ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




(ฎีกาที่ 621/2568)วินัยข้าราชการ, บำเหน็จบำนาญ และสิทธิทายาท

คำพิพากษาศาลฎีกา, 621/2568, วินัยข้าราชการร้ายแรง, บำเหน็จบำนาญข้าราชการ, สิทธิทายาท, มาตรา 53 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ, ป.ป.ช., การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง, คดีทุจริต, สิทธิเงินตกทอด

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการครูกรณีทุจริตต่อหน้าที่ โดยศาลวินิจฉัยว่าแม้ข้าราชการเสียชีวิตก่อนมีคำสั่งไล่ออก แต่เนื่องจากความผิดเข้าข่ายวินัยร้ายแรงตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล ทายาทจึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญและเงินตกทอดตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53


สรุปข้อเท็จจริง

นายธนัชกิต ข้าราชการครู ถูกลงโทษทางวินัยให้ ปลดออกจากราชการ

ต่อมา ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่าเป็น ความผิดวินัยร้ายแรงและมีมูลอาญา

หน่วยงานจึงเพิกถอนคำสั่งเดิม และออกคำสั่งใหม่ให้ ไล่ออกจากราชการ

แต่ระหว่างดำเนินการ นายธนัชกิตถึงแก่ความตาย

ทายาทได้รับเงินบำนาญ บำเหน็จตกทอด และเงินช่วยพิเศษ รวมกว่า 2 ล้านบาท

โจทก์ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) ฟ้องเรียกคืนเงินดังกล่าวจากทายาท


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. อำนาจในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

ศาลวินิจฉัยว่า คำสั่งลงโทษปลดออกเป็นคำสั่งทางปกครองที่สามารถเพิกถอนได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49–50

2. ผลของการชี้มูลความผิดโดย ป.ป.ช.

การกระทำเข้าข่าย วินัยร้ายแรง ต้องลงโทษถึงขั้นไล่ออก แม้คำสั่งเดิมให้ปลดออก แต่หน่วยงานสามารถแก้ไขเป็นคำสั่งไล่ออกได้

3. ผลจากการเสียชีวิตของข้าราชการ

แม้เสียชีวิตระหว่างดำเนินการ แต่ความผิดวินัยร้ายแรงมีผลทำให้ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินตกทอด ตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญฯ

4. ผลต่อทายาท

ทายาทที่ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดและเงินช่วยพิเศษต้อง คืนเงินแก่หน่วยงาน เนื่องจากผู้ตายไม่มีสิทธิในสิทธินั้น


การขยายความประเด็นทางกฎหมาย

กฎหมายวินัยข้าราชการ: ต้องปฏิบัติตามทั้งกฎหมายบริหารงานบุคคลและ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 91–93

คำสั่งทางปกครอง: สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้ หากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (มาตรา 49–50 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)

สิทธิบำเหน็จบำนาญ: หากถูกลงโทษไล่ออกจะหมดสิทธิรับบำนาญโดยสิ้นเชิง รวมทั้งเงินตกทอด (มาตรา 53 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญฯ)

สิทธิทายาท: ได้สิทธิตามที่ผู้ตายมี หากผู้ตายหมดสิทธิ ทายาทก็หมดสิทธิด้วย


ข้อคิดทางกฎหมาย

1. คำสั่งทางปกครองสามารถเพิกถอนและแก้ไขได้ หากพบว่าไม่เหมาะสมหรือขัดกฎหมาย

2. ความผิดวินัยร้ายแรงส่งผลต่อสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ แม้ผู้ตายเสียชีวิตไปแล้ว

3. ทายาทมีสิทธิในทรัพย์สินก็ต่อเมื่อผู้ตายมีสิทธินั้นจริง หากหมดสิทธิ ทายาทไม่อาจอ้างสิทธิได้

4. การชี้มูลความผิดโดย ป.ป.ช. มีผลผูกพันต่อการดำเนินการวินัยและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ


IRAC Analysis

Issue:

ทายาทของข้าราชการที่ถูกชี้มูลว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินตกทอดหรือไม่

Rule:

มาตรา 53 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494

มาตรา 91–93 พ.ร.บ.ป.ป.ช.

มาตรา 49–50 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

Application:

แม้นายธนัชกิตเสียชีวิตก่อนคำสั่งไล่ออก แต่ความผิดที่ ป.ป.ช. ชี้มูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรง หากยังมีชีวิตต้องถูกไล่ออก จึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ และทายาทก็ไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอด

Conclusion:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินตกทอด ต้องคืนเงินที่ได้รับไปแก่โจทก์


English Summary 

The Supreme Court Decision No. 621/2025 concerns a civil servant found guilty of serious disciplinary misconduct. Although he died before the dismissal order was finalized, the Court ruled that his offense required dismissal, which nullified his right to pension and related benefits. Consequently, his heirs were not entitled to inherit pension payments or gratuities and must return the funds already received.

สรุปคำแปลภาษาอังกฤษ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2025 (พ.ศ. 2568) เกี่ยวข้องกับข้าราชการผู้หนึ่งซึ่งถูกวินิจฉัยว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แม้บุคคลดังกล่าวได้ถึงแก่ความตายก่อนที่คำสั่งไล่ออกจากราชการจะมีผลเสร็จเด็ดขาด ศาลได้วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดดังกล่าวมีลักษณะร้ายแรงถึงขั้นต้องลงโทษไล่ออกจากราชการ อันเป็นเหตุให้สิทธิในบำเหน็จบำนาญและสิทธิประโยชน์อื่นที่เกี่ยวเนื่องสิ้นสุดลง ดังนั้น ทายาทจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญหรือเงินบำเหน็จตกทอด และต้องคืนเงินที่ได้เคยรับไปแล้วแก่หน่วยงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย

 

15 คำศัพท์น่าสนใจ (Legal English Vocabulary)

1. civil servant – ข้าราชการ

2. guilty – มีความผิด

3. serious disciplinary misconduct – ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

4. dismissal order – คำสั่งให้ออกจากราชการ

5. finalized – มีผลสมบูรณ์ / เสร็จเด็ดขาด

6. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย

7. offense – ความผิด / การกระทำผิด

8. required dismissal – ต้องลงโทษถึงขั้นไล่ออก

9. nullified – ทำให้สิ้นผล / ทำให้เป็นโมฆะ

10. pension – เงินบำนาญ

11. related benefits – สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

12. heirs – ทายาท

13. entitled – มีสิทธิ

14. inherit – รับมรดก / รับตกทอด

15. gratuities – เงินบำเหน็จ / เงินตอบแทนพิเศษ

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค

1. civil servant – ข้าราชการ

The civil servant was praised for working honestly for many years,

even though his salary was not very high.

Literal: ข้าราชการคนนั้นได้รับคำชมเชยที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์มาหลายปี

แม้ว่าเงินเดือนของเขาจะไม่สูงนัก

Natural: ข้าราชการคนนั้นทำงานซื่อสัตย์มาตลอด ถึงเงินเดือนไม่มากก็ยังได้คำชม


2. guilty – มีความผิด

The jury found him guilty of breaking the law,

but his family still believed he was innocent.

Literal: คณะลูกขุนตัดสินว่าเขามีความผิดที่ละเมิดกฎหมาย

แต่ครอบครัวยังเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์

Natural: ศาลบอกว่าเขามีความผิด แต่ครอบครัวยังยืนยันว่าไม่ได้ทำ


3. serious disciplinary misconduct – ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

He was accused of serious disciplinary misconduct,

so the school board started an investigation.

Literal: เขาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ดังนั้นคณะกรรมการโรงเรียนจึงเริ่มการสอบสวน

Natural: เขาโดนหาว่าทำผิดร้ายแรง ทางโรงเรียนเลยต้องตั้งเรื่องสอบ


4. dismissal order – คำสั่งให้ออกจากราชการ

The dismissal order shocked the teacher,

because he thought the punishment was too harsh.

Literal: คำสั่งให้ออกจากราชการทำให้ครูผู้นั้นตกใจ

เพราะเขาคิดว่าบทลงโทษรุนแรงเกินไป

Natural: คำสั่งให้ออกจากราชการทำให้ครูคนนั้นช็อก เขารู้สึกว่ามันแรงไป


5. finalized – มีผลสมบูรณ์ / เสร็จเด็ดขาด

The contract was not finalized until both parties signed it,

so no one could claim rights before that.

Literal: สัญญายังไม่เสร็จเด็ดขาดจนกว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะลงนาม

ดังนั้นไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิได้ก่อนหน้านั้น

Natural: สัญญายังไม่เสร็จสิ้นจริงจนกว่าจะเซ็นกันทั้งสองฝ่าย


6. Court ruled – ศาลมีคำวินิจฉัย

The Court ruled that the agreement was invalid,

because one side signed under pressure.

Literal: ศาลมีคำวินิจฉัยว่าสัญญานั้นเป็นโมฆะ

เพราะฝ่ายหนึ่งลงนามภายใต้การกดดัน

Natural: ศาลตัดสินว่าสัญญาใช้ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายถูกบังคับให้เซ็น


7. offense – ความผิด / การกระทำผิด

His offense was small,

but it still damaged his reputation.

Literal: ความผิดของเขามีขนาดเล็ก

แต่ก็ยังทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย

Natural: เขาทำผิดเรื่องเล็ก ๆ แต่ชื่อเสียงก็เสียไปแล้ว


8. required dismissal – ต้องลงโทษถึงขั้นไล่ออก

The offense was so serious that it required dismissal,

and no lighter punishment was allowed.

Literal: ความผิดนั้นร้ายแรงมากจนต้องลงโทษถึงขั้นไล่ออก

และไม่อนุญาตให้ใช้โทษที่เบากว่านี้

Natural: เรื่องที่ทำมันหนักมาก ต้องไล่ออกอย่างเดียว เบากว่านี้ไม่ได้


9. nullified – ทำให้สิ้นผล / ทำให้เป็นโมฆะ

The new evidence nullified the old judgment,

forcing the case to be reopened.

Literal: พยานหลักฐานใหม่ทำให้คำพิพากษาเก่าสิ้นผล

ทำให้ต้องเปิดคดีขึ้นใหม่

Natural: หลักฐานใหม่ทำให้คำตัดสินเก่าใช้ไม่ได้ ต้องรื้อคดีใหม่


10. pension – เงินบำนาญ

After 30 years of service, she finally received her pension,

which helped her live comfortably.

Literal: หลังจากทำงานครบ 30 ปี ในที่สุดเธอก็ได้รับเงินบำนาญ

ซึ่งช่วยให้เธอใช้ชีวิตอย่างสบาย

Natural: ทำงานมาตั้งนาน พอเกษียณเธอก็ได้บำนาญไว้ใช้สบาย ๆ


11. related benefits – สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

The pension and related benefits were given to retired staff,

such as healthcare and housing support.

Literal: เงินบำนาญและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องถูกมอบให้แก่ผู้เกษียณ

เช่น การรักษาพยาบาลและการช่วยเหลือด้านที่พักอาศัย

Natural: นอกจากบำนาญแล้ว ผู้เกษียณยังได้สิทธิอื่น ๆ อย่างค่ารักษาพยาบาลกับที่พัก


12. heirs – ทายาท

The heirs fought in court over their father’s land,

because no will had been written.

Literal: ทายาททั้งหลายต่อสู้กันในศาลเรื่องที่ดินของบิดา

เพราะไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้

Natural: ลูก ๆ แย่งที่ดินพ่อกันในศาล เพราะพ่อไม่ได้เขียนพินัยกรรม


13. entitled – มีสิทธิ

She was entitled to receive compensation,

since the accident was not her fault.

Literal: เธอมีสิทธิได้รับค่าชดเชย

เนื่องจากอุบัติเหตุไม่ใช่ความผิดของเธอ

Natural: เธอมีสิทธิได้เงินชดเชย เพราะอุบัติเหตุไม่ใช่ความผิดเธอ


14. inherit – รับมรดก / รับตกทอด

He hoped to inherit his grandmother’s house,

but she decided to donate it instead.

Literal: เขาหวังว่าจะได้รับบ้านของคุณยายตกทอด

แต่คุณยายตัดสินใจบริจาคแทน

Natural: เขาหวังจะได้บ้านจากคุณยาย แต่ยายเลือกเอาไปบริจาคแทน


15. gratuities – เงินบำเหน็จ / เงินตอบแทนพิเศษ

The company gave him gratuities when he retired,

to thank him for his long service.

Literal: บริษัทมอบเงินบำเหน็จให้แก่เขาเมื่อเกษียณ

เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับการทำงานยาวนาน

Natural: พอเขาเกษียณ บริษัทก็ให้เงินบำเหน็จตอบแทนที่ทำงานมานาน


1.วินัยร้ายแรง – ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ 2.เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง (ปลดออก → ไล่ออก) 3.	สิทธิในบำเหน็จบำนาญสิ้นสุด (มาตรา 53 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญฯ) 4.	ทายาทไม่มีสิทธิในเงินตกทอด 5.	ผลผูกพันจากมติ ป.ป.ช.

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2568

การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 93 (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ทั้งคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50


ธ. ถูกลงโทษทางวินัยให้ปลดออกจากราชการ เมื่อต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แล้วมีมติว่าการกระทำของ ธ. มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่นนี้ กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้ปลดออกจากราชการแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไล่ออกจากราชการได้


ธ. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และโจทก์พิจารณาว่าจะต้องลงโทษถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่ง ธ. จะไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน เมื่อ ธ. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยเรื่องกระทำผิดวินัย ทายาทของ ธ. จึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,414,100.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,084,006.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 129,087.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,430.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 23,110.52 บาท จำเลยที่ 2 คืนเงิน 134,540.80 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 23,110.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย โดยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้อีก แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อรวมกับดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วต้องไม่เกิน 347,744.75 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในส่วนของต้นเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายธนัชกิตที่ตกได้แก่จำเลยแต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคสอง และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 10 วรรคสอง ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการโจทก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโจทก์ นายธนัชกิต ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์มีคำสั่งที่ 541/2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ให้ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ โดยนายธนัชกิตได้รับเงินบำนาญและเงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. (สิทธิประโยชน์ในเงินเพิ่ม 25% ของเงินบำนาญปกติ) เดือนละ 35,716.43 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 (วันรับทราบคำสั่ง) ต่อมานายธนัชกิตได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เดือนละ 1,427 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา และนายธนัชกิตได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท จากโจทก์แล้ว ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2559 นายธนัชกิตถึงแก่ความตาย ภายหลังนายธนัชกิต ถึงแก่ความตาย โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันให้แก่ธนาคาร ก. ที่นายธนัชกิตนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน 844,327.85 บาท และจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือให้แก่ทายาทของนายธนัชกิต 69,331.55 บาท โดยแยกจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 บิดานายธนัชกิต 23,110.52 บาท และให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรนายธนัชกิต โดยจำเลยที่ 2 ได้รับ 23,110.51 บาท และจำเลยที่ 3 ได้รับ 23,110.52 บาท และจ่ายเงินช่วยพิเศษกรณีข้าราชบำนาญถึงแก่ความตายหรือเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิตให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายธนัชกิต 111,430.29 บาท ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) มีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้ หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) (4) และแจ้งมติดังกล่าวไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ต่อมาคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วมีมติให้เพิกถอนมติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการที่มีมติลงโทษให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ แล้วมีมติลงโทษให้ไล่นายธนัชกิต ออกจากราชการ และแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์จึงมีคำสั่งที่ 1274/2560 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการและสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป พร้อมกับมีคำสั่งที่ 1278/2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ 573/2561 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2561 เนื่องจากนายธนัชกิตถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โดยปรากฏความตอนหนึ่งว่า "...บัดนี้ ปรากฏว่านายธนัชกิต ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 อันเป็นเวลาก่อนที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดำเนินการออกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตระหว่างดำเนินการทางวินัย จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547...จึงให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป..." ต่อมากรมบัญชีกลางโดยอธิบดีกรมบัญชีกลางมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2561 เรื่อง การเรียกเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันส่งคืนคลัง ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 แจ้งว่า นายธนัชกิตไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,084,006.50 บาท ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) แจ้งทายาทของนายธนัชกิตนำเงินจำนวนดังกล่าวที่นายธนัชกิตและทายาทรับไปโดยไม่มีสิทธิส่งคืนคลัง ซึ่งเงินจำนวน 2,084,006.50 บาท ประกอบด้วยเงินบำนาญ 940,735.44 บาท เงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. 565.31 บาท เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) 29,046.35 บาท เงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท เงินบำเหน็จตกทอด 69,331.55 บาท และเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน (โดยนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน) 844,327.85 บาท ต่อจากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ 2,084,006.50 บาท และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท รวม 2,195,436.79 บาท ส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน อีกครั้ง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับเงินบำเหน็จตกทอดคงเหลือ 69,331.55 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนโจทก์ตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับไป และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตามมาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริง อันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 161 (1) (4) อันเป็นการชี้มูลความผิดทางวินัยว่านายธนัชกิตกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของนายธนัชกิตในคดีนี้จึงยังไม่เสร็จสิ้น เพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชานายธนัชกิต จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำสั่งที่ 1274/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการ และมีคำสั่งที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม2560 เรื่อง ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำในการกระทำผิดวินัยครั้งเดียวกัน เนื่องจากโจทก์มีอำนาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและลงโทษในฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายธนัชกิต ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนที่โจทก์จะออกคำสั่งที่ 1278/2560 ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ จึงมีผลให้การดำเนินการทางวินัยแก่นายธนัชกิตสิ้นสุดลงตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายบริหารงานบุคคลของโจทก์เท่านั้น อันเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อความผิดของนายธนัชกิตตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ประกอบมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ซึ่งควรลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยโจทก์ได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ว่า พฤติการณ์ของนายธนัชกิตหากไม่เสียชีวิต จะได้รับโทษทางวินัยถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นของโจทก์ เช่นนี้ หากนายธนัชกิตไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายธนัชกิตต้องถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 มิใช่ถูกปลดออกตามคำสั่งที่ 541/2557 ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมแก่การกระทำความผิด โดยโจทก์อาจแก้ไขคำสั่งได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 ด้วยเหตุนี้นายธนัชกิตจึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในเหตุผลบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น


อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 2,333,435.16 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 46,668 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 2,543,188 บาท เป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงเสียเกินมา 4,195 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,195 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ


•กฎหมายวินัยข้าราชการ: ต้องปฏิบัติตามทั้งกฎหมายบริหารงานบุคคลและ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 91–93 •คำสั่งทางปกครอง: สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้ หากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (มาตรา 49–50 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง) •สิทธิบำเหน็จบำนาญ: หากถูกลงโทษไล่ออกจะหมดสิทธิรับบำนาญโดยสิ้นเชิง รวมทั้งเงินตกทอด (มาตรา 53 พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญฯ) •สิทธิทายาท: ได้สิทธิตามที่ผู้ตายมี หากผู้ตายหมดสิทธิ ทายาทก็หมดสิทธิด้วย




คำพิพากษาฎีกาทั่วไป

คดีร่ำรวยผิดปกติและอำนาจศาลในการแก้ไขคำพิพากษาเรื่องดอกเบี้ย
เปรียบเทียบระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการและหลักการสำคัญ
การบังคับโทษและอายุความตาม ป.อาญา มาตรา 58 และมาตรา 98 ในคดียาเสพติด
ภาระการพิสูจน์ของธนาคารในคดีบัตรเครดิตปลอม(ฎีกา 2624/2568)
ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างก่อสร้าง: ฟ้องศาลไทยได้หรือไม่ และต้องอุทธรณ์ต่อศาลใด
กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคและสิทธิจำเลย,ขาดนัดยื่นคำให้การ,(ฎีกาที่ 4849/2566)
การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียว(ฎีกาที่ 4909/2566)
ความรับผิดของหน่วยงานรัฐในคดีเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนถึงแก่ความตาย,ละเมิด(ฎีกา 5160/2566)
การรื้อฟื้นคดีอาญาในความผิดตามมาตรา 112 กับหลักห้ามฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)(ฎีกา 5161/2566)
เงินตราต่างประเทศไม่แจ้งศุลกากร ไม่ใช่ทรัพย์สินฟอกเงิน,ยึดทรัพย์, ริบทรัพย์,(ฎีกา 5213/2566)
แปรรูปไม้หวงห้าม โรงงานไม่ได้รับอนุญาต(ฎีกา 459/2567)
แผ้วถางป่าสงวนลุ่มน้ำชั้น 1 เอ (ฎีกา 746/2567)
เงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินภาษีได้หรือไม่ กฎหมายเก่า vs ใหม่ ใช้อย่างไรย้อนหลัง ผู้นำเข้าควรรู้เมื่อถูกประเมินภาษีและไม่อุทธรณ์ article
ทำเหมืองหลังใบอนุญาตหมดอายุผิดหรือไม่? ศาลชี้ชัดเป็นละเมิด เรียกค่าเสียหายได้แม้ไม่มีสิทธิในแร่
หยุดการดำเนินการอนุญาโตตุลาการ & สิทธิยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว (ฎีกา 1335/2567)
หมิ่นประมาท ความหมาย โทษตามกฎหมาย และแนวคำวินิจฉัย
คดีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การใช้โลโก้แอลกอฮอล์ในป้ายโฆษณา
คดีโครงการรับจำนำข้าว – ไม่พบเจตนาทุจริต (ฎีกา 3555/2568)
สิทธิของเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ม.1300 (ฎีกา 674/2566)
บัตรกดเงินสดไม่ใช่ผ่อนงวด ใช้อายุความ 10 ปี (ป.พ.พ. 193/30)(ฎีกา 6568/2567)
การตีความกฎหมายอาญาเรื่องโทษจำคุก (ฎีกาที่ 4943/2567)
“ลักทรัพย์โดยลูกจ้าง”(มาตรา 335) แยกออกจาก “ยักยอก”(มาตรา 352) (ฎีกา 5658/2567)
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น, คดีอาญากับสิทธิในมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้สิทธิทางแพ่ง(ฎีกา 842/2568)
ที่ดินงอก, สาธารณสมบัติ, ป.พ.พ. ม.1304, ม.1309, ที่ดินรกร้าง,(ฎีกา 6006-6007/2567)
บุกรุกพื้นที่ป่า – ศาลสั่งปรับ คุมประพฤติ & บริการสังคม(ฎีกาที่ 6009/2567)
ผู้รับจำนองสุจริตมีสิทธิได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจนชำระเสร็จ(ฎีกาที่ 6223/2567)
คดีภาษีธุรกิจเฉพาะ โอนที่ดินให้บุตร, การขายอสังหาริมทรัพย์, (ฎีกา 4182/2550)
(ฎีกา 1688/2568) มาตรการแทนคำพิพากษาเด็กและเยาวชน
(ฎีกา 847/2568)สิทธิสวมสิทธิ & พยานสำเนาสัญญา
(ฎีกาที่ 1346/2568) การแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวมัสยิด ก. และอำนาจคณะกรรมการอิสลาม
(ฎีกาที่ 3589/2567): ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ, การประปานครหลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567 การริบยานพาหนะในคดีบุหรี่หนีภาษีและการตีความมาตรา 165 พ.ร.บ.ศุลกากร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567 คัดค้านอนุญาโตตุลาการ สิทธิยื่นต่อศาลแม้กระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุด
หน่วยงานรัฐไม่ทำตามระเบียบก่อนฟ้องคดี มีผลให้ฟ้องไม่ได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาสิทธิฟ้องและผลผูกพันคดีเดิม
ข้อพิพาทประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ เหตุไม่เป็นไปตามสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ความผิดศุลกากร การคำนวณโทษปรับตามมาตรา 27 ทวิ และความหมายของคำว่า "อากร"(ฎีกาที่ 6427/2567)
(ฎีกาที่ 6542/2567)คดีผู้บริโภคฟ้องบริษัทรับเหมาก่อสร้าง กรณีก่อสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐานและไม่มีใบอนุญาต พร้อมการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6848/2567 : คดีติดป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ที่กำหนด ศาลชี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ
ความผิดติดตั้งป้ายหาเสียงนอกพื้นที่ตามกฎหมายเลือกตั้ง และการวินิจฉัย “ต่างกรรมต่างวาระ”(ฎีกาที่ 6849/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551: ข้อพิพาทการจัดการมรดกตามพินัยกรรมของอิสลามศาสนิกในจังหวัดสตูล
ศาลฎีกายืนคำสั่งริบรถยนต์ที่ใช้ลักลอบขนคนต่างด้าว: คำพิพากษาที่ 719/2568
สลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับหายกลายเป็นคดียักยอกทรัพย์: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568: การใช้หมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 : สรุปวินิจฉัยความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และสิทธิของผู้เสียหาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568: ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
คดีทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 และหลักห้ามฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาตัดสินคืนแหวนทองคำหรือชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ย ในคดีลักทรัพย์นายจ้าง | คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร?, ข้อห้ามโอนสิทธิ ส.ป.ก., สิทธิการทำกินในที่ดิน ส.ป.ก., การใช้ที่ดินต่างดอกเบี้ยในเขต ส.ป.ก.
อำนาจนายกรัฐมนตรี คำสั่งน้ำมันเชื้อเพลิง, การส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความผิดฐานทำคำรับรองอันเป็นเท็จในงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า
ผลของ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ต่อคดีอาญา
กรรมการบริษัทไม่ต้องรับผิดส่วนตัว ในคดีสวนสัตว์ (ฎีกา 1235/2567)
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน-พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
จัดทำและส่งเป็นงบการเงินโดยมีเจตนาเพื่อลวง
ใบจอง (น.ส. 2)
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ท้ายฟ้องแนบหนังสือมอบอำนาจผิดฉบับถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย
ความเสียหายไม่เกินวงเงินความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย
การคืนเงินค่าหุ้นในภาวะขาดทุนตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์
อำนาจฟ้องขณะยังไม่มีคำสั่งศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถ
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
อำนาจพิจารณาคดีตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559
การกระทำโดยสำคัญผิด
ผิดฐานพาบุคคลไปเพื่อการอนาจารเพื่อสนองความใคร่ของตนเอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ความผิดฐานรับของโจรได้ต้องมีการลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
การฟ้องบริษัทกรณีกรรมการปฏิเสธคืนโฉนดที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือไม่ และผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องบริษัทได้เพียงใด
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุดมีประโยชน์ได้เสียขัดกัน
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article