
| โจทก์ไม่เสียค่าอ้างเอกสาร ศาลยังรับฟังพยานเอกสารได้หรือไม่ หลักสำคัญตาม ป.วิ.แพ่งเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความอ้างพยานเอกสารต่อศาลแต่ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารตามขั้นตอนทางธุรการของศาล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญว่าการไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะทำให้พยานเอกสารนั้นกลายเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจนศาลไม่อาจรับฟังได้หรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ว่า กฎหมายห้ามเพียงการรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงเท่านั้น แต่หากคู่ความแสดงเจตนาอ้างอิงพยานหลักฐานไว้แล้ว แม้ยังมิได้เสียค่าอ้างเอกสาร และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม ก็ไม่อาจถือว่าคู่ความไม่ประสงค์จะอ้างพยานเอกสารดังกล่าว อีกทั้งหากพยานหลักฐานนั้นเป็นพยานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี ศาลยังมีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่สะท้อนหลักการว่ากระบวนพิจารณาต้องมุ่งค้นหาความจริงและคุ้มครองความเป็นธรรมมากกว่าการยึดถือพิธีการทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 5,957,963.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,998,000 บาท และ 697,651.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13453 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4997 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ก็ขอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย และให้บังคับจำนองรวมถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยหากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่เพียงพอแก่หนี้ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จำเลยยกขึ้นอ้างคือ โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารต่อศาล จึงเห็นว่าพยานเอกสารของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ และการที่ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญในคดีนี้อยู่ที่ว่า การที่คู่ความไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร จะทำให้พยานเอกสารที่นำสืบกลายเป็นพยานหลักฐานที่ศาลไม่อาจรับฟังได้หรือไม่ และการที่ศาลรับฟังเอกสารดังกล่าวจะถือเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ มิใช่เงื่อนไขสาระสำคัญที่ทำให้การอ้างพยานเอกสารเกิดหรือไม่เกิดขึ้น อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์จงใจไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงไม่อาจตีความได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน นอกจากนี้ มาตรา 87 บัญญัติห้ามเฉพาะการรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงเท่านั้น แต่หากเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี ศาลยังมีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการเกี่ยวกับขั้นตอนการนำสืบก็ตาม ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ ไม่ใช่การรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยกำหนดเงื่อนไขพื้นฐานว่าศาลจะรับฟังพยานหลักฐานได้ต่อเมื่อ พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบ และคู่ความได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 88 และมาตรา 90 หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าว่าจะมีการอ้างพยานหลักฐานใดเข้าสู่สำนวน เพื่อให้สามารถเตรียมการต่อสู้คดี ตรวจสอบความถูกต้อง และคัดค้านพยานหลักฐานได้อย่างเป็นธรรม ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสู่คดีโดยฉับพลันจนอีกฝ่ายเสียเปรียบในการดำเนินกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม มาตรา 87 มิได้บัญญัติในลักษณะตายตัวจนศาลไม่มีดุลพินิจเลย เพราะในวรรคท้ายของมาตราดังกล่าว กฎหมายให้อำนาจศาลเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการรับฟังพยานหลักฐานอันสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐานบางประการก็ตาม เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัตินี้จึงสะท้อนว่า ระบบพิจารณาคดีแพ่งมิได้มุ่งเคร่งครัดในพิธีการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและการค้นหาความจริงแห่งคดีด้วย หากพยานหลักฐานนั้นมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยข้อพิพาท ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้ แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการในทางกระบวนพิจารณา คดีนี้ศาลฎีกาจึงตีความว่า การไม่เสียค่าอ้างเอกสารมิใช่เหตุอันทำให้สิทธิในการอ้างพยานเอกสารสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เพราะค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมทางธุรการ มิใช่เงื่อนไขสาระสำคัญของการแสดงเจตนาอ้างอิงพยานหลักฐาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์จงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์สละสิทธิในการอ้างเอกสารดังกล่าว แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีแพ่ง เพราะเป็นการวางหลักว่า ศาลต้องพิจารณาเนื้อหาและความสำคัญของพยานหลักฐานประกอบกับเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ มิใช่มุ่งตัดสิทธิของคู่ความเพียงเพราะข้อผิดพลาดทางเทคนิคหรือขั้นตอนทางธุรการที่มิได้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งคดี ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 87 มาตรา 88 และมาตรา 90 มาตรา 87 มาตรา 88 และมาตรา 90 เป็นบทบัญญัติที่เชื่อมโยงกันเกี่ยวกับกระบวนการอ้างและนำสืบพยานหลักฐานในคดีแพ่ง มาตรา 88 กำหนดหน้าที่ของคู่ความที่ประสงค์จะอ้างพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร บุคคล วัตถุ สถานที่ หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยต้องยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมรายละเอียดของพยานหลักฐานดังกล่าว เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายสามารถตรวจสอบและเตรียมต่อสู้ได้อย่างเหมาะสม ส่วนมาตรา 90 กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งสำเนาเอกสารให้แก่คู่ความอีกฝ่ายก่อนวันสืบพยาน รวมทั้งกำหนดข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น เอกสารที่อีกฝ่ายทราบดีอยู่แล้ว เอกสารที่อยู่ในความครอบครองของอีกฝ่าย หรือกรณีที่การคัดสำเนาจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้า เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 87 จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้มีเจตนาจะปิดกั้นการรับฟังพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด หากคู่ความมีข้อบกพร่องทางเทคนิคบางประการ แต่เน้นว่าคู่ความต้องแสดงความจำนงในการอ้างพยานหลักฐานอย่างชัดเจน และต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียสิทธิในการต่อสู้คดี คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลฎีกานำหลักกฎหมายทั้งสามมาตรามาวิเคราะห์ร่วมกัน โดยศาลพิจารณาว่า แม้โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่ก็ยังมีการอ้างพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนอย่างชัดเจน มิใช่กรณีที่โจทก์ไม่แสดงความประสงค์จะอ้างเอกสารแต่อย่างใด ดังนั้น การรับฟังเอกสารดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อหลักกฎหมายตามมาตรา 87 ประกอบมาตรา 88 และมาตรา 90 นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเน้นว่าหากพยานหลักฐานนั้นเป็นพยานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ช่วยป้องกันมิให้กระบวนพิจารณากลายเป็นเรื่องของพิธีการจนละเลยความจริงแห่งคดี วิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับการไม่เสียค่าอ้างเอกสาร เหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ การแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การไม่เสียค่าอ้างเอกสาร” กับ “การไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน” ซึ่งเป็นคนละกรณีกันโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาวางหลักว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ทางกระบวนพิจารณา มิใช่องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การอ้างพยานเอกสารสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ หากคู่ความได้ยื่นเอกสารเข้าสำนวนและแสดงเจตนาอ้างอิงเอกสารดังกล่าวอย่างชัดแจ้งแล้ว ย่อมถือว่าคู่ความได้ใช้สิทธิในการอ้างพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้ว การที่ยังมิได้ชำระค่าธรรมเนียมจึงเป็นเพียงข้อบกพร่องทางธุรการ มิใช่ข้อบกพร่องที่ทำให้สิทธิในการอ้างพยานหลักฐานระงับสิ้นไปโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง คือ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ “จงใจ” ไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ซึ่งมีนัยสำคัญทางกฎหมายอย่างมาก เพราะหากปรากฏว่าคู่ความมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายโดยชัดแจ้ง ศาลอาจใช้ดุลพินิจแตกต่างออกไปได้ แต่ในคดีนี้ เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีการจงใจหลีกเลี่ยง ศาลจึงเห็นว่าไม่อาจตีความไปในทางเสียสิทธิของคู่ความได้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ และมุ่งให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทจากข้อเท็จจริงที่แท้จริง มากกว่าจะตัดสิทธิคู่ความด้วยเหตุบกพร่องทางเทคนิคที่ไม่กระทบสาระสำคัญแห่งคดี ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมโดยอาศัยบทบัญญัติในมาตรา 87 ว่า กฎหมายห้ามเฉพาะการรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงเท่านั้น กล่าวคือ หากคู่ความไม่เคยระบุพยานหลักฐานไว้เลย หรือไม่เคยแจ้งให้อีกฝ่ายทราบมาก่อน ย่อมเป็นกรณีที่ศาลต้องห้ามรับฟัง เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามกฎหมาย แต่กรณีในคดีนี้ โจทก์ได้อ้างเอกสารเข้าสำนวนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร จึงไม่ใช่กรณีที่ไม่มีการแสดงความจำนงจะอ้างพยานหลักฐาน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัติเรื่องพยานหลักฐานในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือ การสร้างสมดุลระหว่าง “ความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณา” กับ “ความยุติธรรมในการค้นหาความจริง” กฎหมายจึงกำหนดให้คู่ความต้องยื่นบัญชีระบุพยาน แจ้งรายละเอียดของเอกสาร และส่งสำเนาให้อีกฝ่ายล่วงหน้า เพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบในทางคดี และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม หากศาลเคร่งครัดกับพิธีการจนเกินไป โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและสาระสำคัญแห่งคดี อาจทำให้การพิจารณาคดีคลาดเคลื่อนจากความจริง และนำไปสู่ผลที่ไม่เป็นธรรมได้ ด้วยเหตุนี้ มาตรา 87 จึงกำหนดข้อยกเว้นให้อำนาจศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์บางประการ หากพยานหลักฐานนั้นเป็นพยานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี และการรับฟังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คำว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ในมาตรา 87 จึงเป็นหลักการสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในภาพรวมของคดี มิใช่ยึดติดกับพิธีการทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว คดีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเนื้อหาของพยานหลักฐานมากกว่าข้อบกพร่องทางธุรการเรื่องค่าธรรมเนียม เพราะหากศาลปฏิเสธไม่รับฟังเอกสารเพียงเพราะยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร ทั้งที่เอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหนี้และทรัพย์จำนองโดยตรง ก็อาจทำให้การวินิจฉัยข้อพิพาทไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่แท้จริง แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ กระบวนพิจารณาเป็นเพียงเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรม มิใช่อุปสรรคที่ใช้ตัดสิทธิของคู่ความโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ศาลจึงต้องพิจารณาว่าข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของอีกฝ่ายหรือไม่ และกระทบต่อความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาเพียงใด หากไม่กระทบสาระสำคัญ ศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจผ่อนคลายได้เพื่อให้การวินิจฉัยข้อพิพาทเป็นไปโดยเที่ยงธรรมที่สุด วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักปฏิบัติที่ได้จากคดีนี้ คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดข้อบกพร่องทางกระบวนพิจารณาซึ่งมิได้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งคดี หลักสำคัญที่เห็นได้ชัดจากแนวคำพิพากษานี้ คือ ศาลฎีกามิได้ตีความบทบัญญัติเรื่องพยานหลักฐานในลักษณะเคร่งครัดจนเกินสมควร แต่เลือกตีความโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและความเป็นธรรมของคู่ความเป็นสำคัญ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “เจตนาในการอ้างพยานหลักฐาน” มากกว่าความสมบูรณ์ทางพิธีการ กล่าวคือ หากคู่ความได้แสดงความประสงค์ที่จะอ้างพยานหลักฐานไว้อย่างชัดเจนแล้ว แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการ เช่น ยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร ก็ไม่อาจถือได้ว่าคู่ความสละสิทธิในการอ้างพยานหลักฐานนั้น แนวคิดดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะหากตีความตรงกันข้าม ย่อมทำให้คู่ความอาจเสียสิทธิในสาระสำคัญของคดีเพียงเพราะข้อผิดพลาดทางธุรการ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรม นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการค้นหาความจริงแห่งคดีเหนือกว่าความเคร่งครัดในรูปแบบพิธีการ หากพยานหลักฐานนั้นมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยข้อพิพาท ศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจรับฟังได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ศาลฎีกาแยกแยะระหว่าง “ข้อบกพร่องที่แก้ไขได้” กับ “ข้อบกพร่องที่กระทบสิทธิของคู่ความอีกฝ่าย” อย่างชัดเจน กรณีการไม่เสียค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขได้ภายหลัง และไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยในการรับรู้และโต้แย้งพยานหลักฐาน เพราะเอกสารดังกล่าวได้เข้าสู่สำนวนและอยู่ในกระบวนพิจารณาแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี หรือถูกนำพยานหลักฐานมาใช้โดยไม่ทราบล่วงหน้า ในทางปฏิบัติ แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นหลักสำคัญสำหรับทนายความและผู้ดำเนินคดีว่า การต่อสู้คดีเกี่ยวกับพยานหลักฐานจะต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญและผลกระทบต่อความเป็นธรรมด้วย มิใช่อ้างเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคเพื่อให้ตัดพยานหลักฐานออกจากสำนวนโดยอัตโนมัติ การวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับประเด็นอุทธรณ์อื่น นอกจากประเด็นเรื่องค่าอ้างเอกสารแล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยจำเลยมิได้ให้การหรือต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่รับวินิจฉัย หลักการดังกล่าวเป็นไปตามระบบของการดำเนินคดีแพ่งที่กำหนดให้คู่ความต้องยกข้ออ้าง ข้อต่อสู้ และประเด็นข้อพิพาทต่าง ๆ ตั้งแต่ในชั้นต้น เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสนำพยานหลักฐานมาหักล้าง และเพื่อให้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อพิพาทนั้นอย่างครบถ้วน หากเปิดโอกาสให้คู่ความยกประเด็นใหม่ขึ้นต่อสู้เป็นครั้งแรกในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ย่อมทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียเปรียบ และอาจทำให้กระบวนพิจารณาไม่เป็นธรรม แนววินิจฉัยนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า คู่ความต้องใช้สิทธิทางคดีโดยสุจริตและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่เก็บประเด็นสำคัญไว้ยกขึ้นภายหลังเมื่อคดีเข้าสู่ศาลสูง คดีนี้ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,957,963.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,695,651.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระหนี้เพิ่มเติม พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์จงใจไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน อีกทั้งมาตรา 87 ให้อำนาจศาลรับฟังพยานหลักฐานสำคัญเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารของโจทก์จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายืน พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาจะต้องมุ่งค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรมแก่คู่ความ มากกว่าการยึดถือรูปแบบพิธีการอย่างเคร่งครัดจนเกินสมควร แม้กฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐานไว้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการยื่นบัญชีระบุพยาน การส่งสำเนาเอกสาร และการชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แต่บทบัญญัติเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นระเบียบและคุ้มครองสิทธิของคู่ความ มิใช่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสิทธิของคู่ความโดยอาศัยข้อบกพร่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การไม่เสียค่าอ้างเอกสารมิใช่เหตุที่ทำให้พยานเอกสารกลายเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ชอบโดยอัตโนมัติ หากคู่ความได้แสดงความจำนงที่จะอ้างเอกสารไว้แล้ว และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม หลักวินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะช่วยป้องกันมิให้กระบวนพิจารณาถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเอาชนะคดีกันด้วยข้อผิดพลาดทางพิธีการเพียงเล็กน้อย โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมแห่งคดี อีกทั้งคดีนี้ยังตอกย้ำหลักการสำคัญตามมาตรา 87 ว่า ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานอันสำคัญได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้จะมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการนำสืบพยานก็ตาม ดุลพินิจดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่แท้จริง มิใช่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบทางเทคนิคที่อาจนำไปสู่ผลอันไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญเกี่ยวกับการยกข้อต่อสู้ในคดีแพ่งว่า คู่ความต้องยกประเด็นต่อสู้และข้ออ้างต่าง ๆ ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น หากละเลยไม่ยกขึ้นว่ากันโดยชอบ ย่อมไม่อาจนำมายกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาได้ ดังนั้น ผู้ดำเนินคดีและทนายความจึงต้องให้ความสำคัญทั้งในด้านการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และการยกข้อเท็จจริงข้อกฎหมายให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นคดี เพื่อป้องกันการเสียสิทธิในภายหลัง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การที่คู่ความไม่เสียค่าอ้างเอกสาร จะถือเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ มิใช่สาระสำคัญของการอ้างพยานหลักฐาน เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่ความจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม ก็ไม่อาจถือว่าคู่ความไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน อีกทั้งหากเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแสดงความจำนงอ้างพยานหลักฐาน มาตรา 87 กำหนดว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานได้ต่อเมื่อคู่ความได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นตามที่กฎหมายกำหนด คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อมีการนำเอกสารเข้าสู่สำนวนและแสดงเจตนาอ้างอิงไว้อย่างชัดเจน ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารดังกล่าว 2. ประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา 87 วรรคท้าย ให้อำนาจศาลรับฟังพยานหลักฐานสำคัญได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่าจำเป็นต่อการวินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งคดี คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความจริงและความเป็นธรรมเหนือกว่าข้อบกพร่องทางเทคนิคของกระบวนพิจารณา 12. อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาล โดยกำหนดหลักสำคัญว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานใดได้ก็ต่อเมื่อพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ในคดี และคู่ความที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 88 และมาตรา 90 เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มีขึ้นเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย เพราะการแจ้งพยานหลักฐานล่วงหน้าจะทำให้อีกฝ่ายสามารถตรวจสอบ เตรียมพยานโต้แย้ง และต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ อันเป็นหลักสำคัญของความเสมอภาคในกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม มาตรา 87 มิได้มุ่งเคร่งครัดในพิธีการจนเกินไป เพราะวรรคท้ายของมาตราดังกล่าวเปิดโอกาสให้ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และการรับฟังนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คำว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” จึงเป็นหัวใจสำคัญของมาตรา 87 เพราะเป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี มิใช่ถูกจำกัดด้วยข้อบกพร่องทางเทคนิคของกระบวนพิจารณาเพียงอย่างเดียว คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้มาตรา 87 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์จงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม และมีการแสดงเจตนาอ้างเอกสารดังกล่าวเข้าสู่สำนวนแล้ว ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างพยานหลักฐาน อีกทั้งเอกสารดังกล่าวยังเป็นพยานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นแห่งหนี้และทรัพย์จำนอง ศาลจึงมีอำนาจรับฟังได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า กระบวนพิจารณาเป็นเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรม มิใช่อุปสรรคในการค้นหาความจริง และศาลต้องใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของคู่ความและข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นสำคัญ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การไม่เสียค่าอ้างเอกสารทำให้พยานเอกสารใช้ในศาลไม่ได้ทันทีหรือไม่ คำตอบ การไม่เสียค่าอ้างเอกสารไม่ได้ทำให้พยานเอกสารกลายเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังไม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะตามหลักของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ศาลต้องพิจารณาว่าคู่ความได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ และพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีเพียงใด คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ มิใช่สาระสำคัญของการอ้างพยานหลักฐาน เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่ความจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียม ก็ไม่อาจถือว่าคู่ความไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารดังกล่าว อีกทั้งหากพยานเอกสารนั้นเป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ศาลยังมีอำนาจรับฟังได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น การไม่เสียค่าอ้างเอกสารจึงเป็นเพียงข้อบกพร่องทางธุรการ มิใช่เหตุให้สิทธิในการอ้างพยานหลักฐานสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความจงใจฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทำการโดยไม่สุจริต 2 คำถาม มาตรา 87 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีหลักสำคัญอย่างไร คำตอบ มาตรา 87 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โดยกำหนดว่าศาลจะรับฟังพยานหลักฐานได้ต่อเมื่อพยานหลักฐานนั้นเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ในคดี และคู่ความที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายสามารถทราบและเตรียมต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม มาตรา 87 วรรคท้ายยังให้อำนาจศาลรับฟังพยานหลักฐานได้แม้จะมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์บางประการ หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีและจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาใช้ โดยเห็นว่าการไม่เสียค่าอ้างเอกสารไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะตัดสิทธิในการอ้างพยานหลักฐาน เมื่อคู่ความได้แสดงเจตนาอ้างเอกสารไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว 3 คำถาม ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้จริงหรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป ศาลต้องรับฟังเฉพาะพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิงโดยชอบตามกฎหมายเท่านั้น แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 วรรคท้าย กำหนดข้อยกเว้นสำคัญว่า หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน หลักการนี้สะท้อนว่า กระบวนพิจารณามิได้มุ่งเคร่งครัดในพิธีการจนละเลยความจริงแห่งคดี คดีนี้ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อมีการอ้างเอกสารเข้าสู่สำนวนอย่างชัดเจน และเอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหนี้และทรัพย์จำนองซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของคดี ศาลจึงมีอำนาจรับฟังได้เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดี 4 คำถาม หากคู่ความไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดจะยังใช้พยานหลักฐานได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว คู่ความที่ประสงค์จะอ้างพยานหลักฐานต้องยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 88 เพื่อให้อีกฝ่ายทราบและเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างเหมาะสม แต่กฎหมายมิได้ตัดสิทธิของคู่ความโดยเด็ดขาดในทุกกรณี เพราะมาตรา 88 วรรคสาม เปิดโอกาสให้คู่ความยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ หากมีเหตุอันสมควร เช่น ไม่สามารถทราบได้ก่อนว่าต้องใช้พยานหลักฐานนั้น หรือเพิ่งทราบภายหลังว่ามีพยานหลักฐานดังกล่าวอยู่ และหากศาลเห็นว่าจำเป็นเพื่อให้การวินิจฉัยข้อสำคัญแห่งคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลอาจอนุญาตให้ใช้พยานหลักฐานนั้นได้ คดีนี้จึงสะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า กฎหมายเกี่ยวกับพยานหลักฐานมีขึ้นเพื่ออำนวยความยุติธรรม มิใช่เพื่อปิดกั้นการค้นหาความจริงเพียงเพราะข้อบกพร่องทางขั้นตอนที่มิได้กระทบต่อสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายอย่างแท้จริง 5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับคำว่า “จงใจไม่ชำระค่าธรรมเนียม” คำตอบ คำว่า “จงใจ” มีความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาว่าคู่ความมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่สุจริตหรือไม่ เพราะหากปรากฏว่าคู่ความตั้งใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมหรือใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอาเปรียบอีกฝ่าย ศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์จงใจไม่เสียค่าอ้างเอกสาร จึงไม่อาจตีความว่าโจทก์สละสิทธิในการอ้างพยานหลักฐาน หลักวินิจฉัยนี้สะท้อนว่าศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ มิใช่มองเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคอย่างเดียว หากข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเจตนาทุจริตและไม่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของอีกฝ่าย ศาลย่อมสามารถใช้ดุลพินิจผ่อนคลายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผลแห่งคดีสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมมากที่สุด 6 คำถาม การยกประเด็นใหม่ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาทำได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คู่ความต้องยกข้ออ้าง ข้อต่อสู้ และประเด็นข้อพิพาทต่าง ๆ ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสนำพยานหลักฐานมาต่อสู้หักล้าง และเพื่อให้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อพิพาทอย่างครบถ้วน หากคู่ความเพิ่งยกประเด็นใหม่ขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา โดยไม่เคยกล่าวอ้างหรือให้การไว้ในศาลชั้นต้น ศาลสูงอาจไม่รับวินิจฉัย เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบ คดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่เพิ่งอ้างขึ้นในชั้นฎีกา ทั้งที่มิได้ให้การไว้ในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการดำเนินคดีอย่างมาก เพราะช่วยให้กระบวนพิจารณาเป็นธรรมและป้องกันมิให้คู่ความเก็บประเด็นสำคัญไว้ใช้ในภายหลังเพื่อเอาเปรียบอีกฝ่าย 7 คำถาม ค่าอ้างเอกสารถือเป็นสาระสำคัญของพยานหลักฐานหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นเพียงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ทางกระบวนพิจารณา มิใช่สาระสำคัญของการอ้างพยานหลักฐาน กล่าวคือ แม้คู่ความยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร ก็ไม่ได้ทำให้พยานเอกสารนั้นหมดสภาพหรือใช้ในคดีไม่ได้ทันที หากคู่ความได้แสดงความจำนงที่จะอ้างเอกสารดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว หลักการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยแยกแยะระหว่าง “ขั้นตอนทางธุรการ” กับ “สาระสำคัญของสิทธิในการอ้างพยานหลักฐาน” ออกจากกันอย่างชัดเจน หากตีความว่าการไม่เสียค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวทำให้หมดสิทธิอ้างเอกสาร ย่อมทำให้คู่ความอาจเสียสิทธิในเนื้อหาสำคัญของคดีโดยไม่จำเป็น คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่ยืนยันว่า ศาลต้องพิจารณาความสำคัญของพยานหลักฐานและผลกระทบต่อความเป็นธรรมของคดีมากกว่าการยึดติดกับข้อผิดพลาดทางพิธีการเพียงอย่างเดียว 8 คำถาม หลัก “ประโยชน์แห่งความยุติธรรม” มีความสำคัญต่อคดีแพ่งอย่างไร คำตอบ หลัก “ประโยชน์แห่งความยุติธรรม” เป็นหลักสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อให้การวินิจฉัยคดีสอดคล้องกับความจริงและความเป็นธรรม แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการในทางกระบวนพิจารณาก็ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 จึงให้อำนาจศาลรับฟังพยานหลักฐานสำคัญได้ แม้จะมีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอ้างพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่าจำเป็นต่อการวินิจฉัยประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักดังกล่าว โดยเห็นว่าเอกสารเกี่ยวกับหนี้และทรัพย์จำนองเป็นพยานสำคัญของคดี แม้โจทก์จะไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อไม่มีพฤติการณ์จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลจึงสามารถรับฟังได้เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม หลักการนี้สะท้อนว่า เป้าหมายสูงสุดของกระบวนพิจารณา คือ การอำนวยความยุติธรรม มิใช่การยึดถือพิธีการจนละเลยข้อเท็จจริงแห่งคดี วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐาน ดุลพินิจของศาลในการรับฟังพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระบวนพิจารณาคดีแพ่งสามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เพราะหากกฎหมายกำหนดให้ศาลต้องเคร่งครัดกับพิธีการทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยืดหยุ่น ย่อมอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่สำคัญต่อการวินิจฉัยคดีไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณา คดีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สาระสำคัญของพยานหลักฐาน” มากกว่าข้อบกพร่องทางเทคนิคเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม เพราะเอกสารที่โจทก์นำสืบเป็นเอกสารเกี่ยวกับหนี้และทรัพย์จำนอง ซึ่งเป็นหัวใจของข้อพิพาทโดยตรง หากศาลปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเพียงเพราะยังไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสาร ก็อาจทำให้การวินิจฉัยข้อพิพาทคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงแห่งคดี และอาจทำให้ผลของคำพิพากษาไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรม ดังนั้น ดุลพินิจตามมาตรา 87 จึงทำหน้าที่เป็น “กลไกแก้ไขความเคร่งครัดของพิธีการ” เพื่อให้ศาลสามารถรักษาความสมดุลระหว่างระเบียบของกระบวนพิจารณากับเป้าหมายในการค้นหาความจริง อย่างไรก็ตาม ดุลพินิจดังกล่าวมิใช่อำนาจที่ศาลจะใช้โดยไม่มีขอบเขต เพราะกฎหมายกำหนดเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า พยานหลักฐานนั้นต้องเป็น “พยานหลักฐานอันสำคัญ” และต้อง “เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี” กล่าวคือ ศาลจะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องได้ต่อเมื่อพยานหลักฐานนั้นมีความจำเป็นต่อการวินิจฉัยคดีจริง มิใช่พยานหลักฐานที่ไม่มีน้ำหนักหรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาท นอกจากนี้ ศาลยังต้องพิจารณาว่า การรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวจะกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความอีกฝ่ายหรือไม่ หากอีกฝ่ายไม่ได้รับโอกาสตรวจสอบหรือโต้แย้งพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ ศาลย่อมต้องใช้ดุลพินิจด้วยความระมัดระวัง คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิได้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี เพราะเอกสารดังกล่าวเข้าสู่สำนวนและอยู่ในกระบวนพิจารณาแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ถือว่าการรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยอย่างไม่เป็นธรรม ความสำคัญของคดีนี้ต่อการปฏิบัติงานของทนายความและผู้ดำเนินคดี แนววินิจฉัยในคดีนี้มีผลสำคัญต่อการปฏิบัติงานของทนายความและผู้ดำเนินคดีแพ่งอย่างมาก เพราะช่วยกำหนดแนวทางว่า การต่อสู้เกี่ยวกับพยานหลักฐานต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และผลกระทบต่อความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาร่วมกัน ในทางปฏิบัติ ทนายความจำนวนไม่น้อยมักยกข้อบกพร่องทางเทคนิคเกี่ยวกับการนำสืบพยานขึ้นต่อสู้ เช่น การยื่นบัญชีระบุพยานล่าช้า การไม่ส่งสำเนาเอกสาร หรือการไม่เสียค่าอ้างเอกสาร เพื่อขอให้ศาลไม่รับฟังพยานหลักฐานของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ศาลจะไม่พิจารณาเฉพาะข้อบกพร่องทางรูปแบบเท่านั้น แต่จะพิจารณาด้วยว่าคู่ความมีเจตนาสุจริตหรือไม่ พยานหลักฐานนั้นสำคัญต่อคดีเพียงใด และอีกฝ่ายได้รับผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีจริงหรือไม่ ดังนั้น ทนายความจึงไม่ควรคาดหวังว่าการพบข้อผิดพลาดทางเทคนิคเพียงเล็กน้อยจะทำให้พยานหลักฐานของอีกฝ่ายถูกตัดออกจากสำนวนโดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกัน คดีนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับฝ่ายที่นำสืบพยานหลักฐานว่า แม้ศาลจะมีดุลพินิจผ่อนคลายได้ในบางกรณี แต่คู่ความก็ควรปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด ทั้งการยื่นบัญชีระบุพยาน การส่งสำเนาเอกสาร และการชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งและลดความเสี่ยงในทางคดี อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ คดีนี้ตอกย้ำหลักเรื่อง “การยกข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น” เพราะศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาโดยไม่ได้ให้การไว้ก่อน หลักการดังกล่าวมีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากหากทนายความละเลยไม่ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายบางประการไว้ตั้งแต่ต้นคดี อาจทำให้สูญเสียสิทธิในการยกประเด็นนั้นในศาลสูงได้ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่มีคุณค่าอย่างมากทั้งในด้านทฤษฎีกฎหมายพยานหลักฐาน และในด้านการปฏิบัติงานจริงของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในคดีแพ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนกฎหมายได้ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารต่อศาล จึงไม่อาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบได้นั้น เห็นว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นค่าธรรมเนียมอื่นๆ เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์จงใจที่จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้ ก็ไม่มีบทกฎหมายจะให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน จะถือว่าศาลรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบหาได้ไม่ การที่โจทก์ไม่เสียค่าอ้างเอกสาร แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์จงใจที่จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้ ก็ไม่มีบทกฎหมายจะให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน กฎหมายห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเท่านั้น และนอกจากนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นจะต้องสืบพยาน หลักฐานอันสำคัญนั้น ก็ให้ศาลมีอำนาจรับฟังโดยฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2550 ค่าอ้างเอกสารเป็นค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์จงใจที่จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้ ก็ไม่มีบทกฎหมายจะให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน ตามบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 87 ก็บัญญัติแต่เพียงว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเท่านั้น ทั้งยังยกเว้นไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้จะฝ่าฝืนบทบัญญัติในอนุมาตรานี้ก็ให้อำนาจศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 5,957,963.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,998,000 บาท และ 697,651.98 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นครบถ้วน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับเอากับทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองรวมทั้งทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13453 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดของแก่น และที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4997 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสองนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ส่วนที่ยังขาดอยู่จนกว่าจะครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,957,963.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,695,651.98 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (29 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารต่อศาล จึงไม่อาจรับฟังพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบได้นั้น เห็นว่า ค่าอ้างเอกสารเป็นค่าธรรมเนียมอื่นๆ เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์จงใจที่จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมเช่นนี้ ก็ไม่มีบทกฎหมายจะให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะอ้างเอกสารเป็นพยาน ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ก็บัญญัติแต่เพียงว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความมิได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเท่านั้น ทั้งยังยกเว้นไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้จะฝ่าฝืนบทบัญญัติในอนุมาตรานี้ก็ให้อำนาจศาลที่จะรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่เพิ่งอ้างขึ้นมาในชั้นนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



.jpg)

