
| ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจถูกเลิกจ้างระหว่างการชำระบัญชี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและดอกเบี้ยตามกฎหมายใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิได้รับค่าชดเชยของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจซึ่งได้รับการจ้างให้ช่วยดำเนินการชำระบัญชีภายหลังรัฐวิสาหกิจถูกยุบเลิก โดยการจ้างครั้งใหม่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ แม้จะกำหนดภารกิจให้ทำงานจนกว่าการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้นก็ตาม เมื่อนายจ้างบอกเลิกจ้างเพราะการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วนและไม่มีความจำเป็นต้องจ้างต่อ ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบว่าด้วยมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ มิใช่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้โจทก์อ้างบทกฎหมายเกี่ยวกับค่าชดเชยคลาดเคลื่อน ศาลยังพิจารณาสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เป็นเงิน 42,000 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยไม่อาจใช้อัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ เพราะระเบียบที่ใช้บังคับมิได้บัญญัติอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่สุดของคดี จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจและอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 โจทก์ได้รับการจ้างให้ช่วยชำระบัญชีตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมีผลวันที่ 30 เมษายน 2545 เพราะการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้อ 45 (3) ค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เป็นเงิน 42,000 บาท ค่าชดเชยเป็นหนี้เงินและคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี การอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่กฎหมายห้ามอุทธรณ์ คำถามที่น่าสนใจ 1. ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลิกจ้างระหว่างการชำระบัญชีมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ 2. การอ้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานคลาดเคลื่อนทำให้โจทก์หมดสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ 3. นายจ้างรัฐวิสาหกิจต้องเสียดอกเบี้ยค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 หรือร้อยละ 7.5 ต่อปี ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท คดีทั้งสองสำนวนได้รับการรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากจำเลยทั้งสิบในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 11 และที่ 12 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 และศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2542 มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกหน่วยงานจำเลยที่ 1 แต่ให้หน่วยงานคงอยู่ในระหว่างชำระบัญชี และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้แล้ว โดยหักหนี้ที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 2 มกราคม 2542 คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชี การจ้างครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้โจทก์ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จ โดยให้ค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท วันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ ให้การเลิกจ้างมีผลวันที่ 30 เมษายน 2545 โดยให้เหตุผลว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จึงไม่มีความจำเป็นต้องจ้างโจทก์ต่อไป ข้อพิพาทสำคัญจึงอยู่ที่การจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 เป็นการทำงานต่อเนื่องในฐานะพนักงานเดิม หรือเป็นการจ้างครั้งใหม่โดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อถูกเลิกจ้างโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายใด และดอกเบี้ยของค่าชดเชยต้องใช้อัตราใด คำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและสิทธิได้รับค่าชดเชย ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ว่า ในขณะที่มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 กิจการยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงต้องทำงานต่อไปจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ และยังคงเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามเดิม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้ในขณะยุบกิจการ เพราะเป็นการจ่ายโดยสำคัญผิด จำเลยเห็นว่าโจทก์ยังไม่พ้นสภาพพนักงานจนกว่าการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้น และค่าชดเชยที่ได้รับไปแล้วควรถือเป็นค่าชดเชยสำหรับการเลิกจ้างในภายหลัง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เนื่องจากศาลแรงงานกลางรับฟังไว้แล้วว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยให้ หลังจากนั้นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีจึงจ้างโจทก์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้าง อุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังยุติแล้วว่าโจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่กำหนดเวลาจ้าง และถูกเลิกจ้างโดยมีผลวันที่ 30 เมษายน 2545 เพราะการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน การเลิกจ้างจึงก่อให้เกิดสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดสิทธิเรียกร้อง ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยโดยอ้างสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ระเบียบดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดิม และยังคงมีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 95 ดังนั้น แม้กฎหมายแม่บทฉบับเดิมเปลี่ยนแปลงไป ระเบียบว่าด้วยมาตรฐานสิทธิประโยชน์ยังคงเป็นฐานแห่งสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยของโจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 (3) จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท ค่าชดเชยจึงเป็นเงิน 42,000 บาท หลักกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยและขอบเขตการใช้กฎหมาย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจและมิได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีจึงไม่ถูกต้อง ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 มิได้บัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยไว้ จึงไม่อาจนำอัตราดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้กับจำเลยที่ 1 ได้ อย่างไรก็ตาม ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน เมื่อลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและนายจ้างตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ตามหลักทั่วไปแห่งหนี้ ศาลฎีกาจึงนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้ และกำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี การวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการแยกพิจารณาระหว่างสิทธิในเงินต้นกับสิทธิในดอกเบี้ย เงินต้นจำนวน 42,000 บาทเกิดจากสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนดอกเบี้ยเกิดจากผลของการผิดนัดชำระหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อระเบียบเฉพาะมิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติทั่วไป มิใช่อัตราพิเศษตามกฎหมายที่ไม่ได้ใช้บังคับแก่คู่กรณี เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 และระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจในคดีนี้ คือการกำหนดระบบสิทธิและประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้โดยเฉพาะ เมื่อเกิดการเลิกจ้างจึงต้องตรวจสอบสิทธิตามกฎหมายและระเบียบในระบบแรงงานรัฐวิสาหกิจก่อน ไม่อาจนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้โดยตรงกับรัฐวิสาหกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้น มาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีผลให้ระเบียบที่ออกตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจฉบับเดิมยังคงใช้บังคับได้ สิทธิของลูกจ้างจึงไม่สูญหายเพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแม่บท ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำหน้าที่รองรับสิทธิเรียกดอกเบี้ยเมื่อหนี้เงินถึงกำหนดและลูกหนี้ผิดนัด ในกรณีที่กฎหมายหรือระเบียบเฉพาะมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและผลทางกฎหมาย แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกายืนยันว่า การพิจารณาสิทธิแรงงานต้องเริ่มจากสถานะของนายจ้างและกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับ หากนายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจ สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับค่าชดเชยต้องพิจารณาตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง มิใช่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาใช้โดยตรง การที่โจทก์อ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อนไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยสิ้นไป เมื่อข้อเท็จจริงและคำขอบังคับแสดงได้ว่าโจทก์ประสงค์เรียกค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง และมีกฎหมายหรือระเบียบอีกฉบับหนึ่งรองรับสิทธินั้น ศาลย่อมพิจารณาสิทธิตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ลักษณะของการจ้างภายหลังการยุบกิจการมีความสำคัญต่อสิทธิค่าชดเชยอย่างยิ่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างและได้รับค่าชดเชยจากการเป็นพนักงานเดิมแล้ว ต่อมาจึงได้รับการจ้างใหม่ให้ช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง การจ้างใหม่จึงเป็นความสัมพันธ์การจ้างอีกช่วงหนึ่ง เมื่อมีการเลิกจ้างเพราะนายจ้างไม่มีความจำเป็นต้องจ้างต่อ ย่อมเกิดสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการจ้างช่วงใหม่ตามระเบียบที่ใช้บังคับ การกำหนดภารกิจให้ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จมิได้ทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าเป็นการจ้างโดยไม่กำหนดเวลาสิ้นผล ฝ่ายจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์ด้วยการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เพราะมาตรา 54 วรรคหนึ่ง จำกัดการอุทธรณ์คดีแรงงานไว้ มิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ผลของคดีจึงแยกเป็นสามส่วนสำคัญ ส่วนแรก โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาทตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้อ 45 (3) ส่วนที่สอง อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว และส่วนที่สาม เมื่อค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษา 1. ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชย 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยบุคคลดังกล่าวไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว 2. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เพราะค่าชดเชยเป็นหนี้เงินและต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การวินิจฉัยสิทธิค่าชดเชยต้องพิจารณาสถานะของนายจ้างและกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับในขณะเกิดสิทธิเรียกร้องเป็นสำคัญ เมื่อนายจ้างเป็นรัฐวิสาหกิจย่อมต้องใช้กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ แม้ลูกจ้างจะอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คลาดเคลื่อน ศาลยังพิจารณาสิทธิจากข้อเท็จจริงและใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องได้ การเลิกจ้างเดิมและการจ้างใหม่ต้องพิจารณาแยกจากกัน เมื่อพนักงานเดิมถูกเลิกจ้างและได้รับค่าชดเชยแล้ว ต่อมาได้รับการจ้างให้ช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดเวลาจ้าง การเลิกจ้างจากการจ้างครั้งใหม่ย่อมก่อให้เกิดสิทธิค่าชดเชยใหม่ตามระยะเวลาการทำงานและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ การเรียกดอกเบี้ยต้องแยกฐานกฎหมายออกจากสิทธิค่าชดเชย หากระเบียบเฉพาะมิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ใช้บังคับ จะใช้อัตราดอกเบี้ยพิเศษตามกฎหมายนั้นไม่ได้ แต่เนื่องจากค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในคดีแรงงาน การอุทธรณ์ที่มีเนื้อหาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานย่อมเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้จะเรียบเรียงให้ปรากฏเสมือนเป็นข้อกฎหมาย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยหากเป็นกรณีต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจซึ่งได้รับการจ้างให้ช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดเวลาจ้าง เมื่อถูกเลิกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและดอกเบี้ยตามกฎหมายใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 (3) ซึ่งยังคงใช้บังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 95 ส่วนดอกเบี้ยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ ค่าชดเชยลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างที่ได้รับการจ้างให้ช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดเวลาจ้างและถูกเลิกจ้างเพราะไม่มีความจำเป็นต้องจ้างต่อ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้อ 45 (3) ดอกเบี้ยของหนี้ค่าชดเชย เมื่อระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยไว้ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ใช้บังคับ ค่าชดเชยซึ่งเป็นหนี้เงินจึงคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (กฎหมายเดิม) คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจถูกเลิกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ คำตอบ ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลิกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจ คดีนี้โจทก์ได้รับการจ้างให้ช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดเวลาจ้าง และถูกเลิกจ้างเพราะการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน ศาลจึงวินิจฉัยให้ได้รับค่าชดเชยตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้อ 45 (3) 2. คำถาม การอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานคลาดเคลื่อนทำให้แพ้คดีหรือไม่ คำตอบ การอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อนไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าชดเชยสิ้นไปโดยอัตโนมัติ คดีนี้แม้โจทก์อ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งไม่ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลถือได้ว่าโจทก์ประสงค์เรียกค่าชดเชยตามระเบียบมาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับ 3. คำถาม ค่าชดเชยของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในคดีนี้คำนวณอย่างไร คำตอบ โจทก์ได้รับค่าจ้างในการช่วยชำระบัญชีเดือนละ 7,000 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามข้อ 45 (3) จึงได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 42,000 บาท 4. คำถาม ดอกเบี้ยค่าชดเชยในคดีนี้คิดในอัตราเท่าใด คำตอบควรเพิ่มคำว่า “ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น” เพื่อไม่ให้ขัดกับหมายเหตุเรื่องกฎหมายใหม่
หมายเหตุเกี่ยวกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงภายหลังคำพิพากษา คำพิพากษานี้วินิจฉัยตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดสิทธิเรียกร้อง จึงควรพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในปัจจุบันประกอบดังนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยผิดนัดเปลี่ยนแปลงแล้ว ในขณะเกิดข้อพิพาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาจึงกำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว ต่อมาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ได้แก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 224 โดยให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นอัตราตามมาตรา 7 บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ปัจจุบันจึงไม่ควรนำอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในคำพิพากษานี้ไปใช้กับหนี้ที่ผิดนัดภายใต้กฎหมายใหม่โดยอัตโนมัติ 2. ขั้นตอนการอุทธรณ์คดีแรงงานเปลี่ยนแปลงแล้ว ขณะพิจารณาคดีนี้ คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกาโดยตรง ต่อมาได้มีการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558 ปัจจุบันคดีแรงงานต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนการฎีกาต่อศาลฎีกาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ฎีกา 3. หลักเกณฑ์ค่าชดเชยของพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องตรวจสอบกฎหมายปัจจุบัน คำพิพากษานี้ใช้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 (3) ซึ่งยังมีผลใช้บังคับในขณะนั้นตามบทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 95 หากเกิดการเลิกจ้างในปัจจุบัน ต้องตรวจสอบกฎหมายลำดับรอง ประกาศ ระเบียบ และสภาพการจ้างของรัฐวิสาหกิจที่มีผลใช้บังคับในวันที่เกิดสิทธิเรียกร้องอีกครั้ง 4. หลักสำคัญของคำพิพากษายังคงใช้ศึกษาได้ หลักที่ว่าต้องพิจารณาสถานะของนายจ้างและเลือกใช้กฎหมายแรงงานให้ถูกต้อง รวมทั้งหลักว่าค่าชดเชยเป็นหนี้เงินและการโต้แย้งดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ยังคงใช้เป็นแนวทางศึกษากฎหมายได้ แต่ต้องปรับใช้อัตราดอกเบี้ยและกระบวนพิจารณาให้ตรงกับกฎหมายปัจจุบัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868 - 5869/2550 จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องคดีนี้ ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิม และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 ด้วยเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยไว้แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากจำเลยทั้งสิบในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 11 และที่ 12 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 ศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 มีพระราชกฤษฎีกายุบเลิกหน่วยงานจำเลยที่ 1 แต่ให้คงอยู่ในระหว่างชำระบัญชีและตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี เมื่อจำเลยที่ 1 ยุบกิจการได้เลิกจ้างโจทก์และจ่ายค่าชดเชยหลังหักหนี้ที่โจทก์มีอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2542 คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีได้จ้างโจทก์เป็นผู้ช่วยในการชำระบัญชีโดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างกันไว้ เพียงกำหนดภารกิจให้ช่วยชำระบัญชีจนเสร็จเท่านั้น ให้ค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท วันที่ 22 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 30 เมษายน 2545 อ้างเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ้างโจทก์อีกต่อไป จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ประการแรกว่า ในขณะที่พระราชกฤษฎีกายุบเลิกจำเลยที่ 1 นั้น กิจการของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์จึงต้องทำงานต่อไปจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จโดยยังคงเป็นพนักงานต่อไปตามเดิม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โดยสำคัญผิด เพราะโจทก์ยังไม่ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 จนกระทั่งเมื่อมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ และถือว่าค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับโดยไม่มีสิทธิแต่แรกนั้นเป็นค่าชดเชยเมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างในภายหลัง เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 อุทธรณ์ว่า การพิจารณาค่าชดเชยของโจทก์จะต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 มิใช่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องคดีนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสิบสองตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับเดิมและยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างในการช่วยชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้และถูกเลิกจ้างโดยมีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 ด้วยเหตุว่าการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ซึ่งเลิกจ้างไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) เป็นเงิน 42,000 บาท และตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเรื่องดอกเบี้ยในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานไว้ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
|





