ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดต้องรับผิดหรือไม่ หากไม่บรรยายในฟ้องว่าเข้าไปจัดการงาน

ความรับผิดของหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดตามกฎหมายแพ่ง, ข้อกำหนดคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, ข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่าและการรื้อถอนอาคาร, เงื่อนไขการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เช่า, หลักกฎหมายว่าด้วยการสอดเข้าไปจัดการงานของห้าง, สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการยึดที่ดิน, ขอบเขตความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัด, ผลของคำฟ้องที่ไม่บรรยายข้อเท็จจริงสำคัญ,การนำสืบนอกคำฟ้องในคดีแพ่ง, ความหมายของสาระสำคัญในคำฟ้อง, ฎีกาเรื่องคำฟ้องบกพร่อง,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยขอบเขตความรับผิดของ “หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด” ในห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อคู่ความฝ่ายโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดงไว้ชัดเจนก่อนศาลจะสามารถกำหนดความรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนได้ คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทสัญญาเช่าที่ดินเพื่อก่อสร้างป้ายโฆษณา เมื่อผู้เช่าไม่ยอมรื้อถอนอาคารและส่งมอบพื้นที่หลังสัญญาสิ้นสุด โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายและขับไล่จำเลยทั้งสี่ โดยมีจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้โจทก์จะนำสืบภายหลังว่า “จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปจัดการงานของห้างจำเลยที่ 1” แต่เมื่อคำฟ้องเดิมไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นโดยชัดแจ้ง ศาลจะสามารถลงโทษหรือกำหนดความรับผิดให้จำเลยที่ 3 เช่นเดียวกับหุ้นส่วนผู้จัดการได้หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 และมาตรา 142 กำหนดชัดเจนว่าศาลต้องพิพากษาตามข้อหาในคำฟ้อง และห้ามลงโทษเกินกว่าที่ฟ้องบรรยาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนหลักกฎหมายว่าด้วย “ความครบถ้วนของคำฟ้อง” และผลทางคดีเมื่อคู่ความบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญ แม้จะมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาก็ตาม ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะขยายไปถึงลักษณะของหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดได้หรือไม่โดยอาศัยหลักความชัดเจนของคำฟ้องเป็นเกณฑ์ตัดสิน

สรุปข้อเท็จจริงโดยละเอียด

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินบางส่วนประมาณ 21 ตารางวา เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กติดตั้งป้ายโฆษณากลางแจ้ง และใช้เป็นอาคารสำนักงาน โดยตกลงค่าเช่าอัตราปีละ 320,000 บาท ครบกำหนดวันที่ 1 มิถุนายน 2541 แต่จำเลยยังคงครอบครองพื้นที่ต่อโดยไม่มีการต่อสัญญาเช่า

โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดิน รวมทั้งรื้อถอนโครงสร้างและปรับสภาพที่ดินให้เรียบร้อย แต่จำเลยทั้งหมดยังคงเพิกเฉย การครอบครองโดยไม่มีสิทธิดังกล่าวทำให้โจทก์เสียประโยชน์จากการใช้ประโยชน์หรือการให้เช่าที่ดินแทน โจทก์จึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายรวม 519,995 บาท พร้อมขอค่าเสียหายรายเดือน 26,667 บาทจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืน

จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การว่าเป็นเพียงหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ไม่ได้จัดการงานของห้าง และไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินฝ่ายโจทก์ อีกทั้งการติดตั้งป้ายโฆษณาไม่สำเร็จเนื่องจากมีป้ายอื่นของบุคคลภายนอกบัง จึงไม่ใช่การผิดสัญญาตามกล่าวอ้างของโจทก์ จำเลยที่ 3 ยังอ้างว่าค่าเสียหายไม่สูงอย่างที่โจทก์คำนวณ และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวตนโดยตรง จึงขอให้ยกฟ้อง

คำวินิจฉัยของศาล

ประเด็นที่ 1 การครอบครองที่ดินหลังสัญญาสิ้นสุดถือเป็นการละเมิดหรือไม่

ศาลเห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดและโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออก แต่จำเลยยังคงอยู่โดยไม่มีสิทธิ นับเป็นการครอบครองโดยมิชอบ ทำให้โจทก์เสียประโยชน์ จึงเป็นการละเมิดตามหลักกฎหมายแพ่ง และจำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 2 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนยันตรงกันว่า จำเลยที่ 3 ไม่อาจรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนได้ เพราะคำฟ้องมิได้บรรยายข้อเท็จจริงสำคัญว่าจำเลยที่ 3 “สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง” อันเป็นองค์ประกอบจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 รับผิดในลักษณะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดได้

ประเด็นที่ 3 ศาลอาจพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเพิ่มเติม แม้ไม่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาย้ำหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 และ 142 ว่า ศาลต้องวินิจฉัยคดีตาม “ข้อหาในคำฟ้อง” และห้ามพิพากษาเกินหรือพ้นจากคำฟ้อง แม้โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปจัดการงานของห้าง แต่เมื่อไม่เคยบรรยายไว้ในคำฟ้อง การนำสืบดังกล่าวถือเป็น “การนำสืบนอกฟ้อง” ไม่อาจใช้อ้างเพื่อขยายความรับผิดให้แก่จำเลยที่ 3 ได้

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

1 หลักความครบถ้วนของคำฟ้องในคดีแพ่ง (มาตรา 172 วรรคสอง)

คำฟ้องต้องระบุสภาพแห่งข้อหา เหตุแห่งการฟ้อง และคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง เพื่อให้จำเลยทราบข้อเท็จจริงและเตรียมการต่อสู้คดีได้โดยไม่เสียเปรียบ หากคำฟ้องขาดองค์ประกอบสำคัญ ศาลไม่อาจลงโทษหรือกำหนดความรับผิดได้ แม้คู่ความจะนำสืบเพิ่มเติมก็ตาม หลักนี้มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมทางกระบวนวิธีและป้องกันการขยายการฟ้องโดยมิชอบ

2 ความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 1088)

มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีความรับผิดเพียงเท่าจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้น เว้นแต่ได้เข้าไปจัดการงานของห้างซึ่งจะทำให้มีความรับผิดเสมือนหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ดังนั้น การบรรยายคำฟ้องต้องชี้ชัดว่าจำเลยที่ 3 “มีพฤติการณ์เข้าไปจัดการงานของห้าง” จึงจะทำให้รับผิดเกินจำนวนเงินลงหุ้นได้

3 เหตุผลที่ศาลไม่อาจเพิ่มความรับผิดจากพยานหลักฐานภายหลัง

การนำสืบนอกฟ้องละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย และขัดหลักการว่าศาลต้องพิจารณาและพิพากษาตามคำฟ้อง ไม่ใช่ตามข้อเท็จจริงที่คู่ความพยายามเพิ่มเติมในชั้นสืบพยาน การตีความเคร่งครัดด้านนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยตามกฎหมายวิธีพิจารณา

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 เจตนารมณ์ของ ป.พ.พ. มาตรา 1088

มาตรานี้ออกแบบเพื่อคุ้มครองนักลงทุนรายย่อยที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ให้มีความเสี่ยงตามจำนวนเงินที่ลงทุนเท่านั้น เว้นแต่ตนจะเข้าไปจัดการงานของห้าง ซึ่งเป็นพฤติการณ์แสดงถึงการยอมรับภาระหน้าที่เสมือนผู้จัดการ เจตนารมณ์จึงชัดเจนว่า หากคู่ความประสงค์ให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดต้องรับผิดเสมือนหุ้นส่วนไม่จำกัด ต้องพิสูจน์และบรรยายฟ้องให้ครบถ้วน

2 เจตนารมณ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา 172 และ 142

กฎหมายต้องการให้คำฟ้องเป็น “กรอบจำกัด” ที่ศาลยึดถือ ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์เพิ่มข้อหาในระหว่างพิจารณา เพื่อความเป็นธรรมแก่จำเลย และเพื่อให้ศาลวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นที่คู่ความฟ้องร้องกันจริง

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยหลายคดี เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่วางหลักว่า “การนำสืบนอกฟ้องไม่ผูกพันศาล”

แนวคำพิพากษาที่กำหนดว่า “หากคำฟ้องไม่บรรยายองค์ประกอบความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัด ศาลไม่อาจลงโทษหรือขยายความรับผิดได้”

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่มั่นคงในเรื่องนี้ โดยตีความกฎหมายวิธีพิจารณาอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา ขณะเดียวกันก็ยึดหลักเจตนารมณ์ของกฎหมายนิติบุคคลที่มุ่งจำกัดความรับผิดของผู้ลงทุนประเภทนี้ การวินิจฉัยในคดีนี้จึงเป็นไปตามแนวทางที่ต่อเนื่องและชัดเจน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คืนพื้นที่ และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่ามีการสอดเข้าไปจัดการงานของห้าง ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าคำฟ้องโจทก์ขาดการบรรยายข้อเท็จจริงสำคัญ จึงไม่อาจให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์โดยไม่จำกัดจำนวนได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “หลักความครบถ้วนของคำฟ้อง” และ “ขอบเขตความรับผิดของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด” ซึ่งต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในทางพิจารณาคดีแพ่ง

ประการแรก คำฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญอย่างแจ้งชัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง มิฉะนั้นศาลไม่มีอำนาจกำหนดความรับผิดหรือพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องตามมาตรา 142 วรรคหนึ่ง การนำสืบภายหลังที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องจึงไม่อาจใช้เป็นเหตุรากฐานในการขยายความรับผิดของจำเลยได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย และรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่สอง การให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดเสมือนหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง ต้องมีการบรรยายฟ้องชัดเจนว่าได้สอดเข้าไปจัดการงานของห้าง หากไม่บรรยาย แม้โจทก์จะนำสืบเพิ่มเติมภายหลัง ศาลก็ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณา

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานชัดเจนว่าผู้ฟ้องคดีต้องพิจารณาโครงสร้างความรับผิดของคู่ความอย่างรอบคอบก่อนยื่นฟ้อง และต้องบรรยายข้อเท็จจริงทุกประการที่เป็นองค์ประกอบตามกฎหมายแต่ต้น เพื่อมิให้เกิดข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ไม่อาจเรียกร้องความรับผิดจากจำเลยบางรายได้ ทั้งยังเป็นการย้ำถึงความสำคัญของการใช้ถ้อยคำในคำฟ้องอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการถูกวินิจฉัยว่าคำฟ้องขาดสาระสำคัญอันจำเป็นต่อความรับผิดในภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หากคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดเข้าไปจัดการงานของห้าง ศาลสามารถกำหนดความรับผิดเสมือนหุ้นส่วนไม่จำกัดได้หรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้ ศาลต้องตัดสินภายในขอบเขตของคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และไม่อาจกำหนดความรับผิดเพิ่มขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกบรรยายในคำฟ้อง แม้จะมีการนำสืบเพิ่มเติมในชั้นพิจารณาก็ตาม

2. คำถาม

การนำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยเข้าไปจัดการงานของห้าง แต่ไม่ได้บรรยายในคำฟ้อง ถือเป็นการสืบที่ชอบหรือไม่?

คำตอบ

ไม่ถือเป็นการสืบที่ศาลจะพิจารณาได้ เพราะเป็น “การนำสืบนอกฟ้อง” ซึ่งขัดต่อหลัก ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง และไม่อาจใช้เป็นฐานให้ศาลกำหนดความรับผิดแก่จำเลยได้

3. คำถาม

กรณีผู้เช่าที่ดินไม่ยอมออกหลังสัญญาสิ้นสุด จำต้องรับผิดในทางละเมิดหรือไม่?

คำตอบ

ต้องรับผิดในทางละเมิด เพราะถือเป็นการครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิ ทำให้เจ้าของที่ดินเสียประโยชน์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการใช้สิทธิและละเมิด

4. คำถาม

ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามารถถูกฟ้องให้ชำระค่าเสียหายจากการครอบครองที่ดินโดยมิชอบร่วมกับหุ้นส่วนได้หรือไม่?

คำตอบ

สามารถได้ หากเป็นความรับผิดของห้างหรือเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบเขตการจัดการงานของหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่สำหรับหุ้นส่วนจำพวกจำกัด ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของมาตรา 1088 ว่าสอดเข้าไปจัดการงานของห้างหรือไม่ หากไม่ปรากฏตามคำฟ้องก็ไม่อาจกำหนดความรับผิดให้ได้

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2549

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จำสืบว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องว่า ตนเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินบางส่วนประมาณ 21 ตารางวา จากโจทก์เป็นเวลา 1 ปี เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กติดป้ายโฆษณาและใช้เป็นสำนักงาน ค่าเช่าปีละ 320,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา 1 มิถุนายน 2541 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนและคืนพื้นที่ แต่จำเลยยังคงครอบครอง โจทก์มอบทนายความบอกกล่าวอีกครั้งแต่ก็ยังเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียโอกาสใช้ที่ดิน คำนวณค่าเสียหายจากค่าเช่าที่ควรได้รับเป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือน 26,667 บาท จึงขอให้ศาลสั่งขับไล่ รื้อถอน และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยที่ 1, 2 และ 4 ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 3 ยื่นให้การว่าเป็นเพียงหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ไม่ได้จัดการงานของห้าง และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย อีกทั้งกรณีติดตั้งป้ายไม่สำเร็จเกิดจากป้ายของบุคคลอื่นบัง และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยที่ 3 โดยตรง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน และชดใช้ค่าเสียหาย 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะคืนพื้นที่ รวมถึงชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยเห็นว่าไม่อาจรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่หากโจทก์ประสงค์ให้จำเลยต้องรับผิดไม่จำกัดจำนวน ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปจัดการงานของห้าง ตามหลัก ป.วิ.พ. มาตรา 172 และ 142 แต่คำฟ้องบรรยายเพียงสถานภาพหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการจัดการงานของห้าง การนำสืบภายหลังจึงเป็นการสืบนอกคำฟ้อง ไม่อาจใช้ในการลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นการวินิจฉัยชอบแล้ว

พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ




คำพิพากษาและคำสั่ง

ฟ้องโจทก์ไม่มีคำขอบังคับจึงไม่อาจพิพากษาให้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและข้อห้ามพิพากษาเกินคำขอ(ฎีกา 6370-6371/2550)
(ฎีกา 1222/2568) ยื่นคำร้อง CIOS & การแจ้งคำสั่งศาล