
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยพิจารณาว่า แม้คู่พิพาทจะตกลงใช้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการซึ่งกำหนดว่าคำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุด แต่ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นที่สุดเฉพาะในชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่เป็นการตัดสิทธิฝ่ายที่คัดค้านมิให้ยื่นคำร้องต่อศาล ศาลฎีกายังวินิจฉัยถึงเกณฑ์การพิจารณาความเป็นกลางและอิสระของอนุญาโตตุลาการ พร้อมยืนยันคำสั่งยกคำคัดค้านในคดีนี้ ข้อเท็จจริงโดยสรุป • ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม • ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง อ้างว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นต่อศาล • ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นตีความบทกฎหมายผิด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการมีน้ำหนักให้รับคำคัดค้าน ประเด็นข้อกฎหมาย 1. สิทธิยื่นคำร้องต่อศาล — เมื่อกระบวนการคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่บรรลุผล คู่พิพาทยังมีสิทธิตามมาตรา 20 วรรคสอง ในการยื่นต่อศาลหรือไม่ แม้ข้อบังคับสถาบันจะกำหนดให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุด 2. เกณฑ์ความเป็นกลางและอิสระของอนุญาโตตุลาการ — ข้อเท็จจริงที่อนุญาโตตุลาการเคยเป็นกรรมการอิสระในบริษัทที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายคัดค้าน จะเป็นเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. สิทธิยื่นต่อศาล — ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อบังคับข้อ 23 ของสถาบันเป็นที่สุดเฉพาะในชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่ตัดสิทธิฝ่ายคัดค้านตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ มาตรา 20 วรรคสอง 2. ความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการ — แม้จะเคยเป็นกรรมการอิสระในบริษัทที่เคยร่วมลงทุนกับเครือบริษัทฝ่ายคัดค้าน แต่ไม่มีความเกี่ยวโยงใกล้ชิดในช่วงเวลาที่เกี่ยวกับข้อพิพาท และไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงความลำเอียงหรือขาดอิสระ 3. ผลคดี — พิพากษายืน คำสั่งยกคำคัดค้านของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ วิเคราะห์ข้อกฎหมาย • มาตรา 20 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ให้สิทธิฝ่ายคัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลได้ หากการคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่บรรลุผล ไม่ว่าจะมีการตกลงวิธีพิจารณาอย่างไร • ข้อบังคับข้อ 23 ของสถาบันฯ เป็นเพียงการกำหนดขั้นตอนในชั้นอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่ข้อจำกัดสิทธิทางศาล • มาตรา 19 ว่าด้วยความเป็นกลางและอิสระของอนุญาโตตุลาการ ศาลตีความอย่างเคร่งครัด ต้องมีข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อการวินิจฉัยข้อพิพาท ข้อคิดทางกฎหมาย • ข้อตกลงในข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ ไม่อาจจำกัดสิทธิทางศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ • การพิจารณาความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการ ต้องดูจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงและมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงความเกี่ยวโยงในอดีตที่ขาดความเชื่อมโยงกับข้อพิพาท IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) คู่พิพาทมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านอนุญาโตตุลาการต่อศาลหรือไม่ เมื่อข้อบังคับสถาบันกำหนดว่าคำวินิจฉัยในชั้นอนุญาโตตุลาการให้เป็นที่สุด และข้อเท็จจริงที่อนุญาโตตุลาการเคยมีตำแหน่งในบริษัทที่เกี่ยวข้องจะเป็นเหตุให้ขาดความเป็นกลางหรือไม่ Rule (บทกฎหมายที่ใช้บังคับ) • พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 19 ว่าด้วยความเป็นกลางและอิสระของอนุญาโตตุลาการ • พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ว่าด้วยสิทธิการคัดค้านและการยื่นต่อศาล Application (การปรับใช้ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง) • ข้อบังคับข้อ 23 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ เป็นการกำหนดขั้นตอนในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ไม่ใช่ข้อจำกัดสิทธิทางศาล • อดีตตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัทที่ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาท และไม่มีหลักฐานแสดงความลำเอียง ไม่เพียงพอเป็นเหตุสงสัยในความเป็นกลาง Conclusion (ข้อสรุป) คู่พิพาทยังมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรา 20 วรรคสอง แม้ข้อบังคับสถาบันจะระบุว่าคำวินิจฉัยเป็นที่สุด และกรณีนี้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอให้รับคำคัดค้าน พิพากษายืนคำสั่งยกคำคัดค้าน English Summary The Supreme Court Judgment No. 4252/2567 clarified that parties retain the right to file an objection to an arbitrator in court under Section 20 paragraph 2 of the Arbitration Act, even if institutional rules state that the arbitral decision is final. The Court held that such rules only apply within the arbitration stage and do not limit court rights. Regarding impartiality, the Court found no sufficient link between the arbitrator’s past independent directorship and the dispute, affirming the dismissal of the objection. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านของอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือเป็นกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง หากการคัดค้านไม่บรรลุผล คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ และข้อบังคับข้อ 23 หมายความเพียงว่า เป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่การตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนศาสตราจารย์ ดร.ศักดา จากการทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2564 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ... และหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านไม่ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการหรือคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อคัดค้านนั้น ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น" และผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการสำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ถ้าคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการคัดค้านหรือหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านมิได้ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการ ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น เว้นแต่สถาบันเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดจำนวนไม่เกิน 3 คน ให้ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยการคัดค้านและให้ผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดวินิจฉัยคำคัดค้านให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุด" อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น ก็บัญญัติต่อไปว่า "ถ้าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือตามวิธีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งไม่บรรลุผล หรือในกรณีมีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ก็ตาม หากการคัดค้านดังกล่าวไม่บรรลุผลแล้วคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ แม้ตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้อ 23 จะกำหนดให้คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดก็ตาม ก็หมายความเพียงเป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้ใช้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด เมื่อผู้ชี้ขาดมีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องแล้ว ย่อมถือได้ว่าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันไม่บรรลุผล ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสองที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านตามบทบัญญัติข้างต้นและมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น จึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่า กรณีสมควรมีคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านของผู้ร้องหรือไม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องจนเสร็จการพิจารณาและสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าและเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่มีวัตถุประสงค์ให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องคัดค้านของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีก เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยบุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านอ้างทำนองว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา มิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระอันเป็นเหตุให้สามารถคัดค้านอนุญาโตตุลาการได้ให้คู่พิพาททราบ โดยไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าตนเคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการร่วมค้าร่วมกับบริษัทในเครือของผู้คัดค้านนั้น กรณีจึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ซ. กับผู้คัดค้านก่อน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้ออ้างตามคำร้องคัดค้านที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลชั้นต้น ประกอบหนังสือคัดค้านอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ และบันทึกถ้อยคำอธิบายความเป็นกลางและเป็นอิสระที่ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งผู้ร้องมิได้โต้แย้งความถูกต้องในบันทึกดังกล่าวแล้ว ได้ความว่า บริษัท ซ. เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนเบอร์มิวดาและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทำธุรกิจในด้านอาหารและการเกษตร โดยดำเนินงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ยี่ห้อ ค. อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า บริษัท ซ. และผู้คัดค้านต่างเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน จดทะเบียนในคนละประเทศ ประกอบธุรกิจคนละประเภท และดำเนินการในต่างภูมิภาคกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในบริษัท ซ. พร้อมกับนายชัชวาล ในปี 2551 ซึ่งในขณะนั้นนายชัชวาลยังเป็นกรรมการของผู้คัดค้านอยู่ด้วย ในข้อนี้ได้ความข้างต้นสอดคล้องต้องกันว่า ทั้งนายชัชวาลและศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ต่างลาออกจากบริษัท ซ. ไปตั้งแต่ปี 2553 และปี 2563 แล้วตามลำดับ ทั้งตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัทผู้คัดค้านที่ออก ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2565 ท้ายคำแถลงของผู้ร้องที่ขอให้ปิดหมายและส่งหมายข้ามเขตแก่ผู้คัดค้าน ก็ไม่ปรากฏชื่อนายชัชวาลเป็นกรรมการหรือสามารถลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้านได้ ดังนี้ แม้ศาสตราจารย์ ดร.ศักดาและนายชัชวาลจะเคยเป็นกรรมการในบริษัท ซ. ด้วยกันในช่วงปี 2551 ถึง 2553 ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการของศาสตราจารย์ ดร.ศักดา สำหรับข้อพิพาทในคดีนี้ได้ ที่ผู้ร้องอ้างต่อไปทำนองว่า นายชัชวาลมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวเกี่ยวข้องกับนายทองไทร หรือตระกูลบูรพชัยศรี ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของผู้คัดค้าน โดยนายชัชวาลเป็นสามีของนางขวัญใจซึ่งเป็นบุตรสาวของนายทองไทรและนายวีระ บุตรอีกคนของนายทองไทรยังเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการของ ผู้คัดค้านด้วยนั้น แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงไปถึงศาสตราจารย์ดร.ศักดา สำหรับกิจการร่วมค้าบริษัท อ. ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการร่วมลงทุนกันระหว่างบริษัท ซ. กับบริษัทในเครือของผู้คัดค้าน โดยบริษัท ซ. ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าวผ่านบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทลูก กับบริษัท ม. ซึ่งมีนายทองไทรถือหุ้นอยู่ร้อยละ 92.4 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนไม่ปรากฏว่าศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการหรือมีอำนาจบริหารจัดการทั้งในกิจการร่วมค้าบริษัท ช. บริษัท ม. และผู้คัดค้าน แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสตราจารย์ ดร.ศักดา กับผู้คัดค้านจนถึงขนาดให้ควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทตามคำร้องคัดค้านได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ปี 2551 ถึงปี 2554 จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระ กรณียังรับฟังไม่ได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือมิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน จึงสมควรมีคำสั่งยกเสียซึ่งคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
|





.png)