ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาค้ำประกัน & ข้อจำกัดผู้ค้ำประกัน, ลูกหนี้ร่วม, ป.พ.พ. 681/1, (ฎีกา 2278/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2278/2567, สัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคต, ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา, ข้อตกลงรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมโมฆะ, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1, สิทธิและหน้าที่ผู้ค้ำประกัน, การรับช่วงสิทธิ, การเรียกลูกหนี้, แนวปฏิบัติสัญญาค้ำประกัน, กฎหมายค้ำประกันไทย, วิเคราะห์คำพิพากษา, ศาลฎีกา ค้ำประกัน ชั้นฎีกา

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกัน ที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิด เสมือนลูกหนี้ร่วม กับลูกหนี้หลัก เมื่อผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา ทั้งยังพิจารณาข้อยกเว้นสำหรับผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็น โมฆะ ในกรณีบุคคลธรรมดา แต่หากผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลและตกลงอย่างชัดเจน อาจให้มีผลใช้ได้ พร้อมกับวิเคราะห์สิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกันในหนี้อนาคตอย่างละเอียด

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมชำระเงินตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 10,478,407.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมชำระต้นเงิน 8,431,966.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ 31 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินตามคำฟ้อง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่า ให้ จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,114,562.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13.50 ต่อปี ตั้งแต่ 12 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2–4

โจทก์ยื่นฎีกา โดยอ้างว่า ผู้ค้ำประกัน (จำเลย 2–4) ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2–4 เป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีข้อความในสัญญาค้ำประกันที่ระบุให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม กับไม่มีข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 วรรคสอง จึงไม่ตกในเงื่อนไขที่ให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงดังกล่าวจึง โมฆะ ตามวรรคหนึ่งของมาตรา 681/1

ดังนั้น ศาลฎีกาให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ผู้ค้ำประกัน (จำเลย 2–4) รับผิดตามฐานค้ำประกันแทนลูกหนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้

⚖️ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

คดีนี้ศาลฎีกาใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 เป็นหลักในการวินิจฉัย เพื่อพิจารณาว่า

“ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้หลัก จะตกเป็นโมฆะหรือไม่ และในกรณีใดสามารถมีผลบังคับได้”

โดยศาลวินิจฉัยว่า

หากผู้ค้ำประกันเป็น บุคคลธรรมดา ข้อตกลงให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมถือว่า เป็นโมฆะ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ค้ำประกัน

แต่หากผู้ค้ำประกันเป็น นิติบุคคล และได้ตกลงยินยอมอย่างชัดแจ้ง ข้อตกลงนั้นจึงจะมีผลบังคับได้ตามวรรคสองของมาตราเดียวกัน

📘 กฎหมายที่ศาลใช้วินิจฉัยหลัก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1

วรรคหนึ่ง – “ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

วรรคสอง – “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม...”

🔑 5 Keywords แก่นของคดีนี้ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ

1. ผู้ค้ำประกัน (Surety)

บุคคลที่รับรองว่าจะชำระหนี้แทนลูกหนี้หลักหากลูกหนี้ไม่ชำระเอง

➡️ ในคดีนี้ จำเลยที่ 2–4 เป็นผู้ค้ำประกันโดยบุคคลธรรมดา ศาลวินิจฉัยว่าแม้จะค้ำประกันได้ แต่ไม่ต้องรับผิดเท่าลูกหนี้ร่วม

2. ลูกหนี้ร่วม (Joint Debtor)

บุคคลที่มีภาระหนี้เสมอกันกับลูกหนี้หลักโดยตรง

➡️ ศาลชี้ว่าผู้ค้ำประกันไม่อาจถูกทำให้เป็นลูกหนี้ร่วม เว้นแต่เป็นนิติบุคคลที่ยินยอมชัดเจนในสัญญา

3. โมฆะ (Void Agreement)

สัญญาที่ไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น

➡️ ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ หากผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา เพราะขัดต่อมาตรา 681/1

4. นิติบุคคล (Juristic Person)

องค์กรหรือบริษัทที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเสมือนบุคคล

➡️ หากผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล และตกลงชัดเจนในสัญญาว่าจะรับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นใช้ได้ เป็นข้อยกเว้นของกฎหมาย

5. เจตนารมณ์กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน (Protection Principle)

หลักสำคัญของการแก้ไขมาตรา 681/1 คือป้องกันการเอาเปรียบผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดา

➡️ ศาลย้ำว่ากฎหมายต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักคุ้มครองสิทธิของผู้ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้ต้องรับภาระเท่าลูกหนี้ร่วมโดยไม่สมัครใจ

🧩 สรุปประเด็นโดยย่อ

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันหลักว่า

“ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ไม่อาจตกลงให้รับผิดเท่าลูกหนี้ร่วมได้ ข้อตกลงเช่นนั้นเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลที่ยินยอมโดยชัดแจ้ง”

ประเด็นกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

หลัก ๆ มีประเด็นดังนี้:

1. ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมในสัญญาค้ำประกัน — ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1

2. ข้อยกเว้นของบทบัญญัติ มาตรา 681/1 สำหรับผู้ค้ำประกันที่เป็น นิติบุคคล

3. ผลเมื่อสัญญาค้ำประกันทำขึ้นภายหลังบทบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้

4. สิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกันในกรณีหนี้อนาคต

5. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันกับลูกหนี้หลัก และการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

วรรคสองของมาตรา 681/1 ยกเว้นไว้เฉพาะในกรณีผู้ค้ำประกันเป็น นิติบุคคล และตกลงยินยอมรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมอย่างชัดเจน

ในคดีนี้ จำเลยที่ 2–4 เป็น บุคคลธรรมดา และในสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม

ดังนั้น ข้อตกลงนั้น โมฆะ สำหรับผู้ค้ำประกันธรรมดา

แต่แม้จะเป็นโมฆะ “รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม” ก็ไม่ได้แปลว่าการเป็นผู้ค้ำประกันโดยสิ้นเชิงไม่มีผล ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามฐานค้ำประกันหากลูกหนี้หลักไม่ชำระ

ศาลฎีกาจึงกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ผู้ค้ำประกัน (จำเลย 2–4) รับผิดในฐานค้ำประกันร่วมกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ

 วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย (เจาะลึก)

1 มาตรา 681/1 — ข้อจำกัดในการตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า

“ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

เจตนารมณ์ของกฎหมายคือการ คุ้มครองผู้ค้ำประกัน โดยป้องกันไม่ให้ตกเป็นลูกหนี้ร่วมโดยสาระสำคัญถ้าไม่มีส่วนได้เสียในสัญญาหลัก

วรรคสองระบุว่า ข้อจำกัดนี้ ไม่ให้ใช้บังคับ กับผู้ค้ำประกันที่เป็น นิติบุคคล และตกลงรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมได้อย่างชัดเจน

ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็น บุคคลธรรมดา และสัญญาไม่มีข้อความยืนยันการรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นจึง เป็นโมฆะ (ไม่มีผล)

2 ผลของ “โมฆะ” เฉพาะข้อความยอมรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ไม่ใช่โมฆะของการค้ำประกันโดยรวม

แม้ว่าข้อตกลงให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมจะเป็นโมฆะ แต่สัญญาค้ำประกันพื้นฐาน (ที่ระบุวงเงิน เงื่อนไขการบังคับคดี ฯลฯ) ยังคงมีผลอยู่ในส่วนที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่ต้องรับผิด ตามฐานค้ำประกัน เมื่อจำเลยหลักไม่ชำระ

3 หนี้อนาคต & การค้ำประกัน

ในคดีนี้ สัญญาค้ำประกันทำขึ้นให้ค้ำประกัน หนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (future debt)

หลักการสำคัญคือ ผู้ค้ำประกันต้องชัดเจนในเงื่อนไขว่าเป็นหนี้ประเภทใด วงเงินสูงสุด ฯลฯ มิฉะนั้นอาจถูกตีความว่าเกินสมควรหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในคำพิพากษานี้ ศาลถือว่าสัญญาค้ำประกันสำหรับหนี้ในอนาคตของจำเลย 2–4 ไม่มีข้อความให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม จึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 681/1

4 ข้อยกเว้นสำหรับผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล

หากผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล และในสัญญาระบุชัดเจนว่าตกลงรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นสามารถมีผลบังคับใช้ได้ตามวรรคสองของมาตรา 681/1

ข้อสังเกตคือ ต้องมีเจตนาและข้อความที่ชัดแจ้ง มิฉะนั้นอาจถูกโจทก์หรือศาลตีความว่าเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัติและโมฆะ

5 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกัน หลักประกัน และลูกหนี้หลัก

ผู้ค้ำประกันอาจมีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” (subrogation) เมื่อชำระแทนลูกหนี้ — สิทธิใดที่เจ้าหนี้มีต่อหลักประกันหรือทรัพย์สินลูกหนี้

ผู้ค้ำประกันอาจขอเรียกลูกหนี้ให้ชำระก่อน ตามหลัก ป.พ.พ. มาตรา 688

หากเจ้าหนี้ผ่อนชำระให้ลูกหนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมของผู้ค้ำประกัน อาจทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดบางส่วนได้ (มาตรา 700)

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) แบบขยาย

Issue (ปัญหา):

จำเลยที่ 2–4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ภายใต้สัญญาค้ำประกัน (รวมถึงภายใต้เงื่อนไข “รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม”) หรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้):

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ “ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ”

วรรคสองให้ยกเว้นในกรณีผู้ค้ำประกันเป็น นิติบุคคล ที่ตกลงรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมได้

หลักสิทธิผู้ค้ำประกัน เช่น มาตรา 688 (สิทธิเรียกลูกหนี้ให้ชำระก่อน), มาตรา 700 (ผลของการผ่อนชำระโดยเจ้าหนี้โดยมิได้รับความยินยอม)

หลัก subrogation (ผู้ชำระแทนได้สิทธิผู้ที่ถูกชำระ)

Application (การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง):

จำเลยที่ 2–4 เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล

ในสัญญาค้ำประกัน ไม่มีข้อความระบุว่าตกลงรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม

เพราะเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีข้อความรับผิดแบบลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นจึง โมฆะ ตามวรรคหนึ่งของมาตรา 681/1

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามฐานค้ำประกัน (วงเงินที่ตกลงกันไว้) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ

เมื่อผู้ค้ำประกันชำระแทนลูกหนี้หลัก เขามีสิทธิรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในหลักประกันหรือทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้ค้ำประกันสามารถเรียกลูกหนี้ให้ชำระก่อน (ถ้ายังไม่เป็นกรณียกเว้น)

Conclusion (บทสรุป):

ผู้ค้ำประกัน (จำเลย 2–4) ไม่ต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม เพราะเงื่อนไขดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 เมื่อผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา แต่ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามฐานค้ำประกันเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ

บทสรุปแนวทางข้อคิดทางกฎหมาย

กฎหมายมาตรา 681/1 ช่วยปกป้องบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ค้ำประกัน ไม่ให้ตกเป็นหนี้เกินสมควร

การที่จะให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมได้ ต้องเป็น นิติบุคคล และต้องระบุชัดเจนในสัญญา

ผู้ร่างสัญญาค้ำประกันควรระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน: วงเงินสูงสุด, เงื่อนไขให้ค้ำประกันหนี้ใด, และภาระรับผิดของผู้ค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบข้อกำหนดในสัญญาโดยละเอียด อย่าให้มีข้อความที่อาจถูกตีความเป็น “รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม”

ในการบังคับใช้สิทธิ ควรใช้สิทธิเช่น subrogation และเรียกลูกหนี้ก่อน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ค้ำประกัน


🔹 คำถามที่ 1 (ประเด็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ)

โจทก์มีสิทธิบังคับให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา รับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้หลักได้หรือไม่ เมื่อในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม?

คำตอบ:

โจทก์มีสิทธิบังคับให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชำระหนี้ได้ หากลูกหนี้หลักไม่ชำระหนี้ แม้ในสัญญาค้ำประกันจะไม่มีข้อความระบุให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมก็ตาม เพราะสัญญาค้ำประกันดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับตามฐานะ “ผู้ค้ำประกัน” ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งหมด ข้อตกลงจะเป็นโมฆะเฉพาะส่วนที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเท่านั้น

ในคดีนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตโดยไม่มีข้อความระบุให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์ยังมีสิทธิบังคับให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ หากลูกหนี้หลักไม่ชำระ

📘 อ้างอิงกฎหมาย:

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง (ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ) และหลักความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686


🔹 คำถามที่ 2 (ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่สุด)

ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ถือเป็นโมฆะในทุกกรณีหรือไม่ และมีข้อยกเว้นอย่างไรตามกฎหมาย?

คำตอบ:

ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ถือเป็นโมฆะในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม วรรคสองของมาตราเดียวกัน ยกเว้นเฉพาะกรณีผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล โดยกำหนดว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม...”

ดังนั้น หากผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลและตกลงชัดเจนในสัญญาว่าจะรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลใช้ได้ แต่หากเป็นบุคคลธรรมดา เงื่อนไขดังกล่าวจะเป็น โมฆะทันที เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันจากภาระเกินสมควร

📘 อ้างอิงกฎหมาย:

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

สรุปภาพรวม:

คำถามแรกเน้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ในการบังคับผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดา

 

คำถามที่สองเน้นข้อกฎหมายหลักของคดี คือ “โมฆะของข้อตกลงให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม” และ “ข้อยกเว้นของนิติบุคคล”

 

ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ, ข้อยกเว้นของผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล

"ป.พ.พ. มาตรา 681/1: ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ ยกเว้นกรณีนิติบุคคล"

สัญญาค้ำประกันของบุคคลธรรมดาที่ไม่ระบุให้รับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วม ยังคงมีผลใช้บังคับ โจทก์สามารถฟ้องผู้ค้ำประกันได้ หากลูกหนี้หลักไม่ชำระหนี้ตามสัญญา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ" ส่วนวรรคสองยกเว้นกรณีผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลและยินยอมรับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วมได้

ในคดีนี้ สัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นการค้ำประกันโดยบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่มีข้อความที่ระบุว่าจำเลยยอมรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2567

ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ที่แก้ไขใหม่ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ" และวรรคสองบัญญัติว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม..." แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำไว้แก่โจทก์หลังจากบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับจะมีข้อความในวรรคสุดท้ายของข้อ 1 ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล ผู้ค้ำประกันตกลงผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ในการชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ใช้ในกรณีผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล แต่การทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเรื่องบุคคลธรรมดาทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ มิใช่นิติบุคคลทำสัญญาค้ำประกันตามวรรคสุดท้ายของข้อ 1 ทั้งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็ไม่มีข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงยอมรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นแต่อย่างใด ดังนั้นการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าวจึงหาตกเป็นโมฆะ โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดต่อโจทก์หากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ได้

 

ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1, ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในหนี้อนาคต, ข้อยกเว้นของผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล, สิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกันในกฎหมายไทย, คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการค้ำประกัน, โมฆะของข้อตกลงในสัญญาค้ำประกัน, หลักกฎหมา

 

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน 10,478,407.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 8,431,966.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 8,431,966.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,114,562.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 8,431,966.50 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ กับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 ออกและขายตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 237,600 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ เพื่อการนำเข้าและจำเลยที่ 1 ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์แปลงสกุลเงินของหนี้เป็นเงินบาทได้จำนวน 8,431,966.50 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันในจำนวนเงิน 182,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองเครื่องจักรแก่โจทก์ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ต่อมาจำเลยทั้งสี่ทำหนังสือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อรับสภาพหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 10,114,562.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 8,431,966.50 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ที่แก้ไขใหม่ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ" และวรรคสองบัญญัติว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม..." แม้หนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำไว้แก่โจทก์หลังจากบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับจะมีข้อความในวรรคสุดท้ายของข้อ 1 ระบุว่า กรณีผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล ผู้ค้ำประกันตกลงผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ในการชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ใช้ในกรณีผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล แต่การทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเรื่องบุคคลธรรมดาทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ มิใช่นิติบุคคลทำสัญญาค้ำประกันตามวรรคสุดท้ายของข้อ 1 ทั้งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็ไม่มีข้อความที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงยอมรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นแต่อย่างใด ดังนั้นการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าวจึงหาตกเป็นโมฆะเพราะแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย อันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดต่อโจทก์หากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระแทน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

1.ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1

2.ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในหนี้อนาคต

3.ข้อยกเว้นของผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล

4.สิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกันในกฎหมายไทย

5.คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการค้ำประกัน

6.โมฆะของข้อตกลงในสัญญาค้ำประกัน

7.หลักกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของลูกหนี้ร่วมและผู้ค้ำประกัน

8.บทบาทของผู้ค้ำประกันในสัญญาตั๋วสัญญาใช้เงิน

สรุปคำพิพากษา (ย่อ)

โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 10,478,407.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โจทก์ยื่นฟ้องเพิ่มเติมให้ปรับโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสี่ยังผิดนัดชำระ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมชำระเงินต้น 8,431,966.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ตามคำฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,114,562.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13.50 ต่อปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ฎีกา โดยประเด็นหลักคือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำเป็นการค้ำประกันโดยบุคคลธรรมดา ไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคสอง อีกทั้งไม่มีข้อความระบุว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับลูกหนี้ร่วม การยกฟ้องของศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ถูกต้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา

แก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชำระแทน หากจำเลยทั้งสี่ยังไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การนำหลักกฎหมายมาตรา 681/1 มาใช้ในคดีนี้

ในกรณีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า:

•จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลธรรมดา ที่ทำสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ และไม่มีข้อความระบุให้ต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม

•ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันไม่ได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม

ดังนั้น การค้ำประกันดังกล่าวจึงไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตามวรรคสองที่ใช้ได้เฉพาะกับผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคล

นอกจากนี้ หากมีการกำหนดในสัญญาให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดารับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วม เงื่อนไขดังกล่าวจะถือว่า “โมฆะ” ตามวรรคหนึ่งของมาตรา 681/1 เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งปกป้องผู้ค้ำประกันจากภาระที่เกินสมควร

ความสำคัญของมาตรา 681/1

1.คุ้มครองบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกันเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้ลูกหนี้สามารถกู้ยืมหรือทำธุรกรรมได้ การบังคับให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเหมือนลูกหนี้ร่วมถือเป็นการเพิ่มภาระที่ไม่เป็นธรรม

2.ส่งเสริมความชัดเจนในสัญญาค้ำประกัน

กฎหมายบังคับให้เงื่อนไขในสัญญาค้ำประกันต้องระบุข้อความให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้ค้ำประกัน หากมีการเพิ่มเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมาย เงื่อนไขดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้

3.ยกเว้นสำหรับนิติบุคคล

เนื่องจากนิติบุคคลมักมีความสามารถและทรัพยากรในการประเมินความเสี่ยงมากกว่า จึงเปิดโอกาสให้มีการยอมรับภาระเพิ่มเติมได้ หากมีการตกลงชัดเจน

การอธิบายหลักกฎหมายนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมศาลจึงตัดสินว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม และการแก้ไขมาตรานี้มีผลอย่างไรต่อการค้ำประกันในอนาคต

******ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ คืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ" หมายความว่า หากมีการทำสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ค้ำประกันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม วรรคสองของมาตราเดียวกันได้ระบุข้อยกเว้นว่า "ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคล และยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม..." ซึ่งหมายความว่า หากผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล และได้ยินยอมรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

oข้อเท็จจริง: ผู้ค้ำประกันถูกฟ้องให้รับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง 

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2111/2551

oข้อเท็จจริง: ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดต่อเจ้าหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อตกลง 

3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4611/2562

oข้อเท็จจริง: ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลา

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 

4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2564

oข้อเท็จจริง: การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมค้ำประกัน

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไปไม่ถือเป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) 

5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2529

oข้อเท็จจริง: สัญญาค้ำประกันมีข้อความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วม

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นโมฆะตามมาตรา 113 และ 368 

6.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2562

oข้อเท็จจริง: ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน

oคำวินิจฉัย: ศาลวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 

จากคำพิพากษาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาได้ยึดถือหลักการตามมาตรา 681/1 วรรคหนึ่งอย่างเคร่งครัด โดยข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมจะถือเป็นโมฆะ ยกเว้นในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลและยินยอมรับผิดดังกล่าว

สรุป

ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วมจะถือเป็นโมฆะตามกฎหมาย ยกเว้นในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลและได้ยินยอมรับผิดดังกล่าว ดังนั้น การทำสัญญาค้ำประกันควรระมัดระวังไม่ให้มีข้อตกลงที่ขัดต่อบทบัญญัตินี้ เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

 



ค้ำประกัน

การรับช่วงสิทธิและสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้เดียวกัน(ฎีกา7028/2562)
ถอนฟ้องผู้ค้ำประกันไม่ใช่การปลดหนี้ ผู้ค้ำร่วมยังต้องรับผิดตามสัญญากู้
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น เมื่อผู้ให้เช่าซื้อยอมผ่อนเวลา (ฎีกา 2527/2567)
หลักการค้ำประกัน & ผ่อนเวลา, ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด (ฎีกา 2276/2568)
ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่คืนรถหลังเลิกสัญญา เจ้าของรถเรียกค่าเสียหายได้แค่ไหน และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่
สิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 หลังการผิดนัด และข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย(ฎีกาที่ 6781/2567)
สัญญาค้ำประกันผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย, สัญญาค้ำประกันไม่ระงับ, สิทธิเฉพาะตัวของผู้ค้ำประกัน,
สิทธิผู้ค้ำประกันไล่เบี้ยลูกหนี้ได้กี่ส่วน? ผู้ค้ำประกัน, ไล่เบี้ย, ลูกหนี้ร่วม, มาตรา 229,