
| ฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าว 60 วันห,ป.พ.พ. มาตรา 728, (ฎีกา 2710/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องบังคับจำนองและการบังคับสิทธิลูกหนี้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจำนองทำก่อนกฎหมายแก้ไขใหม่ แต่เมื่อผู้รับจำนองต้องการบังคับจำนอง ต้องปฏิบัติตาม มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้บอกกล่าวลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนฟ้อง หากแจ้งกำหนดเวลาสั้นกว่าที่กฎหมายกำหนดย่อมเป็นการบอกกล่าวไม่ชอบ ทำให้เจ้าหนี้ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง อีกทั้งศาลยังยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเน้นหลักคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมายพิเศษ ✅ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ (สถาบันการเงิน) ให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชี มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ยกเลิกวงเงิน และทวงถามให้ชำระหนี้ภายใน 7 วัน ก่อนฟ้องบังคับจำนอง จำเลยค้างชำระกว่า 21 ล้านบาท ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระหนี้และยึดทรัพย์จำนอง จำเลยฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ การบังคับจำนองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยเฉพาะ การบอกกล่าวลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนฟ้อง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง แม้สัญญาจำนองจะเกิดก่อนกฎหมายแก้ไข แต่เมื่อใช้สิทธิบังคับต้องใช้กฎหมายใหม่ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง (การบังคับจำนองต้องบอกกล่าว ≥ 60 วัน) • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 (การแจ้งให้ผู้ค้ำ/ลูกหนี้ผิดนัดภายในเวลา) • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (ศาลยกประเด็นเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยได้เอง) • พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และมาตรา 18 (คุ้มครองผู้บริโภคและยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม) คำสำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. บอกกล่าวไม่น้อยกว่า 60 วัน เจ้าหนี้ต้องให้เวลาลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนฟ้องบังคับจำนอง หากกำหนดเวลาน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด การฟ้องยังไม่ชอบ 2. บังคับจำนองต้องทำตามกฎหมายแก้ไขใหม่ แม้สัญญาจะเกิดก่อน พ.ร.บ.แก้ไข แต่เมื่อใช้สิทธิบังคับต้องใช้กฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย 3. ลูกหนี้ผิดนัดตามขั้นตอน มาตรา 686 การผิดนัดต้องเกิดจากการทวงถามอย่างเป็นทางการ และเมื่อไม่ชำระภายในกำหนดจึงถือว่าผิดนัด 4. ศาลยกประเด็นได้เองเพื่อความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบประเด็นที่กระทบระบบกฎหมายและความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง 5. คดีผู้บริโภคคุ้มครองลูกหนี้อย่างเข้ม ลูกหนี้และผู้ค้ำในคดีเงินกู้กับสถาบันการเงินถือเป็นผู้บริโภค ศาลต้องตรวจความชอบด้วยกฎหมายในทุกขั้นตอนและคืนค่าธรรมเนียมให้ผู้บริโภค ✅ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 1. การบอกกล่าวผิดนัดลูกหนี้ถูกต้องและอยู่ในเวลา 60 วันหรือไม่ 2. การฟ้องบังคับจำนองชอบด้วย มาตรา 728 หรือไม่ ✅ คำวินิจฉัยและขยายความกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ลูกหนี้ผิดนัดตาม มาตรา 686 เพราะไม่ชำระตามหนังสือทวงถาม แต่การบังคับจำนองต้องปฏิบัติตาม มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้บอกกล่าวลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 60 วัน หนังสือทวงถามโจทก์ให้เวลาเพียง 7 วัน ถือว่าไม่ตรงตามกฎหมาย → การบอกกล่าวไม่ชอบ → ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ศาลจึงยกคำขอในส่วนที่ขอขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง และคืนค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่งให้จำเลย เนื่องจากเป็นคดีผู้บริโภค 🔹 กฎหมายที่อ้างอิง • ป.พ.พ. มาตรา 686 (แจ้งผิดนัดให้ลูกหนี้และผู้ค้ำ) • ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง (บังคับจำนองต้องให้เวลา ≥ 60 วัน) • ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) (ศาลยกประเด็นความสงบเรียบร้อยเองได้) • พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7, 18 บทวิเคราะห์ • แม้สัญญาจะทำก่อนกฎหมายใหม่ แต่การบังคับจำนองเกิดหลัง → ต้องใช้กฎหมายใหม่เสมอ • ศาลคุ้มครองผู้บริโภคเข้มงวดกับผู้ให้กู้ • ระยะเวลา 60 วันเป็น เงื่อนไขสำคัญก่อนฟ้อง หากขาด → ฟ้องไม่ได้ทันที • ศาลยกประเด็นเองเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ✅ IRAC Issue เจ้าหนี้ที่จำนองไว้ก่อนกฎหมายแก้ไขต้องบอกกล่าวลูกหนี้อย่างน้อย 60 วันก่อนฟ้องหรือไม่? Rule ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวลูกหนี้ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนฟ้องบังคับจำนอง Application โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระภายใน 7 วัน ซึ่งไม่ถึง 60 วันตามกฎหมาย การบอกกล่าวจึงไม่ชอบ ทำให้ยังไม่มีอำนาจฟ้องแม้ลูกหนี้ผิดนัดตาม มาตรา 686 Conclusion ฟ้องบังคับจำนองไม่ได้ ต้องยกคำขอส่วนขายทอดตลาด และคืนค่าธรรมเนียมให้จำเลย ✅ ข้อคิดทางกฎหมาย • คดีบังคับจำนองต้องตรวจขั้นตอนบอกกล่าวอย่างละเอียด • ระยะเวลา 60 วันเป็นหลักสำคัญเพื่อคุ้มครองลูกหนี้และผู้ค้ำ • แม้ไม่ได้ยกประเด็นเอง ศาลสามารถยกเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ • ผู้ให้กู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในคดีผู้บริโภค ✅ สรุป ต้องบอกกล่าวลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายใน ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนฟ้องบังคับจำนอง หากไม่ครบ → ฟ้องไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568 แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อนซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 22,544,455.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,399,182.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 21,579,576.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 20,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11859, 11860 และ 11863 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันแก่โจทก์ในวงเงิน 20,000,000 บาท หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีและนำเงินเข้าฝากในบัญชีเรื่อยมา ต่อมาโจทก์บอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยมีหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 1 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 16 สิงหาคม 2562 สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันและมีการหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ 21,579,576.17 บาท และวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือและมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาข้อ 8 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันตามวันแห่งปฏิทิน แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันโดยโจทก์บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่กรณีจะถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีการยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีและหักทอนบัญชีในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 แต่เมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี ซึ่งโจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 แล้วคงระบุข้อความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ ซึ่งคิดเพียงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 21,513,068 บาท บัดนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ใช้วงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป ฉะนั้น โดยหนังสือฉบับนี้โจทก์จึงขอยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือฉบับนี้ โดยไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หนังสือฉบับดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นกรณีที่โจทก์หักทอนบัญชีและเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่วันที่สัญญาเลิกกันก็ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้อันจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันที ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นเวลาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้สัญญาจำนองตามฟ้องจะทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรเสียก่อน ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและจำเลยที่ 1 ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว โจทก์จึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีเพียงหนังสือทวงถามกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงเป็นการกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้สั้นกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเสียค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 550 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลยทั้งสอง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์และค่าส่งคำคู่ความในชั้นฎีการวมเป็นเงิน 1,050 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ✅ 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2759/2564 — บังคับจำนองต้องบอกกล่าวลูกหนี้อย่างเหมาะสม Quick Summary: คดีนี้ผู้ให้กู้ฟ้องบังคับจำนองที่ดินของลูกหนี้เนื่องจากผิดนัดชำระหนี้ โดยลูกหนี้อ้างว่าการบอกกล่าวก่อนฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือธนาคารส่งหนังสือแจ้งผิดนัด แต่ให้เวลากระชั้นเกินไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้จัดการชำระหนี้ภายในเวลาที่สมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มาตรา 728 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดจำนวนวันตายตัวก่อนที่กฎหมายจะแก้ไขเป็น “ไม่น้อยกว่า 60 วัน” ในปี 2557 แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายคือให้ลูกหนี้มีโอกาสชำระหนี้ในระยะที่ “สมควร” และต้องเป็นการแจ้งอย่างชัดแจ้งให้มีผลทางกฎหมาย ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการศาลบังคับจำนอง หากผู้รับจำนองดำเนินการเร็วจนไม่เป็นธรรมเท่ากับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลจึงวินิจฉัยว่า การบอกกล่าวที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้จัดการหนี้จึงเป็นการบังคับจำนองโดยไม่ชอบ แม้สัญญาและการผิดนัดจะเกิดก่อนกฎหมายแก้ไข แต่ขั้นตอนบังคับต้องยึดหลักความเป็นธรรมตามกฎหมายสารบัญญัติและเจตนารมณ์ ปัญหานี้เป็นเรื่องกระบวนการสำคัญ ศาลตรวจโดยเคร่งครัดและให้ยกคำขอบังคับจำนองส่วนที่ไม่ชอบ ✅ 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2290/2565 — การบอกกล่าวผิดนัดผู้ค้ำประกัน Quick Summary: โจทก์ฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยระบุว่าได้บอกกล่าวลูกหนี้และผู้ค้ำประกันแล้ว จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ศาลพิจารณาว่า การผิดนัดเกิดขึ้นเมื่อมีหนังสือทวงถามเป็นทางการและลูกหนี้ไม่ชำระภายในกำหนด จากนั้นเจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองผู้ค้ำประกันเพื่อให้ทราบสถานะหนี้และสามารถดำเนินการกับลูกหนี้ได้ หากเจ้าหนี้ละเลยขั้นตอนแม้เพียงระยะเวลา การฟ้องผู้ค้ำประกันย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาชี้ว่าแม้ลูกหนี้ผิดนัดโดยผลของกฎหมาย แต่ขั้นตอนแจ้งผู้ค้ำเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเรียกร้องทางศาล การไม่แจ้งในเวลาที่กฎหมายกำหนดทำให้เจ้าหนี้ขาดสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกัน และต้องยกฟ้องส่วนผู้ค้ำ ขยายหลักกฎหมายว่าบทบัญญัตินี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย มิอาจตกลงตัดสิทธิหรือเว้นขั้นตอนได้ ✅ 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2560 — หนังสือบอกเลิกสัญญาต้องชัดแจ้ง Quick Summary: คดีนี้ลูกหนี้ผิดนัดตามสัญญาเงินกู้ ผู้ให้กู้ส่งหนังสือยกเลิกสัญญาและทวงถามชำระหนี้ แต่ข้อความในหนังสือคลุมเครือไม่ระบุชัดว่าเป็นการให้โอกาสชำระหนี้ในระยะเวลาใดก่อนฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่าหนังสือบอกกล่าวต้องมีเนื้อหาชัดเจนว่าลูกหนี้ต้องชำระหนี้ภายในกำหนด หากไม่ชำระจะถูกดำเนินคดี การแจ้งแบบไม่ชัดเจน และการให้เวลาไม่สมควรเป็นการบังคับสิทธิไม่สมบูรณ์ บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 686 และมาตรา 728 แม้จะเป็นบทเฉพาะทางเกี่ยวกับค้ำประกันและจำนอง แต่หลัก “ต้องบอกกล่าวก่อนฟ้อง” เป็นแกนสำคัญของความเป็นธรรมในธุรกรรมทางการเงิน ศาลจึงยกฟ้องส่วนที่เกี่ยวกับบังคับทรัพย์ประกัน โดยให้เหตุผลว่า การบังคับทรัพย์ต้องเคร่งครัดไม่ให้กลายเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค การส่งหนังสือที่ไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมายแม้จะส่งจริงแล้วก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องโดยอัตโนมัติ แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 หากธนาคารผู้ให้กู้ยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีของลูกหนี้แล้วมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายใน 7 วัน แต่ลูกหนี้ไม่ชำระ ธนาคารจึงฟ้องบังคับจำนองพร้อมขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้แก่ตน ในกรณีเช่นนี้ ธนาคารมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาจำนองทำก่อนกฎหมายแก้ไขมาตรา 728 วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับ แต่การฟ้องเกิดภายหลังการแก้ไขกฎหมาย ให้พิจารณาว่าเจ้าหนี้ปฏิบัติตามขั้นตอนก่อนฟ้องครบถ้วนหรือไม่ คำตอบ การบังคับจำนองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร และต้องไม่น้อยกว่า 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าว แม้สัญญาจำนองในคดีจะทำขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อเจ้าหนี้ประสงค์จะบังคับจำนองหลังจากกฎหมายแก้ไขมีผลบังคับแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ หนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ชำระภายใน 7 วันจึงเป็นการกำหนดระยะเวลาสั้นกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้การบอกกล่าวไม่ชอบและเจ้าหนี้ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองต่อศาลในส่วนทรัพย์จำนอง การฟ้องในส่วนขายทอดตลาดทรัพย์จำนองจึงต้องถูกยก ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคตามหลักกฎหมายคดีผู้บริโภคที่ถือประโยชน์ผู้บริโภคเป็นสำคัญ คำถามที่ 2 ในกรณีที่ธนาคารยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชี และมีการส่งหนังสือแจ้งยกเลิกวงเงินโดยไม่ระบุให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แต่เพียงแจ้งให้ทราบถึงการยกเลิกวงเงิน ต่อมาธนาคารได้ส่งหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายใน 7 วันให้แล้วเสร็จ และเมื่อครบกำหนดลูกหนี้ไม่ชำระ ศาลจะถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันใด และการบอกกล่าวดังกล่าวมีผลต่อการแจ้งไปยังผู้ค้ำประกันอย่างไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 คำตอบ หนังสือยกเลิกวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีที่ไม่มีการเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ใช่การบอกกล่าวทวงถามตามกฎหมาย การผิดนัดจึงยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อธนาคารส่งหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และลูกหนี้เพิกเฉยไม่ชำระ เมื่อครบกำหนด 7 วันแล้ว ลูกหนี้จึงถือว่าเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ซึ่งกำหนดให้การบอกกล่าวผิดนัดต้องกระทำไปยังลูกหนี้ก่อน จึงจะเริ่มนับระยะเวลาแจ้งผู้ค้ำประกันได้ ในคดีนี้เมื่อพบว่าลูกหนี้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ครบกำหนด 7 วันภายหลังจากได้รับหนังสือ และผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด จึงเป็นการแจ้งผู้ค้ำประกันที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมรับผิดตามกฎหมาย คำถามที่ 3 เมื่อโจทก์ในคดีผู้บริโภคมีการกำหนดระยะเวลาบอกกล่าวลูกหนี้ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง และคู่ความมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่ และในกรณีใดที่ศาลสามารถกระทำได้ อ้างอิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค คำตอบ ปัญหาการบอกกล่าวก่อนฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นหลักความเป็นธรรมในทางกระบวนพิจารณาเพื่อคุ้มครองลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภค หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องจะกระทบสิทธิของประชาชนวงกว้าง แม้คู่ความไม่ยกประเด็นนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ซึ่งสนับสนุนให้ศาลใช้บทบัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามความเป็นธรรม ศาลจึงตรวจสอบขั้นตอนบอกกล่าวก่อนฟ้องเอง และเมื่อพบว่าฟ้องไม่ชอบเพราะไม่ครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย ศาลยกคำขอเฉพาะส่วนบังคับจำนองโดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกขึ้นอ้าง คำถามที่ 4 ในคดีผู้บริโภคที่ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันถูกฟ้องเรียกหนี้จากการเบิกเงินเกินบัญชี และศาลเห็นว่าผู้บริโภคได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าผู้บริโภคได้ชำระค่าธรรมเนียมในการส่งคำคู่ความบางส่วน ศาลสามารถสั่งคืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคได้หรือไม่ และอยู่บนฐานอำนาจกฎหมายใด คำตอบ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งปวงเพื่อคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าผู้บริโภคได้บังเอิญชำระค่าธรรมเนียมบางรายการ เช่น ค่าส่งคำคู่ความ ศาลมีอำนาจสั่งคืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงสั่งคืนค่าส่งคำคู่ความให้แก่จำเลยทั้งสองตามที่ได้ชำระไว้ เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างครบถ้วน |





