
| ความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 และข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคล
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมุ่งวางหลักเด็ดขาดว่าผู้จำนองซึ่งนำทรัพย์สินของตนไปจำนองเพื่อประกันหนี้ของบุคคลอื่นนั้น ไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้เกินไปกว่าราคาทรัพย์สินที่จำนอง ณ ขณะบังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด และไม่อาจถูกบังคับให้รับผิดเสมือนผู้ค้ำประกัน ไม่ว่าจะกำหนดไว้ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นสัญญาแยกต่างหากก็ตาม ข้อตกลงใดที่มีผลให้ผู้จำนองต้องรับภาระเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่ในกรณีเฉพาะที่นิติบุคคลเป็นลูกหนี้ และกรรมการหรือบุคคลที่มีอำนาจจัดการของนิติบุคคลนำทรัพย์สินของตนไปจำนองและทำสัญญาค้ำประกันแยกต่างหากเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคลนั้น บทความนี้จึงมุ่งอธิบายโครงสร้างของมาตรา 727/1 เจตนารมณ์เบื้องหลัง การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ และแนวทางที่คู่สัญญาและทนายความควรยึดถือในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจำนองและการค้ำประกัน บทสรุป 1. กรอบกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 727/1 มาตรา 727/1 เป็นบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่ออุดช่องว่างและแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในธุรกรรมจำนอง โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลภายนอกหนี้ เช่น บิดา มารดา คู่สมรส หรือญาติของลูกหนี้ ยินยอมหรือตกอยู่ในสภาพจำต้องนำทรัพย์สินของตนไปจำนองเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และในเวลาเดียวกันถูกบังคับหรือถูกโน้มน้าวให้ลงนามในสัญญาค้ำประกันหรือข้อตกลงรับผิดร่วมด้วย ทำให้ฐานะของผู้จำนองที่ควรเป็นเพียง “ลูกหนี้ตามทรัพย์สิน” กลับถูกเปลี่ยนสภาพเป็น “ลูกหนี้โดยตัวบุคคล” ซึ่งต้องรับผิดไม่จำกัดเฉพาะทรัพย์ที่จำนอง เจตนารมณ์หลักของมาตรา 727/1 จึงอยู่ที่การ “จำกัดความรับผิดของผู้จำนอง” ไว้ให้แคบที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยยอมให้รับผิดเพียงเท่ามูลค่าทรัพย์จำนอง และ “ห้ามมิให้คู่สัญญาตกลงกันขยายความรับผิดดังกล่าว” แม้ผู้จำนองจะยินยอมด้วยก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้สัญญาแบบพิมพ์สำเร็จของสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าอย่างชัดเจน มาตรา 727/1 จึงไม่เพียงเป็นบทบัญญัติด้านทรัพย์ประกันหนี้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนหลักการคุ้มครองผู้บริโภคและบุคคลผู้มีอำนาจต่อรองด้อยกว่าในเชิงนโยบายกฎหมายด้วย 2. ฐานะทางกฎหมายของผู้จำนองและขอบเขตความรับผิด โดยหลักทั่วไป ผู้จำนองเป็นบุคคลซึ่งนำทรัพย์สินของตน เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด หรือทรัพย์สินอื่นที่กฎหมายให้จำนองได้ ผูกพันไว้เป็นประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้ หากลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์นั้นนำไปชำระหนี้ แต่ผู้จำนองไม่ได้เป็นคู่หนี้ในทางตัวบุคคล เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือข้อตกลงที่มีผลชอบด้วยกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น ภายใต้มาตรา 727/1 กำหนดชัดว่า ผู้จำนอง “ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด” หมายความว่า 1. ขอบเขตสูงสุดของความรับผิดของผู้จำนอง คือมูลค่าทรัพย์จำนอง ณ เวลาบังคับจำนอง 2. หากราคาทรัพย์จำนองเมื่อขายทอดตลาดได้ต่ำกว่ายอดหนี้ทั้งหมด ส่วนที่ขาดตกบกพร่อง เจ้าหนี้ต้องไปไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้โดยตรง ไม่อาจเรียกจากผู้จำนองหรือทรัพย์อื่นของผู้จำนองได้ 3. ผู้จำนองจึงเป็นเพียง “ลูกหนี้จำกัดด้วยทรัพย์” มิใช่ลูกหนี้เต็มตัวในมูลหนี้เดียวกัน ผลของการกำหนดดังกล่าวทำให้ตำแหน่งของผู้จำนองแตกต่างอย่างชัดเจนจากผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามตัวบุคคล และต้องรับผิดในหนี้เต็มจำนวนร่วมกับลูกหนี้ 3. ผลของการกำหนดให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์และการทำสัญญาค้ำประกันควบคู่ มาตรา 727/1 วรรคสอง บัญญัติให้ “ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหาก” ข้อความนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะตัดเส้นทางทั้งหมดที่เจ้าหนี้อาจใช้เพื่อขยายความรับผิดของผู้จำนอง ไม่ว่าจะทำอย่างตรงไปตรงมาหรือโดยอ้อม ในทางปฏิบัติ มักพบรูปแบบข้อตกลงดังนี้ 1. กำหนดข้อความในสัญญาจำนองให้ผู้จำนองรับผิดในส่วนหนี้ที่เหลือแม้หลังจากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วไม่พอชำระหนี้ 2. กำหนดให้ผู้จำนองลงนาม “สัญญาค้ำประกัน” อีกฉบับหนึ่งคู่กับสัญญาจำนอง โดยระบุชัดว่ารับผิดร่วมกับลูกหนี้ในหนี้ทั้งหมด 3. จัดทำข้อตกลงพิเศษแยกต่างหาก (side agreement) ว่าผู้จำนองยินยอมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ไม่ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะปรากฏในเอกสารฉบับใด ทำก่อนหรือหลังสัญญาจำนอง มีข้อความชัดเจนหรือซ่อนเร้นไว้ในเงื่อนไขใดก็ตาม หากมีผลในทางขยายความรับผิดของผู้จำนองเกินราคาทรัพย์จำนอง หรือมีผลให้ผู้จำนองต้องรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ย่อมตกเป็นโมฆะในส่วนที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 727/1 โดยอัตโนมัติ ผลของการเป็นโมฆะมีดังนี้ 1. สัญญาจำนองในส่วนที่ผูกพันทรัพย์จำนองยังคงมีผลสมบูรณ์ 2. เฉพาะส่วนของข้อตกลงที่ให้ผู้จำนองรับผิดเกินราคาทรัพย์หรือรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ 3. เจ้าหนี้ไม่อาจนำข้อสัญญาดังกล่าวมาอ้างต่อศาลเพื่อฟ้องเรียกหนี้ส่วนเกินจากผู้จำนองได้ 4. ผู้จำนองยังคงมีฐานะเป็นเพียงผู้ผูกมัดทรัพย์สิน ไม่กลายเป็นลูกหนี้โดยตัวบุคคล 4. ข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคลและผู้บริหารจำนองทรัพย์ของตน แม้มาตรา 727/1 จะวางหลักเพื่อคุ้มครองผู้จำนองโดยทั่วไป แต่ท้ายบทได้กำหนดข้อยกเว้นสำคัญว่า หาก 1. ลูกหนี้เป็น “นิติบุคคล” เช่น บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามกฎหมาย 2. ผู้จำนองเป็นบุคคลผู้มีอำนาจจัดการตามกฎหมาย หรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น เช่น กรรมการผู้จัดการ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจควบคุม 3. ผู้จำนองนำทรัพย์สินของตนไปจำนองเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคล และได้ทำสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาต่างหาก ในกรณีนี้ กฎหมายยอมรับให้สัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามวรรคสอง เนื่องจากผู้บริหารหรือผู้ควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลถือเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับนิติบุคคล มีอำนาจบริหารและตัดสินใจในการก่อหนี้ และอยู่ในฐานะที่จะประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจได้ดีกว่าบุคคลทั่วไป การให้บุคคลดังกล่าวรับผิดเพิ่มเติมในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ขัดเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้จำนองที่เป็นฝ่ายอ่อนแอ ข้อยกเว้นนี้สะท้อนแนวคิดว่า กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองผู้จำนองทุกรายอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่เลือกคุ้มครองเฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าและไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับธุรกิจของลูกหนี้ 5. ตัวอย่างสถานการณ์ในทางปฏิบัติและข้อควรระวังในการทำสัญญา ตัวอย่างที่หนึ่ง ผู้เป็นบิดานำที่ดินของตนไปจำนองให้ธนาคารเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของบุตร ธนาคารมีแบบฟอร์มให้บิดาลงนามสัญญาค้ำประกันร่วมด้วย เมื่อเกิดการผิดนัด ธนาคารขายทอดตลาดที่ดินแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด จากนั้นธนาคารฟ้องบิดาในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระส่วนที่ขาด กรณีนี้ ข้อตกลงในส่วนที่ให้บิดารับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 727/1 แม้บิดาจะลงนามโดยสมัครใจ ธนาคารมีสิทธิบังคับเอาได้เฉพาะจากที่ดินที่จำนอง ส่วนหนี้คงเหลือต้องไปเรียกจากบุตรผู้เป็นลูกหนี้โดยตรง ตัวอย่างที่สอง เจ้าหนี้จัดทำสัญญาค้ำประกันให้ผู้จำนองลงนามก่อนทำสัญญาจำนองหนึ่งเดือน โดยมีข้อความว่า “หากในภายหน้าผู้ค้ำประกันนำทรัพย์สินไปจำนองเพื่อประกันหนี้นี้ ผู้ค้ำประกันยังคงรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันต่อไปจนกว่าหนี้จะชำระเสร็จสิ้น” ต่อมาผู้ค้ำประกันรายเดิมนำที่ดินของตนไปจำนองเพื่อประกันหนี้เดียวกัน แม้สัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนสัญญาจำนอง แต่เมื่อเห็นว่าบุคคลเดียวกันกลายเป็นผู้จำนองเพื่อประกันหนี้บุคคลอื่น มาตรา 727/1 มีผลตัดตอนความรับผิดส่วนที่เกินออก ข้อตกลงให้รับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันจึงเป็นโมฆะอยู่ดี ข้อควรระวังในทางปฏิบัติคือ เจ้าหนี้และทนายความของเจ้าหนี้ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า บุคคลที่ลงนามในสัญญาค้ำประกันนั้นมีสถานะเป็นผู้จำนองในหนี้เดียวกันหรือไม่ หากใช่ ต้องตระหนักว่าความพยายามใด ๆ ในการขยายความรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนองอาจตกเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย 6. ความสัมพันธ์กับหลักเสรีภาพแห่งสัญญาและกฎหมายบังคับเด็ดขาด โดยทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองหลักเสรีภาพแห่งสัญญา คู่สัญญาสามารถตกลงกำหนดสิทธิหน้าที่ได้ตามที่เห็นสมควร ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อย่างไรก็ดี มาตรา 727/1 เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “กฎหมายบังคับเด็ดขาด” ที่เข้ามาจำกัดขอบเขตของเสรีภาพดังกล่าว เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้จำนองและระบบเศรษฐกิจโดยรวม แม้ผู้จำนองจะลงนามยอมรับเงื่อนไขที่ให้ตนต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน หรือรับผิดเกินมูลค่าทรัพย์จำนอง แต่การยินยอมดังกล่าวไม่สามารถทำลายเกราะคุ้มครองของมาตรา 727/1 ได้ ข้อตกลงยังคงเป็นโมฆะอยู่ดี หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดว่าบางสิทธิเป็นสิทธิที่กฎหมายไม่อนุญาตให้บุคคลสละหรือจำกัดลงได้ด้วยตนเอง เพราะจะกระทบต่อโครงสร้างความเป็นธรรมในตลาดสินเชื่อและความเชื่อมั่นในระบบทรัพย์ประกันหนี้ 7. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องในเชิงหลักการ แม้ในที่นี้มิได้อ้างอิงเลขคำพิพากษาโดยตรง แต่ในเชิงหลักการ ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่ยึดถือหลักสำคัญดังนี้ 1. ศาลไม่รับฟังข้อตกลงหรือเอกสารใดที่มีผลให้ผู้จำนองต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนอง โดยถือว่าเป็นโมฆะตามมาตรา 727/1 2. หากมีสัญญาหลายฉบับ เช่น สัญญากู้ สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนอง ศาลจะพิจารณาสถานะที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นสำคัญลำดับแรก มิได้ยึดถือตามการใช้ถ้อยคำในสัญญาโดยเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว 3. ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลและกรรมการของบริษัทนำทรัพย์สินส่วนตัวไปจำนองและลงนามค้ำประกันด้วย ศาลมีแนวโน้มยอมรับความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาค้ำประกัน โดยถือเป็นกรณีข้อยกเว้นที่มาตรา 727/1 ยอมให้ขยายความรับผิดได้ แนวทางดังกล่าวตอกย้ำว่ามาตรา 727/1 มิได้เป็นเพียงตัวบทที่ “เขียนไว้” แต่ได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อกำหนดมาตรฐานการจัดทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันในทางปฏิบัติ 8. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับเจ้าหนี้ ผู้จำนอง และทนายความ 1. เจ้าหนี้และสถาบันการเงินควรออกแบบแบบฟอร์มสัญญาให้แยกฐานะของ “ผู้จำนอง” และ “ผู้ค้ำประกัน” ให้ชัดเจน และหลีกเลี่ยงการกำหนดข้อความที่ทำให้ผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกัน เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคล 2. ผู้จำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหนี้ควรตรวจสอบเอกสารทุกฉบับก่อนลงนาม หากพบข้อความที่มีลักษณะให้ตนต้องรับผิดเต็มจำนวนในฐานะลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำประกัน ควรทักท้วงและให้ปรึกษาทนายความ 3. ทนายความที่ตรวจร่างสัญญาควรให้ความสำคัญกับตำแหน่งทางกฎหมายของผู้จำนองและประเมินว่าข้อสัญญาใดอาจขัดต่อมาตรา 727/1 เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องก่อนลงนาม 4. ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลและกรรมการประสงค์จะค้ำประกันหนี้ของบริษัท ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ความรับผิดของกรรมการในฐานะผู้ค้ำประกันมีลักษณะเป็นความรับผิดเต็มจำนวน และไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 727/1 ในส่วนที่เป็นข้อยกเว้น 9. บทสรุปภาพรวม มาตรา 727/1 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่วางกรอบให้ผู้จำนองมีความรับผิดจำกัดเฉพาะมูลค่าทรัพย์ที่จำนอง และห้ามมิให้คู่สัญญากำหนดเงื่อนไขให้ผู้จำนองรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันหรือรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนอง ข้อตกลงใดที่ขัดต่อหลักการดังกล่าวเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้อยู่ที่การคุ้มครองบุคคลภายนอกหนี้ที่นำทรัพย์ของตนมาช่วยเหลือลูกหนี้ และรักษาสมดุลของระบบสัญญาจำนองให้ยังคงเป็นทรัพย์ประกันหนี้ มิใช่กลายเป็นเครื่องมือขยายความรับผิดส่วนบุคคลของผู้จำนอง ยกเว้นเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลและผู้บริหารหรือผู้ควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้จำนองและผู้ค้ำประกันควบคู่กัน ซึ่งกฎหมายเห็นว่าเป็นภาระที่เหมาะสมต่อฐานะและบทบาทในทางธุรกิจของบุคคลดังกล่าว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. อยู่เฉพาะมูลค่าทรัพย์จำนองเท่านั้น คู่สัญญาไม่อาจตกลงขยายความรับผิดดังกล่าวได้ แม้ผู้จำนองจะแสดงความยินยอมก็ตาม 2. ข้อตกลงหรือเอกสารใด ๆ ที่มีผลให้ผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกัน หรือรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนอง ไม่ว่าจะแฝงอยู่ในสัญญาจำนอง สัญญาค้ำประกัน หรือข้อตกลงต่างหาก ถือเป็นโมฆะในส่วนที่ขัดต่อมาตรา 727/1 ทั้งสิ้น 3. การตีความฐานะของผู้จำนองต้องพิจารณาจากสภาพแห่งธุรกรรมและบทบัญญัติกฎหมายเป็นสำคัญ มิใช่เพียงถ้อยคำในแบบฟอร์มสัญญาที่เจ้าหนี้จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว เพื่อมิให้ผู้จำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหนี้ต้องรับภาระเกินสมควร 4. ข้อยกเว้นกรณีนิติบุคคลเป็นลูกหนี้ และผู้บริหารหรือผู้ควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนำทรัพย์สินของตนไปจำนองและค้ำประกันหนี้ของนิติบุคคลนั้น เป็นการยกเว้นที่ตีความอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเฉพาะผู้จำนองที่มีอำนาจต่อรองด้อยกว่า 5. ทนายความและผู้ร่างสัญญาควรใช้มาตรา 727/1 เป็นกรอบตรวจสอบแบบฟอร์มสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันของสถาบันการเงินและเจ้าหนี้โดยระบบ เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง และลดความเสี่ยงที่เงื่อนไขสำคัญของสัญญาจะถูกวินิจฉัยให้ตกเป็นโมฆะ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้จำนองต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์ที่จำนองตามมาตรา 727/1 หรือไม่ คำตอบ ตามมาตรา 727/1 ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ของบุคคลอื่น ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด เจ้าหนี้จึงเรียกได้เพียงเท่ามูลค่าทรัพย์จำนองเท่านั้น ส่วนหนี้ที่เกินต้องไปเรียกจากลูกหนี้โดยตรง 2. คำถาม ทำสัญญาค้ำประกันแยกต่างหากควบคู่กับสัญญาจำนอง มีผลอย่างไรต่อผู้จำนอง คำตอบ หากผู้จำนองถูกให้ลงนามในสัญญาค้ำประกันแยกต่างหากไม่ว่าจะก่อนหรือหลังสัญญาจำนอง ข้อตกลงดังกล่าวมีผลให้ผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันและเกินราคาทรัพย์จำนอง ย่อมเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะตามมาตรา 727/1 วรรคสอง ผู้จำนองยังคงรับผิดจำกัดเพียงมูลค่าทรัพย์จำนองเท่านั้น 3. คำถาม หากผู้จำนองลงนามค้ำประกันก่อนทำสัญญาจำนอง ข้อตกลงยังใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ มาตรา 727/1 ใช้บังคับโดยไม่คำนึงถึงลำดับเวลาในการทำข้อตกลง หากบุคคลเดียวกันเป็นผู้จำนองทรัพย์ของตนเพื่อประกันหนี้ของผู้อื่น ข้อตกลงใดที่มีผลให้ผู้นั้นต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนองหรือรับผิดอย่างผู้ค้ำประกันย่อมเป็นโมฆะ แม้สัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนสัญญาจำนองก็ตาม 4. คำถาม ข้อยกเว้นตามมาตรา 727/1 กรณีใดที่ผู้จำนองอาจค้ำประกันได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย คำตอบ ข้อยกเว้นตามมาตรา 727/1 คือกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล และผู้จำนองเป็นบุคคลผู้มีอำนาจจัดการตามกฎหมายหรือมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น นำทรัพย์สินของตนไปจำนองเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคล และได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้เป็นสัญญาต่างหาก ในกรณีนี้สัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับ ไม่ตกเป็นโมฆะ 5. คำถาม เจ้าหนี้และผู้จำนองควรระวังอะไรในการจัดทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกัน คำตอบ เจ้าหนี้และผู้จำนองควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าบุคคลใดเป็นผู้จำนองและมีฐานะเป็นบุคคลภายนอกหนี้หรือไม่ หากเป็นผู้จำนองตามมาตรา 727/1 ห้ามกำหนดข้อตกลงให้ผู้นั้นรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันหรือรับผิดเกินราคาทรัพย์จำนอง ทนายความควรใช้มาตรา 727/1 เป็นกรอบในการร่างและตรวจสัญญาเพื่อหลีกเลี่ยงการกำหนดเงื่อนไขที่อาจถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะและก่อให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง บทความกฎหมายเรื่อง: ขอบเขตความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหลักห้ามทำให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่นำมาจำนอง สถาบันจำนองเป็นกลไกสำคัญในการประกันหนี้และเสริมความเชื่อมั่นต่อเจ้าหนี้ในระบบกฎหมายแพ่งไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดในทางปฏิบัติคือ ผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้โดยตรง ถูกกดดันให้ต้องลงนามเอกสารหลายประเภท ทั้งสัญญาจำนองประกอบกับสัญญาค้ำประกัน หรือสัญญารับผิดร่วมอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้ความรับผิดของผู้จำนองขยายกว้างเกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นเพียง “ลูกหนี้ตามทรัพย์สิน” (liability limited to the mortgaged property) มิใช่ “ลูกหนี้โดยตัวบุคคล” เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กฎหมายได้ตรา มาตรา 727/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อวางหลักเด็ดขาดว่า 1. ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์ที่จำนอง 2. เงื่อนไขใด ๆ ที่ทำให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินกว่ากฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ 3. เจ้าหนี้จะผูกพันให้ผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนผู้ค้ำประกันไม่ได้ 4. แม้จะทำสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารต่างหากก่อนหรือหลังสัญญาจำนอง ก็ยังเป็นโมฆะ 5. โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณีผู้บริหารนิติบุคคลจำนองทรัพย์ของตนเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคลนั้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักการข้างต้นอย่างลึกซึ้ง โดยจำแนกประเด็นเป็นตอน ๆ เพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผลทางกฎหมาย และแนวทางการบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างครบถ้วน 1. ความหมายทางกฎหมายของฐานะ “ผู้จำนอง” มิใช่ “ลูกหนี้ผู้ค้ำประกัน” กฎหมายแพ่งไทยกำหนดชัดว่า ผู้จำนองเป็นบุคคลซึ่งนำทรัพย์สินของตนไปผูกพันไว้เป็นประกันหนี้ของผู้อื่น โดยสาระสำคัญคือ ผู้จำนอง มิใช่ลูกหนี้โดยตัวบุคคล แต่เป็นเพียงผู้ผูกมัดทรัพย์สินเท่านั้น ผลคือ • ความรับผิดจำกัดอยู่เฉพาะมูลค่าของทรัพย์ที่นำไปจำนอง • ไม่มีความรับผิดส่วนตัวต่อส่วนที่หนี้ยังคงค้างหลังบังคับจำนอง • เจ้าหนี้จะเรียกร้องจากทรัพย์อื่นของผู้จำนองไม่ได้ เดิมในทางปฏิบัติ มักพบว่าเจ้าหนี้กำหนด “เงื่อนไขเพิ่มเติม” ให้ผู้จำนองต้องลงนามในเอกสารรับผิดในลักษณะค้ำประกันหรือรับผิดร่วม ทำให้ผู้จำนองตกอยู่ในฐานะหนักกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ มาตรา 727/1 จึงบัญญัติขึ้นเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าวโดยเด็ดขาด 2. บทบัญญัติมาตรา 727/1: หลักกฎหมายที่คุ้มครองผู้จำนองโดยตรง ข้อความกฎหมาย “ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ...” ข้อความดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญ 3 ประการคือ (1) การจำกัดความรับผิดของผู้จำนองอย่างเด็ดขาด ผู้จำนองจะรับผิด เฉพาะถึงราคาแห่งทรัพย์จำนอง ณ ขณะบังคับจำนองหรือทรัพย์หลุดเป็นของเจ้าหนี้เท่านั้น ไม่ว่าราคาทรัพย์จะเพิ่มหรือลดลงก็ตาม ถือเป็นเพดานสูงสุดที่เจ้าหนี้จะเรียกร้องได้ (2) ข้อตกลงใด ๆ ที่ทำให้ต้องรับผิดเกินกฎหมายถือเป็นโมฆะ หากสัญญาจำนองมีข้อความ เช่น • “ผู้จำนองยอมรับผิดร่วมกับลูกหนี้เต็มจำนวน” • “ผู้จำนองต้องรับผิดในส่วนของหนี้ที่เหลือแม้ทรัพย์จำนองไม่พอใช้หนี้” • “ผู้จำนองจะใช้หนี้แทนลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น” ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะทันที แม้คู่สัญญาจะยินยอมก็ตาม เพราะขัดต่อกฎหมายโดยตรง (3) ห้ามแปลงสัญญาจำนองเป็นสัญญาค้ำประกันโดยอ้อม เจ้าหนี้ไม่สามารถใช้วิธีให้ผู้จำนองลงนาม สัญญาค้ำประกันอีกฉบับหนึ่ง เพื่อให้มีความรับผิดส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะทำก่อนหรือหลังสัญญาจำนองก็ถือเป็นโมฆะทั้งสิ้น เพราะถือว่าเป็น ข้อตกลงแฝงเพื่อให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินกฎหมาย 3. เหตุผลเชิงนโยบายกฎหมาย: ทำไมต้องจำกัดความรับผิดของผู้จำนอง (1) ผู้จำนองเป็นเพียง “ผู้สงเคราะห์ลูกหนี้” ส่วนใหญ่ผู้จำนองมักมิใช่ลูกหนี้โดยแท้ แต่เป็นบุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดของลูกหนี้ การคุ้มครองเขาจึงเป็นหลักสำคัญเพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้กดดันให้รับภาระที่เกินสมควร (2) ความไม่สมดุลด้านอำนาจต่อรอง สัญญาจำนองมักอยู่ในรูปแบบพิมพ์สำเร็จที่เจ้าหนี้เป็นผู้ร่าง ผู้จำนองมักไม่สามารถต่อรองเงื่อนไขได้ กฎหมายจึงต้องเข้าแทรกแซงโดยประกาศให้ข้อตกลงบางประการเป็นโมฆะเพื่อคุ้มครองฝ่ายที่อ่อนแอกว่า (3) เจตนารมณ์เดิมของสถาบันจำนอง สถาบันจำนองมุ่งหมายให้ความรับผิดจำกัดเฉพาะทรัพย์ มิใช่ขยายเป็นภาระส่วนตัว หากปล่อยให้ขยายได้โดยเสรีจะทำให้บทบาทจำนองสูญเสียความหมายเดิมและเกิดการเอาเปรียบ 4. ผลทางกฎหมายของการทำสัญญาค้ำประกันควบคู่กับสัญญาจำนอง (1) หากผู้จำนองทำสัญญาค้ำประกันแยกต่างหาก – โมฆะทันที กฎหมายใช้คำว่า “ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหาก” แสดงว่าแม้ผู้จำนองทำสัญญาค้ำประกันคนละฉบับ ก็ยังเป็นโมฆะอยู่ดี เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติห้ามเอาผู้จำนองไปเป็นเหมือนผู้ค้ำประกัน (2) หากทำก่อนสัญญาจำนอง – ยังเป็นโมฆะ กฎหมายใช้คำว่า “ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด” ซึ่งหมายถึง แม้จะทำล่วงหน้าก่อนสัญญาจำนองก็ไม่อาจใช้บังคับได้ เพราะเนื้อหาเป็นการให้ผู้จำนองรับผิดเกินกว่ากฎหมายกำหนด (3) หากผู้จำนอง “เต็มใจ” ก็ยังเป็นโมฆะ สัญญาที่ขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย ไม่อาจอาศัยความยินยอมของคู่สัญญามาทำให้มีผลบังคับได้ ซึ่งเป็นหลักสำคัญเพื่อป้องกันการกำจัดสิทธิของตนโดยไม่รู้เท่าทัน 5. ข้อยกเว้นสำคัญ: ผู้บริหารนิติบุคคลค้ำประกันหนี้ของนิติบุคคลตนเองได้ มาตรา 727/1 มีข้อยกเว้นท้ายบทว่า • หาก ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล และ • ผู้จำนองเป็น กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจควบคุม หรือผู้บริหารที่มีอำนาจตามกฎหมาย • และผู้จำนองได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แยกต่างหากเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคล กรณีเช่นนี้ถือว่า มีผลสมบูรณ์ และไม่ตกเป็นโมฆะ เหตุผลคือ ผู้บริหารนิติบุคคลมีผลประโยชน์ร่วมโดยตรงกับนิติบุคคล จึงสมควรรับผิดได้ในฐานะผู้ควบคุมการดำเนินงานของบริษัท มิใช่ผู้ถูกกดดันเหมือนบุคคลทั่วไป 6. ตัวอย่างผลทางปฏิบัติ กรณีที่ 1: ผู้เป็นบิดาจำนองบ้านให้บุตรกู้เงิน บิดาลงนามสัญญาจำนองบ้านเพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้แก่บุตร ธนาคารให้บิดาลงนามสัญญาค้ำประกันด้วย → สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะ → ธนาคารบังคับได้เฉพาะบ้านที่จำนองเท่านั้น กรณีที่ 2: ผู้ค้ำประกันทำก่อนจำนอง 1 เดือน เจ้าหนี้ให้ผู้จำนองลงนามค้ำประกันล่วงหน้า แล้วต่อมานำที่ดินไปจำนอง → สัญญาค้ำประกันก็ยังเป็นโมฆะ เพราะเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้จำนองรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กรณีที่ 3: กรรมการบริษัทจำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้บริษัท กรรมการลงนามค้ำประกันควบคู่กับการจำนอง → มีผลสมบูรณ์ตามข้อยกเว้นท้ายมาตรา 7. การตีความโดยหลักกฎหมายแพ่งและหลักเสรีภาพแห่งสัญญา กฎหมายไทยยอมรับหลักเสรีภาพแห่งสัญญา แต่เสรีภาพนี้อาจถูกจำกัดได้เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอกว่า ดังนั้น ข้อตกลงที่ขยายความรับผิดของผู้จำนองเกินราคาทรัพย์จำนองจึงเป็นเรื่องขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมทางเศรษฐกิจ แม้จะทำโดยสมัครใจก็ใช้บังคับไม่ได้ 8. ผลกระทบจากการเป็นโมฆะ เมื่อข้อตกลงส่วนที่ผิดกฎหมายตกเป็นโมฆะ จะมีผลดังนี้ 1. สัญญาจำนองยังมีผลสมบูรณ์ตามปกติ 2. ผู้จำนองรับผิดเฉพาะทรัพย์ที่นำไปจำนอง 3. เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองได้ 4. หากเจ้าหนี้บังคับเกินกว่าราคาทรัพย์ ผู้จำนองมีสิทธิฟ้องเพิกถอนหรือเรียกคืน 5. การบังคับชำระหนี้ส่วนเกินต้องเรียกจากลูกหนี้โดยตรงเท่านั้น 9. ข้อสังเกตทางวิชาการ: มาตรา 727/1 เป็นบทบังคับเด็ดขาดของกฎหมาย มาตรา 727/1 เป็นบทบัญญัติแบบ imperative law หรือ “กฎหมายบังคับเด็ดขาด” ไม่สามารถยกเว้นหรือแก้ไขโดยข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาได้ แม้จะเป็นการ “ยินยอม” ของผู้จำนองเองก็ไม่อาจตัดสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองให้ได้ 10. บทสรุป: หลักความรับผิดของผู้จำนองตามมาตรา 727/1 เพื่อสรุปสาระสำคัญ สามารถกล่าวได้ดังนี้ 1. ผู้จำนองรับผิดจำกัดเฉพาะมูลค่าทรัพย์ที่จำนองเท่านั้น 2. ข้อตกลงใด ๆ ให้ผู้จำนองต้องรับผิดเกินกฎหมายถือเป็นโมฆะ 3. ห้ามทำสัญญาค้ำประกันควบคู่กับสัญญาจำนอง 4. แม้ทำสัญญาค้ำประกันก่อนสัญญาจำนองก็ยังเป็นโมฆะ 5. เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับเอาทรัพย์อื่นของผู้จำนอง 6. มีข้อยกเว้นเฉพาะผู้บริหารนิติบุคคลเท่านั้นที่อาจรับผิดเพิ่มเติมได้ 7. การคุ้มครองนี้เป็นหลักการสำคัญของกฎหมายเพื่อลดความไม่สมดุลด้านอำนาจต่อรอง |




