ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้รับโอนทรัพย์จำนองเสนอไถ่ถอนแล้วเจ้าหนี้ไม่ฟ้องภายใน 1 เดือน ต้องถือว่ายอมรับคำเสนอโดยปริยาย

สิทธิผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองในการไถ่ถอนจำนอง, เจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ฟ้องภายใน 1 เดือนตามมาตรา 739, การเสนอใช้เงินไถ่ถอนจำนองตามมาตรา 738, การถือว่ายอมรับคำเสนอโดยปริยายตามมาตรา 741, ขั้นตอนการไถ่ถอนจำนองของผู้รับโอนทรัพย์, การวางเงินไถ่ถอนจำนองต่อสำนักงานวางทรัพย์, ราคาทรัพย์สินอันสมควรในการไถ่ถอนจำนอง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการไถ่ถอนจำนอง, สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์ที่ติดจำนอง, เจ้าหนี้จำนองปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอน, การบังคับให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ สิทธิของผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองในการไถ่ถอนจำนอง และหน้าที่ของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเมื่อได้รับคำเสนอไถ่ถอน โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนองได้เสนอชำระเงินจำนวนหนึ่งเพื่อไถ่ถอนจำนองตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 แล้ว แต่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน จึงปฏิเสธคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ผู้รับจำนองกลับมิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 739

ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่า การที่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร และเจ้าหนี้ผู้รับจำนองยังสามารถปฏิเสธจำนวนเงินที่ผู้รับโอนทรัพย์เสนอได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่จะคัดค้านจำนวนเงินดังกล่าวต้องใช้โดยการฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่า เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้สนองรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย ตามมาตรา 741 ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องรับเงินที่เสนอและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับ กลไกการไถ่ถอนจำนองของผู้รับโอนทรัพย์ และผลทางกฎหมายของการไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ได้ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งที่ดินดังกล่าวถูกจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้ประมาณ 700,000 บาท การได้มาของที่ดินดังกล่าวเกิดจากการซื้อทรัพย์จากการบังคับคดีขายทอดตลาดในคดีอื่นของเจ้าหนี้สามัญ โดยทรัพย์สินดังกล่าวถูกขาย โดยติดจำนองเดิม

หลังจากโจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของตนแล้ว โจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิในฐานะ ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนอง เพื่อไถ่ถอนจำนองดังกล่าว

โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โดยเสนอว่าจะชำระเงินจำนวน 300,000 บาท ซึ่งเท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี พร้อมทั้งนัดหมายให้จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน

ต่อมาจำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบปฏิเสธ โดยอ้างว่า

1. ลูกหนี้ตามสัญญาจำนองยังมีหนี้รวมกว่า 1,000,000 บาท

2. ได้มีการประเมินราคาที่ดินโดยบริษัทประเมินราคาเอกชนซึ่งมีราคาประมาณ 1,200,000 บาท

จำเลยที่ 3 จึงเห็นว่าเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน

และไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองตามที่โจทก์นัดหมาย

โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ และฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 3 รับเงินและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ

เมื่อผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองได้เสนอใช้เงินไถ่ถอนตามมาตรา 738 แล้ว และเจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอโดยเห็นว่าจำนวนเงินไม่เหมาะสม แต่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน ตามมาตรา 739

เจ้าหนี้ยังสามารถปฏิเสธคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์ได้หรือไม่

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการไถ่ถอนจำนอง

มาตรา 738 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดว่า

ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนอง หากประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่าจะใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน

หลักการของบทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

ให้ผู้รับโอนทรัพย์สามารถปลดภาระจำนองได้ แม้จะมิใช่ลูกหนี้โดยตรง

เนื่องจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมา ยังคงเป็นหลักประกันหนี้ของผู้อื่น

ขั้นตอนตามมาตรา 739

มาตรา 739 กำหนดกลไกคุ้มครองเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไว้ว่า

หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เสนอ

เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาล ภายใน 1 เดือน

เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง

การฟ้องคดีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ

ให้ศาลเป็นผู้กำหนดราคาที่แท้จริงของทรัพย์สินผ่านกระบวนการขายทอดตลาด

ผลทางกฎหมายเมื่อไม่ฟ้องภายในกำหนด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธคำเสนอของโจทก์แล้ว

จำเลยที่ 3 ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 739

คือ ฟ้องคดีภายใน 1 เดือน

แต่จำเลยที่ 3 มิได้ดำเนินการดังกล่าว

ดังนั้นจึงต้องถือว่า

จำเลยที่ 3 สนองรับคำเสนอโดยปริยาย ตามมาตรา 741

แม้ก่อนหน้านั้นจะมีหนังสือปฏิเสธคำเสนอแล้วก็ตาม

ผลของการวางทรัพย์

เมื่อโจทก์นำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์

การวางทรัพย์ดังกล่าวจึงถือเป็น

การชำระหนี้ตามจำนวนที่เสนอ

และถือว่าเป็นจำนวนเงินอันสมควรตามกฎหมายแล้ว

จำเลยที่ 3 จึงต้อง

รับเงินดังกล่าว

และดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับเงินจำนวน 300,000 บาท จากโจทก์ และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลยกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการที่จำเลยที่ 3 ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่ารับคำเสนอโดยปริยาย และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งปฏิเสธคำเสนอแล้วแต่ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 เดือน ต้องถือว่าสนองรับคำเสนอโดยปริยายตามมาตรา 741 จึงต้องรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์วางไว้ และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นถึง กลไกการถ่วงดุลสิทธิระหว่างผู้รับโอนทรัพย์จำนองกับเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง

กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนของผู้รับโอนทรัพย์ได้โดยไม่จำกัดเวลา หากเจ้าหนี้เห็นว่าจำนวนเงินที่เสนอไม่เหมาะสม กฎหมายได้กำหนดช่องทางไว้ชัดเจน คือการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์

กำหนดเวลา 1 เดือน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่กฎหมายใช้เพื่อสร้างความแน่นอนทางนิติสัมพันธ์

หากเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ ยอมรับคำเสนอโดยปริยาย

แนวคำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญว่า

กฎหมายเกี่ยวกับจำนองมิได้มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว แต่ยังคำนึงถึงความมั่นคงในการใช้สิทธิของผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองด้วย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของ ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองในการเสนอไถ่ถอนจำนอง และผลทางกฎหมายเมื่อ เจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอแต่ไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738, 739 และ 741 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้รับโอนทรัพย์เสนอใช้เงินจำนวนอันสมควรเพื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินดังกล่าว เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ได้ สนองรับคำเสนอโดยปริยาย และต้องรับเงินพร้อมดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์

มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การเสนอไถ่ถอนจำนองของผู้รับโอนทรัพย์ (ป.พ.พ. มาตรา 738)

บทบัญญัติมาตรานี้กำหนดสิทธิของผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองให้สามารถส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเพื่อใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินในการไถ่ถอนจำนองได้ แม้ผู้รับโอนจะไม่ใช่ลูกหนี้ตามสัญญาเงินกู้ก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รับโอนทรัพย์สินซึ่งติดจำนองสามารถปลดภาระจำนองออกจากทรัพย์ของตนได้ โดยไม่ต้องรับผิดในหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม

2. ผลของการไม่ฟ้องภายใน 1 เดือนถือว่าสนองรับคำเสนอโดยปริยาย (ป.พ.พ. มาตรา 739 และ 741)

เมื่อเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ยอมรับจำนวนเงินที่ผู้รับโอนเสนอ กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือนเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมถือว่าการปฏิเสธนั้นสิ้นผล และถือว่าเจ้าหนี้ได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนโดยปริยายตามมาตรา 741 ส่งผลให้เจ้าหนี้ต้องรับเงินตามจำนวนที่เสนอและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์ตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้หรือไม่

คำตอบ

ผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 แม้ว่าผู้รับโอนจะมิใช่ลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินก็ตาม เนื่องจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมายังคงเป็นหลักประกันหนี้ของเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้นผู้รับโอนจึงมีสิทธิส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่าจะใช้เงินจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินเพื่อไถ่ถอนจำนองได้ กลไกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับโอนสามารถปลดภาระจำนองออกจากทรัพย์สินของตนได้ โดยไม่จำเป็นต้องชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม ทั้งนี้จำนวนเงินที่เสนอจะต้องเป็นจำนวนที่สมควรกับราคาทรัพย์สินตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

คำถาม

2. หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เสนอ ต้องดำเนินการอย่างไร

คำตอบ

หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเห็นว่าจำนวนเงินที่ผู้รับโอนทรัพย์เสนอไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สิน กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิโดยการฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ได้รับคำเสนอ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 739 การฟ้องคดีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการกำหนดราคาทรัพย์สินที่แท้จริงผ่านกระบวนการขายทอดตลาด หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายและอาจต้องรับผลทางกฎหมายที่ถือว่าได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย

คำถาม

3. การไม่ฟ้องคดีภายใน 1 เดือนมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 739 ย่อมมีผลให้ถือว่าเจ้าหนี้ได้สนองรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยายตามมาตรา 741 แม้ก่อนหน้านั้นเจ้าหนี้จะเคยแสดงเจตนาปฏิเสธคำเสนอไว้ก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ยืดเยื้อการใช้สิทธิและสร้างความไม่แน่นอนในสถานะของทรัพย์สินที่ติดจำนอง ดังนั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้จึงต้องรับเงินตามจำนวนที่เสนอและดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้รับโอนทรัพย์

คำถาม

4. การวางทรัพย์มีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ

การวางทรัพย์เป็นวิธีการชำระหนี้รูปแบบหนึ่งตามกฎหมาย เมื่อเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ ลูกหนี้หรือผู้มีหน้าที่ชำระหนี้สามารถนำเงินไปวางไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อแสดงเจตนาชำระหนี้ได้ การวางทรัพย์ทำให้ถือว่าผู้ชำระหนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ในกรณีของการไถ่ถอนจำนอง หากผู้รับโอนทรัพย์เสนอใช้เงินแล้วเจ้าหนี้ไม่ยอมรับ ผู้รับโอนสามารถนำเงินไปวางทรัพย์เพื่อรักษาสิทธิของตนได้ และหากศาลเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นจำนวนอันสมควร เจ้าหนี้ก็ต้องรับเงินดังกล่าวและดำเนินการไถ่ถอนจำนอง

คำถาม

5. ราคาที่ใช้ในการเสนอไถ่ถอนจำนองต้องเป็นราคาใด

คำตอบ

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจำนวนเงินที่เสนอไถ่ถอนจำนองต้องเป็นราคาตลาดหรือราคาประเมินของหน่วยงานใดโดยเฉพาะ แต่กำหนดเพียงว่าเป็นจำนวนเงินที่สมควรกับราคาทรัพย์สิน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละคดี เช่น ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ราคาประเมินของสถาบันการเงิน หรือราคาตลาดโดยทั่วไป หากเจ้าหนี้เห็นว่าราคาที่เสนอไม่เหมาะสม เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 739 โดยการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นอาจถือว่ายอมรับราคาดังกล่าวโดยปริยาย

คำถาม

6. ผู้รับโอนทรัพย์จำเป็นต้องชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิมหรือไม่

คำตอบ

ผู้รับโอนทรัพย์ที่ติดจำนองไม่จำเป็นต้องรับผิดชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้เดิม เพราะภาระของผู้รับโอนจำกัดอยู่เพียงการไถ่ถอนจำนองจากทรัพย์สินที่ตนรับโอนมาเท่านั้น หลักการของกฎหมายจำนองคือทรัพย์สินเป็นหลักประกันหนี้ ดังนั้นผู้รับโอนจึงสามารถเสนอใช้เงินจำนวนที่สมควรกับราคาทรัพย์สินเพื่อปลดจำนองได้ โดยไม่ต้องรับผิดในส่วนของหนี้ที่เกินมูลค่าทรัพย์สิน

คำถาม

7. หากเจ้าหนี้ปฏิเสธคำเสนอแต่ไม่ดำเนินการใดเลย ผู้รับโอนควรทำอย่างไร

คำตอบ

หากเจ้าหนี้ผู้รับจำนองปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนจำนองและไม่ดำเนินการฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา ผู้รับโอนทรัพย์สามารถนำเงินไปวางทรัพย์และฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้เจ้าหนี้รับเงินและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองได้ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการเสนอเงินของผู้รับโอนเป็นไปตามกฎหมาย ศาลอาจมีคำพิพากษาให้เจ้าหนี้รับเงินและดำเนินการไถ่ถอนจำนอง หรือให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้

คำถาม

8. คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติมาตรา 738 ถึงมาตรา 741 เนื่องจากได้ยืนยันหลักการว่าเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่สามารถปฏิเสธคำเสนอไถ่ถอนจำนองได้โดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การกำหนดระยะเวลา 1 เดือนในการฟ้องคดีจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย หากเจ้าหนี้ไม่ใช้สิทธิตามกำหนดเวลาดังกล่าว ศาลอาจถือว่าเจ้าหนี้ได้ยอมรับคำเสนอของผู้รับโอนทรัพย์โดยปริยาย ซึ่งเป็นแนวคำวินิจฉัยที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ติดจำนอง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568

ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินซึ่งติดจำนองของจำเลยที่ 2 จากการขายทอดตลาด และภายหลังได้เสนอใช้เงิน 300,000 บาท เท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ปฏิเสธ โดยอ้างว่าหนี้มีจำนวนสูงกว่าและที่ดินมีราคาประเมิน 1,200,000 บาท โจทก์จึงนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 738 และ 739 เมื่อเจ้าหนี้ผู้รับจำนองไม่ยอมรับคำเสนอ ต้องฟ้องคดีภายใน 1 เดือน เพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง แต่จำเลยที่ 3 มิได้ฟ้องภายในกำหนด จึงถือว่าได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายตามมาตรา 741 ต้องรับเงิน 300,000 บาท และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยา เป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท




จำนอง

ความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 และข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคล
ผู้จำนองมีหนังสือให้ขายทอดตลาด เจ้าหนี้ต้องทำภายใน 1 ปีหรือไม่ และผลทางกฎหมายของดอกเบี้ย
สิทธิผู้รับจำนองขอชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น, สิทธิบุริมสิทธิ, (ฎีกา 853/2567)
ฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าว 60 วันห,ป.พ.พ. มาตรา 728, (ฎีกา 2710/2568)
สิทธิผู้รับจำนอง & การคุ้มครองดอกเบี้ยตามกฎหมายฟอกเงิน (ฎีกาที่ 6223/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2566: สิทธิไถ่ถอนจำนองของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ไม่ใช่ลูกหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567: เงื่อนไขการบังคับจำนองต้องบอกกล่าวลูกหนี้ก่อนฟ้อง
การจำนองที่ดินโดยผู้พิทักษ์, ความยินยอมผู้พิทักษ์, เพิกถอนนิติกรรมคนเสมือนไร้ความสามารถ,
สัญญาจำนองใช้เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้, บังคับจำนอง, การยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดอยู่
ตัวการซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อรับเอาสัญญาจำนองซึ่งกรรมการทำไว้แทนตน
ขายที่ดิน น.ส. 3 โอนการครอบครองโดยส่งมอบแต่นำไปออกโฉนดที่ดินไม่ชอบ
เจ้าของที่ดินอุทิศที่ดินให้แก่ทางราชการภายหลังจดทะเบียนจำนอง
สัญญากู้และสัญญาจำนองกับธนาคารคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา