
| การรับช่วงสิทธิและสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้เดียวกัน(ฎีกา7028/2562)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผู้ค้ำประกันร่วม (หลายคนเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน) เมื่อหนึ่งในผู้ค้ำประกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันคนอื่น ๆ มีภาระต้องร่วมรับผิดตามส่วนเท่า ๆ กัน ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง, 229 (3) และ 296 ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในวงเงินครึ่งหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ย ตั้งแต่วันที่ชำระแทน ถึงวันชำระเสร็จ (แต่จำกัดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง) ข้อเท็จจริง • โจทก์, จำเลยที่ 1, และจำเลยที่ 2 ต่างตกลงเป็น ผู้ค้ำประกันร่วม (หลายคนค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน) ต่อธนาคาร ก. เพื่อค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้หลัก • เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ (ธนาคาร ก.) เรียกร้องตามสัญญาให้ผู้ค้ำประกันร่วมชำระหนี้ • โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 141,000 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 • โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 162,323.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไป • จำเลยทั้งสอง ไม่ยื่นคำให้การ (default) • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ตามที่ร้อง พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 • ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น และมิได้ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 ใหม่ภายในอายุความ • โจทก์ได้ฎีกาโดยได้รับอนุญาต 🔹 ประเด็นกฎหมายหลักที่ใช้ในคดีนี้ คดีนี้ศาลฎีกาใช้หลักกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง, มาตรา 229 (3) และ มาตรา 296 เพื่อวินิจฉัยความรับผิดของ “ผู้ค้ำประกันร่วม” ในหนี้รายเดียวกัน โดยเฉพาะสิทธิของผู้ค้ำที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก ในการ “รับช่วงสิทธิ” และ “ไล่เบี้ย” เอาจากผู้ค้ำร่วมอีกฝ่าย ศาลวางหลักว่า “เมื่อหลายคนยอมตนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน ต้องรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม และเมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ค้ำร่วมอีกฝ่ายได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน” 🔹 5 Keywords สำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมคำอธิบาย 1. ผู้ค้ำประกันร่วม (Co-Guarantors) หมายถึงบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ยอมตนค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน ศาลถือว่าผู้ค้ำร่วมทั้งหมดมีความรับผิด “อย่างลูกหนี้ร่วม” ตาม มาตรา 682 วรรคสอง ซึ่งเป็นฐานของคดีนี้ทั้งหมด 💡 สาระสำคัญ: ความรับผิดของผู้ค้ำร่วมไม่ได้แยกส่วน แต่เป็นความรับผิดในหนี้เดียวกัน แม้จะค้ำคนละวงเงิน ก็ถือว่าอยู่ในระบบลูกหนี้ร่วม 2. สิทธิไล่เบี้ย (Right of Recourse) เมื่อผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก เขาย่อมได้รับสิทธิของเจ้าหนี้ในการ “ไล่เบี้ย” เอากับผู้ค้ำร่วมคนอื่นได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน ตาม มาตรา 229 (3) และ มาตรา 296 💡 สาระสำคัญ: ผู้ค้ำร่วมไม่ได้ต้องรับผิดเต็มจำนวนแทนกัน แต่สามารถไล่เบี้ยคืนจากผู้อื่นได้ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมระหว่างผู้ค้ำทั้งหมด 3. รับช่วงสิทธิ (Subrogation) การที่ผู้ค้ำชำระหนี้แทนลูกหนี้หลักแล้ว “รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้” หมายถึงได้รับสิทธิในฐานะเจ้าหนี้แทน เช่น สิทธิฟ้องร้องหรือเรียกดอกเบี้ยจากผู้ค้ำร่วม เป็นกลไกสำคัญตาม มาตรา 296 💡 สาระสำคัญ: ผู้ค้ำที่จ่ายแทนไม่เพียงพ้นหนี้ แต่ยังมีสิทธิเช่นเจ้าหนี้ต่อผู้ค้ำรายอื่นได้ด้วย 4. ลูกหนี้ร่วม (Joint Debtors) ศาลตีความให้ผู้ค้ำประกันร่วมอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้ร่วม” เพราะต่างค้ำหนี้เดียวกัน แม้จะเป็นการค้ำในส่วนของวงเงินต่างกันก็ต้องรับผิดในลักษณะเดียวกัน 💡 สาระสำคัญ: สถานะนี้ทำให้การชำระหนี้ของคนหนึ่งก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องต่อคนอื่นตามส่วนได้ตามกฎหมาย 5. การปรับบทกฎหมาย (Correct Legal Application) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกเกินสิทธิ เช่น ฟ้องเกินส่วนที่ตนควรได้รับ แต่ศาลมีอำนาจ “ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง” โดยไม่จำเป็นต้องยกฟ้องทั้งหมด 💡 สาระสำคัญ: เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลเพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับสิทธิจริงของคู่ความ และรักษาความยุติธรรมโดยไม่เกินคำขอ 🔸 สรุปภาพรวม คดีนี้ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้ำประกันร่วมและสิทธิไล่เบี้ย ที่เน้นให้ความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ค้ำและเจ้าหนี้ โดยยืนยันหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 682, 229 และ 296 อย่างชัดเจนว่า “ผู้ค้ำร่วมย่อมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเมื่อชำระแทนลูกหนี้หลักแล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ค้ำร่วมตามส่วนเท่า ๆ กัน”
ปัญหาข้อกฎหมาย (Issue) 1. เมื่อผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก ผู้อื่น (ผู้ค้ำประกันร่วมอื่น) ต้องรับผิดร่วมในวงเงินใด (ต้องรับทั้งหมด หรือเฉพาะส่วน) 2. การเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดเกินกว่าส่วนที่ควรรับผิดตามกฎหมายได้หรือไม่ 3. ช่วงเวลานับดอกเบี้ย (นับแต่วันชำระแทน หรือวันฟ้อง) และเงื่อนไขจำกัดดอกเบี้ย หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Rule) • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 682 วรรคสอง – กรณีหลายคนยอมตนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน ย่อมต้องรับผิดกับเจ้าหนี้อย่างลูกหนี้ร่วม • ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และ มาตรา 296 – เมื่อผู้ประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้ ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในการไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันร่วมอื่น ๆ ตามส่วนเท่า ๆ กัน • หลักการ ไม่ให้โจทก์เรียกเกินสิทธิ — ศาลสามารถปรับบทคำขอให้ไม่เกินสิทธิที่โจทก์สมควรได้รับ • หลักการ ดอกเบี้ยนับได้จนถึงวันฟ้อง (ไม่ให้นับดอกเบี้ยหลังวันฟ้องเกินขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต) • แนวปฏิบัติของศาลในคดีค้ำประกัน (จากบทวิจารณ์/บทบรรณาธิการ) — ผู้ค้ำประกันร่วมมีสิทธิเรียกร้องคืนกับผู้ที่ชำระแทนตามส่วนที่ชำระ การวิเคราะห์ / การประยุกต์ (Application) 1 หลักการรับผิดร่วมตาม มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ยอมเป็นผู้ค้ำประกันร่วมให้จำเลยที่ 1 สำหรับหนี้เดียวกัน (ธนาคาร ก.) ก็ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง 2 สิทธิไล่เบี้ยตาม มาตรา 229 (3) และ 296 เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 จำนวน 141,000 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 เขาได้รับช่วงสิทธิของธนาคารในการไล่เบี้ยจำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน (กึ่งหนึ่ง) ซึ่งเท่ากับ 70,500 บาท 3 จำกัดการเรียกร้องไม่ให้เกินสิทธิ โจทก์ฟ้องเรียกร้องเกินกว่าสิทธิที่ควรได้รับ (162,323.83 บาท) ซึ่งเกินกว่าส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ศาลสามารถ “ปรับบทคำขอให้ไม่เกินสิทธิ” ได้โดยไม่ต้องปฏิเสธคดี 4 เรื่องดอกเบี้ย ศาลตัดสินให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ จำกัด ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ไม่ให้เรียกดอกเบี้ยที่เกินกว่าวันฟ้อง) ทั้งนี้ ศาลกำหนดให้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 10,661.91 บาท คำตัดสินของศาลฎีกา (Conclusion) • ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน • ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาให้ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ • ศาลจำกัดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไว้ไม่เกิน 10,661.91 บาท • ค่าใช้จ่ายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาให้เป็น พับ IRAC (Issue — Rule — Application — Conclusion) ขยาย Issue (ปัญหาข้อกฎหมาย): เมื่อนักค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก ผู้ค้ำประกันร่วมอื่น ๆ มีภาระรับผิดอย่างไร และในวงเงินใด? นอกจากนี้ ดอกเบี้ยควรนับตั้งแต่วันใดถึงวันใด และการเรียกร้องเกินสิทธิสามารถได้รับการปรับโดยศาลหรือไม่ Rule (หลักกฎหมาย): • ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง — ผู้ค้ำประกันร่วมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม • ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และ 296 — ผู้ชำระแทนรับช่วงสิทธิเจ้าหนี้ในการไล่เบี้ย • หลักการ “ไม่ให้โจทก์เรียกเกินสิทธิ” — ศาลมีอำนาจปรับบทคำขอให้ไม่เกินสิทธิที่ควรได้รับ • หลักการนับดอกเบี้ย — ดอกเบี้ยนับได้จนถึงวันฟ้องเป็นเกณฑ์มาตรฐาน Application (การวิเคราะห์ / ประเมิน): • สภาพข้อเท็จจริงยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับหนี้เดียวกัน • เมื่อโจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 จำนวน 141,000 บาท เขาได้รับช่วงสิทธิในการไล่เบี้ยจำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน (70,500 บาท) • โจทก์ฟ้องเกินวงเงิน (162,323.83 บาท) ซึ่งมากกว่าสิทธิจริง ศาลสามารถปรับคำเรียกร้องให้อยู่ในกรอบสิทธิที่ควรได้รับ • ดอกเบี้ยศาลให้รับผิดนับตั้งแต่วันชำระแทนจนถึงวันชำระเสร็จ แต่จำกัดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 10,661.91 บาท Conclusion (บทสรุปทางกฎหมาย): ศาลฎีกาแก้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำกัดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง และให้ค่าใช้จ่ายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย • เมื่อเป็นผู้ค้ำประกันร่วม อย่าละเลยว่าเมื่อหนึ่งในผู้ค้ำจ่ายแทน ก็อาจถูกไล่เบี้ยจากคนอื่น • ผู้ค้ำประกันต้องคำนึงถึง สัดส่วนความรับผิด ตามกฎหมาย ถ้าคำเรียกร้องเกิน สิทธิ ศาลอาจปรับให้ลดลง • การนับดอกเบี้ยมีกำหนด “ถึงวันฟ้อง” อย่าเรียกเกินที่กฎหมายอนุญาต • ฝ่ายที่จะฟ้องผู้ค้ำประกันควรวางแผนให้ถูกต้องในเรื่องเวลา ดอกเบี้ย และข้อเรียกร้อง เพื่อหลีกเลี่ยงคำพิพากษาที่ลดวงเงินตามบทกฎหมาย
❖ คำถามที่ 1 เมื่อผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลักแล้ว ผู้ค้ำประกันร่วมคนอื่นต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด? คำตอบ: ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นผู้ค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำหรับหนี้รายเดียวกัน ตามสัญญากู้และสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นกรณี บุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน จึงต้องรับผิดกับเจ้าหนี้ อย่างลูกหนี้ร่วมกัน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมได้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตาม มาตรา 229 (3) และ มาตรา 296 ในการไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่งของหนี้ที่โจทก์ชำระแทน คือ 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ
❖ คำถามที่ 2 หากโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดเกินกว่าสิทธิที่ควรได้รับ ศาลสามารถปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเองได้หรือไม่? คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกจำนวนเงิน เกินกว่าที่กฎหมายให้สิทธิเรียกร้องได้จริง (162,323.83 บาท) แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้เดียวกัน การที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้เพียงครึ่งหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของ การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามสิทธิที่มีอยู่จริง ตามหลักทั่วไปของกฎหมายแพ่ง ศาลมีอำนาจ ปรับบทกฎหมาย (recharacterization) ให้ถูกต้องโดยไม่เกินคำขอของโจทก์ได้ เพื่อให้เป็นไปตามความยุติธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยจำกัดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 10,661.91 บาท ถือเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการ แก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องตามสิทธิที่แท้จริงของคู่ความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2562 โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคาร ก. จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในหนี้รายเดียวกัน ต้องรับผิดต่อธนาคารดังกล่าวอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์เข้าใช้หนี้แก่ธนาคารฯ แทนจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และมาตรา 296 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 162,323.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 162,323.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจำนวน 100,000 บาท และหนังสือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีภายในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินในวงเงินไม่เกิน 41,000 บาท และตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จึงฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 โจทก์จ่ายเงินค่าประกันชดเชยให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 141,000 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในหนี้รายเดียวกัน โจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อโจทก์เข้าใช้หนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แทนจำเลยที่ 1 แล้วจำนวน 141,000 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ตามส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) และมาตรา 296 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์กึ่งหนึ่งเป็นจำนวน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ใช่จำนวน 81,161.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ฎีกา ซึ่งแม้จะต่างจากคำฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนการที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้เพียงใด เป็นเรื่องการปรับบทกฎหมาย แม้โจทก์จะฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 เกินกว่าสิทธิซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลก็พิพากษาปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ โดยพิพากษาให้ไม่เกินคำขอของโจทก์ มิใช่เรื่องที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 70,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 10,661.91 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลเป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2527 – ผู้ค้ำหลายคนค้ำหนี้เดียวกัน ย่อมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คดีนี้เกี่ยวกับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่กำหนดดอกเบี้ยตามประเพณีธนาคาร และมี “ผู้ค้ำประกันหลายคน” ค้ำหนี้รายเดียวกันให้ลูกหนี้หลัก ศาลรับฟังหลักการว่าเมื่อหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำหนี้เดียวกัน ผู้ค้ำประกันเหล่านั้น “มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม” ตามแนวทางเดียวกับ ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง แม้จะไม่ได้เข้าค้ำพร้อมกันก็ตาม ประเด็นนี้สอดรับกับ 7028/2562 ที่วินิจฉัยว่าเมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งชำระหนี้แทน ย่อมรับช่วงสิทธิและไล่เบี้ยผู้ค้ำร่วมคนอื่นได้ “ตามส่วนเท่า ๆ กัน” (อาศัย ม.229(3), 296) ต่างกันเพียงในรายละเอียดจำนวนเงินและการนับดอกเบี้ยที่ 7028/2562 กำหนดชัดว่าดอกเบี้ยคิดตั้งแต่วันชำระแทนและมีเพดานถึงวันฟ้อง ขณะที่ 279/2527 เน้นย้ำกรอบ “ลูกหนี้ร่วม” ของผู้ค้ำหลายคนเป็นแกนกลาง ซึ่งเป็นฐานให้ใช้กลไกไล่เบี้ยต่อไปได้อย่างมีเหตุผลทางระบบ. 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1448/2531 – ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นคดีซื้อขายรถที่มีผู้ค้ำประกันประกอบสัญญา แต่สาระสำคัญคือศาลย้ำว่า “ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้หลักตามสัญญาค้ำประกัน” เมื่อเกิดเหตุผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาแล้ว การกลับคืนสู่ฐานะเดิมย่อมไม่ทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้นความรับผิดที่ค้ำไว้ ประเด็นนี้ช่วยเปรียบเทียบกับ 7028/2562 ได้ดีในแง่ “กรอบความรับผิดของผู้ค้ำ” ว่าศาลให้ความสำคัญกับฐานะผู้ค้ำในความสัมพันธ์หนี้เป็นสำคัญ ก่อนจะไปสู่ขั้นรับช่วงสิทธิและไล่เบี้ยเหมือนใน 7028/2562 กล่าวคือ ถ้าพิสูจน์สถานะผู้ค้ำและขอบเขตความรับผิดได้ ชั้นต่อมาจึงเป็นการคำนวณส่วนรับผิดและดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วน 7028/2562 เพิ่มชั้นวิเคราะห์เรื่อง “ศาลปรับบทคำขอไม่ให้เกินสิทธิ” เมื่อโจทก์เรียกเกินส่วนที่ตนพึงได้จากผู้ค้ำร่วมอีกคน. 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2538 – ขอบเขตความรับผิดผู้ค้ำตามสัญญาเฉพาะกรณี (ทุนการศึกษา) กรณีทุนการศึกษาที่ลูกหนี้หลักผิดสัญญาและมี “ผู้ค้ำประกัน” ยอมรับผิดตามข้อตกลงเฉพาะ (เช่น จะชดใช้ค่าใช้จ่าย/ค่าเสียหายบางประเภท) ศาลตีความ “ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำ” ตามข้อความในสัญญาและเจตนารมณ์ของคู่สัญญาเป็นสำคัญ คำพิพากษานี้จึงเป็นคู่เทียบกับ 7028/2562 ในมุม “การจำกัดขอบเขตเรียกร้อง” กล่าวคือ แม้ผู้ค้ำต้องร่วมรับผิด แต่ต้องอยู่ภายในกรอบที่สัญญากำหนด และเมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งชำระแทนแล้ว หากจะรับช่วงสิทธิและไล่เบี้ยผู้อื่น ก็ต้องอิง “ส่วนที่ตนพึงเรียกได้จริง” ไม่ใช่เรียกแบบครอบคลุมเกินกรอบสัญญาหรือเกินส่วนกฎหมายกำหนด ดังที่ 7028/2562 วางหลักให้เรียกได้เพียงกึ่งหนึ่งตามส่วนเท่า ๆ กัน และศาลยังปรับบทคำขอลดลงสู่ส่วนที่ถูกต้องด้วย. 4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2502 – พิสูจน์สถานะ “สัญญาค้ำประกัน” ให้ชัด ก่อนวิเคราะห์สิทธิไล่เบี้ย คำพิพากษานี้ย้ำความสำคัญของ “พยานเอกสารและองค์ประกอบสัญญาค้ำประกัน” (สำเนาสัญญาค้ำประกัน ลายมือชื่อผู้ค้ำ ผู้ให้กู้ ผู้เขียนสัญญา/พยาน) ว่าต้องชัดเจนเพื่อยืนยันว่าบุคคลใดเป็นผู้ค้ำจริง เมื่อสถานะผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นพิจารณาความรับผิดและกลไกไล่เบี้ยในภายหลัง ประเด็นนี้เชื่อมกับ 7028/2562 อย่างตรงไปตรงมา: ก่อนศาลจะคำนวณ “ส่วนกึ่งหนึ่ง” หรือกำหนด “ดอกเบี้ยจากวันชำระแทน” ต้องมีฐานข้อเท็จจริงที่แน่นว่าคู่ความเข้าค้ำอย่างไร ค้ำวงเงินใด และค้ำให้หนี้ใด การวางเอกสารและคำบรรยายฟ้องจึงสำคัญยิ่งต่อการไปให้ถึงผลลัพธ์แบบ 7028/2562 ที่ศาลคุมวงเงินให้ไม่เกินสิทธิ แม้โจทก์จะเรียกมากกว่าก็ตาม. 5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2538 – มูลหนี้เดิมและรูปสัญญาภายหลัง กับผลต่อผู้ค้ำ แม้ประเด็นหลักของคดีนี้จะอยู่ที่การอธิบาย “มูลหนี้เดิม” กับ “สัญญากู้ภายหลัง” (novatio/แปลงหนี้ใหม่) แต่มีนัยต่อคดีผู้ค้ำอย่างชัดเจน กล่าวคือ หากหนี้เดิมถูกทำให้เป็นกู้ใหม่โดยมีผู้ค้ำประกันเข้าร่วม สาระสำคัญที่ศาลพิจารณาคือ “ความต่อเนื่องและความชัดของภาระหนี้” ซึ่งกระทบถึงขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำด้วย เมื่อเทียบกับ 7028/2562 จะเห็นภาพลำดับการวิเคราะห์: (ก) ยืนยันความเป็นหนี้และมูลหนี้ที่ชัด (ข) ระบุสถานะผู้ค้ำและวงเงินค้ำ (ค) เมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งชำระแทนแล้ว จึงค่อยใช้กลไก “รับช่วงสิทธิ/ไล่เบี้ย” ตามส่วนเท่า ๆ กัน ไม่ปล่อยให้คำขอเกินสิทธิ ทั้งหมดนี้สอดรับกับแนวทางของศาลที่เน้นความถูกต้องของฐานข้อเท็จจริงก่อนปรับใช้มาตรา 682, 229(3), 296 ในขั้นสุดท้าย.
“รับช่วงสิทธิ” และ “ไล่เบี้ย” คืออะไร 🔹 บทนำ คำว่า “รับช่วงสิทธิ” และ “ไล่เบี้ย” เป็นคำทางกฎหมายแพ่งที่มักปรากฏในคดีเกี่ยวกับการค้ำประกัน การชำระหนี้แทน หรือความรับผิดร่วมกันของลูกหนี้หลายคน สองคำนี้มักถูกใช้คู่กัน เพราะสะท้อนสิทธิของผู้ที่ได้ชำระหนี้แทนผู้อื่นให้สามารถ “เรียกคืนเงินหรือสิทธิ” จากผู้ที่ควรรับผิดได้ตามส่วน 🔹 ความหมายของ “รับช่วงสิทธิ” คำว่า “รับช่วงสิทธิ” (Subrogation) หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งซึ่งได้ชำระหนี้แทนเจ้าหนี้หรือแทนลูกหนี้หลัก ได้รับสิทธิของเจ้าหนี้เดิมโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้เรียกร้องต่อบุคคลที่มีหน้าที่ชำระหนี้จริง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 บัญญัติว่า “การรับช่วงสิทธิย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมาย และย่อมสำเร็จเป็นประโยชน์แก่บุคคลซึ่งมีความผูกพันร่วมกับผู้อื่น หรือเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ และได้เข้าใช้หนี้นั้นแล้ว” กล่าวง่าย ๆ คือ หากใครมีส่วนร่วมในหนี้ (เช่น เป็นผู้ค้ำประกัน) แล้วต้องจ่ายเงินแทนลูกหนี้หลัก บุคคลนั้นจะได้รับสิทธิของเจ้าหนี้ทันที สามารถฟ้องร้องหรือเรียกเงินคืนจากลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันร่วมได้ตามสิทธิเดิมของเจ้าหนี้ ตัวอย่าง: นาย ก และ นาย ข เป็นผู้ค้ำประกันร่วม เมื่อลูกหนี้หลักผิดนัด นาย ก ชำระหนี้ให้ธนาคารแทน เขาย่อมได้รับ “สิทธิของธนาคาร” ในการฟ้องเรียกเงินคืนจาก นาย ข ตามส่วนที่ต้องรับผิด 🔹 ความหมายของ “ไล่เบี้ย” คำว่า “ไล่เบี้ย” (Right of Recourse) หมายถึง สิทธิของบุคคลที่ชำระหนี้แทนผู้อื่น ในการเรียกร้องให้ผู้นั้นคืนเงินตามส่วนที่ตนได้จ่ายแทนไป สิทธินี้เชื่อมโยงกับหลัก “ลูกหนี้ร่วม” ตาม มาตรา 296 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์** ซึ่งกำหนดว่า** “ในระหว่างลูกหนี้ร่วมกัน ท่านว่าต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” ดังนั้น หากมีลูกหนี้ร่วมกันหลายคน หรือมีผู้ค้ำประกันหลายคน และหนึ่งในนั้นชำระหนี้แทนทั้งก้อน ผู้นั้นย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกคืนจากผู้อื่นตามส่วนเท่า ๆ กัน ตัวอย่าง: ลูกหนี้ร่วม 2 คนติดหนี้ 200,000 บาท คนหนึ่งจ่ายแทนทั้งก้อน ผู้นั้นย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกอีกฝ่ายให้คืน 100,000 บาทตามส่วน 🔹 ความสัมพันธ์ระหว่าง “รับช่วงสิทธิ” และ “ไล่เบี้ย” ทั้งสองหลักการนี้ทำงานต่อเนื่องกัน — • “รับช่วงสิทธิ” คือการได้รับสถานะและสิทธิของเจ้าหนี้ • “ไล่เบี้ย” คือการใช้สิทธินั้นเรียกเงินคืนจากผู้ที่ควรรับผิด กล่าวคือ เมื่อบุคคลหนึ่งได้ชำระหนี้แทน (เช่น ผู้ค้ำจ่ายแทนลูกหนี้) เขาจะ “รับช่วงสิทธิ” ของเจ้าหนี้โดยอัตโนมัติ แล้วนำสิทธินั้นไป “ไล่เบี้ย” ผู้อื่นที่มีหน้าที่ร่วมรับผิดได้ตามส่วน 🔹 ตัวอย่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ชัดในหลายคดี เช่น • เมื่อผู้ค้ำประกันร่วมคนหนึ่งชำระหนี้แทนลูกหนี้หลัก ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ค้ำร่วมอีกฝ่ายได้ครึ่งหนึ่งของหนี้ (อ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง, 229 (3), 296) • ศาลอาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง แม้โจทก์จะเรียกร้องเกินสิทธิ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นธรรมตามสัดส่วนความรับผิดของผู้ค้ำร่วม 🔹 สรุปใจความสำคัญ • “รับช่วงสิทธิ” คือ การได้รับสิทธิของเจ้าหนี้เดิมหลังชำระแทน • “ไล่เบี้ย” คือ สิทธิในการเรียกคืนเงินหรือค่าใช้จ่ายจากผู้ที่ควรรับผิด • ทั้งสองหลักทำหน้าที่ปกป้องผู้ที่จำเป็นต้องจ่ายแทนไม่ให้เสียสิทธิ • เป็นกลไกสำคัญในคดีค้ำประกันและหนี้ร่วม ที่ทำให้ระบบกฎหมายแพ่งรักษาความยุติธรรมระหว่างคู่กรณี คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: “รับช่วงสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คืออะไร คำตอบ: “รับช่วงสิทธิ” คือการที่บุคคลซึ่งมีความผูกพันกับหนี้ และได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้หรือแทนผู้อื่นแล้ว ได้รับสิทธิของเจ้าหนี้เดิมมาใช้แทน เช่น สิทธิฟ้องหรือสิทธิเรียกชำระหนี้จากผู้ที่ควรรับผิดตามกฎหมาย 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: “ไล่เบี้ย” แตกต่างจาก “รับช่วงสิทธิ” อย่างไร คำตอบ: “ไล่เบี้ย” คือการใช้สิทธิเรียกคืนเงินหรือค่าใช้จ่ายจากผู้ที่ควรเป็นผู้รับผิด ภายหลังจากที่ตนได้ชำระหนี้แทนไปแล้ว ส่วน “รับช่วงสิทธิ” คือฐานทางกฎหมายที่ทำให้ผู้ชำระหนี้ได้รับสิทธิของเจ้าหนี้เดิม ก่อนจะนำสิทธินั้นมาใช้ในการไล่เบี้ยผู้อื่นตามส่วนที่ควรรับผิด 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ในคดีที่มีผู้ค้ำประกันร่วม “รับช่วงสิทธิ” และ “ไล่เบี้ย” ใช้อย่างไร คำตอบ: เมื่อมีผู้ค้ำประกันร่วมหลายคนในหนี้รายเดียวกัน และผู้ค้ำคนหนึ่งชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แทนลูกหนี้หลัก บุคคลนั้นย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามกฎหมาย จากนั้นจึงใช้สิทธิดังกล่าวไล่เบี้ยเรียกเอาเงินคืนจากผู้ค้ำร่วมคนอื่นได้ตามส่วนเท่า ๆ กัน 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ค้ำประกันร่วมเมื่อชำระหนี้แทน มีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ค้ำคนอื่นเท่าใด คำตอบ: โดยหลักทั่วไป หากผู้ค้ำประกันหลายคนค้ำหนี้เดียวกัน แต่ละคนต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้ค้ำคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งจำนวนหรือเกินส่วนของตน บุคคลนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ค้ำร่วมคนอื่นตามส่วนที่ควรรับผิด เช่น ถ้ามีผู้ค้ำสองคน หนี้ 100 หนึ่งคนชำระทั้งหมด ย่อมไล่เบี้ยอีกคนได้ 50 ตามส่วนเท่า ๆ กัน 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หลัก “ลูกหนี้ร่วม” ตามมาตรา 682 วรรคสอง มีผลต่อสิทธิไล่เบี้ยอย่างไร คำตอบ: เมื่อหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายเดียวกัน กฎหมายให้ถือว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดเสมือนลูกหนี้ร่วม การชำระหนี้ของคนหนึ่งจึงไม่ตัดสิทธิในการไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ร่วมหรือผู้ค้ำร่วมคนอื่นตามส่วน เพราะผู้ชำระหนี้ได้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้และใช้สิทธินั้นเรียกร้องคืนได้ตามกฎหมายแพ่ง |



.jpg)

.jpg)