
| คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อำนาจของศาลในการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แผ่นดินจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ตามกฎหมายแพ่งหรือไม่ และสามารถเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้เพียงใด คดีนี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีร่ำรวยผิดปกติ แนวทางการประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สิน และขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการยกประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย เมื่อเข้ารับตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามกฎหมายกำหนด ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิเป็นจำนวนมากผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งไว้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ จากการตรวจสอบและไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 10,000,000 บาท โดยทรัพย์สินดังกล่าวปลูกสร้างบนที่ดินของภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาจนครบมูลค่า 10,000,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากเงินที่มีผู้ให้โดยเสน่หา มิใช่ทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ โดยเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา พร้อมกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ผู้ถูกกล่าวหาจึงฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นแรก ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต บัญญัติให้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินให้ศาลเชื่อได้ว่ามิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่ารายได้ของผู้ถูกกล่าวหาและภริยาในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งมีจำนวนไม่สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคำอ้างของผู้ถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจำนวนมากโดยเสน่หาจากบุคคลอื่น ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์แห่งคดีและสามัญสำนึกของบุคคลทั่วไป พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้หักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้องได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประเด็นที่สอง การกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจากเงินที่ให้ชำระแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำพิพากษาจะกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินจำนวนหนึ่งแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่การบังคับดังกล่าวเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรง อันเป็นผลตามกฎหมายเฉพาะ มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยและแก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายว่าด้วยคดีร่ำรวยผิดปกติมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมุ่งตัดตอนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ มิใช่มุ่งลงโทษในลักษณะเดียวกับคดีอาญาหรือคดีแพ่งทั่วไป กฎหมายจึงกำหนดกลไกพิเศษในการตรวจสอบทรัพย์สินและกำหนดภาระการพิสูจน์ให้ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปของกระบวนพิจารณา การสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินดังกล่าว เป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการบังคับตามผลของกฎหมายโดยตรง มิใช่การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง ดังนั้น แผ่นดินจึงไม่ได้อยู่ในฐานะ “เจ้าหนี้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนำหลักเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดในคดีแพ่งมาปรับใช้โดยตรงจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย นอกจากนี้ บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกายกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง สะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลมีหน้าที่ธำรงความถูกต้องของกฎหมายและความเป็นธรรมของระบบกฎหมายโดยรวม มิใช่จำกัดตนเองอยู่เพียงขอบเขตข้อโต้แย้งของคู่ความ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ มีความสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นภาระการพิสูจน์ กล่าวคือ เมื่อปรากฏทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหาต้องแสดงที่มาของทรัพย์สินนั้นให้ชัดแจ้งและน่าเชื่อถือ หากพยานหลักฐานมีลักษณะเป็นเพียงคำกล่าวอ้างหรือมีพิรุธ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ ในส่วนของผลทางกฎหมายของการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต มิใช่ความสัมพันธ์แบบลูกหนี้เจ้าหนี้ตามกฎหมายแพ่ง การกำหนดผลทางดอกเบี้ยหรือผลตามกฎหมายแพ่งอื่น ๆ จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด มิให้ขยายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง คำพิพากษานี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ตอกย้ำหลักการสำคัญทั้งในด้านภาระการพิสูจน์ของผู้ถูกกล่าวหา และขอบเขตของผลทางกฎหมายจากการบังคับทรัพย์ในคดีร่ำรวยผิดปกติ อันมีนัยสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายคดีทุจริตในอนาคต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษากลับ เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา พร้อมกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ในประเด็นการเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แต่พิพากษาแก้ในส่วนของดอกเบี้ย โดยวินิจฉัยว่าการบังคับชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินมิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมายแพ่ง จึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า การดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งตัดตอนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ มิใช่การบังคับชำระหนี้ในลักษณะคดีแพ่งทั่วไป ภาระการพิสูจน์ถูกกำหนดให้ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแสดงความโปร่งใสในที่มาของทรัพย์สินของตน นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำขอบเขตของอำนาจศาลในการรักษาความถูกต้องของกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา อันเป็นหลักประกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปอย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติและไม่ขยายผลทางกฎหมายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่สำคัญ คดีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การสั่งให้ชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับตามผลของกฎหมายเฉพาะ มิใช่ความสัมพันธ์แบบลูกหนี้เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนำหลักดอกเบี้ยผิดนัดในคดีแพ่งมาปรับใช้โดยตรงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องได้รับการแก้ไขเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คดีร่ำรวยผิดปกติคืออะไร คดีร่ำรวยผิดปกติคือคดีที่ตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินให้ศาลเชื่อได้ มิฉะนั้นทรัพย์สินอาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน 2. ภาระการพิสูจน์ในคดีร่ำรวยผิดปกติตกแก่ฝ่ายใด ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่แสดงที่มาของทรัพย์สินว่ามิได้เกิดจากการทุจริตหรือการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ 3. เมื่อศาลสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน สามารถคิดดอกเบี้ยได้หรือไม่ ตามแนวคำพิพากษานี้ การสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับตามกฎหมายเฉพาะ มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้และไม่อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ 4. ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาเองได้หรือไม่ หากไม่มีคู่ความฎีกาในประเด็นนั้น ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568 เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาจนครบมูลค่า 10,000,000 บาท รวมทั้งขอให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตรเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 10,000,000 บาท ภายใน 60 วัน และหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดพร้อมทั้งให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิในระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตรมูลค่า 10,000,000 บาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินของภริยา กฎหมายกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้รับเงินโดยเสน่หาจากบุคคลอื่น แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน พฤติการณ์และคำเบิกความมีพิรุธ ขัดกับสามัญสำนึก จึงรับฟังไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ฎีกาฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า การสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงตามกฎหมาย มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดจึงไม่ชอบ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง พิพากษาแก้โดยยกเลิกส่วนที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ย นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



