
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5732/2567 การพักชำระหนี้โควิด-19 และความรับผิดของผู้ค้ำประกันในสัญญาเช่าซื้อ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พ.ศ. 2563 ว่า “ลูกหนี้อื่น” ตามมาตรา 15 จะครอบคลุมถึงบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถยนต์หรือไม่ พร้อมวินิจฉัยผลของการพักชำระหนี้ต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกัน โดยศาลชี้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในฐานะผู้ประกอบวิสาหกิจ และเมื่อเจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้โดยผู้ค้ำประกันไม่ยินยอม ผู้ค้ำประกันย่อมพ้นความรับผิดตามมาตรา 700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุปข้อเท็จจริง •คู่ความ: โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ทำธุรกิจให้เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน •เหตุการณ์สำคัญ: 1.จำเลยที่ 1 ชำระเพียงบางงวด 2.ช่วงโควิด-19 โจทก์พักชำระหนี้ให้ 6 งวด โดยยังคิดดอกเบี้ย 3.หลังครบกำหนด จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระ 3 งวดติดต่อกัน 4.โจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกคืนรถ หรือใช้ราคาแทน พร้อมค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ย •ศาลชั้นต้น: ให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาแทน 130,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ •ศาลอุทธรณ์: ปรับราคาแทนเป็น 148,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,500 บาท ไม่เกิน 6 เดือน •ศาลฎีกา: วินิจฉัยทั้งประเด็นราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์ ดอกเบี้ย และความรับผิดผู้ค้ำประกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5732/2567 ใช้กฎหมายหลักในการอธิบายคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง ว่าด้วย “การผ่อนเวลาชำระหนี้” ซึ่งมีผลทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด หากเจ้าหนี้ให้ผ่อนเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้โดยไม่มีความยินยอมของผู้ค้ำประกัน อีกทั้งยังมีการอ้างอิง พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 พ.ศ. 2563 มาตรา 3 และมาตรา 15 เพื่อพิจารณาว่า ลูกหนี้ในคดีนี้อยู่ในขอบเขตของผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับสิทธิพักชำระหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ ต่อไปนี้คือ 5 Keywords สำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง (ป.พ.พ.) – การผ่อนเวลาชำระหนี้ เป็นหัวใจหลักของคดี เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ (เจ้าหนี้) ยอมขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้โดยไม่มีความยินยอมของผู้ค้ำประกัน ถือเป็นการผ่อนเวลา ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมาย 2. ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เมื่อเจ้าหนี้ให้ลูกหนี้ผ่อนเวลาชำระหนี้โดยไม่ปรึกษาผู้ค้ำประกัน ผลคือผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดร่วมอีกต่อไป นี่คือประเด็นที่ศาลใช้ตัดสินให้จำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ไม่ต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ 3. พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ พ.ศ. 2563 มาตรา 3 และมาตรา 15 เป็นกฎหมายที่โจทก์อ้างเพื่อให้ถือว่าการพักชำระหนี้เป็นการ “ชะลอหนี้” ตาม พ.ร.ก. ซึ่งไม่ถือเป็นการผ่อนเวลา แต่ศาลตีความว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ผู้ประกอบวิสาหกิจตามนิยาม จึงไม่เข้าเกณฑ์ของ พ.ร.ก. 4. คำว่า “ลูกหนี้อื่น” ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง พ.ร.ก. 2563 ศาลตีความว่าคำนี้ไม่ได้หมายความรวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อบุคคลธรรมดาทั่วไป ดังนั้นการพักชำระหนี้ของโจทก์ไม่อยู่ภายใต้กรอบของมาตรา 15 แต่เป็นการยินยอมผ่อนเวลาชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. 5. เจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. 2563 – เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจ (SMEs) ศาลย้ำว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและมีการจ้างงาน ไม่ใช่ลูกหนี้เช่าซื้อบุคคลธรรมดา ดังนั้นลูกหนี้ในคดีนี้จึงไม่สามารถใช้ พ.ร.ก. มาคุ้มครองตนเองได้ สรุปโดยย่อ แก่นของคดีนี้คือการวินิจฉัยเรื่อง “ผลของการผ่อนเวลาชำระหนี้โดยไม่มีความยินยอมของผู้ค้ำประกัน” ตามมาตรา 700 ซึ่งศาลเห็นว่าทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด และไม่อาจอ้างใช้ พ.ร.ก. ช่วยเหลือทางการเงินฯ ได้เพราะลูกหนี้ไม่เข้าข่ายผู้ประกอบวิสาหกิจตามกฎหมาย. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.ราคาใช้แทนรถยนต์: ศาลยืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่กำหนด 148,000 บาท เพราะคิดตามมูลค่าที่โจทก์ลงทุนจริง หักส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้ว 2.ค่าขาดประโยชน์: ปรับจากเดือนละ 2,500 บาท เป็น 3,500 บาท แต่จำกัดไม่เกิน 6 เดือนตามเดิม 3.ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ: ยึดตามสัญญาและมาตรา 224 และ 225 ของ ป.พ.พ. 4.ผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2): ไม่ต้องรับผิด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ประกอบวิสาหกิจตาม พ.ร.ก. 2563 และการขยายเวลาชำระหนี้โดยผู้ค้ำไม่ยินยอมทำให้พ้นความรับผิดตามมาตรา 700 การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •มาตรา 700 ป.พ.พ.: การขยายเวลาชำระหนี้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำ หากไม่ยินยอมถือว่าพ้นความรับผิด •พระราชกำหนดฯ 2563 มาตรา 15: แม้มีคำว่า “ลูกหนี้อื่น” แต่ศาลตีความจำกัดเพื่อสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เน้นช่วยผู้ประกอบวิสาหกิจ ไม่ครอบคลุมบุคคลธรรมดาทั่วไป •ผลเชิงปฏิบัติ: ผู้ให้เช่าซื้อต้องระวังว่าการพักหนี้หรือขยายเวลาชำระหนี้โดยไม่แจ้งหรือขอความยินยอมจากผู้ค้ำ อาจทำให้ผู้ค้ำพ้นความรับผิด ข้อคิดทางกฎหมาย •การพักชำระหนี้ในช่วงโควิด-19 ไม่ได้ทำให้ผู้ค้ำประกันคงความรับผิดโดยอัตโนมัติ •คำว่า “ลูกหนี้อื่น” ในมาตรา 15 พ.ร.ก. 2563 ไม่ได้หมายถึงลูกหนี้ทุกประเภท •ผู้ประกอบการควรทำเอกสารยินยอมจากผู้ค้ำก่อนขยายเวลาชำระหนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิ IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) •การพักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เข้าข่ายตาม พ.ร.ก. 2563 หรือไม่ และผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหรือไม่เมื่อไม่ได้ยินยอมต่อการขยายเวลาชำระหนี้ Rule (กฎเกณฑ์) •พ.ร.ก. 2563 มาตรา 3 และ 15 •ป.พ.พ. มาตรา 700 (การขยายเวลาชำระหนี้ต้องได้รับความยินยอมผู้ค้ำ) •ป.พ.พ. มาตรา 224, 225, 383 Application (การปรับใช้) •จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ผู้ประกอบวิสาหกิจ •การพักหนี้จึงไม่อยู่ในขอบเขต “ลูกหนี้อื่น” ตาม พ.ร.ก. •โจทก์ขยายเวลาชำระหนี้โดยผู้ค้ำไม่ยินยอม → ผู้ค้ำพ้นความรับผิด Conclusion (ข้อสรุป) •จำเลยที่ 2 พ้นจากความรับผิด •จำเลยที่ 1 ต้องชำระราคาแทนรถ 148,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 3,500 บาท/เดือน ไม่เกิน 6 เดือน สรุปภาษาอังกฤษ This Supreme Court judgment No. 5732/2567 addresses whether the COVID-19 debt moratorium under the 2020 Emergency Decree applies to an individual hire-purchase debtor and its impact on a guarantor’s liability. The Court ruled that the debtor was not an SME under the Decree, and extending the repayment period without the guarantor’s consent released the guarantor from liability under Section 700 of the Civil and Commercial Code. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกัน ต่อมามาตรการพักชำระหนี้โควิด-19 ของโจทก์ถือเป็นการขยายเวลาชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำ ทำให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิด กรณีราคาใช้แทนรถ ศาลกำหนด 148,000 บาท คำนวณจากมูลค่าลงทุนจริงหักเงินที่จำเลยชำระแล้ว ค่าขาดประโยชน์ปรับจากเดือนละ 2,500 บาท เป็น 3,500 บาท ไม่เกิน 6 เดือน ดอกเบี้ยยึดตามสัญญาและมาตรา 224, 225 เห็นว่าการตีความ “ลูกหนี้อื่น” ใน พ.ร.ก. 2563 ต้องจำกัดเฉพาะผู้ประกอบวิสาหกิจ ไม่ครอบคลุมบุคคลธรรมดา พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 28,000 บาท และเดือนละ 3,500 บาท (ไม่เกิน 6 เดือน) คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3,360 บาทแก่โจทก์ และยืนตามศาลอุทธรณ์ในส่วนอื่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5732/2567 พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจเป็นสำคัญ และมาตรา 3 ให้ความหมายของคำว่า "ผู้ประกอบวิสาหกิจ" หมายความว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และคำว่า "วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หมายความว่าวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกินห้าร้อยล้านบาทและไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด นอกจากนี้ ในหมวด 2 การชะลอการชำระหนี้ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาทหรือลูกหนี้อื่นได้ และวรรคสองบัญญัติว่า การชะลอการชำระหนี้มิให้ถือว่าเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่ปรากฏอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามความหมายดังกล่าว แม้คำว่า"ลูกหนี้อื่น" ตามมาตรา 15 วรรคแรกตอนท้าย ไม่ระบุว่าเป็นลูกหนี้ประเภทใด แต่มิอาจแปลได้ว่าหมายความรวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ยอมขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้นี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงด้วยในการผ่อนเวลา จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 207,772.01 บาท ชำระค่าขาดประโยชน์ 64,000 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ กับให้ชำระดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่มในระหว่างพักชำระหนี้ 7,572.51 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 271,772.01 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ที่ถูก ต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในระหว่างพักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ 7,572.51 บาท โดยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของราคาใช้แทนรถยนต์ที่เช่าซื้อและค่าขาดประโยชน์ดังกล่าว ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้น 100 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2,849 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้เช่าซื้อ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อและมีข้อตกลงชำระค่าเช่าซื้อตามฟ้อง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์และสัญญาค้ำประกันเอกสารในสำนวนอันดับ 9 แผ่นที่ 12 ด้านหลังถึงแผ่นที่ 17 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ 5 งวด ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และขอความร่วมมือมายังโจทก์ให้พิจารณาช่วยเหลือด้านเงินลงทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โจทก์จึงได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือจำเลยทั้งสองโดยมีมาตรการให้พักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ 6 งวด จำเลยที่ 1 จึงหยุดพักชำระหนี้ตามมาตรการดังกล่าวตั้งแต่งวดประจำเดือนเมษายน 2563 ถึงงวดประจำเดือนกันยายน 2563 และจะต้องเริ่มผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดประจำเดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป โดยจะต้องผ่อนชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 เมษายน 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าในระหว่างพักชำระหนี้โจทก์ยังคงคิดดอกเบี้ยของต้นเงินลงทุนคงเหลือในอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเท่ากับ 10.96 ต่อปี ตามสำเนาหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ธปท.ฝนส.(23)ว.276/2563 เรื่อง แนวทางในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หนังสือธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ธปท.ฝนส.(01)ว.648/2563 เรื่อง มาตรการการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมในช่วงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ระยะที่ 2 หนังสือเรื่องแนวทางการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จากผลกระทบโควิด - 19 และใบตอบรับในประเทศ ซึ่งกรณีดังกล่าวถือว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ยอมขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้นี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีก 7 งวด คือประจำงวดที่ 6 ถึงงวดที่ 12 และงวดที่ 13 บางส่วน โดยจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 สามงวดติดต่อกันเป็นต้นมาและยังครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระให้ถือหนังสือทวงถามเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่เพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า ราคาใช้แทนรถยนต์และค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ราคาใช้แทนรถยนต์ให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระ 207,772.01 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ต้องชดใช้ราคาแทน แต่โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาแทนเท่ากับค่าเช่าซื้อคงเหลือตามสัญญาจำนวน 207,772.01 บาท ได้ เพราะค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นราคารถที่แท้จริงรวมกับผลประโยชน์ดอกเบี้ยตลอดระยะเวลาที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ หากกำหนดราคาใช้แทนเท่ากับค่าเช่าซื้อค้างชำระ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อเต็มตามสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถที่เช่าซื้อรวมอุปกรณ์ที่เป็นเงินลงทุนของโจทก์ 171,110 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 12 งวดเศษ คิดเป็นเงินลงทุนที่โจทก์ได้รับ 22,434,08 บาท นำไปหักจากเงินลงทุนดังกล่าว จะเห็นได้ว่า โจทก์ยังขาดราคารถยนต์ที่ลงทุนไป 148,675.92 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้ 148,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาการกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เหมาะสมหรือไม่เพียงใดนั้น โจทก์ฎีกาว่า เมื่อพิจารณารถยนต์ที่มีสมรรถนะ สภาพ รุ่นและยี่ห้อเดียวกันกับรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวที่ได้มีการนำออกให้เช่าในท้องตลาดแล้วโจทก์สามารถนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท หากเป็นรถแท็กซี่ตามปกติให้เช่าเดือนละประมาณ 15,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 64,000 บาท และจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตลอดไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หาใช่เพียง 6 เดือน ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีนางสาวนฤมล ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และในฐานะทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบสำเนาตารางอัตราค่าเช่าซื้อรถยนต์ของบริษัทเอกชนว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้โดยในท้องตลาดการเช่ารถยนต์ในรุ่นเดียวกันหรือเทียบเท่ารถยนต์ที่เช่าซื้อให้เช่าอยู่ในอัตราเดือนละ 13,499 บาท ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าโจทก์จะได้รับค่าเช่าซื้ออัตราดังกล่าวทุกวัน จึงไม่อาจกำหนดตามที่โจทก์ขอ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 2,500 บาท นั้นต่ำเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้อัตราเดือนละ 3,500 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าขาดประโยชน์ตลอดไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนนั้น เห็นว่า หากศาลกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ค่าเสียหายส่วนนี้ก็จะมากขึ้นกว่าราคาเช่าซื้อไปมาก และยังเป็นช่องทางให้โจทก์เลือกที่จะไม่เร่งรัดดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาอันสมควร เพราะโจทก์มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์ตลอดจนกว่าจะได้รับรถคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดระยะเวลาจำกัดไว้ไม่เกิน 6 เดือน นับถัดจากวันฟ้อง เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสมแล้วเช่นกัน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของราคาใช้แทนรถยนต์ที่เช่าซื้อและค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการเช่าซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์ ข้อ 14 กำหนดว่า "กรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนด ผู้เช่าซื้อตกลงชำระเบี้ยปรับของค่าเช่าซื้อที่ผิดนัดนับแต่วันถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดจนถึงวันชำระครบถ้วน นอกจากนี้หากธนาคารได้รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้เช่าซื้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายให้ธนาคารเท่าที่จ่ายไปจริง เพื่อการดังกล่าวตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร...เบี้ยปรับตามที่ระบุไว้ในสัญญานี้ ผู้เช่าซื้อตกลงชำระให้แก่ธนาคารในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง บวกด้วยอัตราร้อยละ 3 (สาม) ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 (สิบห้า) ต่อปี และเบี้ยปรับดังกล่าวธนาคารจะเรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระทันที หรือรวมเรียกเก็บเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายก็ได้..." อันเป็นการกำหนดเบี้ยปรับในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าหรือจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดดอกเบี้ยของค่าขาดประโยชน์เบี้ยปรับเท่ากับอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) นั้นเหมาะสมแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งเป็นเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีสินเชื่อกับโจทก์อยู่ในรูปแบบสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งมีวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท อันอยู่ในนิยามของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามคำนิยามของมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 และ ตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาทหรือลูกหนี้อื่น ซึ่งคำว่าลูกหนี้อื่นพระราชกำหนดไม่มีคำนิยามไว้โดยเฉพาะจึงต้องถือตามความหมายทั่วไป จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้อื่นตามความหมายของพระราชกำหนดนี้ด้วย การที่โจทก์มีมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ตามเอกสารในสำนวนอันดับ 9 แผ่นที่ 25 ด้านหลังถึงแผ่นที่ 28 มีเหตุผลในการประกาศใช้ คือเพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงการชะลอการชำระหนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบวิสาหกิจที่คาดว่าจะลดลงอย่างรุนแรงจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยจะเห็นได้ว่าตามมาตรา 4 ของพระราชกำหนดบัญญัติว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือจากมาตรการที่รัฐกำหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอันเป็นการระงับ ยับยั้ง และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ให้ดำเนินการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้ ดังนั้นพระราชกำหนดนี้จึงบัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ มาตรา 3 ในพระราชกำหนดได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้ประกอบวิสาหกิจ" หมายความว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และคำว่า "วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" หมายความว่าวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกินห้าร้อยล้านบาทและไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด นอกจากนี้ พระราชกำหนดดังกล่าวในหมวด 2 การชะลอการชำระหนี้ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาทหรือลูกหนี้อื่นได้ และวรรคสองบัญญัติว่า การชะลอการชำระหนี้มิให้ถือว่าเจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามความหมายที่กำหนดในพระราชกำหนดแต่อย่างใด และแม้คำว่า"ลูกหนี้อื่น" ตามมาตรา 15 วรรคแรกตอนท้าย ไม่ได้ระบุว่าเป็นลูกหนี้ประเภทใด แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลของการประกาศใช้พระราชกำหนดฯ ประกอบกับมาตรการชะลอการชำระหนี้ตามมาตรา 15 วรรคแรกที่ระบุให้ใช้สำหรับลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาทแล้ว คำว่า "ลูกหนี้อื่น" มิอาจแปลได้ว่าหมายความรวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปเช่นจำเลยที่ 1 ดังโจทก์ฎีกา นอกจากนี้ตามวรรคท้ายของมาตรา 15 ได้บัญญัติว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการชะลอการชำระหนี้ ระยะเวลาการชะลอการชำระหนี้และวิธีการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ชะลอไว้ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการชะลอการชำระหนี้ ระยะเวลาการชะลอการชำระหนี้ และวิธีการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ชะลอไว้สำหรับลูกหนี้อื่นแต่ประการใด กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ยอมขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้นี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันตกลงด้วยในการผ่อนเวลาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายรวม 279,344.52 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวม 168,000 บาท โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าเสียหาย 271,772.01 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา 103,772.01 บาท ซึ่งโจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์และค่าขึ้นศาลอนาคตรวม 2,175 บาท แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์รวมค่าขึ้นศาลอนาคต 5,535 บาท เกินมา 3,360 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 28,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3,360 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ ได้ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อพักชำระหนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 โดยอ้างว่าดำเนินการตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ พ.ศ. 2563 โดยมิได้ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเข้าร่วมตกลงด้วยในเรื่องการขยายเวลาชำระหนี้ดังกล่าว ให้พิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ ธงคำตอบ การที่โจทก์ยินยอมขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการ “ผ่อนเวลาชำระหนี้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า หากเจ้าหนี้ให้ผ่อนเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้โดยไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันได้ยินยอมด้วย ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้พักชำระหนี้โดยมิได้ให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมตกลงด้วย จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ข้อ 2 กรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลธรรมดา มิได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ได้รับการพักชำระหนี้จากผู้ให้เช่าซื้อโดยอ้างอิงพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ พ.ศ. 2563 ให้พิจารณาว่า พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับได้หรือไม่ ธงคำตอบ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ พ.ศ. 2563 มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือ “ผู้ประกอบวิสาหกิจ” ตามนิยามในมาตรา 3 ซึ่งหมายถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกินห้าร้อยล้านบาท และไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจใหญ่ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่เช่าซื้อรถยนต์ ไม่ใช่วิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมตามนิยามดังกล่าว พระราชกำหนดนี้จึงไม่อาจใช้บังคับกับจำเลยที่ 1 ได้ ข้อ 3 คำว่า “ลูกหนี้อื่น” ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ พ.ศ. 2563 ที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้สถาบันการเงินชะลอการชำระหนี้ของลูกหนี้อื่นนั้น หมายความรวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปหรือไม่ ธงคำตอบ คำว่า “ลูกหนี้อื่น” ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องตีความให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนด ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและมีการจ้างงาน การตีความให้รวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อบุคคลธรรมดาทั่วไปย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ออกหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขสำหรับลูกหนี้ประเภทดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คำว่าลูกหนี้อื่น ไม่รวมถึงลูกหนี้เช่าซื้อบุคคลธรรมดาอย่างจำเลยที่ ข้อ 4 ในกรณีที่เจ้าหนี้ให้พักชำระหนี้แก่ลูกหนี้โดยสมัครใจ โดยไม่มีประกาศหรือคำสั่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยรองรับ ถือได้หรือไม่ว่าเป็นการ “ชะลอหนี้” ตามพระราชกำหนด หรือเป็นการ “ผ่อนเวลา” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 ธงคำตอบ หากการพักชำระหนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตามมาตรา 15 แห่งพระราชกำหนด ย่อมไม่ถือว่าเป็น “การชะลอหนี้” ตามพระราชกำหนด แต่เป็นเพียงการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 วรรคหนึ่ง การผ่อนเวลาเช่นนี้ทำให้ผู้ค้ำประกันที่ไม่ได้ยินยอมร่วมด้วยหลุดพ้นจากความรับผิด ข้อ 5 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ พ.ศ. 2563 ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจเป็นการเฉพาะ และไม่ครอบคลุมถึงลูกหนี้เช่าซื้อทั่วไป ผลทางกฎหมายของการตีความนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อระบบสัญญาค้ำประกันและความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในอนาคต ธงคำตอบ
การวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้มีผลยืนยันหลักการสำคัญว่า พระราชกำหนดดังกล่าวใช้เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจเท่านั้น ไม่อาจนำมาใช้ขยายความคุ้มครองแก่บุคคลทั่วไปที่เป็นลูกหนี้เช่าซื้อส่วนบุคคลได้ การที่เจ้าหนี้ตกลงพักชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้เช่าซื้อในลักษณะทั่วไป จึงยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแพ่งเรื่องการผ่อนเวลาในมาตรา 700 ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดหากไม่ได้ยินยอมผ่อนเวลา การตีความเช่นนี้สร้างความชัดเจนแก่คู่สัญญาในระบบสินเชื่อและเช่าซื้อว่า การใช้มาตรการช่วยเหลือหรือพักชำระหนี้จะต้องตรวจสอบฐานะทางกฎหมายของลูกหนี้และผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันอย่างรอบคอบในทุกกรณี. ![]() |





