
| หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งหลังลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ เมื่อสัญญาเช่าซื้อให้ตรวจสภาพรถได้ตลอดเวลา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับลำดับเวลาของการผิดนัดและการบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือให้ผู้เช่าซื้อนำรถแทรกเตอร์มาแสดงภายในกำหนด ผู้เช่าซื้อยังไม่เป็นผู้ผิดนัดในวันที่ได้รับหนังสือ แต่จะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้วเพิกเฉยไม่นำรถมาแสดง เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดแล้ว เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดไปยังผู้ค้ำประกันภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนวันที่ลูกหนี้ผิดนัด ไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีหนังสือบอกกล่าวภายหลังลูกหนี้ผิดนัด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันในชั้นนั้น สาระสำคัญที่สุดของคดี ผู้เช่าซื้อจะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้วไม่ปฏิบัติตาม วันผิดนัดของผู้เช่าซื้อเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าที่เจ้าหนี้ในการบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนลูกหนี้ผิดนัด ไม่เป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันในชั้นนั้น คำถามที่น่าสนใจ 1. ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดทันทีที่ได้รับหนังสือให้นำรถมาตรวจสภาพหรือไม่ 2. หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งเมื่อใด 3. หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันก่อนลูกหนี้ผิดนัด ใช้ฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 482,250 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนแรกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 432,250 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 48 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 130,370 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงปัจจุบัน ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อและค่าปรับชำระล่าช้า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ให้จำเลยที่ 1 นำรถแทรกเตอร์มาแสดงภายใน 7 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ หากครบกำหนดแล้วเพิกเฉยให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าปรับชำระล่าช้า ค่าติดตามรถคืน ดอกเบี้ย และค่าขาดประโยชน์รายเดือน การเกิดผิดนัดของผู้เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 วรรคสอง กำหนดให้ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ เสียหาย สูญหาย หรือเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา หากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตาม ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 13 ข แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาเกิดจากการใช้สิทธิของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ภายหลังเจ้าหนี้ให้คำเตือนแล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้จึงได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนด 7 วันตามหนังสือในวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์มาแสดง จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งหลังลูกหนี้ผิดนัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า สัญญาค้ำประกันคือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกเรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัด หนังสือที่ส่งในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด แม้จะให้ผู้เช่าซื้อนำทรัพย์มาแสดงและระบุผลของการเพิกเฉย ก็ไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เหตุที่โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกัน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ถึงจำเลยทั้งสอง ให้นำรถแทรกเตอร์มาแสดงภายใน 7 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด เพราะยังไม่ครบกำหนดเวลาตามคำเตือน ต่อมา จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถมาแสดง จึงตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าภายหลังวันดังกล่าวโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือที่ส่งถึงจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ก่อนวันที่ลูกหนี้ผิดนัด ไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนั้นโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์คืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 45,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย เบี้ยปรับ 9,278 บาท และค่าขาดประโยชน์รายเดือน 5,000 บาทตามกำหนด ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด ไม่เป็นหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง และไม่ปรากฏว่ามีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้ การผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง หน้าที่นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อมาให้ตรวจสอบเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระไว้ เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนแก่ลูกหนี้ก่อน ผู้เช่าซื้อจะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้วและยังไม่นำทรัพย์มาแสดง หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ หนังสือที่ส่งในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดจึงไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวตามบทบัญญัตินี้ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีแก่นสำคัญอยู่ที่ลำดับเวลาระหว่างการเตือนผู้เช่าซื้อกับการบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน หนังสือเตือนผู้เช่าซื้อเป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เช่าซื้อมีโอกาสปฏิบัติตามหน้าที่ก่อนเกิดผิดนัด แต่หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 วรรคหนึ่ง ต้องกระทำเมื่อข้อเท็จจริงเรื่องการผิดนัดเกิดขึ้นแล้ว วันผิดนัดของผู้เช่าซื้อจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าที่เจ้าหนี้ในการบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน หนังสือที่ส่งถึงผู้ค้ำประกันพร้อมกับหนังสือเตือนลูกหนี้ เป็นหนังสือที่ส่งในขณะที่เหตุผิดนัดยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่หนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้แก่ผู้ค้ำประกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จึงยังไม่อาจเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้ในชั้นฟ้องคดีนั้น คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม ผู้เช่าซื้อผิดนัดทันทีเมื่อได้รับหนังสือให้นำรถมาตรวจหรือไม่ คำตอบ ไม่ทันที หากหน้าที่นำรถมาให้ตรวจสอบมิได้กำหนดเวลาชำระไว้ เจ้าหนี้ต้องมีคำเตือนก่อน ผู้เช่าซื้อจะเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้วและยังไม่นำรถมาแสดง 2. คำถาม หนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันต้องส่งเมื่อใด คำตอบ เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายหลังวันที่ลูกหนี้ผิดนัด และภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ 3. คำถาม หนังสือถึงผู้ค้ำประกันที่ส่งก่อนลูกหนี้ผิดนัด ใช้ฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่ คำตอบ หากหนังสือบอกกล่าวส่งถึงผู้ค้ำประกันในขณะที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด หนังสือดังกล่าวไม่อาจถือเป็นหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง 4. คำถาม เมื่อไม่ปรากฏหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายหลังลูกหนี้ผิดนัด มีผลอย่างไร คำตอบ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันในชั้นนั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5409/2568 สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง เป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลังจากนั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดง แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท ค่าปรับชำระล่าช้า 9,278 บาท ค่าติดตามรถคืน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อยันม่าร์ รุ่น EF494T หมายเลขเครื่องยนต์ M7155 คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทน 301,880 บาท ให้ชำระค่าขาดประโยชน์ 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้ชำระเบี้ยปรับ 9,278 บาท กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ แต่ไม่เกิน 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้ตกเป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อ ย. หมายเลขตัวถัง 494-20xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ M 71xx จากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 482,250 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนแรกรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000 บาท ส่วนที่เหลือ 432,250 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนมากน้อยไม่เท่ากัน รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2561 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าชำระครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 130,370 บาท แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงปัจจุบัน ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อ ค่าปรับชำระล่าช้า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาฉบับลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ให้จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากครบกำหนดแล้วเพิกเฉยให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน สำหรับประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ ข้อ 2 ระบุว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ และ/หรือเงินจำนวนอื่นใดที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อภายในกำหนดไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อเกิดความเสียหาย สูญหาย ถูกยึด ถูกอายัดหรือถูกริบ หรือผู้เช่าซื้อล้มละลาย หรือตายหรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือไปเสียจากถิ่นที่อยู่ หรือหาตัวไม่พบ หรือย้ายภูมิลำเนาโดยไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบ หรือกรณีอื่นใดอันทำให้บริษัทไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการที่จะชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ พร้อมอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าว และค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่บริษัทจนครบถ้วนตามหนังสือสัญญาค้ำประกันนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 บัญญัติว่า อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อการชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เมื่อปรากฏตาม ข้อ 5 วรรคสอง ระบุว่า "ผู้เช่าซื้อยินยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อ หรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบสภาพทรัพย์สินได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบทันที ในกรณีที่ทรัพย์สินชำรุด บกพร่อง และ/หรือไม่อยู่สภาพที่ใช้การได้ และ/หรือเสียหาย และ/หรือสูญหาย และ/หรือไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ" และวรรคสาม ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อพิจารณาเห็นว่าสินทรัพย์มีการใช้งาน จนอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวรถและอุปกรณ์ได้ ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธินำทรัพย์สินและอุปกรณ์ดังกล่าว มาตรวจสภาพและทำการแก้ไขได้ทันที โดยผู้เช่าซื้อจะไม่โต้แย้งแต่ประการใดทั้งสิ้น และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมด และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใด ๆ จากผู้ให้เช่าซื้อทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องแจ้งให้แก่โจทก์ทราบถึงความชำรุดบกพร่อง สูญหายหรือเสียหาย ของทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนเข้าตรวจสอบทรัพย์สินนั้น อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามสัญญา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13 (ข) ที่จะบอกเลิกสัญญา แต่เหตุแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวเกิดจากการใช้สิทธิของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงเป็นกรณีกำหนดการชำระหนี้ไม่ได้กำหนดเวลาลงไว้ เจ้าหนี้อาจเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน แต่เจ้าหนี้ต้องให้คำเตือนให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวก่อน และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ตามบทบัญญัติ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะมีคำเตือนให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาให้โจทก์ทำการตรวจสอบ และก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามที่โจทก์ให้คำเตือนยังไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัด และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 หรือลูกหนี้ผิดนัด ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 และข้อ 13 (ข) จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงแก่โจทก์ตามหนังสือดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นฝ่ายผิดนัดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ได้มีหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหรือไม่ แม้จะปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 พร้อมกับจำเลยที่ 1 ให้นำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อมาแสดงและจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวการผิดนัดของลูกหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนด ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




