
| (ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีผู้บริโภคที่ฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้นโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม อันก่อให้เกิดความเสียหายทั้งด้านโครงสร้างและการใช้งาน ศาลวินิจฉัยให้จำเลยคืนเงิน ชำระค่าเสียหายจริง และกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เพื่อป้องปรามมิให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภครายอื่น สรุปข้อเท็จจริง •ผู้บริโภคว่าจ้างบริษัทจำเลยก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น มูลค่าสัญญา 4,840,000 บาท พร้อมงานเพิ่มเติม 347,520 บาท •จำเลยเริ่มก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาต และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เช่น โครงสร้างไม่มั่นคง ผนังล้ม เหล็กเสริมไม่ครบ •เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้หยุดก่อสร้างและห้ามใช้อาคาร •ผู้บริโภคต้องว่าจ้างบุคคลอื่นแก้ไขงานและก่อสร้างต่อจนเสร็จ พร้อมฟ้องเรียกเงินคืนและค่าเสียหาย •จำเลยฟ้องแย้งเรียกเงินคงค้าง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้ง •ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นค่าออกแบบและยื่นขอใบอนุญาต (งวดงานที่ 1) เห็นว่าจำเลยมีสิทธิได้ค่าจ้างบางส่วน (350,000 บาท) •ศาลยังเห็นว่าจำเลยผิดสัญญา ละเมิด และเอาเปรียบผู้บริโภค จึงให้ชำระค่าเสียหายจริงและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้กฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 587 รวมถึง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาตรา 39 และมาตรา 42 โดยเป็นคดีตัวอย่างที่ศาลฎีกานำหลักของกฎหมายแพ่งทั่วไปมาปรับใช้กับคดีผู้บริโภค ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในการคุ้มครองผู้บริโภคและการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ คำสำคัญหลักของคดีนี้พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1. มาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลใช้มาตรานี้วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาว่าจ้างถูกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถคืนสิ่งที่รับไว้ได้ ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งการนั้น ซึ่งในคดีนี้จำเลยทำแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตบางส่วน ศาลจึงให้ค่าตอบแทนบางส่วนแทนการคืนงานที่ทำไปแล้ว 2. มาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาจ้างทำของ ศาลถือว่าสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ จึงใช้หลักนี้ในการวินิจฉัยความรับผิดเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามแบบแปลนและมาตรฐานวิศวกรรม 3. มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ศาลอธิบายว่าหากไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายผู้บริโภค ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม จึงอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้ก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามหลักของ ป.วิ.พ. มาตรา 180 4. มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ใช้ในการกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้บริโภคจากการไม่ได้รับประโยชน์ใช้สอยของบ้านพักในช่วงเวลาที่เกินกำหนด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลภายนอกแก้ไขซ่อมแซม ถือเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการละเมิดและผิดสัญญา 5. มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นแก่นสำคัญที่สุดของคดี ศาลใช้มาตรานี้กำหนด “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ” เพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจเอาเปรียบผู้บริโภครายอื่น เป็นการใช้หลัก punitive damages ในคดีผู้บริโภคอย่างชัดเจน สรุปโดยรวม คดีนี้มีความสำคัญเพราะศาลฎีกานำหลักของสัญญาจ้างทำของในกฎหมายแพ่งมาปรับใช้กับคดีผู้บริโภค และขยายความคุ้มครองให้ผู้บริโภคได้รับค่าเสียหายทั้งจริงและเพื่อการลงโทษ โดยเน้นความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอาชีพซึ่งประชาชนไว้วางใจ เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้าง คำวินิจฉัยและขยายความประเด็นกฎหมาย •เรื่องค่าจ้างงานออกแบบและยื่นขออนุญาต ศาลวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. ม. 587 และ ม. 391 ว่าหลังเลิกสัญญา หากงานที่ทำแล้วไม่อาจคืนสู่สภาพเดิมได้ ต้องชำระตามมูลค่าแห่งการงาน แม้จำเลยทำงานไม่ครบถ้วน แต่ยังมีคุณค่าบางส่วน จึงกำหนดให้ได้ 350,000 บาท •เรื่องการแก้ไขคำให้การ พิจารณาตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ม. 7 และ ป.วิ.พ. ม. 180 ว่าการยื่นคำร้องเพิ่มเติมคำให้การทำได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยยื่นในเวลาที่กำหนด จึงอนุญาตให้แก้ไข •เรื่องค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ อ้างอิง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ม. 42 ศาลกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติม 500,000 บาท เพื่อป้องปรามผู้ประกอบธุรกิจไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค IRAC Issue: จำเลยมีสิทธิได้รับค่าจ้างออกแบบและยื่นขออนุญาตหรือไม่, การแก้ไขคำให้การทำได้หรือไม่, และต้องรับผิดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษหรือไม่ Rule: •ป.พ.พ. ม. 587, 391 (สัญญาจ้างทำของและการคืนสู่ฐานะเดิม) •พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ม. 7, 39, 42 •ป.วิ.พ. ม. 180 (การแก้ไขคำให้การ) Application: จำเลยได้ทำงานบางส่วนในงวดที่ 1 แม้ไม่ครบถ้วนแต่มีคุณค่าบางส่วน จึงต้องได้ค่าจ้างบางส่วน (350,000 บาท) การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การทำก่อนวันสืบพยาน จึงชอบ และเนื่องจากจำเลยก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐาน อันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค จึงต้องชำระค่าเสียหายจริงและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ Conclusion: ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 1,034,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 500,000 บาท ข้อคิดทางกฎหมาย 1.ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องปฏิบัติตามสัญญาและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตก่อสร้างก่อนเริ่มงาน 2.การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิศวกรรมถือเป็นการละเมิดและผิดสัญญา อาจต้องชดใช้ทั้งค่าเสียหายจริงและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 3.ในคดีผู้บริโภค การแก้ไขคำให้การมีหลักเกณฑ์พิเศษที่แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป สรุปภาษาอังกฤษแบบย่อ
Supreme Court Decision No. 6542/2567 This case involves a consumer lawsuit against a construction company for building a two-story house without a permit and below engineering standards, causing structural defects. The Court ruled that the company must refund the consumer, pay actual damages, and an additional punitive damage of 500,000 Baht under the Consumer Case Procedure Act B.E. 2551 to deter similar misconduct by other contractors.
สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ผู้บริโภคว่าจ้างบริษัทจำเลยก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้นและงานเพิ่มเติม รวมกว่า 5.18 ล้านบาท แต่จำเลยเริ่มงานโดยไม่มีใบอนุญาต ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมจนเจ้าพนักงานสั่งระงับ ผู้บริโภคต้องจ้างผู้อื่นแก้ไขและก่อสร้างต่อ จำเลยทำงานบางส่วนในงวดแรกจึงได้รับค่าจ้าง 3.5 แสนบาท แต่เมื่อหักจากเงินที่รับไปแล้ว ต้องคืนผู้บริโภค 7.65 แสนบาท ในประเด็นแก้ไขคำให้การ ศาลเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานตามกฎหมาย จึงอนุญาต แต่ข้อโต้แย้งเรื่องการประเมินงานไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลยังวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาและละเมิด ทำให้ผู้บริโภคเสียโอกาสใช้ประโยชน์บ้านและต้องเสียค่าซ่อมแซม รวม 2.69 แสนบาท และเพื่อป้องปรามการเอาเปรียบผู้บริโภค กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มอีก 5 แสนบาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างประเภทต่างๆ และเป็นที่ปรึกษางานวิศวกรรมและบริหารโครงการทุกประเภท ย่อมสร้างความไว้วางใจและความคาดหวังของประชาชนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้างทุกประเภทได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม เมื่อผู้บริโภคตกลงว่าจ้างจำเลยก่อสร้างแบบครบวงจร แต่จำเลยกลับไม่เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญหลายรายการ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย ดังที่บรรยายในคำฟ้องเป็นเหตุให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและว่าจ้างบุคคลอื่นมาดำเนินการแก้ไขและก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยชดใช้แก่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค 1,340,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์และผู้บริโภคชำระเงินจำนวน 935,029 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 689,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอภิชาติ มังคุด ผู้บริโภค กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ไม่ตั้งทนายความ จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายอภิชาติ มังคุด ผู้บริโภค ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และในส่วนฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 นายอภิชาต ผู้บริโภคว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารบ้านพักอาศัยสองชั้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1230 ในราคาค่าจ้างเหมารวมค่าแรงและค่าวัสดุอุปกรณ์เป็นเงิน 4,840,000 บาท ตกลงแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็น 9 งวด จำเลยเริ่มตอกเสาเข็มและดำเนินการก่อสร้างขณะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2558 ผู้บริโภคว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างห้องเพิ่มเติมเป็นเงิน 347,520 บาท ตกลงแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็น 3 งวด ผู้บริโภคชำระเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยตามสัญญาหลักแล้ว 5 งวด เป็นเงิน 3,372,000 บาทและชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาเพิ่มเติมแล้ว 1 งวด เป็นงวด 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,492,000 บาท โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ผู้บริโภคเข้าตรวจสอบการก่อสร้างพบว่าจำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทไม่มั่นคงแข็งแรง โครงสร้างหลังคาเกิดการสั่นไหวเมื่อลมพัด และผนังกำแพงล้มลง เมื่อจำเลยก่อกำแพงขึ้นใหม่ กำแพงก็ยังล้มลงอีก ผู้บริโภคแจ้งให้เทศบาลตำบลนายางตรวจสอบพบว่าจำเลยยังไม่ได้ขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทการก่อสร้างไม่ทาสีกันสนิมเป็นบางส่วน ไม่ทาสีน้ำมันทุกส่วนของโครงหลังคา เสริมเหล็กโครงหลังคาและยิงน็อตไม่ครบตามรายการคำนวณของผู้ผลิตและไม่พ่นสีบริเวณที่ยิงน็อต เสริมเหล็กโครงหลังคาไม่ครบตามแบบแปลนและลดขนาดเล็กลง ไม่เทคอนกรีตเสาตอม่อ เสริมเหล็กปลอกเสาตอม่อไม่ครบตามแบบ ไม่ตีแบบหล่อคอนกรีตฐานราก เสาคอนกรีตแตกหักง่าย ค่ากำลังอัดคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานและตามที่กำหนดในแบบแปลน ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2558 นายกเทศมนตรีตำบลนายางมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างไว้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น พร้อมมีคำสั่งห้ามใช้อาคารและมีคำสั่งให้ผู้บริโภคยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งตามสำเนาคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ 4/2558, 5/2558 และ 6/2558 จำเลยจึงหยุดการก่อสร้างและขนย้ายคนงานออกไปจากสถานที่ก่อสร้างผู้บริโภคแจ้งให้จำเลยดำเนินการขอรับใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้อง และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2558 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้แก้ไขแบบแปลน รวม 2 ครั้งจำเลยดำเนินการแก้ไขแบบแปลนทั้งสองครั้งแล้ว ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้บริโภค จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภคว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมและก่อสร้างอาคารพิพาทจนแล้วเสร็จ โจทก์มีมติมอบให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลย ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้บริโภคมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ได้รับเกินไปกว่างานที่ทำเป็นเงิน 1,480,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายคืนแก่ผู้บริโภค จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย ต่อมาผู้บริโภคได้รับเงินคืนจากจำเลย 140,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ค่าออกแบบแปลนในการก่อสร้างอาคารพิพาทและขอใบอนุญาตก่อสร้างเป็นค่าแห่งการงานที่จำเลยได้ทำไปแล้วหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วโจทก์กับจำเลยต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง หากมีการงานส่วนใดที่จำเลยได้ทำเสร็จแล้วและไม่อาจให้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ ก็ต้องบังคับตามมาตรา 391 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามสัญญาก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น มีข้อตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 9 งวด ค่าออกแบบ - ก่อสร้างใหม่ (ฟรี) ค่าจ้างงวดที่ 1 เตรียมแบบก่อสร้างพร้อมยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้าง 426,000 บาท จำเลยดำเนินการเตรียมแบบก่อสร้างแล้วและยื่นคำขอให้ใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่ผู้บริโภค แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังบริเวณ แบบแปลนรายการประกอบแบบแปลนหรือรายการคำนวณยังไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น จำเลยดำเนินการแก้ไขแบบแปลน 2 ครั้ง ก็ยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ผู้บริโภคจึงนำแบบแปลนดังกล่าวไปให้นายสราวุธตรวจสอบและแก้ไข แล้วผู้บริโภคนำไปยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างด้วยตนเองจนได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทย่อมแสดงว่าจำเลยดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างในงวดที่ 1 ไปแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าแห่งการงานในส่วนนี้ให้แก่จำเลยเต็มมูลค่าของค่าจ้าง 426,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคำนึงถึงผลแห่งการงานที่จำเลยกระทำให้แก่ผู้บริโภคแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าแห่งการงานในส่วนนี้ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 350,000 บาท รวมกับมูลค่างานที่จำเลยทำไปแล้วเป็นเงิน 2,377,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองรวมเป็นเงิน 2,727,000 บาท เมื่อหักกลบกับเงินที่ผู้บริโภคชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว 3,492,000 บาท จำเลยต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค 765,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องขออนุญาตแก้ไขคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในส่วนการแก้ไขคำให้การพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ในส่วนการพิจารณาคดีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 24 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งรับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็ว และออกหมายเรียกจำเลยให้มาศาลตามกำหนดนัดเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน..." มาตรา 32 บัญญัติว่า "ก่อนการสืบพยานให้ศาลแจ้งประเด็นข้อพิพาทให้คู่ความทราบและจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้" แตกต่างกับคดีแพ่งสามัญซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 บัญญัติว่า "เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถ้าหากมีแล้วให้ศาลทำการชี้สองสถานโดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้..." มาตรา 184 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการชี้สองสถานให้ศาลกำหนดวันสืบพยานซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถาน" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันสืบพยานส่งให้แก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน" ดังนั้น เมื่อในคดีผู้บริโภคมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหลังเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องชี้สองสถานมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคอีกได้ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน เมื่อคู่ความมีความประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ย แต่คู่ความตกลงกันไม่ได้ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ได้นัดสืบพยาน ครั้นถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีผู้บริโภคในวันนัดพร้อมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการชี้สองสถานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเมื่อวันนัดพร้อมมิใช่วันนัดสืบพยาน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การวันดังกล่าวจึงเป็นการยื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การล่วงเลยกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้ยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อพิจารณาคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การแล้ว เห็นว่า เป็นการยกข้อต่อสู้เพื่อหักล้างข้อหาเดิมตามคำฟ้องโจทก์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยและประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเป็นการขอแก้ไขภายในกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จึงอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ได้ อย่างไรก็ดีในส่วนที่จำเลยแก้ไขคำให้การว่า เอกสารการประเมินผลงานที่นายสราวุธ จัดทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถนำมาใช้กับการประเมินงานก่อสร้างของจำเลยได้เนื่องจากสัญญาว่าจ้างพิพาทเป็นแบบการจ้างเหมาทั้งราคาค่าวัสดุและค่าแรงงาน การประเมินงานโดยแยกรายละเอียดวัสดุแต่ละชนิดจึงเป็นการประเมินมูลค่างานคนละวิธีการกันกับการคิดค่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาของจำเลย ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้นั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวจนสิ้นกระแสความและศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยครอบคลุมไปถึงข้อต่อสู้ที่แก้ไขคำให้การโดยละเอียดและชอบด้วยเหตุผลแล้วว่า นายสราวุธพยานโจทก์รับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา ระดับชำนาญงานสำนักงานเทศบาลตำบลนายาง ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ระดับภาคีวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธาจากสภาวิศวกร ย่อมมีความรู้เข้าใจการตรวจสอบอาคารพิพาทและไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด นายสราวุธเป็นผู้ประเมินมูลค่างานที่จำเลยทำไปแล้วตามตารางคำนวณมูลค่างวดตามหน้างานจริง โดยจำเลยมิได้นำสืบในรายละเอียดว่ามูลค่างานของจำเลยที่ทำไปจริงเป็นราคาเท่าใด จำเลยเพียงแต่ขอให้คิดคำนวณอ้างอิงสัญญาจ้างเท่านั้น จึงฟังได้ว่ามูลค่างานเป็นไปตามราคาที่นายสราวุธประเมินไว้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อนี้อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง การที่จำเลยก่อสร้างบ้านพักไม่เสร็จภายในกำหนดระยะเวลา กล่าวคือ ตามสัญญาก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ข้อ 3.1 ระบุว่า ผู้รับจ้างจะเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ทำงานที่จ้าง ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับตั้งแต่วันที่ ตอก/เจาะเสาเข็ม เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า จำเลยเริ่มตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 จึงครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยจะต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 28 เมษายน 2558 แต่จำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในวันดังกล่าว ผู้บริโภคจึงไม่สามารถเข้าพักอาศัยหรือใช้ประโยชน์บ้านพักในระหว่างระยะเวลาตั้งแต่ครบกำหนดการก่อสร้าง และการที่จำเลยก่อสร้างบ้านพักไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้บริโภคต้องว่าจ้างนายสมชาย แก้ไขซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานของจำเลย ในราคาค่าจ้างของสัญญาทั้งสองฉบับรวม 229,000 บาท มีกำหนดแล้วเสร็จ 60 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2558 ซึ่งปัจจุบันนายสมชายแก้ไขซ่อมแซมและก่อสร้างเสร็จแล้ว ก็เป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากความเสียหายที่ศาลฎีกากำหนดให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้บริโภค จึงเห็นว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องแก่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่สามารถเข้าพักอาศัยในบ้านพักหรือนำออกหาประโยชน์อย่างอื่นได้ตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยจะต้องก่อสร้างให้เสร็จภายในวันที่ 28 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2558 เป็นระยะเวลา 4 เดือนเศษ เป็นเงิน 40,000 บาท และยังต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่ผู้บริโภคว่าจ้างบุคคลภายนอกมาแก้ไขซ่อมแซมงานก่อสร้างซึ่งเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดและผิดสัญญาของจำเลยในครั้งนี้เป็นเงิน 229,000 บาท รวมเป็นเงิน 269,000 บาท นอกจากนี้การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาก่อสร้างบ้านพักแล้ว โจทก์ยังกล่าวในคำฟ้องด้วยว่า จำเลยก่อสร้างบ้านพักโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมหลายรายการ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค ทำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งระงับการก่อสร้างจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และมีคำสั่งห้ามใช้อาคาร เมื่อผู้บริโภคแจ้งให้จำเลยยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างตามสัญญาและให้แก้ไขแบบแปลนโครงสร้างคานหลังคา จำเลยไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้อง ผู้บริโภคมอบหมายให้นายสราวุธ ดำเนินการจนเจ้าพนักงานออกใบอนุญาตก่อสร้างให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายโดยผิดกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคาร ที่พักอาศัย สถานที่ทำการ ถนน สะพาน เขื่อน อุโมงค์ และเป็นที่ปรึกษางานวิศวกรรมและการบริหารโครงการทุกประเภท ย่อมสร้างความไว้วางใจและความคาดหวังของประชาชนผู้รับบริการว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างทุกประเภทได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้บริโภคตกลงว่าจ้างจำเลยแบบครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ เตรียมแบบก่อสร้างพร้อมยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 4,840,000 บาท แต่จำเลยกลับไม่ได้เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทให้ถูกต้องตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนที่จะยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมในส่วนสำคัญหลายรายการ อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย จนกระทั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างรวมทั้งห้ามใช้อาคารหรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารพิพาทจนกว่าจะได้รับอนุญาต แม้จำเลยดำเนินการแก้ไขแบบแปลนและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอีก แต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นก็ยังไม่อาจออกใบอนุญาตก่อสร้างได้ ผู้บริโภคต้องนำแบบแปลนดังกล่าวไปให้นายสราวุธช่วยตรวจสอบและแก้ไข แล้วไปยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างด้วยตนเองจนกระทั่งได้รับอนุญาตก่อสร้าง เป็นเหตุให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาแล้วว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการแก้ไขงานที่ไม่ได้มาตรฐานและดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และยังกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน นอกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่ผู้บริโภคและค่าเสียหายดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นค่าเสียหายที่แท้จริงแล้ว เพื่อมิให้จำเลยหรือผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะเช่นเดียวกับจำเลยเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดังเช่นจำเลยกระทำต่อผู้บริโภคอื่นอีก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้จำเลยชดใช้แก่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นเงิน 500,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 1,034,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษอีก 500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ผู้บริโภคว่าจ้างบริษัทจำเลยให้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้น โดยตกลงราคาค่าจ้างแบบเหมารวมทั้งค่าแรงและวัสดุ จำเลยเริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต่อมาเจ้าพนักงานมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างเนื่องจากไม่เป็นไปตามแบบและไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม ผู้บริโภคจึงต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมและขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่ด้วยตนเอง ผู้บริโภคสามารถเรียกร้องค่าเสียหายใดได้บ้าง และจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายใด ธงคำตอบ จำเลยในฐานะผู้รับจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแบบแปลนและมาตรฐานทางวิศวกรรม เมื่อจำเลยก่อสร้างโดยไม่ขอใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐานจนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและละเมิดตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 597 ผู้บริโภคจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินค่าจ้างส่วนที่จ่ายเกินไปตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง และหากงานที่ทำไปไม่สามารถคืนได้ ต้องชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งการนั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม นอกจากนี้ยังเรียกร้องค่าเสียหายจากการต้องว่าจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมและขาดประโยชน์จากการใช้บ้านพักได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ข้อ 2. เมื่อจำเลยได้จัดทำแบบแปลนและยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างบางส่วน แต่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้บริโภคต้องนำแบบดังกล่าวไปให้วิศวกรคนอื่นตรวจแก้จนได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ศาลควรกำหนดค่าตอบแทนในส่วนนี้อย่างไร และใช้หลักกฎหมายใดในการประเมินมูลค่างานที่ทำไปแล้ว ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าการจัดทำแบบและยื่นขอใบอนุญาตของจำเลย แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็น “การงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งไม่อาจคืนกลับสู่ฐานะเดิมได้ จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนบางส่วนตามควรค่า ศาลใช้ดุลยพินิจประเมินค่าการงานที่ทำไปในงวดที่ 1 จากที่กำหนดไว้ 426,000 บาท เหลือเพียง 350,000 บาท เป็นการชดใช้ค่าการงานที่จำเลยได้ทำจริงแต่ไม่ครบถ้วน ข้อ 3. จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นยกคำร้องโดยอ้างว่าพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาควรพิจารณาอย่างไร และหลักการพิจารณาคดีผู้บริโภคแตกต่างจากคดีแพ่งสามัญอย่างไร ธงคำตอบ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลมเมื่อไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายผู้บริโภค อย่างไรก็ดี มาตรา 32 ได้บัญญัติให้ศาลแจ้งประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหลังได้ โดยไม่ต้องชี้สองสถานเช่นคดีแพ่งสามัญ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า วันนัดพร้อมไม่ใช่วันนัดสืบพยาน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การในวันนั้น จึงถือว่ายื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันตามมาตรา 180 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้ ข้อ 4. การที่จำเลยก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดและไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าพักอาศัยและต้องว่าจ้างบุคคลอื่นซ่อมแซมงาน ศาลจะกำหนดค่าเสียหายได้อย่างไร และอาศัยกฎหมายใดเป็นหลักในการชดเชยผู้บริโภค ธงคำตอบ เมื่อจำเลยก่อสร้างไม่เสร็จภายในกำหนดตามสัญญา (ครบกำหนดวันที่ 28 เมษายน 2558) ผู้บริโภคไม่สามารถใช้บ้านพักได้ ศาลจึงเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้สอยและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซม จึงกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 เป็นเงิน 269,000 บาท โดยแยกเป็นค่าขาดประโยชน์ 40,000 บาท และค่าซ่อมแซม 229,000 บาท ถือเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดและผิดสัญญาของจำเลย ข้อ 5. ศาลฎีกากำหนดให้จำเลยต้องชำระ “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ” แก่ผู้บริโภคเพิ่มเติมอีก 500,000 บาท เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจลักษณะเดียวกันเอาเปรียบผู้บริโภค การกำหนดค่าเสียหายลักษณะนี้อาศัยหลักกฎหมายใด และมีเหตุผลสนับสนุนอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาอาศัยหลักตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งให้อำนาจศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ (punitive damages) แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค กรณีนี้จำเลยเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจชัดเจนและมีหน้าที่ทางวิชาชีพต้องรักษามาตรฐานทางวิศวกรรม แต่กลับก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญหลายรายการจนเกิดอันตรายแก่ผู้บริโภค ศาลเห็นว่าจำเลยจงใจเอาเปรียบและไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำนวน 500,000 บาท เพื่อเป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกันกระทำผิดซ้ำต่อผู้บริโภคอื่นอีก
|





