
| สัญญารับซื้อคืนในคดีลีสซิ่ง และการพิพากษาเกินคำขอ(ฎีกา 6679/2562)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทจากสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อคืน โดยศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตความรับผิดของผู้รับซื้อสินค้าที่ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่า รวมถึงหลักกฎหมายว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทนและการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อชำระราคาครบถ้วน พร้อมทั้งวางแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับอำนาจศาลในการพิพากษาคดีแพ่ง โดยเฉพาะหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในกระบวนพิจารณา ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นผู้ให้เช่าทรัพย์สินตามสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่ง โดยให้บริษัทผู้เช่าเช่ารถขุดตีนตะขาบหลายคัน และมีจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับซื้อสินค้า ทำสัญญารับซื้อคืนกับโจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่า ทั้งนี้ได้ตกลงกันว่า หากมีการบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้รับซื้อสินค้าจะต้องซื้อทรัพย์สินดังกล่าวคืนในราคาที่กำหนด รวมทั้งรับผิดชอบหนี้ค้างชำระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่อมาผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระราคาทรัพย์คืนพร้อมค่าปรับตามสัญญา จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามสัญญา และให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ และขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ แนววินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญารับซื้อสินค้าดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ชำระราคาทรัพย์ และผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์เมื่อมีการชำระราคาครบถ้วนเท่านั้น สัญญาไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์แก่จำเลย แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้รับซื้อสินค้าในการติดตาม ยึด และเคลื่อนย้ายทรัพย์เอง เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระราคาทรัพย์ตามสัญญาแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดหน้าที่ใหม่แก่โจทก์ในการส่งมอบทรัพย์ การที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถ จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกจากคำขอในฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการบังคับใช้หลักสัญญาต่างตอบแทนและหลักความผูกพันตามข้อตกลงของคู่สัญญา รวมถึงการจำกัดอำนาจศาลในการพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของคู่ความ เพื่อคุ้มครองหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ผู้ทำสัญญาควรกำหนดหน้าที่และความรับผิดให้ชัดเจน โดยเฉพาะในสัญญารับซื้อคืนและสัญญาค้ำประกัน ศาลไม่อาจกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้อง หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญารับซื้อคืน พร้อมค่าปรับ และให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. **ศาลฎีกา**พิพากษาแก้ โดยยกเลิกเฉพาะส่วนที่ให้โจทก์ส่งมอบรถ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 จำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าทำสัญญากับโจทก์ผู้ให้เช่าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัท ส. ผู้เช่า และตกลงว่า ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้รับซื้อสินค้าตกลงผูกพันตนร่วมกันกับผู้เช่า เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่าโดยซื้อทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าในราคาตามที่ระบุไว้ รวมด้วยจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและบรรดาหนี้เงินที่ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่า โดยให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้รับซื้อสินค้า เมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการรับโอน การเก็บรักษาทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สินจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินมาอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า ผู้รับซื้อสินค้า หรือของบุคคลอื่นตามที่ผู้ให้เช่ากำหนด แล้วแต่กรณีตลอดจนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียวในบรรดาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้รับซื้อสินค้าเมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระราคารถขุดตีนตะขาบที่เช่าตามสัญญารับซื้อสินค้าพร้อมค่าปรับ หากจำเลยทั้งสองชำระราคารถให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการยึดรถจากความครอบครองของบริษัท ส. หรือการเคลื่อนย้ายรถมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญารับซื้อสินค้า สัญญารับซื้อสินค้าไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าเอง ซึ่งมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิดังกล่าวแล้วโดยมิได้เลือกใช้สิทธิที่จะนำรถไปขายให้แก่บุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา โดยชำระราคาและติดตามรถเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 8,368,507.91 บาท พร้อมค่าปรับร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,013,183.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 4,184,313.52 บาท พร้อมค่าปรับร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,006,648.83 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 4,006,648.83 บาท พร้อมดอกเบี้ย (ค่าปรับ) ร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป และให้จำเลยที่ 2 ชำระ 8,013,183.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน รวมทั้งให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยทั้งสองรับซื้อคืน พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังเป็นยุติว่า บริษัท สยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด ทำสัญญาเช่ารถขุดตีนตะขาบแบบลีสซิ่งกับโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองทำสัญญารับซื้อสินค้าค้ำประกันหนี้ผู้เช่า หากบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะรับซื้อรถตามส่วนของตน เมื่อผู้เช่าผิดนัด โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงให้จำเลยทั้งสองชำระราคาซื้อคืนกับค่าปรับ ศาลล่างทั้งสองจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ประเด็นฎีกาคือ ศาลล่างมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญารับซื้อสินค้า ผู้รับซื้อสินค้าคือจำเลยทั้งสองตกลงค้ำประกันหนี้โดย “ซื้อทรัพย์” จากผู้ให้เช่าในราคาที่กำหนด รวมทั้งหนี้ค้างชำระ และกำหนดให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้รับซื้อเมื่อชำระราคาครบ อีกทั้งข้อกำหนดในสัญญาให้ผู้รับซื้อสินค้ารับผิดชอบเองในการรับโอน เก็บรักษา ยึด และเคลื่อนย้ายทรัพย์จากผู้เช่ามาอยู่ในความครอบครองตน รวมทั้งการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อมีหน้าที่ชำระราคา ส่วนผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระครบเท่านั้น มิได้กำหนดให้โจทก์ต้องส่งมอบทรัพย์แก่จำเลย เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระราคารถขุดตีนตะขาบพร้อมค่าปรับ เมื่อจำเลยชำระครบ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยเองในการติดตามยึดรถจากบริษัท สยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด และดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถให้จำเลย การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่านอกจากคำขอในฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบคืนแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ พิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง: หลักกฎหมายสำคัญในกระบวนพิจารณาความแพ่ง การพิจารณาคดีแพ่งของศาลไทยยึดหลักพื้นฐานว่า ศาลสามารถวินิจฉัยได้ภายในขอบเขตที่คู่ความกล่าวอ้าง ฟ้องร้อง หรือโต้แย้งเท่านั้น ไม่อาจพิจารณาหรือพิพากษาในส่วนที่คู่ความไม่ได้ร้องขอหรือกล่าวถึง หากศาลทำคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ลงโทษคู่ความ หรือกำหนดภาระหน้าที่ที่ไม่ได้ปรากฏในคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง หรือข้อโต้แย้งของคู่ความ ถือเป็น “การพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง” ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจผิดหลักกฎหมาย และอาจทำให้คำพิพากษาส่วนนั้นตกเป็นโมฆะหรือถูกแก้ไขโดยศาลสูง หลักการนี้มีรากฐานจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งบัญญัติว่า “ศาลจะพิพากษาเกินไปกว่าคำขอหรือหรือนอกจากคำขอในคำฟ้องมิได้” บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิการต่อสู้คดีของคู่ความมิให้ได้รับภาระ หรือผลกระทบที่ตนมิได้มีโอกาสโต้แย้งในชั้นพิจารณา 1. ความหมายของ “คำขอท้ายฟ้อง” และความสัมพันธ์กับขอบเขตคำพิพากษา คำขอท้ายฟ้องหมายถึง ข้อความที่โจทก์ระบุท้ายคำฟ้องว่าต้องการให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างไร เช่น ให้จำเลยชำระเงินจำนวนเท่าใด ให้ส่งมอบทรัพย์ ค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือให้เพิกถอนการกระทำใด ๆ ศาลมีหน้าที่พิจารณาเฉพาะที่โจทก์ร้องขอ และเฉพาะประเด็นที่จำเลยต่อสู้ หากศาลพิพากษาไปในข้อความที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงในคำฟ้องหรือคำให้การ เช่น กำหนดภาระใหม่ให้คู่ความ รับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่มีการอ้างในคดี หรือสั่งการเกินกว่าเหตุแห่งฟ้อง ย่อมถือเป็นการพิจารณาที่ขัดต่อมาตรา 142 การตีความขอบเขตคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเป็นกรอบที่กำหนดอำนาจในการพิจารณาของศาลทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา 2. ตัวอย่างสถานการณ์ที่ถือว่าเป็น “พิพากษาเกินคำขอ” ศาลถือว่าพิพากษาเกินคำขอในกรณีต่อไปนี้ (1) กำหนดภาระหน้าที่ของคู่ความเกินกว่าที่ฟ้องร้อง เช่น โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญา แต่ศาลกลับสั่งให้โจทก์ต้องส่งมอบทรัพย์ให้จำเลย ทั้งที่โจทก์ไม่ได้ร้องขอหรือคู่ความไม่เคยต่อสู้ประเด็นเช่นนั้น (2) สั่งเกินกว่าจำนวนเงินที่ฟ้องร้อง หากโจทก์ฟ้องเรียกหนี้ 500,000 บาท แต่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระ 600,000 บาท ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ (3) เปลี่ยนรูปแห่งคำฟ้องโดยศาลเอง ศาลไม่มีสิทธิเพิ่มคำขอให้โจทก์ เช่น เพิ่มการเรียกร้องค่าเสียหายประเภทอื่น หรือเปลี่ยนลักษณะคำขอ เช่น จากเรียกชำระหนี้เป็นให้เพิกถอนการโอนทรัพย์ (4) สอดแทรกเงื่อนไขหรือข้อผูกพันที่ไม่มีในคำฟ้อง ศาลไม่อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ให้จำเลยชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด หากคำฟ้องมิได้ร้องขอไว้ 3. ตัวอย่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยคงเส้นคงวาว่า ศาลต้องผูกพันอยู่ในกรอบคำฟ้องและคำให้การ ในหลายคดี ศาลฎีการะบุว่า • แม้สัญญาจะมีเนื้อหากำหนดหน้าที่ทำนองหนึ่ง แต่หากโจทก์มิได้ร้องขอ ศาลก็ไม่อาจสั่งให้คู่ความทำหน้าที่นั้นได้ • แม้คำฟ้องอาจสื่อความหมายถึงสิทธิของคู่ความที่มากกว่าคำขอท้ายฟ้อง แต่ศาลก็ต้องยึดถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก ตัวอย่างเช่นในคดีสัญญารับซื้อสินค้าที่ผู้รับซื้อสินค้าต้องเป็นฝ่ายค้นหา ยึด และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์เอง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาสั่งให้ผู้ให้เช่าส่งมอบรถให้จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และต้องห้ามตามมาตรา 142 เพราะไม่ใช่ประเด็นที่โจทก์ร้องขอหรือคู่ความต่อสู้กันในคดี 4. หลักเหตุผลที่กฎหมายห้ามพิพากษาเกินคำขอ หลักการนี้คุ้มครองความเป็นธรรมในระบบยุติธรรม โดยมีเหตุผลดังนี้ 1) ปกป้องสิทธิการต่อสู้คดีของคู่ความ หากศาลกำหนดผลแห่งคดีในด้านที่คู่ความไม่เคยต่อสู้ คู่ความอาจเสียสิทธิหรือไม่สามารถนำสืบแก้ได้ ซึ่งกระทบความยุติธรรมอย่างร้ายแรง 2) คงความเป็นกลางของศาล ศาลต้องทำหน้าที่พิจารณาในฐานะผู้วินิจฉัย ไม่ใช่ผู้เพิ่มเติมหรือรื้อฟื้นประเด็นให้คู่ความ 3) ให้ความแน่นอนในกระบวนพิจารณา คู่ความต้องสามารถคำนวณผลแห่งคดีได้จากคำฟ้องและคำให้การ ไม่ใช่ผลที่ศาลกำหนดขึ้นเอง 4) คุ้มครองหลักนิติธรรม (Rule of Law) คำพิพากษาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่อำนาจดุลพินิจที่ไร้ขอบเขต 5. ข้อยกเว้นกรณีที่ศาลอาจวินิจฉัยเกินคำขอได้ แม้ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ แต่กฎหมายยอมรับบางกรณีที่ศาลสามารถวินิจฉัยแม้ไม่มีคำขอโดยตรง เช่น • กรณีบทกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด เช่น บทบัญญัติความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี • ผลที่เกิดขึ้นโดยจำเป็นตามกฎหมาย เช่น การคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 แม้ไม่ได้ร้องขอ • ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเอง เช่น คดีโมฆะกรรม อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นเหล่านี้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด เพราะอาจกระทบสิทธิของคู่ความได้หากใช้เกินพอดี 6. ความสำคัญต่อการร่างคำฟ้องและการสืบพยาน หลักการห้ามพิพากษาเกินคำขอจึงมีผลต่อการทำคดีของทนายความและคู่ความโดยตรง การร่างคำฟ้องต้องรอบคอบ ระบุคำขอให้ครบถ้วน เช่น • รายการค่าเสียหาย • ค่าปรับ ดอกเบี้ย ค่าปรับผิดสัญญา • คำขอเฉพาะ เช่น ขอให้เพิกถอน ขอให้ส่งมอบทรัพย์ ขอให้จดทะเบียน • ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องการให้ศาลสั่ง การพลาดระบุคำขอหรือระบุไม่ชัดเจนอาจทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้ แม้การตีความข้อเท็จจริงจะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายโจทก์ก็ตาม 7. บทสรุป หลักห้ามศาลพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมแพ่งที่สร้างความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่คู่ความ โดยกำหนดอำนาจของศาลให้จำกัดอยู่ภายในกรอบคำฟ้องและข้อโต้แย้งเท่านั้น หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ศาลกำหนดผลแห่งคดีโดยปราศจากการต่อสู้คดี หรือเพิ่มภาระแก่คู่ความโดยมิได้ร้องขอ ทั้งยังเป็นหลักค้ำยันความเป็นกลางและความมั่นคงของกระบวนพิจารณาตามครรลองนิติรัฐ การศึกษาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมาก รวมถึงคดีเกี่ยวกับสัญญารับซื้อคืนและคดีแพ่งทั่วไป พบว่าแนวทางของศาลสูงมีความชัดเจนและมั่นคงในการบังคับใช้มาตรา 142 เพื่อประกันความยุติธรรมของกระบวนการทั้งหมด ดังนั้น การเตรียมคำฟ้อง คำให้การ และคำขอท้ายฟ้องให้ครบถ้วนชัดเจนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทนายความและผู้ฟ้องคดีต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามสิทธิแท้จริงของคู่ความและไม่เกิดปัญหาการพิพากษาที่เกินไปจากสิ่งที่ได้ร้องขอไว้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 มีข้อเท็จจริงและคู่สัญญาเกี่ยวกับเรื่องใดเป็นหลัก? คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 เกิดจากข้อพิพาทในสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อสินค้าคืน โดยบริษัทผู้เช่าทำสัญญาเช่ารถขุดตีนตะขาบจากโจทก์ผู้ให้เช่า และจำเลยทั้งสองทำสัญญารับซื้อสินค้าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทผู้เช่า กำหนดว่าเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองต้องรับซื้อรถขุดตีนตะขาบตามส่วนของตนในราคาที่กำหนด พร้อมรับผิดชอบหนี้ค้างชำระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้รับซื้อสินค้าเกี่ยวกับหน้าที่ในการชำระเงิน ราคา ค่าปรับ และภาระในการติดตามและจัดการทรัพย์สินตามสัญญา 2. คำถาม: สัญญารับซื้อสินค้าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 มีลักษณะและผลผูกพันอย่างไร? คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญารับซื้อสินค้าตามคดีนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้าซึ่งเป็นจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อพร้อมหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้ให้เช่า ขณะที่ผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ในรถขุดตีนตะขาบให้แก่ผู้รับซื้อเมื่อมีการชำระราคาครบถ้วน ข้อสัญญายังกำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าต้องรับผิดชอบเองแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับตามสัญญา เช่น การรับโอน การเก็บรักษา การยึดรถจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์ รวมถึงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ภาระในการติดตามและจัดการทรัพย์จึงเป็นของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้า ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ให้เช่า 3. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142? คำตอบ: โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระราคารถขุดตีนตะขาบและค่าปรับตามสัญญารับซื้อสินค้าเท่านั้น มิได้ฟ้องหรือขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต้องส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาเพิ่มให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถให้จำเลยทั้งสองด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากคำขอในคำฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เพราะศาลไม่มีอำนาจกำหนดภาระหน้าที่ให้คู่ความเกินกว่าที่ได้ร้องขอหรือโต้แย้งกันในคดี 4. คำถาม: ศาลฎีกาในคำพิพากษาที่ 6679/2562 วินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับหน้าที่ในการส่งมอบรถขุดตีนตะขาบระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง? คำตอบ: ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในสัญญารับซื้อสินค้าแล้วเห็นว่า ข้อตกลงกำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าคือจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญา รวมถึงการยึดรถจากความครอบครองของบริษัทผู้เช่า การเคลื่อนย้ายทรัพย์ไปอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่าหรือผู้รับซื้อสินค้า และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จึงถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการติดตามและรับมอบรถเองเมื่อชำระราคา ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องส่งมอบรถให้โดยตรง การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง จึงขัดต่อเนื้อหาสัญญาและเป็นการเพิ่มภาระเกินคำขอ 5. คำถาม: ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 ต่อกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งและการร่างสัญญาเช่าทรัพย์หรือสัญญารับซื้อคืนคืออะไร? คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 ตอกย้ำหลักการสำคัญสองประการ คือ หนึ่ง ศาลต้องพิพากษาอยู่ในขอบเขตคำขอของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่อาจรุกล้ำไปกำหนดหน้าที่ที่คู่ความมิได้ร้องขอได้ และสอง การตีความสัญญาต้องยึดเจตนารมณ์และข้อความในสัญญาเป็นหลัก โดยเฉพาะในสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อคืนที่กำหนดหน้าที่คู่สัญญาอย่างจำเพาะเจาะจง แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการและทนายความร่างสัญญาให้ชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบติดตามทรัพย์สิน การชำระราคา และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อลดข้อพิพาทและให้ศาลใช้บรรทัดฐานตามเจตนารมณ์ของสัญญาอย่างเคร่งครัด |



.jpg)
