ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องบังคับจำนองต้องแจ้งลูกหนี้ก่อนหรือไม่? ไม่ทำขั้นตอนนี้มีสิทธิฟ้องหรือเปล่า และศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างไร article

1.โลโก้สำนักงานทนายพีศิริ ทนายความ – โลโก้สำนักงานกฎหมาย พีศิริ ใช้ในบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567 เกี่ยวกับการบังคับจำนองและการบอกกล่าวลูกหนี้ 2.ข้อมูลที่ตั้งและติดต่อสำนักงานทนายพีศิริ – ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์สำนักงานทนายพีศิริ ในบทความกฎหมายการบังคับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 และ 735 3.ภาพทนายสินเทท์ พงษ์ศิริสุวรรณ – ภาพทนายความผู้เขียนบทความวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567 เกี่ยวกับขั้นตอนบังคับจำนอง 4.หัวข้อบทความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567 – ข้อความหัวเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขการบังคับจำนองต้องบอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้อง พร้อมสรุปใจความสำคัญของคำวินิจฉัย

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการบังคับจำนอง โดยศาลวินิจฉัยว่าผู้รับจำนองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และ 735 คือ ต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนฟ้อง หากไม่ดำเนินการดังกล่าว การฟ้องบังคับจำนองย่อมยังไม่มีสิทธิ ศาลได้ยกฟ้องโจทก์บางส่วนและแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริง

1. บริษัท อ. กู้ยืมเงินจากบริษัท ง. โดยมีผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักประกัน

2. ภายหลังมีการโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิมมาให้โจทก์

3. ที่ดินซึ่งจำนองถูกโอนต่อให้บุคคลอื่น รวมถึงทายาทของผู้ค้ำประกัน

4. โจทก์ฟ้องจำเลยหลายรายเพื่อให้ชำระหนี้หรือไถ่ถอนจำนอง แต่ไม่ได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้โดยตรง และไม่ได้บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้อง

5. ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์บางส่วนยกฟ้อง และศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันว่าขาดขั้นตอนสำคัญในการบังคับจำนอง

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ เงื่อนไขก่อนฟ้องคดีบังคับจำนอง โดยเฉพาะ “การบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง” ซึ่งเป็นหัวใจของคดีนี้ทั้งหมด ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า หากผู้รับจำนองไม่บอกกล่าวลูกหนี้ก่อน ก็ยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อผู้จำนองหรือผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ แม้จะได้บอกกล่าวผู้จำนองหรือผู้รับโอนแล้วก็ตาม

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

ป.พ.พ. มาตรา 735

ป.พ.พ. มาตรา 736, 737, 738

ป.พ.พ. มาตรา 229(2), 489

ป.พ.พ. มาตรา 213

ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้อง – มาตรา 728 วรรคหนึ่ง”

ศาลฎีกาย้ำว่า การบอกกล่าวให้ “ลูกหนี้ตามสัญญากู้” ชำระหนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดก่อนบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้องแจ้งลูกหนี้ก่อนเสมอ หากไม่แจ้ง แม้จะบอกกล่าวผู้จำนองหรือผู้รับโอนแล้ว ก็ยังฟ้องบังคับจำนองไม่ได้

2. “ผลของการไม่บอกกล่าวลูกหนี้ – สิทธิฟ้องยังไม่เกิด”

มาตรา 728 วรรคสอง ทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นเพียงดอกเบี้ยหรือค่าสินไหม แต่ไม่ตัดสิทธิฟ้องทั้งหมด อย่างไรก็ดี การไม่บอกกล่าวลูกหนี้ตามวรรคหนึ่ง ทำให้ “สิทธิฟ้องบังคับจำนองยังไม่เกิด” ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้อง

3. “ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนอง – การบังคับจำนองต้องเริ่มจากลูกหนี้”

มาตรา 735 และ 738 แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ผู้รับโอนจะต้องถูกบอกกล่าว แต่เงื่อนไขหลักยังคงอยู่ที่การบอกกล่าวลูกหนี้ชั้นต้น เพราะผลของหนี้กู้ยืมย่อมกระทบผู้รับโอนเสมอ ดังนั้น หากไม่ได้บอกกล่าวลูกหนี้ก่อน ก็ยังไม่มีสิทธิไปบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนเช่นเดียวกัน

4. “สิทธิไถ่ถอนจำนองเป็นสิทธิของผู้รับโอนเอง – ไม่ใช่สิทธิที่เจ้าหนี้จะบังคับได้”

มาตรา 736 และ 737 กำหนดว่า การไถ่ถอนจำนองเป็นสิทธิของผู้รับโอน จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เจ้าหนี้ (โจทก์) ไม่สามารถฟ้องบังคับให้ไถ่ถอนได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บังคับให้จำเลยต้องไถ่ถอนจำนองจึงผิดหลักกฎหมาย

5. “ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย – ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเอง”

เรื่องการไม่บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้อง และการบังคับให้ไถ่ถอนจำนอง เป็นข้อกฎหมายที่กระทบความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) และแก้คำพิพากษาศาลล่างให้ถูกต้อง

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นหลัก คือ การบังคับจำนองที่ดินต้องบอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้องตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง

แม้จะบอกกล่าวผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองตามมาตรา 735 แล้ว แต่หากไม่บอกกล่าวลูกหนี้โดยตรงก็ยังไม่มีสิทธิฟ้อง

ศาลจึงยกฟ้องจำเลยที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจำนองที่ไม่มีการบอกกล่าวลูกหนี้ล่วงหน้า

การไถ่ถอนจำนองเป็นสิทธิของผู้รับโอน ไม่ใช่คำสั่งที่ศาลจะบังคับได้ตามมาตรา 736-737

ศาลแก้คำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3-6 และปรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เหมาะสม

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1. เงื่อนไขตามมาตรา 728 ป.พ.พ.

กำหนดว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน

หากเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้บุคคลอื่น ต้องบอกกล่าวผู้จำนองด้วย แต่การไม่บอกกล่าวผู้จำนองเพียงทำให้พ้นความรับผิดดอกเบี้ยและค่าเสียหาย ไม่ตัดสิทธิฟ้อง

2. ความสัมพันธ์กับมาตรา 735 ป.พ.พ.

เมื่อต้องบังคับจำนองเอากับผู้รับโอนทรัพย์สิน ต้องบอกกล่าวผู้รับโอนล่วงหน้า

แต่การบอกกล่าวผู้รับโอน ไม่อาจทดแทนการบอกกล่าวลูกหนี้ตามมาตรา 728 ได้

3. ผลของการไม่บอกกล่าวลูกหนี้

เป็นการขาดขั้นตอนสำคัญที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง

การฟ้องในสภาพนี้จะถูกศาลยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้อง

4. หลักสิทธิไถ่ถอนจำนอง

มาตรา 736-737 กำหนดสิทธิไถ่ถอนเป็นสิทธิของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง

ศาลไม่สามารถสั่งให้ไถ่ถอนจำนองได้หากผู้รับโอนไม่ประสงค์

IRAC Analysis

Issue:

การที่ผู้รับจำนองไม่บอกกล่าวลูกหนี้ให้ชำระหนี้ก่อนฟ้องบังคับจำนอง เป็นเหตุให้ไม่มีสิทธิฟ้องหรือไม่

Rule:

มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. กำหนดให้ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดก่อนฟ้องบังคับจำนอง

มาตรา 735 กำหนดให้บอกกล่าวผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองก่อนฟ้อง

มาตรา 736-737 ว่าด้วยสิทธิไถ่ถอนจำนองเป็นสิทธิของผู้รับโอน ไม่ใช่คำสั่งบังคับของศาล

Application:

ในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบริษัท อ. ซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรง แม้จะบอกกล่าวผู้รับโอนแล้วก็ไม่ครบเงื่อนไขตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง

จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองกับจำเลยที่เป็นผู้รับโอนที่ดินจำนอง

Conclusion:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองกับจำเลยที่เกี่ยวข้องเพราะขาดขั้นตอนการบอกกล่าวลูกหนี้ ยกฟ้องจำเลยที่ 3-6 และแก้คำพิพากษาให้สอดคล้องกับกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การบังคับจำนองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

การบอกกล่าวลูกหนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่หากละเลยจะทำให้ฟ้องบังคับจำนองไม่ได้

การบอกกล่าวผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ไม่สามารถทดแทนการบอกกล่าวลูกหนี้ได้

สรุปภาษาอังกฤษ

The Supreme Court Judgment No. 5226/2567 concerns the enforcement of a mortgage. The Court ruled that under Sections 728 and 735 of the Civil and Commercial Code, a mortgagee must notify the debtor to repay the debt before filing for mortgage enforcement. Failure to do so results in no legal right to sue for enforcement. The ruling clarifies that notifying the transferee of the mortgaged property does not substitute for notifying the debtor, and redemption of the mortgage remains the transferee’s right.

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567

โจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหนี้เดิม ฟ้องขอให้บังคับจำเลยหลายรายชำระหนี้และบังคับจำนองทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญากู้เงิน โดยมีทั้งผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง และผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนอง อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ ก่อนฟ้องบังคับจำนอง โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด แม้โจทก์จะมีการแจ้งไปยังผู้จำนองหรือผู้รับโอนทรัพย์สินแล้วก็ตาม ศาลเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 การบอกกล่าวลูกหนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนฟ้อง หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ผู้รับจำนองยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าการไถ่ถอนจำนองเป็นสิทธิของผู้รับโอนทรัพย์ ไม่ใช่สิทธิที่เจ้าหนี้จะขอให้ศาลบังคับได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์บางส่วนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแก้ไขโดยยกฟ้องจำเลยบางรายเพิ่มเติม พร้อมทั้งยืนยันหลักว่าการบอกกล่าวลูกหนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องปฏิบัติก่อนการฟ้องคดีบังคับจำนอง 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 318,244,022.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.60 ต่อปี ของต้นเงิน 62,916,119.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 72280 และ 82147 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 ,89682, 90766, 90767, 90944 และ 90945 (ที่ถูก 90954) ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 89681 และ 89682 จำเลยที่ 4 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90766 จำเลยที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอำพัน ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90767 จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 080/2538 ในมูลหนี้ 14,502,586.41 บาท หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม ของนางสงัด ผู้ค้ำประกัน ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ 082/2539 จำนวน 48,030,908.75 บาท ให้จำเลยที่ 5 ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90944 และจำเลยที่ 6 ไถ่ถอนจำนองโฉนดเลขที่ 90954 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์ติดภาระจำนองตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนวนหนี้ดังกล่าว หากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางสงัดและนางอำพันที่ตกทอดแก่ตนตามลำดับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 และขอให้บังคับสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นลูกหนี้กู้ยืมเงินจากบริษัท ง. มีนางระภี และนางสงัด เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กับมีนายชาญธวัช จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าวโดยยอมรับผิดหนี้ส่วนที่ยังขาด ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 72281 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ซึ่งในเวลาต่อมานางระภีได้รับโอนที่ดินแปลงนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของบริษัท อ. รวมทั้งการค้ำประกันและการจำนองจากเจ้าหนี้เดิม เมื่อนางระภีถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้กองมรดกของนางระภีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางระภีเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โจทก์ฟ้องและบรรยายฟ้องระบุตัวจำเลยที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางระภี จึงมีความหมายว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องตัวโจทก์เองเป็นจำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ของนางระภีที่มีภาระการจำนองครอบอยู่ และโจทก์เองรับโอนสิทธิเรียกร้องการค้ำประกันและการจำนองมาจากเจ้าหนี้เดิม ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ นายชาญธวัชจึงเป็นผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ส่วนนางระภีเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นางระภีจึงตกอยู่ในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนองไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันด้วย โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการจำนองที่ดิน จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เช่นกัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า การที่ก่อนฟ้องโจทก์มิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ด้วยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำขอให้ศาลพิพากษาสั่งยึดทรัพย์จำนองและให้ขายทอดตลาดหรือการขอบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 นั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้องนายชาญธวัช เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่นายชาญธวัชเป็นทายาทโดยธรรมของนางสงัด ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องนายชาญธวัชเป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 4 การบังคับจำนอง มีบทบัญญัติในมาตรา 728 ถึง 735 ซึ่งมาตรา 728 ที่แก้ไขใหม่ ที่ใช้บังคับกับการจำนองในคดีนี้ วรรคหนึ่งบัญญัติเงื่อนไขและขั้นตอนก่อนการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น และในกรณีเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวในวรรคหนึ่งให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ แต่การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จำนองภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองนี้ส่งผลเพียงทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนอง หรือผู้รับจำนองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อลูกหนี้และหรือผู้จำนอง แสดงว่ากฎหมายมุ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 เดิม ที่บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดในคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้" โดยมาตรา 728 เดิม มิได้บัญญัติถึงการต้องบอกกล่าวผู้จำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ นอกจากนี้ หากพิจารณาบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ควบคู่กับมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า... จึงจะบังคับจำนองได้" ก็จะเห็นว่าบทกฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกันว่า "บังคับจำนอง" และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (2) ที่ได้บัญญัติถึงการรับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองว่า หากผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด ได้เอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป กับมาตรา 489 ที่ให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์สินที่ติดจำนองยึดหน่วงราคาค่าซื้อไว้ได้หากว่าตนถูกขู่หรือเชื่อว่าจะถูกขู่ว่าจะฟ้องคดีโดยผู้รับจำนองหรือผู้เรียกร้องเอาทรัพย์สินนั้น ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวพันถึงลูกหนี้ด้วยในที่สุดนั่นเอง เมื่อคดีนี้ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือนางระภีซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจำนองยิ่งต้องมีหน้าที่บอกกล่าวลูกหนี้คือบริษัท อ. ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เพราะหากลูกหนี้และหรือผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธาน ผลของการนั้น ๆ ย่อมกระทบภาระการจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่เหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของผู้รับโอนด้วยไม่มากก็น้อย และแม้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือทายาทของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันประสงค์จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ก็ยังบัญญัติให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นด้วย เพราะฉะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของนางอำพัน จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิมและยังติดจำนองอยู่นั้น แม้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่จำเลยดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 89681, 89682, 90766, 90767, 90944 และ 90954 ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นสิทธิที่ผู้รับโอนจะใช้ตามความประสงค์ของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 และ 737 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาสั่งบังคับให้ไถ่ถอนได้ เพราะหากผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองก็ได้แต่จะดำเนินการบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และ 735 เท่านั้น สภาพแห่งหนี้ในกรณีนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ขอบังคับเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนอง มิฉะนั้นให้โจทก์บังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาดได้ต่อไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาเรื่องการที่โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยก่อนฟ้องบังคับจำนองจำเลยดังกล่าว และปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนองตามที่โจทก์มีคำขอเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นควรใช้ดุลพินิจกำหนดความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 3–6 ไถ่ถอนจำนองในที่ดินที่แต่ละคนรับโอน หากไม่ไถ่ถอนให้ยึดขายทอดตลาด พร้อมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค้ำประกันตามสัญญา และยกฟ้องโจทก์ในส่วนการบังคับจำนองจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมถึงการบังคับค้ำประกันจำเลยที่ 2
2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ
3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้องตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง ทั้งในส่วนผู้จำนองและผู้รับโอน ท้ายที่สุดพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3–6 เพิ่มเติม และกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้เหมาะสม โดยยืนส่วนอื่นตามศาลอุทธรณ์ภาค 6

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในกรณีที่บริษัท อ. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืม และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้และสิทธิในสัญญาจำนองต้องการฟ้องบังคับจำนองที่ดินของผู้จำนองและผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ก่อนฟ้องโจทก์มิได้มีหนังสือบอกกล่าวให้บริษัท อ. ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ให้พิจารณาว่า การที่โจทก์ไม่บอกกล่าวลูกหนี้ดังกล่าวส่งผลให้โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อผู้จำนองและผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติเงื่อนไขสำคัญก่อนฟ้องบังคับจำนองว่า ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนภายในเวลาที่กำหนด การบอกกล่าวลูกหนี้เป็นหัวใจของกระบวนการบังคับจำนอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้รับจำนองจะบอกกล่าวผู้จำนองหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 728 วรรคสอง และมาตรา 735 แล้วก็ตาม แต่หากมิได้บอกกล่าวลูกหนี้ชั้นต้นตามวรรคหนึ่ง สิทธิฟ้องบังคับจำนองยังไม่เกิดขึ้น การไม่บอกกล่าวลูกหนี้ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่เป็นการขาดเงื่อนไขก่อนฟ้องที่กระทบถึงความชอบด้วยกฎหมายของการใช้สิทธิฟ้องคดีบังคับจำนองทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการไม่บอกกล่าวลูกหนี้ทำให้โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องผู้จำนองหรือผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ส่งผลให้ต้องยกฟ้องในส่วนนี้ทั้งหมด

ข้อ 2.

ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดิน และภายหลังตกเป็นมรดกของทายาท โดยผู้รับจำนองมีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนดังกล่าว แต่ไม่ได้บอกกล่าวลูกหนี้ชั้นต้น ให้วินิจฉัยว่า ผู้รับโอนดังกล่าวจะยังคงถูกฟ้องบังคับจำนองได้หรือไม่ตามบทบัญญัติมาตรา 728 และ 735 และผลจะเป็นเช่นไร

ธงคำตอบ

มาตรา 735 บัญญัติว่าการบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนก่อนจึงจะบังคับได้ อย่างไรก็ดี การบังคับผู้รับโอนต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลักตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้มีการบอกกล่าวลูกหนี้ก่อนเสมอ จึงจะมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ แม้โจทก์จะได้บอกกล่าวผู้รับโอนที่ดินที่ตกเป็นมรดกของจำเลยที่ 3–6 ตามมาตรา 735 แล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้บอกกล่าวลูกหนี้ตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง สิทธิฟ้องยังไม่เกิดขึ้น การไม่บอกกล่าวลูกหนี้จึงทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3–6 ทั้งหมดในส่วนนี้

ข้อ 3.

ในกรณีที่ผู้รับจำนองต้องการบังคับให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ไถ่ถอนจำนอง โดยให้ทายาทผู้รับโอนต้องชำระเงินไถ่ถอนเป็นจำนวนมาก หากไม่ชำระให้ยึดขายทอดตลาด ให้พิจารณาว่า ผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และกฎหมายตามมาตรา 736 และ 737 ให้อำนาจผู้รับจำนองฟ้องบังคับให้ไถ่ถอนได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา 736 และ 737 บัญญัติชัดว่า การไถ่ถอนจำนองเป็น “สิทธิ” ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ไม่ใช่ “หน้าที่” ผู้รับโอนจะใช้สิทธินี้หรือไม่อยู่ในดุลพินิจเฉพาะตน ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจผู้รับจำนองฟ้องบังคับให้ผู้รับโอนไถ่ถอนจำนองได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 3–6 ไถ่ถอนจำนองจึงเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายและเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแก้ไขว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องให้ผู้รับโอนต้องไถ่ถอนได้ หากผู้รับโอนไม่ยินยอม ผู้รับจำนองมีแต่จะดำเนินการบังคับจำนองเท่านั้น จึงต้องยกฟ้องในส่วนคำขอให้ไถ่ถอนจำนองทั้งหมด

ข้อ 4.

เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เดิม และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองคนเดิม แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้รับโอนที่ดิน โดยบรรยายฟ้องในลักษณะที่เท่ากับใช้สิทธิฟ้องตนเองในฐานะคู่ความอีกสถานะหนึ่ง ให้วินิจฉัยว่า การฟ้องลักษณะนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลต่อสิทธิฟ้องบังคับจำนองอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โดยกล่าวว่าเป็นผู้จัดการมรดกของนางระภี ทั้งที่โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากหนี้เดิมและเป็นผู้จัดการมรดกเองในส่วนทรัพย์มรดกนั้น แสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยทำให้คู่ความทับซ้อนในสถานะเดียวกัน ซึ่งเป็นการตั้งคู่ความไม่ชอบ การบังคับจำนองต้องฟ้องผู้จำนองที่แท้จริงและลูกหนี้เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้จำนองที่แท้จริงและไม่ได้บอกกล่าวลูกหนี้ สิทธิฟ้องจึงยังไม่เกิด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องถูกต้องแล้ว ศาลฎีกายืนยันหลักเกณฑ์ว่า คู่ความต้องถูกต้องชัดเจนตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นไม่เกิดสิทธิฟ้องคดีบังคับจำนอง

ข้อ 5.

เมื่อประเด็นการไม่บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้องตามมาตรา 728 วรรคหนึ่ง และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้ผู้รับโอนต้องไถ่ถอนจำนอง เป็นบทบัญญัติที่กระทบถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้พิจารณาว่า ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา และผลของการวินิจฉัยเป็นอย่างไร

ธงคำตอบ

มาตรา 142 (5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ให้อำนาจศาลฎีกายกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ยกเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องการไม่บอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้องเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กระทบถึงสิทธิฟ้องคดีบังคับจำนองโดยตรง และการบังคับให้ผู้รับโอนไถ่ถอนจำนองเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยและแก้คำพิพากษาศาลล่างให้ถูกต้อง โดยพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3–6 ทั้งหมด และกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใหม่ให้เหมาะสม




จำนอง

ความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 และข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคล
ผู้จำนองมีหนังสือให้ขายทอดตลาด เจ้าหนี้ต้องทำภายใน 1 ปีหรือไม่ และผลทางกฎหมายของดอกเบี้ย
สิทธิผู้รับจำนองขอชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น, สิทธิบุริมสิทธิ, (ฎีกา 853/2567)
ฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าว 60 วันห,ป.พ.พ. มาตรา 728, (ฎีกา 2710/2568)
ผู้รับโอนทรัพย์จำนองเสนอไถ่ถอนแล้วเจ้าหนี้ไม่ฟ้องภายใน 1 เดือน ต้องถือว่ายอมรับคำเสนอโดยปริยาย
สิทธิผู้รับจำนอง & การคุ้มครองดอกเบี้ยตามกฎหมายฟอกเงิน (ฎีกาที่ 6223/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2566: สิทธิไถ่ถอนจำนองของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ไม่ใช่ลูกหนี้
การจำนองที่ดินโดยผู้พิทักษ์, ความยินยอมผู้พิทักษ์, เพิกถอนนิติกรรมคนเสมือนไร้ความสามารถ,
สัญญาจำนองใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้, บังคับจำนอง, การยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดอยู่
ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อรับเอาสัญญาจำนองซึ่งกรรมการทำไว้แทนตน
ขายที่ดิน น.ส. 3 โอนการครอบครองโดยส่งมอบแต่นำไปออกโฉนดที่ดินไม่ชอบ
เจ้าของที่ดินอุทิศที่ดินให้แก่ทางราชการภายหลังจดทะเบียนจำนอง
สัญญากู้และสัญญาจำนองกับธนาคารคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา