
| ผู้รับโอนทรัพย์จำนองเสนอไถ่ถอนแล้วเจ้าหนี้ไม่ฟ้องภายใน 1 เดือน ต้องถือว่ายอมรับคำเสนอโดยปริยาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ สิทธิของผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองในการไถ่ถอนจำนอง และหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเมื่อได้รับคำเสนอไถ่ถอน โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนองได้เสนอชำระเงินจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ถอนจำนองตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 แล้ว แต่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน จึงปฏิเสธคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ผู้รับจำนองกลับมิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 739 ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่า การที่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร และเจ้าหนี้ผู้รับจำนองยังสามารถปฏิเสธจำนวนเงินที่ผู้รับโอนทรัพย์เสนอได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่จะคัดค้านจำนวนเงินดังกล่าวต้องใช้โดยการฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่า เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้สนองรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย ตามมาตรา 741 ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องรับเงินที่เสนอและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับ กลไกการไถ่ถอนจำนองของผู้รับโอนทรัพย์ และผลทางกฎหมายของการไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ได้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งที่ดินดังกล่าวถูกจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้ประมาณ 700,000 บาท การได้มาของที่ดินดังกล่าวเกิดจากการซื้อทรัพย์จากการบังคับคดีขายทอดตลาดในคดีอื่นของเจ้าหนี้สามัญ โดยทรัพย์สินดังกล่าวถูกขาย โดยติดจำนองเดิม หลังจากโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของตนแล้ว โจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิในฐานะ ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนอง เพื่อไถ่ถอนจำนองดังกล่าว โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยเสนอว่าจะชำระเงินจำนวน 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี พร้อมทั้งนัดหมายให้จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบปฏิเสธ โดยอ้างว่า 1. ลูกหนี้ตามสัญญาจำนองยังมีหนี้รวมกว่า 1,000,000 บาท 2. ได้มีการประเมินราคาที่ดินโดยบริษัทประเมินราคาเอกชนซึ่งมีราคาประมาณ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 3 จึงเห็นว่าเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน และไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองตามที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ และฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 3 รับเงินและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีคือ เมื่อผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองได้เสนอใช้เงินไถ่ถอนตามมาตรา 738 แล้ว และเจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอโดยเห็นว่าจำนวนเงินไม่เหมาะสม แต่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน ตามมาตรา 739 เจ้าหนี้ยังสามารถปฏิเสธคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์ได้หรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการไถ่ถอนจำนอง มาตรา 738 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดว่า ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนอง หากประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่าจะใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน หลักการของบทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ผู้รับโอนทรัพย์สามารถปลดภาระจำนองได้ แม้จะมิใช่ลูกหนี้โดยตรง เนื่องจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมา ยังคงเป็นหลักประกันหนี้ของผู้อื่น ขั้นตอนตามมาตรา 739 มาตรา 739 กำหนดกลไกคุ้มครองเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไว้ว่า หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เสนอ เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาล ภายใน 1 เดือน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง การฟ้องคดีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ให้ศาลเป็นผู้กำหนดราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินผ่านกระบวนการขายทอดตลาด ผลทางกฎหมายเมื่อไม่ฟ้องภายในกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธคำเสนอของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 739 คือ ฟ้องคดีภายใน 1 เดือน แต่จำเลยที่ 3 มิได้ดำเนินการดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 สนองรับคำเสนอโดยปริยาย ตามมาตรา 741 แม้ก่อนหน้านั้นจะมีหนังสือปฏิเสธคำเสนอแล้วก็ตาม ผลของการวางทรัพย์ เมื่อโจทก์นำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ การวางทรัพย์ดังกล่าวจึงถือเป็น การชำระหนี้ตามจำนวนที่เสนอ และถือว่าเป็นจำนวนเงินอันสมควรตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 3 จึงต้อง รับเงินดังกล่าว และดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับเงินจำนวน 300,000 บาท จากโจทก์ และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลยกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการที่จำเลยที่ 3 ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่ารับคำเสนอโดยปริยาย และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งปฏิเสธคำเสนอแล้วแต่ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 เดือน ต้องถือว่าสนองรับคำเสนอโดยปริยายตามมาตรา 741 จึงต้องรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์วางไว้ และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึง กลไกการถ่วงดุลสิทธิระหว่างผู้รับโอนทรัพย์จำนองกับเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนของผู้รับโอนทรัพย์ได้โดยไม่จำกัดเวลา หากเจ้าหนี้เห็นว่าจำนวนเงินที่เสนอไม่เหมาะสม กฎหมายได้กำหนดช่องทางไว้ชัดเจน คือการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ กำหนดเวลา 1 เดือน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่กฎหมายใช้เพื่อสร้างความแน่นอนทางนิติสัมพันธ์ หากเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ ยอมรับคำเสนอโดยปริยาย แนวคำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญว่า กฎหมายเกี่ยวกับจำนองมิได้มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว แต่ยังคำนึงถึงความมั่นคงในการใช้สิทธิของผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองด้วย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของ ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองในการเสนอไถ่ถอนจำนอง และผลทางกฎหมายเมื่อ เจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอแต่ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738, 739 และ 741 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้รับโอนทรัพย์เสนอใช้เงินจำนวนอันสมควรเพื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินดังกล่าว เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ได้ สนองรับคำเสนอโดยปริยาย และต้องรับเงินพร้อมดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์ มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การเสนอไถ่ถอนจำนองของผู้รับโอนทรัพย์ (ป.พ.พ. มาตรา 738) บทบัญญัติมาตรานี้กำหนดสิทธิของผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองให้สามารถส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเพื่อใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินในการไถ่ถอนจำนองได้ แม้ผู้รับโอนจะไม่ใช่ลูกหนี้ตามสัญญาเงินกู้ก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนองสามารถปลดภาระจำนองออกจากทรัพย์ของตนได้ โดยไม่ต้องรับผิดในหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม 2. ผลของการไม่ฟ้องภายใน 1 เดือนถือว่าสนองรับคำเสนอโดยปริยาย (ป.พ.พ. มาตรา 739 และ 741) เมื่อเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ยอมรับจำนวนเงินที่ผู้รับโอนเสนอ กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมถือว่าการปฏิเสธนั้นสิ้นผล และถือว่าเจ้าหนี้ได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนโดยปริยายตามมาตรา 741 ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องรับเงินตามจำนวนที่เสนอและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้หรือไม่ คำตอบ ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 แม้ว่าผู้รับโอนจะมิใช่ลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินก็ตาม เนื่องจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมายังคงเป็นหลักประกันหนี้ของเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้นผู้รับโอนจึงมีสิทธิส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่าจะใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินเพื่อไถ่ถอนจำนองได้ กลไกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับโอนสามารถปลดภาระจำนองออกจากทรัพย์สินของตนได้ โดยไม่จำเป็นต้องชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม ทั้งนี้จำนวนเงินที่เสนอจะต้องเป็นจำนวนที่สมควรกับราคาทรัพย์สินตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี คำถาม 2. หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เสนอ ต้องดำเนินการอย่างไร คำตอบ หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเห็นว่าจำนวนเงินที่ผู้รับโอนทรัพย์เสนอไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิโดยการฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำเสนอ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 739 การฟ้องคดีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการกำหนดราคาทรัพย์สินที่แท้จริงผ่านกระบวนการขายทอดตลาด หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายและอาจต้องรับผลทางกฎหมายที่ถือว่าได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย คำถาม 3. การไม่ฟ้องคดีภายใน 1 เดือนมีผลอย่างไร คำตอบ หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 739 ย่อมมีผลให้ถือว่าเจ้าหนี้ได้สนองรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยายตามมาตรา 741 แม้ก่อนหน้านั้นเจ้าหนี้จะเคยแสดงเจตนาปฏิเสธคำเสนอไว้ก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ยืดเยื้อการใช้สิทธิและสร้างความไม่แน่นอนในสถานะของทรัพย์สินที่ติดจำนอง ดังนั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้จึงต้องรับเงินตามจำนวนที่เสนอและดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์ คำถาม 4. การวางทรัพย์มีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การวางทรัพย์เป็นวิธีการชำระหนี้รูปแบบหนึ่งตามกฎหมาย เมื่อเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ ลูกหนี้หรือผู้มีหน้าที่ชำระหนี้สามารถนำเงินไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อแสดงเจตนาชำระหนี้ได้ การวางทรัพย์ทำให้ถือว่าผู้ชำระหนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ในกรณีของการไถ่ถอนจำนอง หากผู้รับโอนทรัพย์เสนอใช้เงินแล้วเจ้าหนี้ไม่ยอมรับ ผู้รับโอนสามารถนำเงินไปวางทรัพย์เพื่อรักษาสิทธิของตนได้ และหากศาลเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นจำนวนอันสมควร เจ้าหนี้ก็ต้องรับเงินดังกล่าวและดำเนินการไถ่ถอนจำนอง คำถาม 5. ราคาที่ใช้ในการเสนอไถ่ถอนจำนองต้องเป็นราคาใด คำตอบ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจำนวนเงินที่เสนอไถ่ถอนจำนองต้องเป็นราคาตลาดหรือราคาประเมินของหน่วยงานใดโดยเฉพาะ แต่กำหนดเพียงว่าเป็นจำนวนเงินที่สมควรกับราคาทรัพย์สิน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดี เช่น ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ราคาประเมินของสถาบันการเงิน หรือราคาตลาดโดยทั่วไป หากเจ้าหนี้เห็นว่าราคาที่เสนอไม่เหมาะสม เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 739 โดยการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นอาจถือว่ายอมรับราคาดังกล่าวโดยปริยาย คำถาม 6. ผู้รับโอนทรัพย์จำเป็นต้องชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิมหรือไม่ คำตอบ ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองไม่จำเป็นต้องรับผิดชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม เพราะภาระของผู้รับโอนจำกัดอยู่เพียงการไถ่ถอนจำนองจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมาเท่านั้น หลักการของกฎหมายจำนองคือทรัพย์สินเป็นหลักประกันหนี้ ดังนั้นผู้รับโอนจึงสามารถเสนอใช้เงินจำนวนที่สมควรกับราคาทรัพย์สินเพื่อปลดจำนองได้ โดยไม่ต้องรับผิดในส่วนของหนี้ที่เกินมูลค่าทรัพย์สิน คำถาม 7. หากเจ้าหนี้ปฏิเสธคำเสนอแต่ไม่ดำเนินการใดเลย ผู้รับโอนควรทำอย่างไร คำตอบ หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนจำนองและไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ผู้รับโอนทรัพย์สามารถนำเงินไปวางทรัพย์และฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้เจ้าหนี้รับเงินและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองได้ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการเสนอเงินของผู้รับโอนเป็นไปตามกฎหมาย ศาลอาจมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้รับเงินและดำเนินการไถ่ถอนจำนอง หรือให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ คำถาม 8. คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติมาตรา 738 ถึงมาตรา 741 เนื่องจากได้ยืนยันหลักการว่าเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่สามารถปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนจำนองได้โดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การกำหนดระยะเวลา 1 เดือนในการฟ้องคดีจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย หากเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิตามกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลอาจถือว่าเจ้าหนี้ได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย ซึ่งเป็นแนวคำวินิจฉัยที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ติดจำนอง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568 ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินซึ่งติดจำนองของจำเลยที่ 2 จากการขายทอดตลาด และภายหลังได้เสนอใช้เงิน 300,000 บาท เท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ปฏิเสธ โดยอ้างว่าหนี้มีจำนวนสูงกว่าและที่ดินมีราคาประเมิน 1,200,000 บาท โจทก์จึงนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 738 และ 739 เมื่อเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ยอมรับคำเสนอ ต้องฟ้องคดีภายใน 1 เดือน เพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง แต่จำเลยที่ 3 มิได้ฟ้องภายในกำหนด จึงถือว่าได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายตามมาตรา 741 ต้องรับเงิน 300,000 บาท และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยา เป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท |




