
| ดอกเบี้ย 15% ยังผิดกฎหมายได้หรือไม่ หากบังคับให้ผู้กู้จ่ายภาษีแทน ถือเป็นดอกเบี้ยแฝงเกินอัตราหรือไม่ และต้องคืนเงินหรือไถ่ถอนจำนองหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความ “ดอกเบี้ยเกินอัตรา” ในกรณีที่ผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายแล้ว แต่ยังมีการกำหนดให้ผู้กู้รับภาระค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งโดยสภาพถือเป็นภาระของผู้ให้กู้ตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า การเรียกให้ผู้กู้ชำระภาษีแทนดังกล่าว จะถือเป็น “ประโยชน์อย่างอื่น” อันเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือไม่ และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยตามสัญญาแล้ว จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าภาษีดังกล่าวเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ย เมื่อรวมแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ และต้องนำเงินที่ชำระไปแล้วหักคืนต้นเงิน ส่งผลให้หนี้หมดสิ้นและเจ้าหนี้ต้องไถ่ถอนจำนอง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน โดยตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นหลักประกัน ต่อมามีการกู้เพิ่มรวมเป็นเงินต้น 280,000 บาท ทั้งนี้คู่สัญญาตกลงเพิ่มเติมว่า โจทก์ต้องชำระ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” จากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.3 ต่อเดือนให้แก่จำเลย รวมทั้งต้องเสียค่าปรับกรณีผิดนัด โจทก์ได้ชำระเงินรวมทั้งสิ้น 449,938 บาท ซึ่งเกินกว่าต้นเงินกู้ แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงฟ้องบังคับให้ไถ่ถอนและคืนโฉนด ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า การที่จำเลยเรียกให้โจทก์รับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะแทน ซึ่งเป็นภาระของจำเลยตามกฎหมาย จะถือเป็น “ประโยชน์อย่างอื่น” อันเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือไม่ และเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว จะเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามกฎหมาย แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้รับภาระแทน ซึ่งถือเป็น “ค่าตอบแทน” จากการกู้ยืมเงิน และเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่เจ้าหนี้ได้รับ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว ย่อมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แม้จำนวนภาษีจะไม่มาก แต่เมื่อประกอบกับการคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดแล้ว ย่อมถือว่าเป็นการเอาประโยชน์เกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงฝ่าฝืนกฎหมายและตกเป็นโมฆะ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้คือการตีความคำว่า “ดอกเบี้ย” ให้ครอบคลุมถึงประโยชน์ตอบแทนทุกประเภทที่เจ้าหนี้ได้รับจากลูกหนี้ ไม่จำกัดเฉพาะดอกเบี้ยตามตัวเลขที่ระบุในสัญญาเท่านั้น หากมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นที่มีลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ เช่น ค่าธรรมเนียม ภาษี หรือค่าใช้จ่ายแฝง ต้องนำมารวมคำนวณเป็นดอกเบี้ยด้วย หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการแยกเรียกค่าตอบแทนในรูปแบบอื่น เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกหนี้จากการเอาเปรียบของเจ้าหนี้ โดยกำหนดเพดานดอกเบี้ยสูงสุด และห้ามมิให้เจ้าหนี้เรียกประโยชน์อื่นเกินสมควร แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางหลักอย่างต่อเนื่องว่า หากมีการเรียกค่าตอบแทนแฝง ต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด และหากเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ และต้องคืนเงินหรือหักกลบลบหนี้ตามส่วน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าข้อตกลงระหว่างคู่ความไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย จึงไม่อาจถือว่าสัญญากู้ยืมเป็นโมฆะ และโจทก์ยังคงมีภาระหนี้ตามสัญญา จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยไถ่ถอนจำนองหรือคืนโฉนดที่ดิน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ เห็นว่าการที่จำเลยเรียกให้โจทก์รับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะแทน เป็นการเรียกประโยชน์อย่างอื่นอันมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยแฝง เมื่อรวมกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงจึงเป็นโมฆะ และเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วเกินกว่าต้นเงินกู้ จึงไม่มีหนี้คงค้าง จำเลยต้องไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนด 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าภาษีธุรกิจเฉพาะที่ให้ผู้กู้รับภาระแทน เป็นประโยชน์ตอบแทนจากการกู้ยืมเงิน และต้องนับรวมเป็นดอกเบี้ย เมื่อรวมแล้วเกินอัตราตามกฎหมาย จึงเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ส่งผลให้หนี้ระงับสิ้น และจำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญในกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยว่า การพิจารณาว่าเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราหรือไม่นั้น มิใช่พิจารณาเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึง “ประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด” ที่เจ้าหนี้ได้รับจากลูกหนี้ในทางข้อเท็จจริงด้วย หากมีการกำหนดให้ลูกหนี้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่แท้จริงเป็นภาระของเจ้าหนี้ หรือเป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน ย่อมต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น หลักการดังกล่าวมีลักษณะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการอำพรางดอกเบี้ยในรูปแบบอื่น และเพื่อคุ้มครองลูกหนี้มิให้ถูกเอาเปรียบเกินสมควร อันเป็นการธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมในระบบสัญญาและความสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างคู่สัญญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า “ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ให้ผู้กู้รับภาระแทน” เป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือไม่ และเมื่อนำมารวมกับดอกเบี้ยตามสัญญาแล้ว จะเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าภาระดังกล่าวเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการกู้ยืมเงิน จึงต้องนับรวมเป็นดอกเบี้ย ส่งผลให้ข้อตกลงเป็นโมฆะ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ดอกเบี้ยแฝง หมายถึง ประโยชน์ตอบแทนอื่นใดที่เจ้าหนี้ได้รับจากลูกหนี้นอกเหนือจากดอกเบี้ยตามตัวเลขในสัญญา เช่น ค่าธรรมเนียม ภาษี หรือค่าใช้จ่ายที่ผลักภาระให้ลูกหนี้ ซึ่งต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยตามกฎหมาย 2 ประโยชน์เกินส่วนอันสมควร หมายถึง การที่เจ้าหนี้ได้รับผลตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงินเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายยอมรับ แม้จะอำพรางในรูปแบบอื่น ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และทำให้ข้อตกลงตกเป็นโมฆะ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม การคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายยังอาจผิดกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบ แม้เจ้าหนี้จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากมีการเรียกประโยชน์ตอบแทนอื่นเพิ่มเติมจากลูกหนี้ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือภาระค่าใช้จ่ายที่แท้จริงเป็นของเจ้าหนี้เอง ก็ต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยตามกฎหมาย หากเมื่อนำมารวมแล้วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมีผลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ และอาจส่งผลให้ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้หักเงินที่ชำระไปแล้วคืนจากต้นเงินได้ ทั้งนี้หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้หลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการแยกเรียกผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทนดอกเบี้ย 2. คำถาม ภาษีธุรกิจเฉพาะสามารถผลักภาระให้ผู้กู้รับแทนได้หรือไม่ คำตอบ ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาระหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการตามกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ให้กู้ยืมเงินในลักษณะธุรกิจ การตกลงให้ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แม้จะเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา แต่หากพิจารณาในทางกฎหมายแล้วถือว่าเป็นประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ให้กู้ได้รับจากการให้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ย ดังนั้นต้องนำมารวมคำนวณเป็นดอกเบี้ยทั้งหมด หากรวมแล้วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ และไม่อาจใช้บังคับได้ 3. คำถาม ดอกเบี้ยแฝงหมายความว่าอย่างไรในทางกฎหมาย คำตอบ ดอกเบี้ยแฝงหมายถึง ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนใด ๆ ที่เจ้าหนี้ได้รับจากลูกหนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นดอกเบี้ยโดยตรง เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เรียกเก็บเพิ่มเติม หากผลประโยชน์ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการให้กู้ยืมเงิน ย่อมต้องถือเป็นดอกเบี้ยตามกฎหมาย และต้องนำมารวมคำนวณเพื่อพิจารณาว่าเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 4. คำถาม หากข้อตกลงดอกเบี้ยเป็นโมฆะ จะมีผลอย่างไรต่อหนี้เงินกู้ คำตอบ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะ ย่อมทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามสัญญานั้นได้ เงินที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้วในส่วนของดอกเบี้ยหรือประโยชน์ตอบแทนอื่น ต้องนำไปหักออกจากต้นเงินกู้แทน หากลูกหนี้ชำระเงินไปแล้วเกินกว่าต้นเงิน ย่อมถือว่าหนี้ได้ระงับสิ้น และลูกหนี้ไม่มีภาระต้องชำระเงินเพิ่มเติม อีกทั้งยังอาจมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้คืนหลักประกัน เช่น การไถ่ถอนจำนองหรือคืนทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกัน 5. คำถาม ศาลสามารถยกประเด็นดอกเบี้ยเกินอัตราขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม เนื่องจากกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสาธารณะและป้องกันการเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นศาลจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของสัญญาโดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการเรียกดอกเบี้ยหรือประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต 6. คำถาม การเรียกค่าปรับผิดนัดสามารถถือเป็นดอกเบี้ยแฝงได้หรือไม่ คำตอบ ค่าปรับผิดนัดโดยหลักเป็นการกำหนดความรับผิดในกรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด แต่หากมีการกำหนดในลักษณะที่เกินสมควร หรือมีลักษณะเป็นการเพิ่มผลประโยชน์ให้เจ้าหนี้จากการให้กู้ยืมเงินอย่างไม่เหมาะสม ศาลอาจพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยแฝงได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นกรณีไปว่า ค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมหรือเป็นเพียงการชดเชยความเสียหายจากการผิดนัด 7. คำถาม หากลูกหนี้ชำระเงินเกินต้นเงินแล้ว ยังต้องชำระอีกหรือไม่ คำตอบ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ได้ชำระเงินรวมทั้งดอกเบี้ยและประโยชน์ตอบแทนอื่นไปแล้วเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้ และข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นโมฆะ เงินที่ชำระไปต้องนำไปหักจากต้นเงินทั้งหมด เมื่อหักแล้วหนี้ย่อมระงับสิ้น ลูกหนี้จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินเพิ่มเติมอีก และเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินส่วนเกินดังกล่าว 8. คำถาม ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ไถ่ถอนจำนองเมื่อใด คำตอบ เมื่อหนี้เงินกู้ได้ระงับสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะโดยการชำระหนี้ครบถ้วน หรือโดยการหักกลบลบหนี้ตามผลของข้อตกลงที่เป็นโมฆะ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ดำเนินการไถ่ถอนจำนองและคืนเอกสารสิทธิ เช่น โฉนดที่ดิน หากเจ้าหนี้ไม่ดำเนินการ ลูกหนี้สามารถฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ เพื่อให้การจดทะเบียนไถ่ถอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.พ.พ. มาตรา 654 มาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงิน โดยบัญญัติห้ามมิให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโดยหลักคือไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะกำหนดเป็นอย่างอื่น หลักการสำคัญของมาตรานี้มิได้มุ่งจำกัดเพียงตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาเท่านั้น แต่รวมถึงการห้ามมิให้เจ้าหนี้เรียก “ประโยชน์อย่างอื่น” จากลูกหนี้อันมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงินด้วย หากมีการเรียกค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือผลประโยชน์อื่นใดที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการให้กู้ยืมเงิน ย่อมต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น หากรวมแล้วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะในส่วนดอกเบี้ย และเงินที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้วต้องนำไปหักจากต้นเงินแทน หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเอาเปรียบลูกหนี้และการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยการอำพรางดอกเบี้ยในรูปแบบอื่น ข้อ 2 ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) มาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการบางประเภท เช่น การประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินในลักษณะเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ย โดยมีอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งรวมภาษีท้องถิ่นแล้วอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.3 ของรายรับ ภาระภาษีดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ประกอบกิจการ มิใช่ของลูกหนี้ การตกลงให้ลูกหนี้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แม้จะเป็นความยินยอมของคู่สัญญา แต่ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการผลักภาระต้นทุนของเจ้าหนี้ไปยังลูกหนี้ และเมื่อพิจารณาในเชิงสาระ ย่อมเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน ซึ่งต้องนำมารวมเป็นดอกเบี้ยตามหลักกฎหมายแพ่ง หากรวมแล้วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลให้ข้อตกลงตกเป็นโมฆะ ข้อ 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 เป็นบทบัญญัติที่เสริมหลักการของกฎหมายแพ่ง โดยห้ามมิให้บุคคลใดเรียกดอกเบี้ยหรือประโยชน์ตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเรียกโดยตรงหรือโดยอ้อม หากมีการกำหนดให้ลูกหนี้ต้องให้ประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ หรือภาระค่าใช้จ่ายที่มิใช่หน้าที่ของลูกหนี้ตามกฎหมาย ย่อมถือว่าเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งมีผลให้ข้อตกลงที่ฝ่าฝืนตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด และศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยไม่จำต้องมีคู่ความยกขึ้นอ้าง ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองลูกหนี้จากการถูกเอารัดเอาเปรียบและรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568 จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และคืนโฉนด หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนด จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์กู้เงินจากจำเลยรวม 280,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของดอกเบี้ย และค่าปรับกรณีผิดนัด ต่อมาโจทก์ชำระเงินรวม 449,938 บาท ประเด็นอยู่ที่การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามกฎหมาย แต่กลับให้โจทก์รับภาระแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์ตอบแทนจากการกู้ยืมเงินและเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ย เมื่อนำมารวมกับดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว ย่อมเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 เป็นโมฆะ เมื่อข้อตกลงเป็นโมฆะ ต้องนำเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมดหักออกจากต้นเงินกู้ ซึ่งปรากฏว่าชำระเกินต้นเงินแล้ว หนี้จึงระงับสิ้น โจทก์ไม่มีหนี้คงค้าง จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนด ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลย 150,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ย เดือนละ 1 ครั้ง โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 เป็นหลักประกันแก่จำเลย และตกลงให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจำเลยเพิ่มขึ้นอีก 130,000 บาท โดยใช้หลักประกันเดิม และจดทะเบียนทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเงินกู้จากจำนองครั้งที่ 1 รวมเป็นต้นเงินทั้งสิ้น 280,000 บาท ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยพร้อมกับภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของจำนวนดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้แก่จำเลยด้วย หากโจทก์ผิดนัดจะต้องเสียค่าปรับอีกร้อยละ 0.75 ของดอกเบี้ยในแต่ละเดือน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมานี้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยไปแล้ว 449,938 บาท คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของจำเลยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นผลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง และเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนักแต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



