
| ค่าชดเชยเลิกจ้างรัฐวิสาหกิจและดอกเบี้ย,ค่าชดเชย 180 วัน, (ฎีกา 5868-5869/2550)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ ค่าชดเชยการเลิกจ้างและดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ การพิจารณาสิทธิของโจทก์เกี่ยวกับค่าชดเชยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หาใช่การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 ไม่ ดังที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แต่ต้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ ส่งผลให้ไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยโดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงเป็นการอ้างบทกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์เนื้อหาคำฟ้องโดยรวมแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับการจ้างจากจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือในการชำระบัญชีตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยมิได้มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้เป็นการเฉพาะ และต่อมาโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยให้มีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 เนื่องจากภารกิจการชำระบัญชีได้ดำเนินการไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ในอัตราไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นระยะเวลา 180 วัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868 – 5869/2550 คดีนี้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย่อมอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 อันเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะเกิดสิทธิเรียกร้อง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์อ้างสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าคำฟ้องสามารถตีความได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 อันเป็นกฎหมายเดิม และยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โจทก์เป็นลูกจ้างที่ได้รับการจ้างให้ช่วยในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยมิได้กำหนดระยะเวลาการจ้าง และถูกเลิกจ้างให้มีผลในวันที่ 30 เมษายน 2545 เนื่องจากการชำระบัญชีได้ดำเนินการลุล่วงไปแล้วเป็นอันมาก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 45 (3) สำหรับดอกเบี้ยนั้น ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ดังกล่าวมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในกรณีที่นายจ้างผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชย แต่เมื่อค่าชดเชยมีลักษณะเป็นหนี้เงิน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น คดีทั้งสองสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียว โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนรวมกันว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังต่อจากจำเลยในสำนวนแรกเป็นจำเลยที่ 11 และที่ 12 ตามลำดับ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง ต่อมาในระหว่างการพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 และที่ 9 ซึ่งศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ร่วมรับผิด ชำระค่าชดเชยจำนวน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แต่ให้จำเลยที่เหลือไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยดังกล่าวอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การโต้แย้งข้อเท็จจริงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และในประเด็นอัตราดอกเบี้ย เห็นว่าศาลแรงงานกลางกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จึงสมควรแก้ไขคำพิพากษา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 12 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
FAQ: ค่าชดเชยการเลิกจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจและดอกเบี้ย (แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 5868–5869/2550) 1) คำพิพากษาศาลฎีกา 5868–5869/2550 วินิจฉัยเรื่องใดเป็นสาระสำคัญ? คำตอบ: วินิจฉัยประเด็นสิทธิค่าชดเชยการเลิกจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกจ้างช่วยชำระบัญชีโดยไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง และประเด็นอัตราดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัดชำระค่าชดเชย โดยศาลฎีกาให้ใช้กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และระเบียบสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ มิใช่กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2) เหตุใดคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541? คำตอบ: เพราะจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดสิทธิเรียกร้อง ทำให้การอ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นการอ้างบทกฎหมายคลาดเคลื่อน 3) แม้โจทก์อ้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานผิด ศาลฎีกายังรับพิจารณาสิทธิค่าชดเชยได้หรือไม่? คำตอบ: ได้ ศาลฎีกาถือได้ว่าโดยเนื้อหาคำฟ้อง โจทก์มีเจตนาเรียกค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 4) โจทก์มีสถานะการจ้างอย่างไรในช่วงชำระบัญชี และมีผลต่อสิทธิค่าชดเชยหรือไม่? คำตอบ: โจทก์ถูกจ้างให้ช่วยชำระบัญชีตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2542 โดยไม่ได้กำหนดเวลาจ้างไว้ เป็นการจ้างต่อเนื่องจนกว่างานจะเสร็จ และต่อมาถูกเลิกจ้างให้มีผลวันที่ 30 เมษายน 2545 เมื่อการชำระบัญชีดำเนินลุล่วงแล้วหลายส่วน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ก่อให้เกิดสิทธิค่าชดเชยตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง 5) ค่าชดเชยในคดีนี้ศาลฎีกากำหนดตามเกณฑ์ใด? คำตอบ: ศาลฎีกาใช้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 (3) โดยให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน 6) ดอกเบี้ยค่าชดเชยในคดีนี้คิดอัตราเท่าใด และอาศัยกฎหมายใด? คำตอบ: ระเบียบสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ไม่ได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้โดยเฉพาะ แต่ค่าชดเชยเป็นหนี้เงิน จึงเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี 7) เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้ดอกเบี้ยจากร้อยละ 15 ต่อปีเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี? คำตอบ: เพราะศาลแรงงานกลางกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามแนวพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงแก้ให้ถูกต้องเป็นดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ร้อยละ 7.5 ต่อปี 8) คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อค่าชดเชยหรือไม่? คำตอบ: ในคดีนี้ ศาลแรงงานกลางให้จำเลยที่เป็นคณะกรรมการร่วมรับผิดในฐานะเกี่ยวข้องกับการชำระบัญชี แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว และศาลฎีกาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ย โดยส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง 9) คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีค่าชดเชยของพนักงานรัฐวิสาหกิจอย่างไร? คำตอบ: เป็นแนวทางว่า กรณีลูกจ้างรัฐวิสาหกิจต้องพิจารณาสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และระเบียบสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ มิใช่กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และหากระเบียบไม่กำหนดดอกเบี้ยไว้ ให้ใช้ดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 10) หากเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจถูกเลิกจ้าง ควรอ้างฐานกฎหมายใดในการเรียกค่าชดเชย? คำตอบ: ควรตรวจสอบสถานะหน่วยงานว่าเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ หากเป็นรัฐวิสาหกิจโดยหลักให้ยึดพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่องสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นหลักในการเรียกค่าชดเชยและสิทธิที่เกี่ยวเนื่อง |




