ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญารับซื้อคืนในคดีลีสซิ่ง และการพิพากษาเกินคำขอ(ฎีกา 6679/2562)

คำพิพากษาศาลฎีกา 6679/2562, สัญญารับซื้อคืนในคดีลีสซิ่ง, ความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่า, การบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่ง, การซื้อทรัพย์คืนตามข้อตกลงสัญญา, หลักสัญญาต่างตอบแทนตามกฎหมายแพ่ง, การโอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระราคาครบถ้วน, หน้าที่ผู้รับซื้อสินค้าในการติดตามทรัพย์, ขอบเขตอำนาจศาลในการพิพากษาคดีแพ่ง, หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับคำขอในฟ้อง, ข้อกฎหมายสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขาย

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทจากสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อคืน โดยศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตความรับผิดของผู้รับซื้อสินค้าที่ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่า รวมถึงหลักกฎหมายว่าด้วยสัญญาต่างตอบแทนและการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อชำระราคาครบถ้วน พร้อมทั้งวางแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับอำนาจศาลในการพิพากษาคดีแพ่ง โดยเฉพาะหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความในกระบวนพิจารณา

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์เป็นผู้ให้เช่าทรัพย์สินตามสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่ง โดยให้บริษัทผู้เช่าเช่ารถขุดตีนตะขาบหลายคัน และมีจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับซื้อสินค้า ทำสัญญารับซื้อคืนกับโจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่า ทั้งนี้ได้ตกลงกันว่า หากมีการบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้รับซื้อสินค้าจะต้องซื้อทรัพย์สินดังกล่าวคืนในราคาที่กำหนด รวมทั้งรับผิดชอบหนี้ค้างชำระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาผู้เช่าผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระราคาทรัพย์คืนพร้อมค่าปรับตามสัญญา จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระเงินตามสัญญา และให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า การที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ และขัดต่อหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่

แนววินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญารับซื้อสินค้าดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ชำระราคาทรัพย์ และผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์เมื่อมีการชำระราคาครบถ้วนเท่านั้น สัญญาไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์แก่จำเลย แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้รับซื้อสินค้าในการติดตาม ยึด และเคลื่อนย้ายทรัพย์เอง

เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระราคาทรัพย์ตามสัญญาแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดหน้าที่ใหม่แก่โจทก์ในการส่งมอบทรัพย์ การที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถ จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกจากคำขอในฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการบังคับใช้หลักสัญญาต่างตอบแทนและหลักความผูกพันตามข้อตกลงของคู่สัญญา รวมถึงการจำกัดอำนาจศาลในการพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของคู่ความ เพื่อคุ้มครองหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ผู้ทำสัญญาควรกำหนดหน้าที่และความรับผิดให้ชัดเจน โดยเฉพาะในสัญญารับซื้อคืนและสัญญาค้ำประกัน ศาลไม่อาจกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้อง หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามสัญญารับซื้อคืน พร้อมค่าปรับ และให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลย

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. **ศาลฎีกา**พิพากษาแก้ โดยยกเลิกเฉพาะส่วนที่ให้โจทก์ส่งมอบรถ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562

จำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าทำสัญญากับโจทก์ผู้ให้เช่าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัท ส. ผู้เช่า และตกลงว่า ในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า ผู้รับซื้อสินค้าตกลงผูกพันตนร่วมกันกับผู้เช่า เพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของผู้เช่าโดยซื้อทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าในราคาตามที่ระบุไว้ รวมด้วยจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและบรรดาหนี้เงินที่ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ให้เช่า โดยให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้รับซื้อสินค้า เมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงการรับโอน การเก็บรักษาทรัพย์สิน การยึดทรัพย์สินจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินมาอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า ผู้รับซื้อสินค้า หรือของบุคคลอื่นตามที่ผู้ให้เช่ากำหนด แล้วแต่กรณีตลอดจนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับซื้อสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียวในบรรดาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานี้ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้ามีหน้าที่ต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้รับซื้อสินค้าเมื่อผู้รับซื้อสินค้าได้ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระราคารถขุดตีนตะขาบที่เช่าตามสัญญารับซื้อสินค้าพร้อมค่าปรับ หากจำเลยทั้งสองชำระราคารถให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์และเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการยึดรถจากความครอบครองของบริษัท ส. หรือการเคลื่อนย้ายรถมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญารับซื้อสินค้า สัญญารับซื้อสินค้าไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง แต่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้าเอง ซึ่งมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิดังกล่าวแล้วโดยมิได้เลือกใช้สิทธิที่จะนำรถไปขายให้แก่บุคคลอื่น จำเลยทั้งสองก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญา โดยชำระราคาและติดตามรถเอง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 8,368,507.91 บาท พร้อมค่าปรับร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,013,183.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 4,184,313.52 บาท พร้อมค่าปรับร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,006,648.83 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ 4,006,648.83 บาท พร้อมดอกเบี้ย (ค่าปรับ) ร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่ 8 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป และให้จำเลยที่ 2 ชำระ 8,013,183.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน รวมทั้งให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่จำเลยทั้งสองรับซื้อคืน พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังเป็นยุติว่า บริษัท สยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด ทำสัญญาเช่ารถขุดตีนตะขาบแบบลีสซิ่งกับโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองทำสัญญารับซื้อสินค้าค้ำประกันหนี้ผู้เช่า หากบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะรับซื้อรถตามส่วนของตน เมื่อผู้เช่าผิดนัด โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงให้จำเลยทั้งสองชำระราคาซื้อคืนกับค่าปรับ ศาลล่างทั้งสองจึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์

ประเด็นฎีกาคือ ศาลล่างมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญารับซื้อสินค้า ผู้รับซื้อสินค้าคือจำเลยทั้งสองตกลงค้ำประกันหนี้โดย “ซื้อทรัพย์” จากผู้ให้เช่าในราคาที่กำหนด รวมทั้งหนี้ค้างชำระ และกำหนดให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้รับซื้อเมื่อชำระราคาครบ อีกทั้งข้อกำหนดในสัญญาให้ผู้รับซื้อสินค้ารับผิดชอบเองในการรับโอน เก็บรักษา ยึด และเคลื่อนย้ายทรัพย์จากผู้เช่ามาอยู่ในความครอบครองตน รวมทั้งการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อมีหน้าที่ชำระราคา ส่วนผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระครบเท่านั้น มิได้กำหนดให้โจทก์ต้องส่งมอบทรัพย์แก่จำเลย

เมื่อโจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระราคารถขุดตีนตะขาบพร้อมค่าปรับ เมื่อจำเลยชำระครบ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยเองในการติดตามยึดรถจากบริษัท สยาม แอนทราไซด์ ไมนิ่ง จำกัด และดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถให้จำเลย การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มเติมให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่านอกจากคำขอในฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์ส่งมอบรถขุดตีนตะขาบคืนแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

พิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง: หลักกฎหมายสำคัญในกระบวนพิจารณาความแพ่ง

การพิจารณาคดีแพ่งของศาลไทยยึดหลักพื้นฐานว่า ศาลสามารถวินิจฉัยได้ภายในขอบเขตที่คู่ความกล่าวอ้าง ฟ้องร้อง หรือโต้แย้งเท่านั้น ไม่อาจพิจารณาหรือพิพากษาในส่วนที่คู่ความไม่ได้ร้องขอหรือกล่าวถึง หากศาลทำคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ลงโทษคู่ความ หรือกำหนดภาระหน้าที่ที่ไม่ได้ปรากฏในคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง หรือข้อโต้แย้งของคู่ความ ถือเป็น “การพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้อง” ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจผิดหลักกฎหมาย และอาจทำให้คำพิพากษาส่วนนั้นตกเป็นโมฆะหรือถูกแก้ไขโดยศาลสูง

หลักการนี้มีรากฐานจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งบัญญัติว่า

“ศาลจะพิพากษาเกินไปกว่าคำขอหรือหรือนอกจากคำขอในคำฟ้องมิได้”

บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิการต่อสู้คดีของคู่ความมิให้ได้รับภาระ หรือผลกระทบที่ตนมิได้มีโอกาสโต้แย้งในชั้นพิจารณา

1. ความหมายของ “คำขอท้ายฟ้อง” และความสัมพันธ์กับขอบเขตคำพิพากษา

คำขอท้ายฟ้องหมายถึง ข้อความที่โจทก์ระบุท้ายคำฟ้องว่าต้องการให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างไร เช่น ให้จำเลยชำระเงินจำนวนเท่าใด ให้ส่งมอบทรัพย์ ค่าสินไหมทดแทน ดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือให้เพิกถอนการกระทำใด ๆ

ศาลมีหน้าที่พิจารณาเฉพาะที่โจทก์ร้องขอ และเฉพาะประเด็นที่จำเลยต่อสู้ หากศาลพิพากษาไปในข้อความที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงในคำฟ้องหรือคำให้การ เช่น กำหนดภาระใหม่ให้คู่ความ รับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่มีการอ้างในคดี หรือสั่งการเกินกว่าเหตุแห่งฟ้อง ย่อมถือเป็นการพิจารณาที่ขัดต่อมาตรา 142

การตีความขอบเขตคำขอท้ายฟ้องจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเป็นกรอบที่กำหนดอำนาจในการพิจารณาของศาลทั้งในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

2. ตัวอย่างสถานการณ์ที่ถือว่าเป็น “พิพากษาเกินคำขอ”

ศาลถือว่าพิพากษาเกินคำขอในกรณีต่อไปนี้

(1) กำหนดภาระหน้าที่ของคู่ความเกินกว่าที่ฟ้องร้อง

เช่น โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญา แต่ศาลกลับสั่งให้โจทก์ต้องส่งมอบทรัพย์ให้จำเลย ทั้งที่โจทก์ไม่ได้ร้องขอหรือคู่ความไม่เคยต่อสู้ประเด็นเช่นนั้น

(2) สั่งเกินกว่าจำนวนเงินที่ฟ้องร้อง

หากโจทก์ฟ้องเรียกหนี้ 500,000 บาท แต่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระ 600,000 บาท ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

(3) เปลี่ยนรูปแห่งคำฟ้องโดยศาลเอง

ศาลไม่มีสิทธิเพิ่มคำขอให้โจทก์ เช่น เพิ่มการเรียกร้องค่าเสียหายประเภทอื่น หรือเปลี่ยนลักษณะคำขอ เช่น จากเรียกชำระหนี้เป็นให้เพิกถอนการโอนทรัพย์

(4) สอดแทรกเงื่อนไขหรือข้อผูกพันที่ไม่มีในคำฟ้อง

ศาลไม่อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ให้จำเลยชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด หากคำฟ้องมิได้ร้องขอไว้

3. ตัวอย่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยคงเส้นคงวาว่า ศาลต้องผูกพันอยู่ในกรอบคำฟ้องและคำให้การ

ในหลายคดี ศาลฎีการะบุว่า

แม้สัญญาจะมีเนื้อหากำหนดหน้าที่ทำนองหนึ่ง แต่หากโจทก์มิได้ร้องขอ ศาลก็ไม่อาจสั่งให้คู่ความทำหน้าที่นั้นได้

แม้คำฟ้องอาจสื่อความหมายถึงสิทธิของคู่ความที่มากกว่าคำขอท้ายฟ้อง แต่ศาลก็ต้องยึดถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่นในคดีสัญญารับซื้อสินค้าที่ผู้รับซื้อสินค้าต้องเป็นฝ่ายค้นหา ยึด และโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์เอง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาสั่งให้ผู้ให้เช่าส่งมอบรถให้จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ และต้องห้ามตามมาตรา 142 เพราะไม่ใช่ประเด็นที่โจทก์ร้องขอหรือคู่ความต่อสู้กันในคดี

4. หลักเหตุผลที่กฎหมายห้ามพิพากษาเกินคำขอ

หลักการนี้คุ้มครองความเป็นธรรมในระบบยุติธรรม โดยมีเหตุผลดังนี้

1) ปกป้องสิทธิการต่อสู้คดีของคู่ความ

หากศาลกำหนดผลแห่งคดีในด้านที่คู่ความไม่เคยต่อสู้ คู่ความอาจเสียสิทธิหรือไม่สามารถนำสืบแก้ได้ ซึ่งกระทบความยุติธรรมอย่างร้ายแรง

2) คงความเป็นกลางของศาล

ศาลต้องทำหน้าที่พิจารณาในฐานะผู้วินิจฉัย ไม่ใช่ผู้เพิ่มเติมหรือรื้อฟื้นประเด็นให้คู่ความ

3) ให้ความแน่นอนในกระบวนพิจารณา

คู่ความต้องสามารถคำนวณผลแห่งคดีได้จากคำฟ้องและคำให้การ ไม่ใช่ผลที่ศาลกำหนดขึ้นเอง

4) คุ้มครองหลักนิติธรรม (Rule of Law)

คำพิพากษาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่อำนาจดุลพินิจที่ไร้ขอบเขต

5. ข้อยกเว้นกรณีที่ศาลอาจวินิจฉัยเกินคำขอได้

แม้ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ แต่กฎหมายยอมรับบางกรณีที่ศาลสามารถวินิจฉัยแม้ไม่มีคำขอโดยตรง เช่น

กรณีบทกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาด เช่น บทบัญญัติความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ผลที่เกิดขึ้นโดยจำเป็นตามกฎหมาย เช่น การคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 แม้ไม่ได้ร้องขอ

ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเอง เช่น คดีโมฆะกรรม

อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นเหล่านี้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด เพราะอาจกระทบสิทธิของคู่ความได้หากใช้เกินพอดี

6. ความสำคัญต่อการร่างคำฟ้องและการสืบพยาน

หลักการห้ามพิพากษาเกินคำขอจึงมีผลต่อการทำคดีของทนายความและคู่ความโดยตรง การร่างคำฟ้องต้องรอบคอบ ระบุคำขอให้ครบถ้วน เช่น

รายการค่าเสียหาย

ค่าปรับ ดอกเบี้ย ค่าปรับผิดสัญญา

คำขอเฉพาะ เช่น ขอให้เพิกถอน ขอให้ส่งมอบทรัพย์ ขอให้จดทะเบียน

ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องการให้ศาลสั่ง

การพลาดระบุคำขอหรือระบุไม่ชัดเจนอาจทำให้ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้ แม้การตีความข้อเท็จจริงจะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายโจทก์ก็ตาม

7. บทสรุป

หลักห้ามศาลพิพากษาเกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมแพ่งที่สร้างความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมแก่คู่ความ โดยกำหนดอำนาจของศาลให้จำกัดอยู่ภายในกรอบคำฟ้องและข้อโต้แย้งเท่านั้น หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ศาลกำหนดผลแห่งคดีโดยปราศจากการต่อสู้คดี หรือเพิ่มภาระแก่คู่ความโดยมิได้ร้องขอ ทั้งยังเป็นหลักค้ำยันความเป็นกลางและความมั่นคงของกระบวนพิจารณาตามครรลองนิติรัฐ

การศึกษาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมาก รวมถึงคดีเกี่ยวกับสัญญารับซื้อคืนและคดีแพ่งทั่วไป พบว่าแนวทางของศาลสูงมีความชัดเจนและมั่นคงในการบังคับใช้มาตรา 142 เพื่อประกันความยุติธรรมของกระบวนการทั้งหมด ดังนั้น การเตรียมคำฟ้อง คำให้การ และคำขอท้ายฟ้องให้ครบถ้วนชัดเจนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทนายความและผู้ฟ้องคดีต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามสิทธิแท้จริงของคู่ความและไม่เกิดปัญหาการพิพากษาที่เกินไปจากสิ่งที่ได้ร้องขอไว้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 มีข้อเท็จจริงและคู่สัญญาเกี่ยวกับเรื่องใดเป็นหลัก?

คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 เกิดจากข้อพิพาทในสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อสินค้าคืน โดยบริษัทผู้เช่าทำสัญญาเช่ารถขุดตีนตะขาบจากโจทก์ผู้ให้เช่า และจำเลยทั้งสองทำสัญญารับซื้อสินค้าเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทผู้เช่า กำหนดว่าเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองต้องรับซื้อรถขุดตีนตะขาบตามส่วนของตนในราคาที่กำหนด พร้อมรับผิดชอบหนี้ค้างชำระและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้รับซื้อสินค้าเกี่ยวกับหน้าที่ในการชำระเงิน ราคา ค่าปรับ และภาระในการติดตามและจัดการทรัพย์สินตามสัญญา

2. คำถาม: สัญญารับซื้อสินค้าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 มีลักษณะและผลผูกพันอย่างไร?

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญารับซื้อสินค้าตามคดีนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับซื้อสินค้าซึ่งเป็นจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อพร้อมหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้ให้เช่า ขณะที่ผู้ให้เช่ามีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ในรถขุดตีนตะขาบให้แก่ผู้รับซื้อเมื่อมีการชำระราคาครบถ้วน ข้อสัญญายังกำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าต้องรับผิดชอบเองแต่เพียงฝ่ายเดียวในการดำเนินการบังคับตามสัญญา เช่น การรับโอน การเก็บรักษา การยึดรถจากความครอบครองของผู้เช่า และการเคลื่อนย้ายทรัพย์ รวมถึงการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ภาระในการติดตามและจัดการทรัพย์จึงเป็นของจำเลยทั้งสองผู้รับซื้อสินค้า ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ให้เช่า

3. คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142?

คำตอบ: โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระราคารถขุดตีนตะขาบและค่าปรับตามสัญญารับซื้อสินค้าเท่านั้น มิได้ฟ้องหรือขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต้องส่งมอบรถขุดตีนตะขาบแก่จำเลยทั้งสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาเพิ่มให้โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถให้จำเลยทั้งสองด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากคำขอในคำฟ้อง อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เพราะศาลไม่มีอำนาจกำหนดภาระหน้าที่ให้คู่ความเกินกว่าที่ได้ร้องขอหรือโต้แย้งกันในคดี

4. คำถาม: ศาลฎีกาในคำพิพากษาที่ 6679/2562 วินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับหน้าที่ในการส่งมอบรถขุดตีนตะขาบระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง?

คำตอบ: ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในสัญญารับซื้อสินค้าแล้วเห็นว่า ข้อตกลงกำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าคือจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญา รวมถึงการยึดรถจากความครอบครองของบริษัทผู้เช่า การเคลื่อนย้ายทรัพย์ไปอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่าหรือผู้รับซื้อสินค้า และการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จึงถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองในการติดตามและรับมอบรถเองเมื่อชำระราคา ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องส่งมอบรถให้โดยตรง การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ส่งมอบรถแก่จำเลยทั้งสอง จึงขัดต่อเนื้อหาสัญญาและเป็นการเพิ่มภาระเกินคำขอ

5. คำถาม: ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 ต่อกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งและการร่างสัญญาเช่าทรัพย์หรือสัญญารับซื้อคืนคืออะไร?

คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2562 ตอกย้ำหลักการสำคัญสองประการ คือ หนึ่ง ศาลต้องพิพากษาอยู่ในขอบเขตคำขอของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่อาจรุกล้ำไปกำหนดหน้าที่ที่คู่ความมิได้ร้องขอได้ และสอง การตีความสัญญาต้องยึดเจตนารมณ์และข้อความในสัญญาเป็นหลัก โดยเฉพาะในสัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่งและสัญญารับซื้อคืนที่กำหนดหน้าที่คู่สัญญาอย่างจำเพาะเจาะจง แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการและทนายความร่างสัญญาให้ชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบติดตามทรัพย์สิน การชำระราคา และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อลดข้อพิพาทและให้ศาลใช้บรรทัดฐานตามเจตนารมณ์ของสัญญาอย่างเคร่งครัด




คำพิพากษาศาลฎีกา

รับสารภาพแล้วฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้ | หลัก ป.วิ.พ. ม.249(ฎีกา 6899/2550)
ค่าชดเชยเลิกจ้างรัฐวิสาหกิจและดอกเบี้ย,ค่าชดเชย 180 วัน, (ฎีกา 5868-5869/2550)
คดีหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร,ป.พ.พ. มาตรา 1461,(ฎีกาที่ 1106/2550)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5921/2550: การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีหลักฐานการกระทำผิดซ้ำของลูกจ้าง
ครอบครองปรปักษ์ก่อนออกโฉนดที่ดินไม่นำมารวมหลังออกโฉนด
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
การเข้ามอบตัวถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว
คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน-ปัญหาข้อกฎหมาย
ร้องขัดทรัพย์-ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด
ขอให้ศาลรวมโทษจำคุก,ความผิดหลายกรรม
ฐานค่าจ้างในการคำนวณจ่ายค่าชดเชย
สิทธิแจ้งความร้องทุกข์ของผู้เสียหาย
ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับสภาพหนี้ มิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ
อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา
การประเมินภาษีเงินได้-อำนาจออกหมายเรียก
คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งแก้ไขคำสั่งที่ผิดหลง
การจราจรติดขัดไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
หนี้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สุด
ผู้ให้เช่าซื้อ(เจ้าหนี้)ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ฟ้องซ้ำ หลายกรรมต่างกัน
เหตุสุดวิสัย หรือ ประมาทเลินเล่อ เรียกค่าขาดไร้อุปการะ
ไม่เข้าเหตุถอนคืนการให้ | หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ขอให้ศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่      
ถอนคืนการให้-ประพฤติเนรคุณ หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบหรือไม่?
คำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ | อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้อง
ใบแต่งทนาย-ทนายความขอแรง
คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง คำสั่งระหว่างพิจารณา
สิทธิในการดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วม
อำนาจสอบสวน ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ลูกหนี้ร่วม-เจ้าหนี้ฟ้องให้ล้มละลายได้
ทางจำเป็นและทางภาระจำยอม
หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา หนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรม
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบ
เรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
การริบทรัพย์สินของกลาง ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ผิดสัญญาหมั้นเรียกค่าทดแทนและสินสอดคือ
การรับสภาพหนี้อายุความสะดุดหยุดลง
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
การรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่
สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยลูกจ้าง
อายุความเรียกค่าเสียหาย | ค่าสินไหมทดแทน | ฟ้องนายจ้าง
สัญญาขายฝาก-การวางทรัพย์-การขยายกำหนดเวลาไถ่
ตรวจค้น-จับกุมมิชอบด้วยกฎหมาย
ไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบไม่ทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบ
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นที่นำยึดทรัพย์
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน- สภาพการจ้าง
สัญญากู้ยืมเงินแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้,การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ | ปัสสาวะสีม่วง | เสพเมทแอมเฟตามีน
สัญญาที่ผู้บริโภคเสียเปรียบเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงาน
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม-ผู้เสียหาย
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย 62 เม็ด โทษ 4 ปี 9 เดือน
ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุ
ผลของการไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน
นับอายุความละเมิดเรียกค่าเสียหาย
มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ
ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน | เขตอำนาจศาลแขวง
นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ
การกระทำต่อเนื่อง-ความผิดฐานบุกรุก
ภาระจำยอมโดยอายุความ-ใช้ทางในลักษณะปรปักษ์
ดอกผลนิตินัย
พรากผู้เยาว์,กระทำชำเราเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง- “สภาพการจ้าง” คืออะไร?
รับของโจร รับซื้อทรัพย์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าได้มาโดยการลักทรัพย์
อายุความสิทธิเรียกร้องมูลละเมิด
เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้
กฎหมายยกเลิกความผิด-การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย
ประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ | ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง
เรียกค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
ความผิดฐานพรากเด็ก(ผู้เยาว์)อายุยังไม่เกิน 15 ปี
การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญา
เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การฟอกเงิน-ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย
รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ
บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
การใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ
รับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ละเมิดอำนาจศาล เปลี่ยนตัวจำเลย
ฎีกาไม่มีลายมือชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกา
ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย
ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี
ศาลไม่อาจลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง เมทแอมเฟตามีน
ผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่จะขอให้ศาลเพิกถอนผู้จัดการมรดก
ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น,ชั้นอุทธรณ์
ผลของคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด | ผู้ชำระบัญชี
ผู้จัดการมรดก-ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก พินัยกรรม
สิทธิหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องนำไปให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้
ผู้ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วเงิน
สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ, ปรับโครงสร้างหนี้