
| (ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีเด็กและเยาวชน ตามมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม และมีครอบครัวที่พร้อมดูแล จึงไม่สมควรส่งไปยังศูนย์ฝึกอบรม แต่ควรใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพ โดยปล่อยตัวให้ตาและยายดูแล พร้อมกำหนดเงื่อนไขการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูพฤติกรรมแทนการพิพากษาคดี
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยจำเลยให้การรับสารภาพ • ผู้เสียหายร้องขอค่าสินไหม แต่ต่อมาถอนคำร้องเพื่อดำเนินการในทางแพ่ง • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง โดยส่งจำเลยไปศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน 1 ปี • ศาลอุทธรณ์แก้เป็นส่งเข้าศูนย์ฝึกอบรม 6 เดือน • จำเลยฎีกา
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 132 ให้อำนาจศาลสั่งใช้มาตรการแทนการพิพากษาได้ โดยแยกเป็น • วรรคหนึ่ง: ใช้มาตรการไม่จำกัดอิสรภาพ เช่น การบำบัดและฟื้นฟูในครอบครัว • วรรคสอง: ใช้มาตรการแบบจำกัดอิสรภาพ หากไม่มีผู้ดูแลที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลย พบว่า • อยู่กับตาและยายที่เข้มงวดและพร้อมอบรมสั่งสอน • จำเลยสำนึกผิด ชดเชยค่าเสียหาย และแสดงความตั้งใจแก้ไขพฤติกรรม • ครอบครัวมีความพร้อมมากกว่าศูนย์ฝึกอบรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรใช้มาตรการตามวรรคหนึ่ง ปล่อยตัวจำเลยให้ตาและยายดูแล โดยกำหนดเงื่อนไข เช่น • รายงานตัวต่อศูนย์ปรึกษา • เข้าร่วมกิจกรรมบำบัดอย่างน้อย 2 กิจกรรม • ผู้ปกครองต้องเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์และติดตามพฤติกรรมใกล้ชิด • ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสุรา
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. หลักการตามมาตรา 132 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ เจตนารมณ์ของมาตรานี้เพื่อเบี่ยงเบนคดีเยาวชนออกจากการพิพากษาแบบปกติ ลดการตีตราทางสังคม และเน้นการแก้ไขฟื้นฟูในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสม 2. ความแตกต่างระหว่างวรรคหนึ่งและวรรคสอง o วรรคหนึ่ง: ใช้ในกรณีที่ครอบครัวพร้อมดูแล o วรรคสอง: ใช้เมื่อครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ จำเป็นต้องจำกัดอิสรภาพ 3. แนวทางศาลฎีกา ศาลฎีกาเน้นว่าการส่งเด็กไปศูนย์ฝึกอบรมควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากครอบครัวพร้อม ศาลควรใช้มาตรการที่ยืดหยุ่นกว่า เพื่อไม่ตัดโอกาสเด็กในการกลับเข้าสู่สังคม
IRAC Analysis Issue (ประเด็น): ควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง Rule (กฎหมาย): มาตรา 132 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 • วรรคหนึ่ง: มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพ (อยู่กับครอบครัวพร้อมเงื่อนไขบำบัดฟื้นฟู) • วรรคสอง: มาตรการแบบจำกัดอิสรภาพ (ส่งศูนย์ฝึกอบรม) Application (การปรับใช้): จำเลยสำนึกผิด ชดใช้ค่าเสียหาย และมีตา-ยายที่พร้อมดูแล จึงถือว่ามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นฟู ไม่สมควรส่งไปศูนย์ฝึกอบรม Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาแก้คำพิพากษา ใช้มาตรา 132 วรรคหนึ่ง ปล่อยตัวจำเลยให้อยู่กับตา-ยาย พร้อมกำหนดเงื่อนไขฟื้นฟู 1 ปี
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การใช้มาตรการแทนการพิพากษามุ่งเน้นการคุ้มครองและฟื้นฟูเด็กมากกว่าการลงโทษ • ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญ หากครอบครัวพร้อม ศาลควรเปิดโอกาสให้ใช้วิธีการที่ไม่จำกัดอิสรภาพ • แนวทางนี้ช่วยลดการตีตราเด็กและเพิ่มโอกาสการกลับเข้าสังคมอย่างสร้างสรรค์
English Summary The Supreme Court Decision No. 1688/2025 concerns the application of Section 132 of the Juvenile and Family Court Act. The Court ruled that instead of sending the defendant to a juvenile training center, measures under Section 132 paragraph one should apply. The defendant was released under the supervision of his grandparents, with conditions for rehabilitation, family participation, and prohibition of drugs and alcohol. สรุปคำแปลภาษาอังกฤษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568 เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้มาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลมีคำวินิจฉัยว่า แทนที่จะส่งจำเลยไปยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ให้ใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้ปล่อยตัวจำเลยให้อยู่ในความดูแลของตาและยาย พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟู การมีส่วนร่วมของครอบครัว และการห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสุรา
คำศัพท์กฎหมายที่น่าสนใจ (15 คำ) 1. application – การบังคับใช้, การประยุกต์ใช้ (ของกฎหมายหรือบทบัญญัติ) 2. Section – มาตรา (ในพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย) 3. Juvenile – เยาวชน (บุคคลอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด) 4. Family Court – ศาลครอบครัว 5. Act – พระราชบัญญัติ 6. ruled – วินิจฉัย, มีคำพิพากษา 7. defendant – จำเลย 8. juvenile training center – ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน 9. measures – มาตรการ 10. paragraph – วรรค (ของมาตราในกฎหมาย) 11. released – ปล่อยตัว 12. supervision – การอยู่ในความดูแล, การกำกับดูแล 13. rehabilitation – การฟื้นฟู, การแก้ไขบำบัด 14. participation – การมีส่วนร่วม 15. prohibition – การห้าม, ข้อห้าม *15 คำศัพท์กฎหมายพร้อมตัวอย่างในการใช้ในประโยคพร้อมคำแปล* 📘 Sentences with Translations 1. application The application of the new law protected children from harmful work. Many families felt safer knowing their kids could not be forced to work long hours. • Literal: การบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ช่วยคุ้มครองเด็กจากงานที่เป็นอันตราย หลายครอบครัวรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อรู้ว่าเด็ก ๆ จะไม่ถูกบังคับให้ทำงานเกินเวลา • Natural: กฎหมายใหม่ออกมาคุ้มครองเด็กจากงานเสี่ยงอันตราย ครอบครัวเลยอุ่นใจว่า ลูก ๆ จะไม่ถูกใช้งานหนัก
2. section The case was decided under Section 132 of the Civil Code. This part of the law is often used in family disputes. • Literal: คดีนี้ถูกวินิจฉัยตามมาตรา 132 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง บทกฎหมายส่วนนี้มักถูกใช้ในข้อพิพาทครอบครัว • Natural: คดีนี้ตัดสินตามมาตรา 132 ของกฎหมายแพ่ง มาตรานี้มักถูกใช้ในเรื่องครอบครัว
3. juvenile The police found that the offender was still a juvenile. This changed the way the court handled the case. • Literal: ตำรวจพบว่าผู้กระทำผิดยังเป็นเยาวชน สิ่งนี้ทำให้ศาลต้องใช้วิธีการที่แตกต่างในการพิจารณาคดี • Natural: ตำรวจพบว่าคนทำผิดยังเป็นเด็ก ศาลเลยต้องใช้วิธีพิจารณาไม่เหมือนผู้ใหญ่
4. Family Court The Family Court heard the case about child custody. Both parents presented their side of the story. • Literal: ศาลครอบครัวพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิเลี้ยงดูบุตร พ่อและแม่ต่างนำเสนอเรื่องราวของตนเอง • Natural: ศาลครอบครัวตัดสินคดีเรื่องใครจะได้เลี้ยงลูก พ่อแม่ก็มาเล่าเหตุผลของแต่ละฝ่าย
5. Act The Act was passed to protect victims of domestic violence. It gave the police power to remove abusers from the home. • Literal: พระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกตราขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายนี้ให้อำนาจตำรวจพาผู้กระทำผิดออกจากบ้าน • Natural: กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อปกป้องคนโดนทำร้ายในบ้าน ตำรวจมีสิทธิพาคนทำร้ายออกไปเลย
6. ruled The judge ruled that the contract was invalid. This meant the buyer could get his money back. • Literal: ผู้พิพากษาวินิจฉัยว่าสัญญานี้เป็นโมฆะ ซึ่งหมายความว่าผู้ซื้อสามารถขอเงินคืนได้ • Natural: ศาลตัดสินว่าสัญญาใช้ไม่ได้ ผู้ซื้อเลยได้เงินคืน
7. defendant The defendant admitted to taking the property without permission. His lawyer asked the court for a lighter punishment. • Literal: จำเลยยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ทนายของเขาขอให้ศาลลงโทษเบาลง • Natural: จำเลยยอมรับว่าแอบเอาทรัพย์ไป ทนายเลยขอศาลเมตตาโทษน้อยหน่อย
8. juvenile training center Instead of prison, the court sent him to a juvenile training center. The goal was to guide him back to a normal life. • Literal: ศาลไม่ได้ส่งเขาไปเรือนจำ แต่ส่งไปศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เป้าหมายเพื่อพาเขากลับสู่ชีวิตปกติ • Natural: ศาลไม่ส่งเข้าคุก แต่ส่งไปศูนย์ฝึกเยาวชน เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป
9. measures The court ordered special measures to protect the witness. This included keeping her identity secret. • Literal: ศาลมีคำสั่งมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองพยาน ซึ่งรวมถึงการปกปิดตัวตนของเธอ • Natural: ศาลออกมาตรการพิเศษปกป้องพยาน เช่น ไม่เปิดเผยชื่อจริง
10. paragraph The lawyer pointed to paragraph two of the law. It clearly gave the defendant a right to appeal. • Literal: ทนายชี้ไปที่วรรคสองของกฎหมาย ซึ่งให้สิทธิจำเลยในการอุทธรณ์อย่างชัดเจน • Natural: ทนายบอกว่ากฎหมายวรรคสองบอกชัดว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์
11. released The defendant was released after serving his sentence. His family was waiting outside the court. • Literal: จำเลยได้รับการปล่อยตัวหลังพ้นโทษ ครอบครัวของเขารออยู่หน้าศาล • Natural: จำเลยถูกปล่อยตัวหลังหมดโทษ ครอบครัวมายืนรอที่ศาล
12. supervision The boy was put under the supervision of a social worker. This helped him adjust better to school life. • Literal: เด็กชายถูกให้อยู่ในความดูแลของนักสังคมสงเคราะห์ สิ่งนี้ช่วยให้เขาปรับตัวกับชีวิตในโรงเรียนได้ดีขึ้น • Natural: เด็กถูกส่งให้สังคมสงเคราะห์ดูแล เลยปรับตัวในโรงเรียนได้ง่ายขึ้น
13. rehabilitation The program focused on the rehabilitation of drug users. It gave them training and counseling instead of punishment. • Literal: โครงการมุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้เสพยา โดยให้การฝึกอาชีพและคำปรึกษาแทนการลงโทษ • Natural: โครงการช่วยฟื้นฟูผู้ติดยา ให้ฝึกงานและคุยปรึกษาแทนการลงโทษ
14. participation The judge encouraged the child’s participation in the hearing. This made the child feel more respected. • Literal: ผู้พิพากษาส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในการพิจารณาคดี สิ่งนี้ทำให้เด็กรู้สึกว่าได้รับความเคารพมากขึ้น • Natural: ศาลเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในคดี ทำให้เด็กเห็นว่าตัวเองสำคัญ
15. prohibition The order included a strict prohibition on alcohol. Breaking this rule could lead to jail time. • Literal: คำสั่งกำหนดข้อห้ามอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการดื่มสุรา หากฝ่าฝืนอาจถูกจำคุกได้ • Natural: ศาลสั่งห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด
ถ้าไม่ทำตาม อาจติดคุกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นมาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพเด็กหรือเยาวชน เพราะไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือมีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษาซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควรและจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18), 91, 277, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นาย อ. ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายที่ 2 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 2 เนื่องจากมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ไปทำงานที่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยและอยู่ในความดูแลของผู้ร้องตลอดมา ศาลชั้นต้นอนุญาต และผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ นาย อ. ผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 2 แถลงขอถอนคำร้องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยจะไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งต่างหาก ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขบำบัดฟื้นฟูได้ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคสอง โดยให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยฝึกวิชาชีพอย่างน้อย 2 หลักสูตร ให้นัดฟังผลการแก้ไขฟื้นฟูหรือฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ มีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดามารดาผู้ปกครองจำเลย รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กและเยาวชนมีบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดู รวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการฝึกอบรมแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เพราะเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือแม้เด็กและเยาวชนมีบิดามารดา หรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กและเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กและเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนยิ่งกว่า เช่น สภาพแวดล้อมของครอบครัวเด็กหรือเยาวชนไม่เหมาะสม หรือผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็กและเยาวชนได้ ในข้อนี้ได้ความจากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดว่า แต่เดิมจำเลยพักอาศัยอยู่กับปู่และย่าซึ่งไม่ค่อยเข้มงวดกับจำเลยมากนักและจำเลยไม่ค่อยเชื่อฟังปู่และย่า โดยหลังจากจำเลยจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปู่และย่าของจำเลยติดต่อมารดาและตายายของจำเลยเพื่อให้มารับจำเลยไปพักอาศัยด้วยและแจ้งว่าไม่มีเงินส่งเสียจำเลยแล้ว จำเลยจึงย้ายไปพักอาศัยกับตาและยายซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งไม่ปรากฏว่าตาหรือยายของจำเลยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อน เมื่อจำเลยย้ายมาอยู่กับตาและยาย จำเลยศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนจบการศึกษา และปัจจุบันจำเลยศึกษาอยู่ที่วิทยาลัย ท. ชั้น ปวช. 1 นับว่าตาและยายมีความตั้งใจในการเลี้ยงดูจำเลยและเห็นความสำคัญในการศึกษาเล่าเรียนของจำเลย ที่ผ่านมาขณะที่จำเลยอยู่กับปู่และย่า ผู้ปกครองของจำเลยอาจมีความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน และอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งให้จำเลยกระทำผิดเป็นคดีนี้เนื่องจากจำเลยเป็นเด็กชายกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและด้านพัฒนาการทางอารมณ์ ยายของจำเลยยังเดินทางมาศาลพร้อมกับจำเลยทุกนัด และยังได้แถลงต่อศาลว่ายังคงรักและห่วงใยจำเลย อยากให้จำเลยเข็ดหลาบและกลับตนเป็นพลเมืองดี นับว่ายังให้ความใส่ใจ ให้ความร่วมมือกับศาลและพร้อมที่จะรับจำเลยไปดูแล อบรม สั่งสอนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี ตัวจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพและแถลงต่อศาลว่า รู้สึกสำนึกผิดในการกระทำ ทั้งยังได้วางเงิน 40,000 บาท เพื่อเป็นการชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 2 แล้ว การที่จะส่งตัวจำเลยไปบำบัดฟื้นฟูในระบบปิดโดยไม่ให้โอกาสผู้ปกครองของจำเลยซึ่งมีความพร้อมมากกว่าบุคคลที่จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ด้วยเดิมจึงเป็นการตัดโอกาสจำเลยและครอบครัวของจำเลยในการแสดงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไข บำบัดและฟื้นฟูจำเลย เพราะสุดท้ายแล้วจำเลยก็ต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวของจำเลย ครอบครัวหรือผู้ปกครองของจำเลยจึงต้องเป็นหลักในการดูแล ให้การอบรม ควบคุมพฤติกรรมและให้ความรักความเข้าใจแก่จำเลย ในส่วนของสาเหตุแห่งการกระทำความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า จำเลยกระทำไปเพราะความอยากลองและโง่เขลาในเรื่องเพศ ทั้งจำเลยเองไม่ได้เป็นคนเผยแพร่ภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาถึงอายุทั้งของจำเลยและของผู้เสียหายที่ 2 ที่ต่างกันไม่มาก และภัยร้ายแรงที่มีต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวมแล้วนับว่าการกระทำของจำเลยยังสามารถเยียวยาแก้ไขได้ และปัญหาดังกล่าวก็ไม่อาจได้รับการแก้ไขโดยการจำกัดอิสรภาพแล้วส่งจำเลยไปอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน อันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากบ้านที่จำเลยพักอาศัยอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามสถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมซึ่งเป็นสถานที่ฝึกอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง ไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษา ซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเป็นเวลา 6 เดือน นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูมีกำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษาฎีกา ดังนี้ 1. ให้จำเลยรายงานตัวเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กเยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้นต่อนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษาแล้วแต่กรณี โดยให้รายงานผลการศึกษาทุกครั้งที่มีการสอบวัดผล และหากจำเลยมีงานอดิเรกเช่นเล่นกีฬา ให้จำเลยรายงานตารางการฝึกซ้อมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอื่นรวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับด้วย 2. ให้จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดหรือกิจกรรมทางเลือกของศาลชั้นต้นอย่างน้อย 2 กิจกรรม 3. ให้จำเลยและผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์และให้ผู้ปกครองเข้ารับคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กชายที่เข้าสู่วัยรุ่น และให้ผู้ปกครองเข้มงวดในการติดตามพฤติกรรมและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของจำเลย 4. ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกประเภทและห้ามจำเลยดื่มสุรา
|




.jpg)
.jpg)