
| การตีความอำนาจ บสท. ในการขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกับลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายล้มละลาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความอำนาจของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อลูกหนี้ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าการส่งหนังสือทวงถามเพียงอย่างเดียวถือเป็นการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 57 ของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ และเพียงพอที่จะเข้าข้อยกเว้นให้ บสท. มีสิทธิดำเนินการยื่นคำร้องแบบไม่ต้องไต่สวนตามมาตรา 58 วรรคสี่หรือไม่ คดีนี้ยังเกี่ยวพันกับลักษณะหนี้ร่วมซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้ และขอบเขตที่ศาลฎีกาอาจพิพากษามีผลถึงลูกหนี้ที่มิได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 และ 247 โดยอนุโลม อันเป็นประเด็นสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายล้มละลายในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงในคดี ผู้ร้องคือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อลูกหนี้ทั้งสี่ ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ บสท. รับโอนมาจากสถาบันการเงินเดิม ผู้ร้องอ้างว่าลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ และผิดนัดชำระหนี้ภายหลังได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระภายในกำหนดเวลา จึงยื่นคำร้องตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ขอให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องไต่สวนก่อน ศาลล้มละลายกลางรับฟังว่าผู้ร้องมีสิทธิตามกฎหมายและได้ความชัดเจนพอในเอกสารท้ายคำร้อง จึงสั่งงดการไต่สวนและพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ที่ 1–3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายโดยโต้แย้งว่าไม่เคยมีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตามขั้นตอนกฎหมาย และหนังสือทวงถามมิใช่การเริ่มต้นกระบวนการตามมาตรา 57 ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1 การส่งหนังสือทวงถามเพียงอย่างเดียวถือเป็น “การเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้” หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดี เนื่องจากอำนาจของ บสท. ในการยื่นคำร้องพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแบบไม่ต้องไต่สวนเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อ • ลูกหนี้ “ไม่ให้ความร่วมมือ” • ในการปรับโครงสร้างหนี้ “ตามที่ บสท. สั่ง” และต้องเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นใน “กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้” ตามมาตรา 57 วรรคสอง หากกระบวนการดังกล่าวไม่เริ่มต้น ย่อมไม่มีฐานให้ตีความว่าลูกหนี้ “ไม่ให้ความร่วมมือ” 2 ความหมายของ “ไม่ให้ความร่วมมือ” ตามมาตรา 58 วรรคสี่ คำว่า “ไม่ให้ความร่วมมือ” ต้องเกิดขึ้นภายหลังที่ บสท. ได้ดำเนินการตามกระบวนการเจรจาและจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 57 ซึ่งต้องมีขั้นตอน เช่น 1. การกำหนดนัดหารือ 2. การจัดทำข้อเสนอ 3. การกำหนดเงื่อนไขและวิธีการ หากไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ ไม่อาจถือว่าลูกหนี้ไม่ร่วมมือ 3 ศาลสามารถสั่งพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ไต่สวนได้หรือไม่ มาตรา 58 วรรคสี่ให้อำนาจศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โดย “ไม่ต้องไต่สวน” เมื่อปรากฏพฤติการณ์ตามกฎหมายครบถ้วน แต่หากพฤติการณ์ยังไม่เข้าเงื่อนไข ศาลไม่มีอำนาจใช้กระบวนพิเศษนี้ 4 ผลของหนี้ร่วมที่ “ไม่อาจแบ่งแยกได้” แม้ลูกหนี้ที่ 4 ไม่ได้อุทธรณ์ แต่กรณีเป็นหนี้ร่วมที่มีผลผูกพันรวมกันอย่างแยกมิได้ ศาลฎีกาอาจพิพากษาถึงลูกหนี้ที่ไม่ได้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 และ 247 โดยอนุโลม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาเอกสารท้ายคำร้องและเห็นว่าหนังสือทวงถามที่ผู้ร้องส่งให้ลูกหนี้ทั้งสี่มีวัตถุประสงค์เพียงให้ชำระหนี้ ไม่ใช่การกำหนดนัดเพื่อเจรจาเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 57 วรรคสอง (1)–(4) จึงถือไม่ได้ว่ามีการเริ่มต้นกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่อยู่ในขั้นตอนการเจรจา ก็ไม่อาจตีความว่าการไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดทำให้ “ไม่ให้ความร่วมมือ” ตามมาตรา 58 ดังนั้น พฤติการณ์ไม่ครบเงื่อนไข ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยไม่ไต่สวน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกคำร้อง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การส่งหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ถือเป็นการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 57 หรือไม่? คำตอบ ไม่ถือเป็นการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ต้องมีการนัดเจรจา เสนอแผน และกำหนดเงื่อนไขตามมาตรา 57 อย่างเป็นระบบ หนังสือทวงถามเป็นเพียงการบอกกล่าวชำระหนี้ทั่วไป จึงไม่ใช่การเริ่มกระบวนการตามกฎหมาย 2. คำถาม ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถาม ถือว่า “ไม่ให้ความร่วมมือ” ในการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 58 วรรคสี่หรือไม่? คำตอบ ไม่ถือว่าเป็นการไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว การไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามเป็นเพียงภาวะผิดนัดเท่านั้น ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 58 วรรคสี่ที่จะนำไปสู่คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ไต่สวน บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 383/2550 เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจพิเศษของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ตามมาตรา 58 วรรคสี่ ในการยื่นคำร้องขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต่อศาลโดยไม่ต้องไต่สวนล่วงหน้า ศาลฎีกาได้วางหลักที่ชัดเจนว่า การใช้มาตรการดังกล่าวต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เริ่มต้นแล้วตามมาตรา 57 มิใช่เพียงการส่งหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นเพียงการติดตามหนี้ตามปกติ ไม่ใช่การเริ่มเจรจาหรือเสนอเงื่อนไขฟื้นฟูหนี้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างละเอียดเกี่ยวกับความหมายของ “การไม่ให้ความร่วมมือ” โดยย้ำว่าต้องเกิดจากคำสั่งของ บสท. ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจน การไม่ชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามไม่ใช่พฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าลูกหนี้เพิกเฉยต่อกระบวนการฟื้นฟู เพราะกระบวนการดังกล่าวยังไม่เริ่มขึ้น ศาลจึงกลับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของศาลล้มละลายกลางให้ยกคำร้อง เนื่องจากเงื่อนไขการใช้มาตรา 58 ยังไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ร่วมที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลฎีกาพิพากษามีผลถึงลูกหนี้ที่มิได้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 และ 247 โดยอนุโลม เพื่อให้ผลของคดีเป็นเอกภาพและหลีกเลี่ยงคำพิพากษาขัดกันในคดีที่มีความสัมพันธ์ทางหนี้อย่างใกล้ชิด บทสรุปจากคำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อการใช้มาตรการเร่งรัดในคดีล้มละลายของ บสท. และช่วยกำหนดกรอบการตีความกฎหมายให้สมดุล ระหว่างประโยชน์สาธารณะในการจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ กับการคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมของลูกหนี้ตามกระบวนการยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาฎีกาที่ 383/2550 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษให้ บ.ส.ท.คือ ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินกระบวนการพิจารณาแก่ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่ผู้ร้องรับโอนมาโดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ทั่วไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และศาลมีอำนาจที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดได้โดยไม่จำต้องดำเนินการไต่สวนก่อนหากได้ความแน่ชัดตามคำร้องและเอกสารท้ายคำร้องแล้วว่าลูกหนี้ดังกล่าวไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ หรือยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นทรัพย์สินของตน คดีนี้ก่อนยื่นคำร้องผู้ร้องเพียงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ มิใช่กำหนดนัดให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเจรจากับผู้ร้องเพื่อเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 57 วรรคสี่ (1) ถึง (5) กรณีจึงถือไม่ได้ว่าได้มีการเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ทั้งสี่แล้ว ซึ่งหากลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามดังกล่าวก็เป็นเพียงได้ชื่อว่าผิดนัดเท่านั้น แต่จะถือไม่ได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาด และเนื่องจากคดีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยหนี้ของลูกหนี้ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมในการปรับโครงสร้างหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาพิพากษาให้มีผลถึงลูกหนี้ที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), 247 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแก่ลูกหนี้ทั้งสี่และให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางพิจารณาว่ากรณีเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย จึงงดการไต่สวนและสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด พร้อมให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยหักจากกองทรัพย์สิน ลูกหนี้ที่ 1–3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 58 วรรคสี่ ให้อำนาจ บสท. ยื่นคำร้องพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องไต่สวนได้เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่สั่ง หรือมีการยักย้ายปิดบังทรัพย์สิน ทั้งนี้เป็นมาตรการพิเศษนอกเหนือจากหลักของกฎหมายล้มละลายทั่วไป แต่ใช้ได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์ชัดเจนว่ามีการเริ่มต้นกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 57 แล้ว และลูกหนี้เพิกเฉยต่อคำสั่งที่ตนสามารถปฏิบัติได้ ในคดีนี้ ผู้ร้องส่งหนังสือบอกกล่าวเพียงทวงถามให้ชำระหนี้ ไม่ได้มีการกำหนดนัดเจรจาหรือเสนอมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ใด ๆ ตามขั้นตอนของมาตรา 57 หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงการทวงถามหนี้ทั่วไป มิใช่การเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามจดหมายเป็นเพียงการผิดนัด ไม่อาจถือว่าไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรา 58 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรการพิเศษ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่อาจสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยไม่ไต่สวนตามที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดได้ อุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1–3 ฟังขึ้น และเนื่องจากหนี้เป็นลักษณะร่วมไม่อาจแบ่งแยก ศาลฎีกาจึงพิพากษามีผลถึงลูกหนี้ที่ 4 แม้มิได้อุทธรณ์ อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 และ 247 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จึงพิพากษากลับ ยกคำร้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ |




