยานเอกสารเพื่อให้เกิดผลแก่คดี ในคดีนี้จำเลยกระทำการตรงข้ามกับเจตนารมณ์ดังกล่าวทุกประการ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปตีความเข้มงวดต่อผู้ที่แจ้งความเท็จหรือฟ้องเท็จ เช่น • คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า “หากรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่ยังแจ้งความว่าเป็นการปลอมเอกสาร ถือว่ามีเจตนาชัดเจน” • คำพิพากษาที่ถือว่า “การจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ เป็นเจตนาหลอกลวงกระบวนการตรวจพิสูจน์” • หลายคดีวางหลักว่า “เมื่อคู่ความสร้างเอกสารปลอมและนำสืบเท็จต่อศาล ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและอาจเข้าข่ายความผิดหลายบท” คดีนี้จึงสอดคล้องกับแนววินิจฉัยที่เสริมความเข้มในเรื่องการพิสูจน์ลายมือชื่อและการลงโทษผู้ใช้พยานหลักฐานเท็จในกระบวนยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จ ลงโทษจำคุกรวม 4 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลย เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอ 3. ศาลฎีกา เห็นว่าลายมือชื่อในเอกสารทั้งหมดเป็นของจำเลยเอง และจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติเพื่อหลอกผลตรวจพิสูจน์ จึงพิพากษากลับ ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 และ 175 ลงโทษจำคุก 2 ปี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การพิสูจน์ลายมือชื่อมีน้ำหนักมากเมื่อประกอบกับพฤติการณ์การลงชื่อในเอกสารเดิมและหลักฐานทางเทคนิค เช่น ไมโครฟิล์มหรือภาพสแกนต้นฉบับ 2. หากคู่ความจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้แตกต่างจากลายมือชื่อเดิมเพื่อทำให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ถือเป็นเจตนานำสืบเท็จและอาจเข้าข่ายความผิดอาญา 3. การแจ้งความเท็จเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อผู้แจ้ง “รู้อยู่แล้วว่าความผิดมิได้เกิดขึ้น” แม้ภายหลังจะอ้างความสงสัยก็ไม่ทำให้พ้นความผิด 4. การฟ้องเท็จเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการใช้สิทธิในทางมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นต้องรับโทษโดยไม่เป็นธรรม 5. พยานเอกสารที่มีรอยลบแก้ไขหรือมีการลงลายมือชื่อใหม่โดยไม่ชอบ ย่อมถูกศาลตรวจอย่างละเอียดและอาจหักล้างความน่าเชื่อถือของคู่ความได้โดยง่าย 6. แนวฎีกาให้ความสำคัญต่อความสุจริตในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล หากพบการสร้างหลักฐานเท็จ ศาลจะตีความเข้มเป็นพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554 จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้ โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 172, 173, 174, 175 และ 181 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงรับฟ้อง แม้จำเลยให้การปฏิเสธก็ตาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง และมาตรา 175 เป็นหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การเท็จเกี่ยวกับลายมือชื่อในเอกสารคำขอจดทะเบียนบริษัท โดยอ้างว่ารอยลบและลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 ไม่ใช่ของตน ทั้งที่จำเลยเป็นผู้ลงชื่อไว้เอง และยังพยายามเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ต่างจากลายมือชื่อเดิมเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ไม่ทราบว่าเอกสารถูกถ่ายไมโครฟิล์มและบันทึกไว้ก่อนแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าจำเลยนำสืบพยานหลักฐานเท็จ ในประเด็นเอกสารหมาย ล.5 ศาลพบว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจก่อนวันที่จำเลยเข้าทำงาน อีกทั้งไม่ได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจ จึงเชื่อว่าจำเลยปลอมเอกสารเพื่อนำสืบต่อศาล สำหรับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 ก็พบว่าเป็นเอกสารชุดเดียวกัน แต่มีการลบลายมือชื่อนายเกรียงไกรออกแล้วจำเลยลงชื่อแทน แสดงพฤติการณ์ปลอมแปลงเพื่อนำสืบเท็จ จากการตรวจสอบเอกสารชุด จ.1 และ จ.2 พบว่าลายมือชื่อสอดคล้องกับลายมือชื่อของจำเลยเดิม แตกต่างจากลายมือชื่อที่จำเลยเขียนต่อหน้าศาลเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ ศาลจึงเชื่อโดยปราศจากสงสัยว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นของจำเลยเอง การแจ้งความว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นแจ้งความเท็จตามมาตรา 173 และการนำข้อความเท็จไปฟ้องโจทก์ถือเป็นความผิดตามมาตรา 175 ส่วนมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ อีกทั้งจำเลยเพียง “สงสัย” โจทก์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด แม้รายงานตรวจพิสูจน์บางส่วนจะสรุปว่าลายมือชื่อแตกต่างกัน แต่ศาลเห็นว่าเป็นผลจากจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ เพื่อให้ผลตรวจสอบสับสน จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานสำคัญของโจทก์ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 และมาตรา 175 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 ปี และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนอื่น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. กรณีใดบ้างที่ถือว่าการพิสูจน์ลายมือชื่อมีนัยสำคัญต่อความผิดแจ้งความเท็จ? การพิสูจน์ลายมือชื่อมีนัยสำคัญเมื่อผู้แจ้งความรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นของตนเอง แต่กลับแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม ซึ่งแสดงถึงเจตนานำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรา 173 2. การเขียนลายมือชื่อใหม่ให้แตกต่างจากเดิมเข้าข่ายการฟ้องเท็จหรือไม่? หากคู่ความจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่เพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน แล้วนำข้อความอันเป็นเท็จไปฟ้องบุคคลอื่นต่อศาล ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175 3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยว่าจำเลยผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง? เพราะฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ และในรายงานรับแจ้งจำเลยเพียงระบุว่าสงสัยโจทก์ มิได้ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง |



.jpg)
