
| เจ้าหนี้หักหนี้ให้ลูกหนี้ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่? วิเคราะห์หลักอายุความสะดุดหยุดลงและสิทธิของคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่ง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญในเรื่อง “การรับสภาพหนี้” ซึ่งเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีประเด็นข้อพิพาทว่า การที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายหักลดหนี้ให้ลูกหนี้ หรือการที่ลูกหนี้คืนสินค้าให้เจ้าหนี้บางส่วน จะถือเป็นการแสดงเจตนารับสภาพหนี้หรือไม่ อันจะมีผลทำให้อายุความที่กำลังเดินอยู่หยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สิทธิในการฟ้องร้องเรียกหนี้” ของเจ้าหนี้ หากการกระทำดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมาย ย่อมทำให้หนี้นั้นขาดอายุความ และเจ้าหนี้ไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้อีกต่อไป ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขของการรับสภาพหนี้ และขอบเขตของการกระทำที่ถือว่าเป็นการยอมรับหนี้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้า ได้ขายเครื่องมือไฟฟ้าให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้งในช่วงปี 2539 ถึง 2540 โดยมีการส่งมอบสินค้าและกำหนดวันชำระหนี้แน่นอน แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพียงบางส่วน และยังคงค้างชำระเงินจำนวนมาก ต่อมาโจทก์ได้หักลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้คืนสินค้าให้แก่โจทก์บางส่วนในภายหลัง ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แต่เช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกชำระหนี้ แต่จำเลยต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความแล้ว เนื่องจากเป็นหนี้ทางการค้า ซึ่งมีกำหนดอายุความเพียง 2 ปี และการกระทำที่โจทก์อ้างว่าเป็นการรับสภาพหนี้นั้น ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมีเพียงข้อเดียว คือ “การที่เจ้าหนี้หักลดหนี้ให้ลูกหนี้ และการที่ลูกหนี้คืนสินค้าให้เจ้าหนี้บางส่วน จะถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ และมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่” คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกพิจารณาเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ (1) กรณีเจ้าหนี้หักลดหนี้ให้ลูกหนี้ ศาลเห็นว่า การรับสภาพหนี้ตามกฎหมายต้องเป็น “การกระทำของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้” เท่านั้น แต่ในกรณีนี้เป็นการกระทำของเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าองค์ประกอบของการรับสภาพหนี้ตามมาตรา 193/14 (1) (2) กรณีลูกหนี้คืนสินค้า ศาลเห็นว่า การคืนสินค้าเป็นเพียงการใช้สิทธิตามสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่การแสดงเจตนายอมรับว่ายังค้างชำระหนี้ จึงไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้เช่นกัน ดังนั้น การกระทำทั้งสองกรณีไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนด 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “รับสภาพหนี้” ซึ่งต้องมีองค์ประกอบดังนี้ 1. ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้ 2. ต้องกระทำต่อเจ้าหนี้ 3. ต้องแสดงเจตนายอมรับว่ามีหนี้อยู่จริง หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง จะไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ และไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงว่า “การตีความต้องเคร่งครัด” ไม่สามารถขยายความหมายให้ครอบคลุมการกระทำอื่นได้ เจตนารมณ์ของกฎหมาย (มาตรา 193/14) บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ยอมรับหนี้โดยสมัครใจ ทำให้ไม่เป็นธรรมที่จะให้อายุความสิ้นสุดลง แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ต้องการป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ใช้เหตุเล็กน้อยหรือการกระทำทั่วไปมาต่ออายุความได้โดยไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงกำหนดให้ต้องเป็น “การยอมรับหนี้โดยชัดแจ้งจากลูกหนี้” แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีความสอดคล้องกันว่า การรับสภาพหนี้ต้องเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้ง การกระทำโดยปริยายต้องตีความอย่างเคร่งครัด การกระทำที่เป็นเพียงการใช้สิทธิตามสัญญา ไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความว่า “ไม่ใช่ทุกการกระทำที่เกี่ยวกับหนี้ จะถือเป็นการรับสภาพหนี้” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยแตกต่างกันตามจำนวนเงินและช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยว่าการกระทำที่โจทก์อ้างไม่เป็นการรับสภาพหนี้ และไม่มีเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยชัดเจนว่าการหักลดหนี้โดยเจ้าหนี้ และการคืนสินค้าโดยลูกหนี้ ไม่เข้าหลักการรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนด 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ และฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า “การรับสภาพหนี้” เป็นข้อยกเว้นของหลักอายุความ ซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัดและจำกัดขอบเขตอย่างชัดเจน การจะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ได้นั้น ต้องปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าลูกหนี้ยอมรับความมีอยู่ของหนี้ มิใช่เพียงการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาหรือหนี้ในลักษณะทั่วไป การที่เจ้าหนี้ดำเนินการฝ่ายเดียว เช่น การหักลดหนี้ หรือการปรับปรุงบัญชีหนี้ ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุขยายอายุความได้ เพราะไม่ใช่การแสดงเจตนาของลูกหนี้โดยตรง ในทำนองเดียวกัน การที่ลูกหนี้ใช้สิทธิตามสัญญา เช่น การคืนสินค้า หรือการโต้แย้งยอดหนี้ มิใช่การยอมรับหนี้โดยปริยาย เว้นแต่จะมีพฤติการณ์อื่นประกอบที่แสดงเจตนาอย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องตามหนี้ต้องใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด มิอาจอาศัยการตีความขยายความหมายของ “การรับสภาพหนี้” เพื่อหลีกเลี่ยงผลของอายุความได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความ “การรับสภาพหนี้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 ว่าต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้เท่านั้น และต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้ง จึงจะมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การรับสภาพหนี้ หมายถึง การที่ลูกหนี้แสดงเจตนายอมรับว่าตนยังคงมีหนี้อยู่ต่อเจ้าหนี้ ซึ่งต้องเป็นการกระทำโดยลูกหนี้เองและต้องชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงการกระทำโดยเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว หรือการกระทำที่ตีความได้หลายทาง 2. อายุความสะดุดหยุดลง หมายถึง การที่ระยะเวลาฟ้องคดีหยุดนับชั่วคราวและเริ่มนับใหม่ แต่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีเหตุที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น เช่น การรับสภาพหนี้โดยลูกหนี้ ซึ่งในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-การที่เจ้าหนี้หักลดหนี้ให้ลูกหนี้ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ คำตอบ การหักลดหนี้โดยเจ้าหนี้ไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ตามกฎหมาย เนื่องจากการรับสภาพหนี้ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้ที่แสดงเจตนายอมรับหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยชัดแจ้ง การที่เจ้าหนี้ดำเนินการฝ่ายเดียว เช่น ลดหนี้หรือปรับบัญชี เป็นเพียงการบริหารหนี้ ไม่ใช่การยืนยันหนี้โดยลูกหนี้ จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเจ้าหนี้ยังคงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย 2. คำถาม-การคืนสินค้าให้เจ้าหนี้ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ คำตอบ การคืนสินค้าเป็นเพียงการใช้สิทธิของคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขาย ไม่ได้แสดงว่าลูกหนี้ยอมรับว่ายังมีหนี้ค้างชำระอยู่ การจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต้องมีพฤติการณ์ชัดเจนว่าลูกหนี้ยอมรับยอดหนี้ เช่น การทำหนังสือรับสภาพหนี้ หรือการตกลงชำระหนี้ใหม่ การคืนสินค้าเพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง 3. คำถาม-การรับสภาพหนี้ต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย คำตอบ การรับสภาพหนี้ต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งของลูกหนี้ว่าตนยังคงเป็นหนี้อยู่ อาจทำได้โดยการทำหนังสือ การยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการแสดงพฤติการณ์ที่ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ เช่น การขอผ่อนชำระหนี้หรือการชำระหนี้บางส่วนพร้อมยอมรับยอดคงค้าง หากไม่ปรากฏเจตนาชัดเจน ศาลจะไม่ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ 4. คำถาม-หนี้ที่ขาดอายุความแล้วสามารถฟ้องร้องได้อีกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หนี้ที่ขาดอายุความไม่อาจบังคับทางศาลได้อีก เว้นแต่ลูกหนี้จะรับสภาพหนี้ใหม่หลังจากอายุความครบกำหนด ซึ่งต้องเป็นการยอมรับหนี้อย่างชัดแจ้ง หากไม่มีการรับสภาพหนี้ดังกล่าว เจ้าหนี้ไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ได้อีก แม้ว่าหนี้นั้นจะมีอยู่จริงในทางข้อเท็จจริงก็ตาม 5. คำถาม-การสั่งจ่ายเช็คหลังหนี้ขาดอายุความ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ คำตอบ การสั่งจ่ายเช็คอาจถือเป็นการรับสภาพหนี้ได้ หากเป็นการกระทำโดยลูกหนี้ที่แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการชำระหนี้เดิม อย่างไรก็ตาม หากเช็คถูกออกในนามนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทน และไม่มีพฤติการณ์แสดงว่าผู้สั่งจ่ายยอมรับหนี้ส่วนตัว ศาลอาจวินิจฉัยว่าไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี 6. คำถาม-เหตุใดกฎหมายต้องกำหนดให้การรับสภาพหนี้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด คำตอบ เนื่องจากการรับสภาพหนี้เป็นข้อยกเว้นของหลักอายุความ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความแน่นอนในสิทธิเรียกร้องและป้องกันการฟ้องร้องล่าช้า หากตีความอย่างกว้างเกินไป อาจทำให้เจ้าหนี้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อยืดอายุความโดยไม่เป็นธรรม กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีเจตนาชัดแจ้งจากลูกหนี้เท่านั้น 7. คำถาม-การชำระหนี้บางส่วนถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก การชำระหนี้บางส่วนอาจถือเป็นการรับสภาพหนี้ได้ หากปรากฏว่าลูกหนี้ยอมรับยอดหนี้ที่เหลืออยู่ด้วย แต่หากการชำระนั้นมีข้อโต้แย้งหรือมีเงื่อนไข เช่น ชำระเพื่อยุติข้อพิพาท หรือไม่ยอมรับยอดหนี้ทั้งหมด ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน 8. คำถาม-เจ้าหนี้ควรดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้หนี้ขาดอายุความ คำตอบ เจ้าหนี้ควรติดตามหนี้และใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดอายุความอย่างเคร่งครัด หากต้องการให้อายุความสะดุดหยุดลง ควรให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือมีหลักฐานแสดงการยอมรับหนี้อย่างชัดเจน การพึ่งพาการกระทำโดยปริยายหรือการตีความทั่วไปมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2550 การรับสภาพหนี้อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้หักลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนก็เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญา มิใช่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่ ถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เช่นกัน จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อเครื่องมือไฟฟ้าหลายครั้งระหว่างปี 2539–2540 และชำระเงินเพียงบางส่วน ยังคงค้างชำระรวมกว่า 6.5 ล้านบาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็ค 5 ฉบับเพื่อชำระหนี้ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ 2 ปีตามหนี้การค้า และการออกเช็คภายหลังหนี้ขาดอายุความไม่ถือเป็นการรับสภาพหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างว่าออกเช็คในฐานะกรรมการของบริษัท มิได้เป็นหนี้ส่วนตัว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินบางส่วนพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญคือการหักลดหนี้โดยโจทก์และการคืนสินค้าโดยจำเลยที่ 1 จะถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่าการรับสภาพหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 ต้องเป็นการกระทำของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้ แต่กรณีนี้เป็นการกระทำของเจ้าหนี้ฝ่ายเดียว ส่วนการคืนสินค้าเป็นเพียงการใช้สิทธิตามสัญญา มิใช่การยอมรับหนี้ จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องเกิน 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนธันวาคม 2539 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องมือไฟฟ้าไปจากโจทก์หลายครั้ง จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน โดยยังคงค้างชำระค่าสินค้าที่สั่งซื้อในเดือนธันวาคม 2539 และเดือนกุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 1,000,000 และคงค้างชำระค่าสินค้าในเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำนวน 5,031,839.01 บาท ต่อมาเมื่อประมาณปลายปี 2541 จำเลยที่ 2 ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 5 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระสำหรับสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อในเดือนมีนาคม 2539 และเดือนกุมภาพันธ์ 2540 เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,515,212.41 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,031,839.01 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปกับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 1,057,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันส่งมอบสินค้า คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2542 หลังจากมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้ว จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 และในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้คิดดอกเบี้ยในต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2542 และต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 มีนาคม 2543) รวมแล้วต้องไม่เกิน 57,328 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างเดือนมีนาคม 2540 ถึงเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องมือไฟฟ้าไปจากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 6,054,264.80 บาท โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 วันที่ 30 มิถุนายน และวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์หักลดหนี้ค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 จำนวน 800,320.54 บาท ตามใบลดหนี้เอกสารหมาย จ.34 ในเดือนสิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนคิดเป็นเงิน 222,105.25 บาท ตามใบรับสินค้าเอกสารหมาย จ.35 และ จ.36 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์หักลดหนี้ค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า การรับสภาพหนี้อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้กระทำต่อเจ้าหนี้ แต่กรณีตามฎีกาของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งคือโจทก์กระทำต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 คืนสินค้าให้โจทก์บางส่วนก็เป็นเรื่องของการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญา หาใช่เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ายังค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เป็นจำนวนตามที่โจทก์เรียกร้อง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การรับสภาพหนี้ จึงไม่เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่หนี้แต่ละรายการถึงกำหนดชำระคดีโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. |



.jpg)
