
| สิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 หลังการผิดนัด และข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย(ฎีกาที่ 6781/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ สิทธิของเจ้าหนี้ในการฟ้องผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด ตามมาตรา 686 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับแก้ไขใหม่) ในคดีผู้บริโภคจากสัญญากู้และสัญญาซื้อขายอ้อย ศาลวินิจฉัยว่าการบอกกล่าวต้องทำภายใน 60 วันนับแต่ผิดนัด และการบอกกล่าวก่อนวันผิดนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกัน นอกจากนี้ ศาลยังยกประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้จำเลยบางรายไม่ได้ฎีกา สรุปข้อเท็จจริง •โจทก์ (บริษัทผู้ผลิตและค้าขายน้ำตาล) ให้จำเลยที่ 1 (เกษตรกร) กู้เงิน 75,000 และ 135,000 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายอ้อยเพื่อชำระหนี้ •จำเลยที่ 2–5 ทำสัญญาค้ำประกัน •จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อย ไม่ส่งอ้อยตามฤดูกาล •โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2–5 พร้อมกับการทวงถามจำเลยที่ 1 ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด •ไม่มีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันหลังผิดนัดตามมาตรา 686 •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียงบางส่วน และยกฟ้องจำเลยอื่น •ศาลอุทธรณ์แก้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมรับผิด •จำเลยที่ 1–3 ฎีกา ประเด็นสำคัญและบทบัญญัติกฎหมายหลักที่ใช้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567 มีดังนี้
สรุปประเด็นสำคัญ 5 ข้อความ (Key Words):
ประเด็นทั้งหมดนี้เป็นแก่นสำคัญของคดี ซึ่งศาลฎีกานำมาใช้วางหลักว่า หากเจ้าหนี้ละเลยขั้นตอนตามมาตรา 686 หรือส่งหนังสือบอกกล่าวก่อนลูกหนี้ผิดนัด ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันได้ แม้ในคดีผู้บริโภคก็ตาม. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.กำหนดเวลาชำระหนี้ oสัญญากู้และสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ได้กำหนดวันชำระหนี้ตามปฏิทินแน่นอน oการชำระขึ้นกับฤดูกาลและวันปิดหีบอ้อย จึงต้องบอกกล่าวให้เวลาชำระพอสมควรก่อนผิดนัด (มาตรา 204) oจำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 25 กันยายน 2563 หลังได้รับหนังสือทวงถาม 2.สิทธิฟ้องผู้ค้ำประกัน oสิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัว จำเลยที่ 1 ฟ้องแทนจำเลยอื่นไม่ได้ oมาตรา 686 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่) กำหนดให้ต้องบอกกล่าวภายใน 60 วันหลังผิดนัด oการบอกกล่าวก่อนผิดนัดไม่ชอบตามกฎหมาย oโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2–5 oข้อกฎหมายนี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ (มาตรา 142(5) และมาตรา 198 ทวิ ป.วิ.พ.) วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย •มาตรา 204 ป.พ.พ. ใช้ในกรณีที่สัญญาไม่กำหนดวันชำระหนี้ตามปฏิทิน ต้องมีการบอกกล่าวก่อนนับเป็นการผิดนัด •มาตรา 686 ป.พ.พ. (แก้ไขใหม่) เพิ่มการคุ้มครองผู้ค้ำประกัน กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวหลังผิดนัด มิฉะนั้นจะฟ้องผู้ค้ำไม่ได้ •ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลสามารถยกขึ้นเองเพื่อวินิจฉัย แม้คู่ความไม่ฎีกา IRAC Analysis Issue (ประเด็น) •โจทก์มีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่ เมื่อการบอกกล่าวทำก่อนวันผิดนัด? •สัญญากู้กับสัญญาซื้อขายอ้อยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันปฏิทินหรือไม่? Rule (กฎหมาย) •ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง: หากไม่กำหนดวันตามปฏิทิน ต้องบอกกล่าวก่อนนับเป็นผิดนัด •ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่): ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำภายใน 60 วันนับแต่ผิดนัด •ป.วิ.พ. มาตรา 142(5), 198 ทวิ และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7: ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ Application (การปรับใช้) •การชำระหนี้ขึ้นกับฤดูกาลอ้อยและวันปิดหีบอ้อย ซึ่งไม่แน่นอน ต้องบอกกล่าวก่อน •โจทก์บอกกล่าวแก่ผู้ค้ำก่อนผิดนัด จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 686 •ข้อกฎหมายนี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลจึงยกขึ้นเองและยกฟ้องผู้ค้ำ Conclusion (สรุป) •จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ตามสัญญา •จำเลยที่ 2–5 ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิด เนื่องจากโจทก์บอกกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ข้อคิดทางกฎหมาย •ผู้ให้กู้ควรตรวจสอบวันผิดนัดและส่งบอกกล่าวผู้ค้ำภายใน 60 วันหลังผิดนัด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิฟ้อง •การกำหนดเวลาชำระหนี้ควรระบุวันตามปฏิทินชัดเจน เพื่อลดปัญหาข้อพิพาท •ศาลมีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความไม่ฎีกา สรุปภาษาอังกฤษ This Supreme Court Judgment No. 6781/2567 concerns the creditor’s right to sue guarantors under Section 686 of the Civil and Commercial Code (as amended), requiring written notice within 60 days after the debtor’s default. The Court held that a notice sent before default is invalid, thus barring the claim against the guarantors. The case also addressed when loan repayment is due in contracts tied to sugarcane harvest cycles, ruling that such terms are not fixed by calendar dates and require prior demand before default. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้และสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้เป็นวันตามปฏิทินแน่นอน แต่ผูกกับฤดูกาลหีบอ้อย จึงต้องมีการบอกกล่าวก่อนจึงนับเป็นผิดนัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดเมื่อ 25 กันยายน 2563 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2–5 ผู้ค้ำประกัน ตามมาตรา 686 แก้ไขใหม่ เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวภายใน 60 วันหลังลูกหนี้ผิดนัด แต่ในคดีนี้โจทก์บอกกล่าวก่อนผิดนัด จึงไม่มีสิทธิฟ้องผู้ค้ำ ศาลยกฟ้องจำเลยที่ 2–5 แม้บางรายมิได้ฎีกา เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงิน 75,000 และ 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด และไม่เกิน 274,060.67 บาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567 สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไปในคราวเดียวกันกับการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โดยไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 4 และที่ 5 หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 484,060.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 359,881.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 87,164.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงิน 137,012.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 135,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและค้าขายน้ำตาลทราย จำเลยที่ 1 เป็นเกษตรกรทำไร่อ้อย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 75,000 บาท และ 135,000 บาท ไปจากโจทก์ตามลำดับ ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่เช็คถึงกำหนดจ่ายเงิน ซึ่งตามสัญญากู้ยืมฉบับแรกเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 มีนาคม 2554 ส่วนสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองเช็คถึงกำหนดจ่ายเงินวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 กรณีผิดสัญญายอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี วันที่ 8 มีนาคม 2554 จำเลยทั้งห้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการทำนิติกรรมใดกับโจทก์ โดยจะร่วมกันรับผิดไม่ว่าหนี้นั้นจะได้เกิดขึ้นและมีอยู่แล้วหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการทำนิติกรรมภายหน้า และวันที่ 24 มีนาคม 2554 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายอ้อยในฤดูหีบปี 2554/2555 จำนวน 300 เมตริกตัน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ใบสำคัญจ่ายค่าเช่าที่ดิน สำเนาสัญญาค้ำประกันกลุ่ม และสัญญาซื้อขายอ้อย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงิน มีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจากเงินค่าอ้อยที่จำเลยที่ 1 นำมาขายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นไปภายใน 730 วัน นับจากวันทำสัญญา และภายใน 365 วัน นับจากวันทำสัญญา หรือในทันทีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อยที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ดังนี้ การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ฉบับ เพื่อนำไปชำระค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกและบำรุงอ้อย โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วจำเลยที่ 1 จะนำอ้อยมาส่งขายให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าอ้อยเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไป ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงิน การชำระหนี้จึงขึ้นกับผลผลิตและระยะเวลาที่ตัดอ้อย ตลอดถึงวันที่โจทก์จะต้องออกประกาศกำหนดปิดหีบอ้อยเพื่อให้ชาวไร่อ้อยทำการตัดอ้อยส่งให้แก่โรงงานโจทก์ภายในกำหนดด้วย ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายอ้อยตลอดจนปกติประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อยตามฤดูกาลประกอบกันแล้ว กำหนดเวลาชำระหนี้เงินกู้จึงแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่จำเลยที่ 1 ส่งอ้อยให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขายอ้อย กับกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญากู้ยืมเงินในประการอื่นหรือผิดสัญญาซื้อขายอ้อย เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ส่งมอบอ้อยให้แก่โจทก์ได้เลยภายในฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี 2554/2555 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยทำให้หนี้เงินกู้ครบกำหนดชำระในวันที่โจทก์ปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ซึ่งในเรื่องของวันปิดหีบอ้อยและการคำนวณเงินค่าอ้อยนั้น โจทก์มีนายสัญญา ลูกจ้างโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2556 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 และประกาศวันปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ภายในวันที่ 23 เมษายน 2555 จากนั้นฝ่ายบัญชีจะคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าวันปิดหีบอ้อยไม่อาจกำหนดวันแน่นอน โจทก์จะต้องมีประกาศปิดหีบอ้อยก่อน และโจทก์ยังต้องคำนวณเงินค่าอ้อยหักชำระหนี้เงินกู้ซึ่งไม่ตรงกับวันที่โจทก์ประกาศปิดหีบอ้อยและไม่ตรงกับวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน ทั้งการหักเงินค่าอ้อยชำระหนี้ยังมีเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้ เมื่ออนุมานจากพฤติการณ์ประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อย จึงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นฤดูการผลิตอ้อย แต่เมื่อขณะทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายอ้อยยังไม่อาจทราบว่าโจทก์จะประกาศวันปิดหีบอ้อยเมื่อใดจึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จะต้องเตือนหรือบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงจะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 แต่ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งดอกเบี้ยผิดนัดศาลชั้นต้นกำหนดให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น อันเป็นเวลาภายหลังจากที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) ใช้บังคับแล้ว แม้สัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาค้ำประกันจะทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกัน จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระหนี้ค้ำประกัน โดยหนังสือฉบับดังกล่าวออกไปในคราวเดียวกันกับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวใด ๆ ไปยังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อีก กรณีจึงเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดถือไม่ได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 และที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ขอให้ชำระเงินตามภาระค้ำประกันไปในคราวเดียวกันกับการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 และชำระเงิน 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 210,000 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 274,060.67 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ปัญหาว่า ในกรณีที่สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายอ้อยระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำตาลทรายกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มิได้ระบุวันชำระหนี้ที่แน่นอนตามวันแห่งปฏิทินไว้ จะถือว่าหนี้ถึงกำหนดชำระเมื่อใด และจำเลยที่ 1 จะถือว่าผิดนัดได้ตั้งแต่เมื่อใด ตามหลักกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่สัญญากำหนดให้โจทก์หักเงินจากค่าอ้อยที่จำเลยที่ 1 ส่งขายมาเพื่อนำไปชำระหนี้กู้ เป็นการตกลงถึง “วิธีการชำระหนี้” แต่ไม่ได้ระบุวันชำระหนี้ที่แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน การชำระหนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหีบอ้อยและวันที่โจทก์ประกาศปิดหีบอ้อย ซึ่งไม่สามารถทราบแน่นอนได้ล่วงหน้า จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดวันชำระหนี้ไว้ตามปฏิทิน โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายในเวลาที่สมควรก่อนจึงจะถือว่าผิดนัดตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนด จึงถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 อันเป็นวันที่ศาลถือว่าหนี้ถึงกำหนดชำระและผิดนัดโดยชอบ ข้อ 2 ปัญหาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ หากได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อนวันที่ลูกหนี้ผิดนัด โดยยังไม่ได้บอกกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ตามบทบัญญัติมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. กำหนดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้ละเลยไม่ทำภายในเวลานั้นจะไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน คดีนี้โจทก์ได้ส่งหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันในวันเดียวกันกับวันที่ส่งหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ก่อนวันที่ลูกหนี้จะผิดนัด (25 กันยายน 2563) หนังสือดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เพราะยังมิได้เกิดเหตุผิดนัดให้เริ่มนับระยะเวลาหกสิบวัน การบอกกล่าวก่อนลูกหนี้ผิดนัดย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องผู้ค้ำทั้งหมด ข้อ 3 ปัญหาว่า เมื่อจำเลยบางรายมิได้ยื่นฎีกา ศาลฎีกาจะมีอำนาจยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกฎหมายที่ว่าด้วยสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 ป.พ.พ. เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบการค้ำประกันโดยรวม ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยบางราย เช่น จำเลยที่ 4 และที่ 5 มิได้ฎีกา ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาได้ตามมาตรา 142 (5) และมาตรา 198 ทวิ ป.วิ.พ. ประกอบมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 การที่ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาเองจึงชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นแนวทางในการคุ้มครองความถูกต้องทางกฎหมายของกระบวนพิจารณา ข้อ 4 ปัญหาว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคนหรือไม่ และจำเลยคนหนึ่งสามารถฎีกาแทนจำเลยคนอื่นในคดีเดียวกันได้หรือไม่ เมื่อมีผลผูกพันต่อสิทธิหรือหน้าที่ร่วมกัน คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคนตามหลักแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยแต่ละคนมีสิทธิยื่นฎีกาเฉพาะส่วนที่ตนเสียหายเท่านั้น ไม่อาจยื่นฎีกาแทนจำเลยอื่นได้ แม้คดีมีผลเกี่ยวพันกันหรือเป็นคดีเดียวกันก็ตาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 ไม่อาจฎีกาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ก็ไม่อาจฎีกาแทนจำเลยที่ 4 กับที่ 5 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนที่จำเลยยื่นแทนกัน ถือเป็นการตอกย้ำหลักการว่าการใช้สิทธิทางศาลต้องกระทำภายในขอบเขตสิทธิของตนเองเท่านั้น สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567 วางหลักสำคัญไว้ 4 ประการ คือ (1) สัญญาไม่กำหนดวันชำระหนี้ต้องใช้มาตรา 204 วรรคหนึ่ง (2) เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันหลังลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 686 (3) ศาลมีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ และ (4) สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละจำเลย หลักทั้งหมดนี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการดำเนินคดีเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมและการค้ำประกันในทางแพ่งและคดีผู้บริโภคต่อไป.
|



.jpg)


