ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย

คดีร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ, ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ป.ป.ช., การบังคับทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน, ดอกเบี้ยในคดีร่ำรวยผิดปกติ, อำนาจศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษา, ความสงบเรียบร้อยของประชาชน กฎหมาย, ภาระการพิสูจน์ทรัพย์สิน, การบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรง, ไม่เป็นหนี้ตามแพ่ง, การยึดทรัพย์คดีทุจริต, กฎหมาย ป.ป.ช. 2561, พ.ร.บ.คดีทุจริต 2559, มาตรา 224 ป.พ.พ., มาตรา 142 ป.วิ.พ., คำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริต, พ.ร.บ.คดีทุจริต 2559, มาตรา 224 ป.พ.พ., มาตรา 142 ป.วิ.พ.,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อำนาจของศาลในการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แผ่นดินจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ตามกฎหมายแพ่งหรือไม่ และสามารถเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้เพียงใด

คดีนี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของผู้ถูกกล่าวหาในคดีร่ำรวยผิดปกติ แนวทางการประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สิน และขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการยกประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้สืบเนื่องจากการที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย เมื่อเข้ารับตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามกฎหมายกำหนด ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิเป็นจำนวนมากผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งไว้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้

จากการตรวจสอบและไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 10,000,000 บาท โดยทรัพย์สินดังกล่าวปลูกสร้างบนที่ดินของภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาจนครบมูลค่า 10,000,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากเงินที่มีผู้ให้โดยเสน่หา มิใช่ทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ โดยเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา พร้อมกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ผู้ถูกกล่าวหาจึงฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

ประเด็นแรก ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต บัญญัติให้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินให้ศาลเชื่อได้ว่ามิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่ารายได้ของผู้ถูกกล่าวหาและภริยาในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งมีจำนวนไม่สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคำอ้างของผู้ถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจำนวนมากโดยเสน่หาจากบุคคลอื่น ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์แห่งคดีและสามัญสำนึกของบุคคลทั่วไป พยานหลักฐานจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้หักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้องได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ

ประเด็นที่สอง การกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยจากเงินที่ให้ชำระแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำพิพากษาจะกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินจำนวนหนึ่งแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่การบังคับดังกล่าวเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรง อันเป็นผลตามกฎหมายเฉพาะ มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงมิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่จะเรียกดอกเบี้ยได้

การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากเงินดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยและแก้ไข แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

หลักกฎหมายว่าด้วยคดีร่ำรวยผิดปกติมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมุ่งตัดตอนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ มิใช่มุ่งลงโทษในลักษณะเดียวกับคดีอาญาหรือคดีแพ่งทั่วไป กฎหมายจึงกำหนดกลไกพิเศษในการตรวจสอบทรัพย์สินและกำหนดภาระการพิสูจน์ให้ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปของกระบวนพิจารณา

การสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินดังกล่าว เป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการบังคับตามผลของกฎหมายโดยตรง มิใช่การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง ดังนั้น แผ่นดินจึงไม่ได้อยู่ในฐานะ “เจ้าหนี้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนำหลักเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดในคดีแพ่งมาปรับใช้โดยตรงจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

นอกจากนี้ บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกายกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง สะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลมีหน้าที่ธำรงความถูกต้องของกฎหมายและความเป็นธรรมของระบบกฎหมายโดยรวม มิใช่จำกัดตนเองอยู่เพียงขอบเขตข้อโต้แย้งของคู่ความ

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ มีความสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นภาระการพิสูจน์ กล่าวคือ เมื่อปรากฏทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหาต้องแสดงที่มาของทรัพย์สินนั้นให้ชัดแจ้งและน่าเชื่อถือ หากพยานหลักฐานมีลักษณะเป็นเพียงคำกล่าวอ้างหรือมีพิรุธ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้

ในส่วนของผลทางกฎหมายของการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต มิใช่ความสัมพันธ์แบบลูกหนี้เจ้าหนี้ตามกฎหมายแพ่ง การกำหนดผลทางดอกเบี้ยหรือผลตามกฎหมายแพ่งอื่น ๆ จึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด มิให้ขยายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง

คำพิพากษานี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ตอกย้ำหลักการสำคัญทั้งในด้านภาระการพิสูจน์ของผู้ถูกกล่าวหา และขอบเขตของผลทางกฎหมายจากการบังคับทรัพย์ในคดีร่ำรวยผิดปกติ อันมีนัยสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายคดีทุจริตในอนาคต

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษากลับ เห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ภายในกำหนดเวลา พร้อมกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ในประเด็นการเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ แต่พิพากษาแก้ในส่วนของดอกเบี้ย โดยวินิจฉัยว่าการบังคับชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินมิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมายแพ่ง จึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า การดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติเป็นมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งตัดตอนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ มิใช่การบังคับชำระหนี้ในลักษณะคดีแพ่งทั่วไป ภาระการพิสูจน์ถูกกำหนดให้ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแสดงความโปร่งใสในที่มาของทรัพย์สินของตน

นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำขอบเขตของอำนาจศาลในการรักษาความถูกต้องของกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา อันเป็นหลักประกันว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปอย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติและไม่ขยายผลทางกฎหมายเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้

ที่สำคัญ คดีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การสั่งให้ชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับตามผลของกฎหมายเฉพาะ มิใช่ความสัมพันธ์แบบลูกหนี้เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การนำหลักดอกเบี้ยผิดนัดในคดีแพ่งมาปรับใช้โดยตรงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องได้รับการแก้ไขเพื่อรักษาความเป็นธรรมและความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คดีร่ำรวยผิดปกติคืออะไร

คดีร่ำรวยผิดปกติคือคดีที่ตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินให้ศาลเชื่อได้ มิฉะนั้นทรัพย์สินอาจถูกสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน

2. ภาระการพิสูจน์ในคดีร่ำรวยผิดปกติตกแก่ฝ่ายใด

ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่แสดงที่มาของทรัพย์สินว่ามิได้เกิดจากการทุจริตหรือการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

3. เมื่อศาลสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน สามารถคิดดอกเบี้ยได้หรือไม่

ตามแนวคำพิพากษานี้ การสั่งให้ชำระเงินแทนทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับตามกฎหมายเฉพาะ มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้และไม่อาจเรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้

4. ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาเองได้หรือไม่ หากไม่มีคู่ความฎีกาในประเด็นนั้น

ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นฎีกา เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาจนครบมูลค่า 10,000,000 บาท รวมทั้งขอให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตรเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 10,000,000 บาท ภายใน 60 วัน และหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดพร้อมทั้งให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิในระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตรมูลค่า 10,000,000 บาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินของภริยา กฎหมายกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้รับเงินโดยเสน่หาจากบุคคลอื่น แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน พฤติการณ์และคำเบิกความมีพิรุธ ขัดกับสามัญสำนึก จึงรับฟังไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ฎีกาฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า การสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงตามกฎหมาย มิใช่การบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินจึงไม่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จะเรียกดอกเบี้ยได้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดจึงไม่ชอบ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง

พิพากษาแก้โดยยกเลิกส่วนที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ย นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
สัญญาอนุญาโตตุลาการ vs ฟ้องศาลไทย(ฎีกา 2651/2568)
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้า & กฎหมายศุลกากร,นำเข้ารถยนต์, สำแดงราคาต่ำ,(ฎีกา 5097/2565)
คดีทำเหมืองไม่มีประทานบัตร & ค่าภาคหลวงแร่ (ฎีกา 1265/2568)
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5669/2567: อำนาจฟ้องระหว่างหน่วยงานรัฐกับข้อยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020 - 6021/2567: การเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในสัญญาประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
อำนาจฟ้องคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article