
| ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ กรณีจำเลยซื้อหรือรับรถยนต์ที่ยังมิได้เสียภาษีศุลกากรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการคำนวณโทษปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร โดยตีความคำว่า "อากร" หมายถึงอากรศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น พร้อมแก้ไขจำนวนค่าปรับให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นมาอุทธรณ์หรือฎีกา สรุปข้อเท็จจริง •โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ, พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และ 246, และ ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 •จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ รวมค่าปรับกว่า 1.3 ล้านบาท และให้รอการลงโทษจำคุก •ศาลอุทธรณ์แก้ให้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ •จำเลยฎีกาขอลดโทษปรับ •ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดโทษตามมาตรา 27 ทวิ ต้องปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรศุลกากร ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น และแก้ไขค่าปรับให้ถูกต้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยโทษทางอาญาในกรณีซื้อหรือรับไว้ซึ่งของที่ยังมิได้เสียอากรศุลกากร โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลไม่อาจลดโทษหรือใช้กฎหมายภายหลัง (เช่น พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246) เพื่อให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ และคำว่า “อากร” ในมาตรานี้หมายถึงเฉพาะค่าอากรศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมภาษีประเภทอื่น คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ มีดังนี้ 1. พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นบทบัญญัติหลักที่ใช้กำหนดโทษในคดีนี้ กำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรเข้าแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลต้องใช้บทบัญญัตินี้โดยเคร่งครัด ไม่อาจลดโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด 2. คำว่า “อากร” หมายถึงเฉพาะค่าอากรศุลกากร ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า “อากร” ตามมาตรา 27 ทวิ หมายถึงค่าอากรขาเข้าในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต หรือภาษีเพื่อมหาดไทย เพื่อให้การคำนวณโทษปรับเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย 3. กฎหมายภายหลังไม่เป็นคุณแก่จำเลย แม้กฎหมายศุลกากรฉบับใหม่ (พ.ศ. 2560) จะมีโทษแตกต่างจากฉบับเดิม แต่เมื่อคดีฟ้องตามกฎหมายเดิมแล้ว ศาลไม่อาจใช้บทบัญญัติภายหลังเพื่อลดโทษให้จำเลยได้ 4. การคำนวณโทษปรับต้องยึดราคาของรวมค่าอากรจริงตามเอกสารท้ายฟ้อง ศาลฎีกาตรวจสอบพบว่าศาลล่างใช้ฐานคำนวณผิด โดยอ้างราคาของและค่าอากรเกินจริง จึงแก้ไขให้ใช้ยอดที่ถูกต้องคือ 598,222.71 บาท แล้วคำนวณโทษปรับสี่เท่าตามกฎหมาย 5. ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เมื่อพบว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นพิจารณาและแก้ไขคำพิพากษาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สรุปโดยรวม คดีนี้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความบทกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการกำหนดโทษปรับทางอาญาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และหลักการไม่ใช้กฎหมายภายหลังให้เป็นคุณแก่จำเลย รวมทั้งย้ำว่าศาลฎีกามีหน้าที่รักษาความถูกต้องของกฎหมาย แม้ไม่มีการยื่นฎีกาในประเด็นนั้นก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.มาตรา 104 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ว่าด้วย "เบี้ยปรับ" เป็นคนละเรื่องกับการปรับทางอาญาตามมาตรา 27 ทวิ 2.มาตรา 27 ทวิ บัญญัติให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรศุลกากร หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.คำว่า "อากร" หมายถึงอากรศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต หรือภาษีมหาดไทย 4.ศาลล่างคำนวณปรับผิด โดยนำภาษีอื่นมารวม ศาลฎีกาแก้ให้ถูกต้องเป็น 2,392,890.84 บาท ลดโทษครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ป.อ. เหลือ 1,196,445.42 บาท 5.รวมปรับทั้งสองกรรมเป็น 1,201,445.42 บาท วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •การตีความคำว่า "อากร" ศาลตีความแคบ หมายถึงเฉพาะอากรศุลกากร เพื่อป้องกันการขยายโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด •ความแตกต่างระหว่าง "เบี้ยปรับ" กับ "โทษปรับทางอาญา" เบี้ยปรับเป็นมาตรการทางปกครองในคดีศุลกากร ส่วนโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 27 ทวิ เป็นการลงโทษตามคำพิพากษา •อำนาจศาลฎีกาแก้ไขแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอุทธรณ์/ฎีกา อาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน IRAC Analysis Issue: โทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ ต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นหรือไม่ และศาลสามารถแก้ไขโทษได้หรือไม่แม้ไม่มีคู่ความยกปัญหาขึ้น Rule: •พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ: ปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรศุลกากร •ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225: ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย •ป.อ. มาตรา 78: ลดโทษครึ่งหนึ่งเมื่อมีเหตุบรรเทาโทษ Application: ศาลฎีกาพิจารณาว่า "อากร" ในมาตรา 27 ทวิ หมายถึงเฉพาะอากรศุลกากร ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอื่น การคำนวณโทษปรับของศาลล่างที่นำภาษีอื่นมารวมจึงผิด และแม้ไม่มีคู่ความยกปัญหานี้ขึ้น ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องเพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย Conclusion: โทษปรับต้องคำนวณจากราคาของรวมค่าอากรศุลกากรเท่านั้น ศาลฎีกาแก้ไขจำนวนค่าปรับให้ถูกต้องและลดครึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ข้อคิดทางกฎหมาย 1.การตีความคำในบทบัญญัติกฎหมายต้องอิงเจตนารมณ์และขอบเขตที่ชัดเจน 2.โทษปรับในคดีศุลกากรต้องคำนวณเฉพาะอากรศุลกากรเท่านั้น 3.ศาลฎีกาสามารถแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยได้ แม้ไม่มีการยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา 4.การรับสารภาพมีผลให้ลดโทษครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Judgment No. 6427/2567 concerns a customs offence under the 1926 Customs Act, Section 27 bis. The Court ruled that “duties” refer only to customs duties, excluding VAT and other taxes, when calculating the fourfold fine. Even though neither party appealed on this issue, the Court corrected the fine amount to comply with the law and reduced it by half under Section 78 of the Penal Code. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อาจลดโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งกำหนดโทษปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากรศุลกากร โดย "อากร" หมายถึงเฉพาะอากรศุลกากร ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอื่น การคำนวณโทษปรับของศาลล่างที่นำภาษีอื่นมารวมจึงไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความยกปัญหานี้ แต่ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง กำหนดค่าปรับใหม่เป็น 2,392,890.84 บาท และลดครึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 เหลือ 1,196,445.42 บาท รวมค่าปรับทุกกรรมเป็น 1,201,445.42 บาท โทษจำคุกเป็นไปตามศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6427/2567 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจลงโทษผู้กระทำผิดให้ใช้เบี้ยปรับนอกจากโทษจำคุกในทางอาญาอีกก็ได้ แต่คดีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษค่าปรับในทางอาญาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการกำหนดเบี้ยปรับ ทั้งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ภายหลังก็มีระวางโทษไม่ได้เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้ว ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษปรับให้ต่ำกว่าบทบัญญัติในมาตรา 27 ทวิ หรือเทียบเคียงกับเกณฑ์การเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้องได้ คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึง ค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยด้วยไม่ เมื่อคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ รถยนต์ 2 คัน ของกลางมีราคา 94,842.89 บาท 237,503.06 บาท และมีค่าอากรขาเข้า 75,874.31 บาท 190,002.45 บาท ตามลำดับ รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 598,222.71 บาท เท่านั้น มิใช่จำนวนตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้วเป็นเงิน 2,392,890.84 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษปรับในความผิดฐานนี้มานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 242, 246 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 4, 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 วรรคหนึ่ง, 246 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถยนต์อันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 ปี และปรับ 2,634,801.96 บาท ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถยนต์มิได้เสียภาษีศุลกากร คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 1,317,400.98 บาท ฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ฐานใช้เอกสารราชการปลอม) จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน และปรับ 1,322,400.98 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องข้อ 1 (ก) ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุลดโทษปรับจำเลยให้เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจลงโทษผู้กระทำผิดให้ใช้เบี้ยปรับนอกจากโทษจำคุกในทางอาญาอีกก็ได้ แต่คดีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษค่าปรับในทางอาญาซึ่งเป็นคนละส่วนกับการกำหนดเบี้ยปรับ และสำหรับความผิดฐานซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งรถยนต์โดยจำเลยรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดว่า "...ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ" ทั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในภายหลังก็มีระวางโทษไม่ได้เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้วศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษปรับให้ต่ำกว่าบทบัญญัติในมาตรา 27 ทวิ ดังกล่าว หรือเทียบเคียงกับเกณฑ์การเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้องได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคำว่า "อากร" ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึง ค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยด้วยไม่ เมื่อคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ของโจทก์ รถยนต์ 2 คัน ของกลางมีราคา 94,842.89 บาท, 237,503.06 บาท และมีค่าอากรขาเข้า 75,874.31 บาท, 190,002.45 บาท ตามลำดับ รวมราคาของกับค่าอากรเข้าด้วยกันเป็นเงินเพียง 598,222.71 บาท เท่านั้น มิใช่จำนวนตามที่โจทก์อ้าง เมื่อลงโทษปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วจึงเป็นเงิน 2,392,890.84 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษปรับในความผิดฐานนี้มานั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง ในส่วนโทษปรับให้ลงโทษปรับ 2,392,890.84 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 1,196,445.42 บาท เมื่อรวมกับในส่วนโทษปรับในฐานใช้เอกสารราชการปลอม รวมปรับ 1,201,445.42 บาท นอกจากที่แก้รวมถึงโทษจำคุกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ
ข้อ 1. จำเลยซึ่งเป็นผู้ซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งรถยนต์อันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษีศุลกากร หรือเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง จะอ้างว่ากฎหมายศุลกากรฉบับใหม่ซึ่งบังคับใช้ภายหลังมีโทษเบากว่าเพื่อขอลดโทษได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจลดโทษปรับให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
ธงคำตอบ
เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลต้องใช้กฎหมายตามบทบัญญัตินั้นโดยเคร่งครัด ไม่อาจลดโทษต่ำกว่าที่บัญญัติไว้ได้ แม้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งบังคับใช้ภายหลังจะมีโทษที่เบากว่า ก็ไม่อาจนำมาใช้ได้เพราะเป็นกฎหมายภายหลังที่มิได้เป็นคุณแก่จำเลย อีกทั้งศาลไม่มีอำนาจเปรียบเทียบหรืองดโทษได้ตามดุลพินิจเหมือนการเปรียบเทียบคดีทางปกครอง เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีทางอาญาโดยตรง
ข้อ 2. คำว่า “อากร” ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายความรวมถึงภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต หรือภาษีเพื่อมหาดไทย หรือไม่
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำว่า “อากร” ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึงเฉพาะค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีอากรประเภทอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือภาษีเพื่อมหาดไทย เนื่องจากแต่ละภาษีมีวัตถุประสงค์และกระบวนการจัดเก็บแยกต่างหากกันโดยชัดแจ้ง การตีความให้ครอบคลุมถึงภาษีอื่นจะเป็นการขยายความรับผิดทางอาญาเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันขัดต่อหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด
ข้อ 3. เมื่อศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษปรับโดยคำนวณจากราคาของและค่าอากรที่โจทก์อ้างไว้ผิดจากเอกสารท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจะมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของโทษปรับได้หรือไม่ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นนั้น
ธงคำตอบ
ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองในกรณีที่พบว่าคำพิพากษาศาลล่างมีความผิดพลาดในข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาในประเด็นการคำนวณโทษปรับ แต่เมื่อศาลฎีกาพบว่าศาลล่างทั้งสองใช้ราคาของและค่าอากรที่ไม่ตรงตามเอกสารท้ายฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยคำนวณจากราคาของรวมค่าอากรที่แท้จริง 598,222.71 บาท แล้วลงโทษปรับสี่เท่าตามกฎหมาย เป็นเงิน 2,392,890.84 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือ 1,196,445.42 บาท
ข้อ 4. การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยสูงกว่าฐานราคาของที่ถูกต้อง ถือว่าขัดต่อหลักการใดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และศาลฎีกาได้แก้ไขโดยอาศัยหลักเกณฑ์ใด
ธงคำตอบ
การลงโทษที่เกินฐานความผิดจริงเป็นการฝ่าฝืนหลักความได้สัดส่วนระหว่างความผิดกับโทษ และขัดต่อหลักการตีความบทลงโทษโดยเคร่งครัดในกฎหมายอาญา ศาลฎีกาได้ใช้ดุลพินิจแก้ไขโดยอาศัยเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ที่ระบุราคาของและค่าอากรขาเข้าจริง รวมเป็น 598,222.71 บาท แล้วคำนวณโทษปรับสี่เท่าตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการแก้ไขให้โทษสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ
ข้อ 5. เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษเบี้ยปรับนอกจากโทษจำคุกได้ แต่คดีนี้ศาลกลับใช้มาตรา 27 ทวิ ในการกำหนดโทษปรับ ศาลแยกความแตกต่างของการใช้สองมาตรานี้อย่างไร
ธงคำตอบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 104 ของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 เป็นบทบัญญัติว่าด้วย “เบี้ยปรับ” ซึ่งศาลมีดุลพินิจสั่งให้ผู้กระทำผิดชำระเพิ่มเติมจากโทษจำคุกได้ แต่คดีนี้มิใช่การพิจารณาในส่วนเบี้ยปรับ หากเป็นการกำหนด “ค่าปรับทางอาญา” ตามมาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นโทษโดยตรงของความผิดนั้น ศาลจึงต้องใช้มาตรา 27 ทวิ เพื่อกำหนดโทษโดยเคร่งครัด และไม่อาจใช้ดุลพินิจลดหรือเปลี่ยนแปลงได้ การตีความแยกเช่นนี้สะท้อนหลักการแบ่งเขตระหว่างโทษทางอาญากับการลงโทษทางปกครอง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรเป็นไปโดยชอบธรรมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิม
สรุปโดยรวม คดีนี้เน้นให้เห็นถึงการตีความบทบัญญัติทางศุลกากรอย่างเคร่งครัด การคำนวณโทษปรับต้องอิงราคาของและค่าอากรจริงเท่านั้น ศาลไม่มีอำนาจลดโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด และกฎหมายภายหลังไม่อาจนำมาบังคับให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ทั้งยังแสดงหลักการสำคัญว่าศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อรักษาความถูกต้องแห่งกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม
![]() ![]() |






